YINGPREM

สวัสดีทุกคนฮับ คนโปรดเป็นนิยายที่อาจจะหาสาระไม่ได้ แต่ก็หวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านเรื่องนี้ <3

ชื่อตอน : [คนโปรด : 3]

คำค้น : คนโปรด,สมิธ,ลูคัส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.9k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2561 00:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[คนโปรด : 3]
แบบอักษร

คนโปรด 3

“กลับมาแล้วครับ”

“สมิธมานี่ซิ”มิเชลเอ่ยเรียกเด็กชายแก้มใสเมื่อรู้ว่าเด็กน้อยกลับถึงห้องแล้ว สมิธถอดบูทแล้วเดินตามเสียงเรียกของมิเชลที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวเก่าในห้องนั่งเล่นแคบๆแห่งนี้

“แม่มีอะไรรึเปล่า?”

“นี่มันหมายความว่ายังไง!แกไปเอาเงินจากไหนมาซื้อรองเท้า”มิเชลกอดอกสอบสวนสมิธเสียงเข้ม ชี้มือไปที่กล่องรองเท้ายี่ห้อดัง เด็กชายขมวดคิ้วอย่างงุนงงมองตามมือผู้เป็นแม่อย่างไม่เข้าใจ

“ไม่ใช่ของผม”

“มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ชื่อแกมันเด่นหราขนาดนี้” เด็กชายก้าวเท้าเข้าไปดูของชิ้นนั้นใกล้ๆด้านบนกล่องมีการ์ดเล็กๆแนบว่าสำหรับ ‘สมิธ เกรย์เยอร์’

“ใครเอามาส่งอ่ะ”

“เมสเซนเจอร์”

สมิธหยิบกล่องรองเท้าออกจากถุง พอเห็นยี่ห้อเด็กชายก็ถึงกับหลุดอุทานไม่เบา

“อะไร?”มิเชลถามอย่างสงสัยกับท่าทางของลูกชาย

“ผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าใครส่งมา”

“ใคร?”

“เพื่อนแม่ไง...ลูคัส”

“คุณลูคัสงั้นหรอ แกไปพูดอะไรให้เขาซื้อให้ล่ะ”มิเชลเอ่ยอย่างไม่ชอบใจ

“ผม...ไม่ได้ทำอะไร แค่...”

“แค่อะไร!?แกเลิกเล่นเกมถามคำตอบคำกับฉันได้แล้ว อธิบายมาให้หมดเดี๋ยวนี้!”

“เอ่อ...ระหว่างที่อยู่ในรถเขาก็ถาม...”สมิธเล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่ฟังแต่ไม่ได้พูดถึงฉากที่ไอ้โรคจิตนั่นหอมแก้มสัญญา สมิธไม่ได้ติดใจอะไรเพราะถามพวกเดวิดแล้วมันคือเรื่องปกติ

“แกแน่ใจนะว่าไม่ได้เอ่ยปากขอเขาเอง”

“ครับ”

“แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าแกชอบเบนเท็น?”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”เด็กชายยกมือขึ้นเกาศีรษะงงๆ มิเชลที่เห็นนาฬิกาบนข้อมือลูกชายก็พอจะเดาออกว่าทำไมลูคัสถึงรู้ว่าลูกชายเธอชอบเบนเท็น แต่เธอก็ขี้เกียจอธิบายอะไรจึงเลือกจะพูดปัดไปเรื่องอื่น

“ช่างเถอะ เขาอาจจะเอ็นดูแก...แสดงว่าเขาก็ชอบฉันพอสมควรเลยสินะ”มิเชลยิ้มอย่างได้ใจ ถ้าเธอจับผู้ชายคนนี้ได้ ยังไงเธอก็จะสบายไปทั้งชีวิตอยู่แล้ว

“แม่หมายความว่าไง”

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ถ้าเขาให้อะไรอีกก็รับไว้ ทำตัวดีๆว่านอนสอนง่ายห้ามดื้อห้ามซนเข้าใจไหม”

“แต่...”

“ถ้าแกอยากสบายก็ทำตามที่ฉันบอก...ไม่อย่างนั้นฉันจะทิ้งแกไว้คนเดียว!”สมิธสะดุ้งเฮือก รีบผวาไปกอดเอวผู้เป็นแม่แน่นแล้วส่ายหน้าไปมา

“ไม่เอา อย่าทิ้งผม ฮึก!” เด็กชายน้ำตาไหล สะอื้นฮักจนน่าสงสารเพราะฝังใจเรื่องถูกทิ้งไว้คนเดียวเมื่อก่อน

“ฉันจะไม่ทิ้งถ้าแกทำตามที่ฉันบอก ตกลงไหม?”มิเชลขู่เด็กชาย ทั้งๆถ้าจะทิ้งสมิธจริงๆกลับทำไม่ได้ง่ายๆอย่างนั้น แต่เพราะสมิธยังเด็กและเธอก็ปิดกั้น เรื่องกฎหมายเด็กชายจึงไม่มีความรู้

“อื้อ”

+++++++++++++++++

“มิเชล ผมว่าคุณเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ดีไหม”ลูคัสว่าพลางสวมเสื้อคลุมหลังเสร็จภารกิจกับมิเชลรอบที่สอง

“เอ๊ะ?ทำไมล่ะค่ะ?”

“ผมว่าที่นั่นดูอันตรายไปหน่อย...ผมเป็นห่วง”ลูคัสว่ายิ้มๆแล้วจิบไวน์แดงราคาเหยียบหมื่นปอนด์ด้วยท่าทีสบายๆบนโซฟาสีเลือดหมู มองมิเชลด้วยสายตาร้อนแรงจนเธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

“ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นค่ะเมื่อเดือนที่แล้วสมิธก็เกือบโดนไอ้สารเลวคนหนึ่งในอพาร์ทเม้นท์ข่มขืน...แต่ว่า”มิเชลพยายามเรียกคะแนนสงสารจากชายหนุ่ม และก็ได้ผลเมื่อลูคัสขมวดคิ้วเครียด รอยยิ้มที่ติดบนใบหน้าจางๆก็ไม่มีอีกแล้ว

“เกิดเรื่องแบบนี้คุณต้องย้ายแล้วล่ะ...ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายผมจะจัดการให้เอง”

“จะดีหรอคะ”สีหน้ามิเชลแสดงออกถึงความเกรงใจ แต่ในใจเธอกลับสั่นระริกอย่างดีใจ

“ดีสิ คุณทำให้ผมพอใจได้นี่”ร่างสูงของชายหนุ่มลุกขึ้นก้าวไปหาหญิงสาวที่นอนเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่ม ใบหน้าหล่อเหลาติดหวานโน้มไปจูบหน้าผากหญิงสาวแผ่วเบา มิเชลกัดริมฝีปากเย้ายวน สองแขนเล็กคล้องคอชายหนุ่มไว้ไม่ให้ยืดตัวขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นให้มิเชลทำให้คุณพอใจยิ่งกว่านี้นะคะ”ลูคัสยิ้มบางๆตอบรับคำเชิญชวนของหญิงสาวด้วยการประทับจูบบนริมฝีปากอิ่มแทน

+++++++++++++++

ร่วมสัปดาห์แล้วที่สมิธได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ เด็กชายเริ่มปรับตัวได้และรู้สึกมีความสุขกว่าอยู่ที่อพาร์ทเมนท์เดิมมาก มิเชลพาสมิธย้ายเข้ามาอยู่ในโซนหนึ่งของลอนดอนซึ่งดีกว่าที่อยู่เก่าที่อยู่โซนสี่แบบเทียบไม่ติด บ้านที่สมิธย้ายเข้ามาอยู่ตั้งอยู่ในอาคารแบบจอเจียร์ ถนนหน้าบ้านแม้จะคนพลุกพล่านแต่ก็สงบเพราะคุณภาพชีวิตที่นี่ต่างจากที่สมิธเคยอยู่อย่างสิ้นเชิง

ภายในบ้านตกแต่งอย่างที่สมิธชอบมากๆ เป็นการผสมผสานระหว่างความคลาสิคและโมเดิร์นอย่างลงตัว สมิธมีห้องนอนกว้างและห้องน้ำในห้องเป็นของตัวเอง ฮีตเตอร์ในห้องก็ทำงานได้ดีเต็มประสิทธิภาพ เวลาที่จะไปโรงเรียนแค่เดินออกจากบ้านไม่ถึงห้านาทีก็เป็นป้ายจอดบัส ใกล้ๆกันก็เป็นสถานีรถไฟ เวลากลางคืนก็ไม่น่ากลัวเหมือนเก่า

เด็กชายชอบที่นี่มาก มันเป็นสิ่งที่สมิธเฝ้าถวิลหามาโดยตลอด เขาอยากใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขโดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีคนมาดักปล้นหรือทำร้าย สมิธขอบคุณมิเชลไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริง

แม้จะไม่รู้ว่ามิเชลไปหาเงินมาจากไหนมากมายพอจะเช่าบ้านหลังนี้ แต่มิเชลบอกว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กชายตัวเล็กจึงไม่กล้าปริปากพูดให้มากความอีก

เพราะแค่นี้สมิธก็พอใจมากๆแล้ว

วันนี้เด็กชายสมิธไปเล่นเกมส์บ้านเด็กชายเดวิดจนเกือบจะมืดเขาถึงได้กลับถึงบ้าน แต่สมิธไม่กลัวมิเชลดุเพราะเขายืมโทรศัพท์ที่บ้านเดวิดโทรบอกมิเชลแล้ว และมิเชลก็อนุญาต สมิธมีความสุขมากที่ช่วงนี้มิเชลใจดีกับเขากว่าแต่ก่อนถึงจะไม่สนใจเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ค่อยดุด่าซึ่งถือว่าดีมากแล้ว

เด็กชายไขกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไป ในบ้านนั้นมืดสนิทแสดงว่ามิเชลออกไปทำงานแล้ว มือเล็กๆเอื้อมไปเปิดไฟแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อปรากฎภาพคนที่สมิธไม่เห็นหน้ามาสัปดาห์กว่าๆกอดอกมองเขาอยู่ทางเข้าห้องนั่งเล่น

“ไปไหนมา?”เด็กชายไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองไหม แต่รู้สึกว่าน้ำเสียงลูคัสดูน่ากลัวชอบกล

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ...อีกอย่างคุณเข้ามาในบ้านผมได้ยังไง”ด้วยความเป็นเด็กที่ไม่ว่าจะดื้อยังไงก็ยังดื้ออยู่อย่างนั้น ไม่สามารถลดทอนความดื้อลงได้ง่ายๆอย่างที่ผู้ใหญ่บางคนต้องการ ซึ่งตัวสมิธเองก็เป็นอย่างนั้นซะด้วย และนั่นก็ไปกระตุกต่อมหงุดหงิดของใครบางคนเข้า

“พี่ถามดีๆนะสมิธ” ลูคัสสาวเท้าเข้าไปใกล้เด็กชายช้าๆ สมิธก็ก้าวถอยหลังช้าๆจนแผ่นหลังเล็กชิดติดกับประตู และตัวลูคัสเองก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวสมิธได้แล้ว

“อะ..อะไรเล่า!ผมแค่ไปเล่นเกมส์บ้านเดวิดเองนะ”เพราะเด็กชายนัยน์ตาสีฟ้าเข้มรู้สึกว่าโดนกดดันอย่างหนัก ทำให้เขาไม่กล้าดื้อกับลูคัสมากนัก

“แล้วทำไมไม่เล่นที่บ้าน”ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้าไปใกล้เด็กน้อยที่สูงเพียงใต้ราวนมเขา

“มันมีซะที่ไหนล่ะ”สมิธทำหน้ายุ่ง เงยหน้าโต้ตอบลูคัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“ถ้ามีก็จะไม่ไปที่อื่นใช่ไหม”

“ก็...ถ้าเล่นคนเดียวคงไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่”เด็กชายทำท่าหงอยๆลง เพราะกลัวลูคัสจะพูดไม่ให้มิเชลอนุญาตเขาไปเล่นบ้านเดวิดอีก

ลูคัสยิ้มขำ เขาไม่เคยเจอเด็กคนไหนเหมือนสมิธมาก่อน บางทีก็ดูเป็นเด็กดื้อธรรมดาๆคนหนึ่งแต่บางทีก็ดูเฉลียวฉลาดเกินวัย เขาชอบพูดคุยกับสมิธอยากแกล้งให้แสดงสีหน้าหลายๆด้าน ช่วงเวลาที่ทำงานอยู่ที่อังกฤษมันทำให้เขาหายเบื่อไปได้เยอะ

แต่ลูคัสกลับไม่รู้ตัวเลย ว่าแค่การพูดคุยกันหรือหยอกเล่นแบบธรรมดาจะไม่เพียงพอสำหรับเขาอีกต่อไป

“ก็ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านสิ”ลูคัสพูดยิ้มๆ

“มิเชลคงไม่อนุญาต”สมิธที่รู้จักนิสัยแม่ของตัวเองดีก็เดาคำตอบได้ไม่ยาก

“พี่จะซื้อเครื่องเล่นเกมให้แล้วก็จะพูดให้มิเชลอนุญาตให้เพื่อนสมิธมาเล่นที่บ้านด้วยดีไหม?”ความจริงแล้วลูคัสไม่จำเป็นต้องขอมิเชลด้วยซ้ำ แค่เขาเอ่ยปากยังไงมิเชลก็ต้องยอม ในเมื่อบ้านหลังนี้เขาเป็นคนซื้อนี่

“จริงหรอ”ดวงตาเด็กชายเป็นประกายยิ่งกว่าตอนที่ลูคัสบอกจะซื้อรองเท้าให้ซะอีก

“จริงแน่นอน...แต่ว่า”

“แต่ว่าอะไร?”คนตัวเล็กเอียงคอถามคนตัวโตกว่า โดยที่สมิธไม่รู้เลยว่าท่าทางแบบนั้นทำให้อีกคนอยากฟัดแก้มเขามากแค่ไหน

“เวลาพี่มาหา สมิธต้องเป็นเด็กดี ทำตัวน่ารักเชื่อฟังพี่...แล้วพี่จะให้ทุกอย่างที่สมิธต้องการ”สมิธไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่ลูคัสพูดนัก แต่มิเชลบอกให้เชื่อฟังลูคัส แล้วลูคัสก็บอกว่าจะตามใจ เพราะฉะนั้นสมิธก็จะเชื่อฟังลูคัส

“อื้อ...ตกลง”สมิธพยักหน้ารับ

“ดี...ถ้าอย่างนั้นเรามาทำสัญญากันเหมือนเดิม”ลูคัสกระตุกยิ้ม

“แบบตอนบนรถน่ะหรอ”

“ใช่ แต่คราวนี้มิทตี้เป็นคนทำนะ”ลูคัสย่อขาลงนั่งยองๆ ทำให้ส่วนสูงของสมิธเลยหัวชายหนุ่มไปเล็กน้อย เขาเอียงใบหน้าให้สมิธข้างหนึ่ง ส่งสายตาเร่งเร้าให้เด็กน้อยลงมือ

สมิธลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ที่จริงเด็กชายก็ชอบที่มีคนมาแสดงความรักความเอ็นดูให้เขาเหมือนกัน

จมูกโด่งและริมฝีปากเล็กแนบลงบนแก้มชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว ลูคัสหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี มือเรียวยาวประคองใบหน้าเล็กเข้ามาใกล้ก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มใสบ้าง เขาสูดหายใจหนักรับเอาความหอมไม่เหมือนใครเข้าเต็มปอด ในใจอยากกัดแก้มกลมๆนี่ด้วยซ้ำแต่เดี๋ยวเด็กจะหาว่าเขาโรคจิตเหมือนครั้งแรกได้

สมิธหลับตาปี๋ ยอมให้ลูคัสหอมจนพอใจ ครั้งแรกที่ถูกหอมเขาค่อนข้างตกใจ แต่การถูกสัมผัสครั้งนี้กลับต่างออกไป หัวใจของเด็กชายเต้นเร็วผิดจังหวะ ไม่เคยมีใครสัมผัสเขาแบบนี้และไม่เคยมีใครใจดีกับเขามากเท่าลูคัสอีกเช่นกัน

สมิธลืมความบาดหมางกับลูคัสในคราแรกไปหมดสิ้น ตอนนี้ในสายตาเด็กน้อย ลูคัสเปรียบเสมือนที่พึ่ง เป็นคนที่สมิธโหยหามานานและไม่เคยได้สัมผัส...พ่อ

เด็กชายโน้มตัวไปกอดคอลูคัสแน่นจนชายหนุ่มยังนึกแปลกใจ แต่เมื่อเห็นสายตาที่มองเขาเปลี่ยนไปของสมิธก็ทำให้เขาพอเข้าใจอะไรได้ลางๆ

เด็กนี่คิดว่าเขาอยากเป็นพ่อคนตอนอายุยี่สิบรึไงนะ

ลูคัสอุ้มสมิธน้อยขึ้นทั้งๆที่ร่างเล็กยังกอดคอเขาไว้อยู่ ชายหนุ่มพาเด็กน้อยเอากระเป๋านักเรียนไปเก็บแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็พาสมิธออกไปกินข้าวนอกบ้านโดยไม่ลืมส่งข้อความบอกมิเชลไว้

สมิธทานอาหารค่ำได้มากกว่าปกติ เขาไม่เคยทานพาสต้าที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อน หลังจากนั้นลูคัสยังพาเขาไปซื้อเครื่องเล่นเกมส์ที่เหมือนของเดวิดอีกด้วย

เด็กชายนั่งชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนในลอนดอนผ่านกระจกรถอย่างอารมณ์ดี สมิธหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆพบว่าลูคัสมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“ขอบคุณนะครับ”

“อืม”ลูคัสยื่นมือไปลูบเส้นผมนิ่มของสมิธไปมา สายตาเผลอจับจ้องที่ริมฝีปากเล็กนานกว่าปกติ ลำคอเขาแห้งผากไปหมด ความรู้สึกอยากประทับริมฝีปากและดูดปากเล็กๆนั่นมันคืออะไรกัน

หรือว่าเขาจะเริ่มโรคจิตจริงๆ แต่กลับเด็กคนอื่นลูคัสไม่เคยเป็น น่ารักกว่าสมิธเขาก็ไม่รู้สึกอะไรติดจะรำคาญซะด้วยซ้ำ ลูคัสหายใจเข้าออกแรงอย่างพยายามสงบอารมณ์

“ลุค เป็นอะไรไป?”เด็กชายเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ยื่นใบหน้าเรียวเล็กเข้าไปดูชายหนุ่มใกล้ๆ ลูคัสหน้าเครียดยิ่งทำให้สมิธเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก

“มิทตี้ หลับตาซิ”

“ทำไม?พี่เป็นอะไร!?”เด็กชายเอ่ยถามอย่างตระหนก

“หลับตาสิ เดี๋ยวพี่ก็หาย”

“อื้อ”สมิธหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง ชายหนุ่มจึงโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูสมิธ

“ถ้าพี่ทำอะไร ไม่ต้องตกใจหลับตาไว้เข้าใจไหม”เด็กชายพยักหน้า จากนั้นริมฝีปากเขาก็ถูกสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง มันนุ่มหยุ่นและอุ่นร้อน ริมฝีปากเล็กๆถูกอีกคนขบเม้มและดูดดึงอย่าเร่าร้อน ลูคัสบดเบียดริมฝีปากตนเองเข้ากับกลีบปากเล็กของเด็กน้อย มันหวานล้ำจนเขาไม่อาจหยุดยั้งจูบนี้ได้ง่ายๆ ลิ้นร้อนเริ่มเลาะเล็มไปตามแนวฟัน แยกริมฝีปากเล็กให้เปิดออกแล้วกวาดต้อนลิ้นไปทั่วโพลงปากเล็กอย่างสำรวจ เขาดูดลิ้นเล็กๆสมิธด้วยความหมั่นเขี้ยว ใจอยากจะทำให้มากกว่านี้แต่เด็กน้อยเริ่มหอบหายใจไม่ทันแล้ว เขาจึงได้ถอนริมฝีปากออกมา

สมิธหอบหายใจแรงทั้งๆที่หลับตาปี๋ มือกำขากางเกงแน่นอย่างนึกกลัวตอนที่หายใจไม่ออกแต่ก็ไม่กล้าลืมตา

“ลืมตาได้เด็กดี”เปลือกตาเล็กเปิดออก นัยน์ตาสีน้ำทะเลจ้องมองลูคัสอย่างมึนงง

“ลุค พี่หายแล้วรึยัง?”เมื่อปรับลมหายใจได้แล้วเด็กชายก็ไม่ลืมที่จะถามคนตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”ลูคัสพูดยิ้มๆ เผลอเลียริมฝีปากตัวเองที่มีรสไอศกรีมติดอยู่จางๆ

“แล้วต่อไปพี่จะเป็นอีกรึเปล่า”

“ก็อาจจะ แต่ถ้ามิทตี้ช่วยก็หายดีเลยล่ะ”

“แบบเมื่อกี้น่ะหรอ”

“ใช่ มิทตี้จะช่วยพี่ไหม”ลูคัสมองเด็กตรงหน้าด้วยสายตาอ่านยาก มือเรียวยื่นไปเกลี่ยริมฝีปากเล็กเบาๆ

“ก็...ก็ได้ แต่ว่าเมื่อกี้ผมหายใจไม่ออก”เด็กชายมีความลังเลอยู่บ้างเพราะการรักษาลูคัสค่อนข้างจะลำบากมากสำหรับเขา

“ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็ชินเอง แล้วเรื่องนี้เก็บไว้เป็นความลับที่รู้แค่เรา ตกลงไหม?”

“อื้อ...ผมจะไม่ตายใช่ไหม?”เด็กชายรู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ เพราะหลับตาเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง

“ไม่ตายหรอก พี่อยู่ทั้งคนใครก็ทำอะไรมิทตี้ไม่ได้ทั้งนั้น”

“ผมจะอยู่กับลุค”เด็กชายตัวน้อยตอบรับด้วยรอยยิ้มใสซื่อ ทำให้ลูคัสกระตุกยิ้มอย่างพอใจ

คล้อยหลังจากไปส่งสมิธที่บ้าน ลูคัสก็เดินทางกลับเพนท์เฮาส์ทันทีโดยไม่อยู่รอมิเชลกลับจากที่ทำงาน ท่ามกลางความเงียบภายในรถ โยฮันเนสลูกน้องคนสนิทของลูคัสที่นั่งอยู่ข้างคนขับ เอ่ยขึ้นถึงเหตุการณ์ที่เขากับเพื่อนอีกคนร่วมกันเป็นพยานในการชำเราผู้เยาว์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน

“นายครับ...”

“ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่โย”

“ผมไม่อยากให้เด็กคนนั้นนำปัญหามาสู่นายทีหลัง”โยฮันเนสเอ่ยเตือนด้วยความเป็นกังวล กฎหมายที่นี่แรงมาก ถ้าเรื่องที่นายเขาทำอยู่แดงออกไป ต่อให้มีอำนาจมากแค่ไหนก็ใช่ว่าจะจบเรื่องได้ง่ายๆ

“แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมอยากได้เขา” เพราะเป็นคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในจุดต่ำสุดมาก่อน กว่าเขาจะได้สิ่งที่อยากได้มาแต่ละอย่างก็ยากเย็นจนเลือดตาแทบกระเด็น มาในวันที่เขาอยู่ในจุดสูงสุด จุดที่เขามีทุกอย่างอยู่ในกำมือ

แค่เด็กผู้ชายคนเดียวทำไมเขาจะเอามาไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นนายก็รอก่อน วางแผนให้รอบคอบดีไหมครับ”

“อืม ผมคิดเอาไว้แล้ว” ลูคัสวางแผนอยู่ในใจตั้งแต่จูบเด็กน้อยไปแล้ว ยอมรับว่าติดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน แต่เขาเป็นพวกเบื่อง่าย คิดว่าไม่นานก็คงเบื่อไปเอง

เขาไม่สนใจว่ากำลังจะทำให้เด็กคนหนึ่งเสียอนาคต หรือชีวิตพังอะไรก็แล้วแต่

ตอนนี้ลูคัสอยากได้ เขาก็ต้องได้

ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ต้องเอาสมิธมาเป็นคนของเขาให้ได้

++++++++++++++++++++

อิพี่ก็จะหลงๆเด็กหน่อย ตอนหน้าความชั่วที่เก็บไว้ก็จะโผล่แล้วเจ้าค่ะ

​***edited[ประโยคตกหล่น]

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น