DiaR' Y

คิณณ์ : หน้าตาอย่างน้อง ควรมีพี่เป็นเจ้าของนะครับ #คิณณ์วุ่น #กินเด็กเป็นอมตะ

สปอยล์ตอนพิเศษในเล่ม ตอนที่ 1 และ 2

ชื่อตอน : สปอยล์ตอนพิเศษในเล่ม ตอนที่ 1 และ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2561 11:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สปอยล์ตอนพิเศษในเล่ม ตอนที่ 1 และ 2
แบบอักษร

ตอนพิเศษ ( 1 )

คิณณ์ & วุ่นวาย

"ประชุมผู้ปกครอง?" กระดาษเอสี่ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมผู้ปกครองในวันเสาร์หน้านั้นทำให้ผมอดแปลกใจไม่ได้ หลังจากที่ไปรับเด็กอ้วนกลับมาจากโรงเรียนเด็กก็ยื่นกระดาษแผ่นนี้ให้แล้วก็หายตัวเข้าไปในห้องนอนในทันที เอามาให้ผมทำไมในเมื่อปกติจะเป็นหน้าที่ของไอ้ยุ่ง? คิดอย่างนั้นผมก็วางกระดาษในมือลงบนโต๊ะหยิบเอาแจกันหนักๆ ทับมันเอาไว้ก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้อง 

เด็กอ้วนกำลังเปลี่ยนเสื้ออยู่พอดี พอเห็นว่าผมเข้ามาในห้องเจ้าตัวก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปพร้อมกับเสื้อยืดในมือ ทิ้งไว้แค่เสียงที่บอกว่า "เข้ามาทำไมเนี่ย" ดังก้องอยู่ในหูจนต้องหัวเราะ อะไรจะอายขนาดนั้นอยู่กันมาจะปีแล้วยังมาเหนียมอาย 

นั่งรอบนเตียงไม่นานนักคนที่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำก็เดินหน้าแดงออกมา ผมได้จังหวะก็คว้าร่างเล็กเข้ามากอดแน่นจนเราสองคนเสียหลักล้มลงบนเตียง กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่หลายรอบจนหอบกันไปข้างก่อนจะได้โอกาสเข้าเรื่อง "ใบนั่นเอามาให้ทำไม" 

ถึงอย่างนั้นผมก็ยังแกล้งเป่าลมใส่หูเด็กและขบเม้มต้นคอขาวนี่อยู่ไม่ห่าง วุ่นย่นคอหนีดิ้นไปมาสุดท้ายก็แพ้แรงผม 

“อ้ะ…ก็พี่ยุ่งบอกว่าไม่ว่าง แล้วพี่อรก็มีน้องในท้อง วุ่นเลยเอามาให้พี่คิณณ์” ไอ้อ้วนกลิ้งมาทับผม อาจจะแค่เอาตัวมาเกยกันแต่แขนเล็กตวัดรัดเอวผมแน่น ชอบอะไรแบบนี้ชะมัด “แต่ถ้าพี่คิณณ์ไม่ไปวุ่นโทรบอกพ่อกับแม่ก็ได้นะ” 

เรื่องสิ… 

ให้พ่อแม่ของเด็กนั่งเครื่องมาไทยเพื่องานประชุมผู้ปกครองวันเดียวน่ะนะ ไอ้ยุ่งได้โวยผมพอดี “ไปกี่โมง” 

“เที่ยงครับ” 

“อือ ใกล้ๆ เตือนอีกครั้งแล้วกัน” พูดจบก็พลิกไอ้อ้วนให้นอนหงายลงกับเตียง เด็กหัวเราะร่าเพราะถูกผมประโคมจูบใส่ไปทั่วตั้งแต่หน้าลงมายังหน้าท้องเนียน ทุกสัดส่วนของร่างกายล้วนแล้วแต่ถูกผมประทับตราด้วยจูบหมด 

ยิ่งโตยิ่งมีเสน่ห์นะไอ้ดื้อ เมื่อปีที่แล้วยังเป็นเด็กโง่อยู่เลย ผ่านไปปีนึง กลายเป็นเด็กช่างยั่วเสียแล้ว แบบนี้ต้องจับฟัดเช้าฟัดเย็น 

“ฮะๆ พี่คิณณ์มันจั๊กจี้” มือบางดันหน้าผมออกแม้จะหัวเราะจนน้ำตาเล็ดก็ตาม ดิ้นจนกวาดเอาหมอนผ้าห่มลงพื้นหมด “ฮือออ จั๊กจี้หมดแล้ว คิก” 

ฟอด! 

หอมเข้าที่แก้มแดงระเรื่อด้วยความหมั่นเขี้ยวทิ้งท้ายก่อนจะละหน้าออกมา “ไปกินข้าว” 

แค่ล่อด้วยอาหาร คนตรงหน้าก็ยอมติดกับอย่างง่ายดาย… 

เช้าของวันเสาร์ 

ตามที่แพลนเอาไว้คือช่วงเที่ยงนั้นต้องไปเป็น ‘ผู้ปกครอง’ ของไอ้อ้วนที่โรงเรียน ผมและเด็กวุ่นเลยอาศัยช่วงเวลาในตอนเช้าซุกอยู่ใต้ผ้าห่มไม่มีใครยอมลุกออกจากเตียงไปไหน อันที่จริงเป็นเพราะว่าเมื่อคืนผมสูบพลังจากเด็กไปเยอะพอสมควรส่งผลให้ตอนเช้านี้เขาไม่ยอมตื่น ดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ ผมเลยปล่อยให้เด็กนอนกอดตุ๊กตาต่อไปสักชั่วโมงสองชั่วโมง 

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมยังอยู่ช่วงมัธยม งานประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนผมจะมีเกวลินไปประชุมด้วยเสมอ ไม่เคยต้องไหว้วานญาติหรือคนอื่นให้ไปประชุมแทนสักครั้งเพราะแม่จะหาเวลาว่างให้ผมได้ตลอด แต่เด็กคนนี้…พ่อกับแม่ต้องทำงานอยู่ต่างประเทศ ส่วนพี่ชายคนเดียวที่มีก็ดันออกฝึกงาน หากผมไม่อยู่ก็ไม่รู้ว่าเด็กจะเป็นยังไงบ้าง 

นึกสงสัยว่าเด็กอ้วนโตมาเป็นเด็กร่าเริงได้ยังไง 

แต่พอลองมองย้อนไปดูดีๆ ก็คงเป็นเพราะพี่ชายอย่างไอ้ยุ่งนั่นน่ะแหละที่ดูแลเด็กเป็นอย่างดี ไม่ปล่อยให้น้องชายขาดความอบอุ่นจากพ่อหรือแม่ที่อยู่ห่างกันคนละทวีป 

ผมนึกอยากจะกอดเด็กนี่ไว้ ประกาศตนเป็นครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งของเด็กให้รู้แล้วรู้รอด 

“อื้อ…” แล้วเสียงครางจากร่างเล็กข้างกายก็ดึงให้ผมหันไปมอง เด็กวุ่นพลิกตัวซ้ายขวา ม้วนเอาผ้าห่มผืนใหญ่มากอดแล้วเขยิบเข้ามาหาไออุ่นจากตัวของผม  เมื่อได้ที่นอนที่สมใจ ไอ้อ้วนก็หลับตาพริ้มย่างก้าวเข้าสู่ความฝันต่อ 

ฟอด… 

รักฉิบหายคนนี้ ยิ่งได้อยู่ด้วยกันก็ยิ่งรัก รักแม่งจนไม่รู้จะรักยังไงได้อีก  


XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX


ตอนพิเศษ ( 2 )

วันว่างๆ ของผมกับเด็กเราสองคนมักจะนอนอุดอู้อยู่บนเตียงกว้าง พลิกตัวทับกันไปมาราวกับว่าไม่มีอะไรต้องลุกไปทำอีก เตียงนุ่มๆ แอร์เย็นๆ ทุกอย่างช่างเป็นใจเหลือเกิน วันนี้ก็เช่นกัน...

“พี่คิณณ์ พี่คิณณ์ครับ” และก็เป็นคำพูดเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนนัก เสียงของเด็กวุ่นเรียกให้ผมหันไปมอง ร่างเล็กกับโทรศัพท์มือถือในมือ เหมือนเด็กกำลังเปิดอ่านอะไรสักอย่างอยู่ “วุ่นอยากลองทำเค้กดูจังเลยอ่า ในนี้บอกว่าไม่จำเป็นต้องมีเตาอบก็ทำได้”

“หาเรื่อง” ดูก็รู้อยู่ว่าต้องทำครัวพังแน่ เคยทำอะไรเป็นที่ไหนเล่าหือ? ผมเขกหัวเด็กไปเบาๆ เด็กวุ่นทำปากยู่ใส่ผมพร้อมกับพลิกตัวเข้ามาหา วางคางเล็กๆ ไว้บนหน้าท้องของผมก่อนจะส่งเสียงอ้อนชุดใหญ่

“พี่คิณณ์ นะๆ วุ่นไม่ทำไฟไหม้หรอก เชื่อวุ่นสิ” นอกจากจะอ้อนเก่งแล้วยังรู้วิธีทำให้ผมใจอ่อนได้อีกนะ เด็กโยกหัวไปมาบนหน้าท้องของผม บ้างก็อ้าปากกัดท้องผมเบาๆ พอหมั่นเขี้ยว กัดไปเถอะ...มีแต่กล้ามเนื้อทั้งนั้น ไม่มีไขมันเหมือนเจ้าตัวหรอก

“ไม่อนุญาต” ถึงอย่างไรผมก็ไม่เสี่ยงให้เด็กไปซนในครัวหรอก ทั้งมีด ทั้งเตา ทั้งความร้อน ยิ่งเอ๋อๆ อยู่ด้วย ขืนให้ลองเข้าครัวไปทำขนมสงสัยจะได้แบกเข้าโรงพยาบาลแทน

“พี่คิณณ์อ่า” ไม่ได้ดั่งใจเด็กวุ่นก็เริ่มงอแง

“อะไร”

“วุ่นอยากทำเค้ก”                                                                  

“ไว้โตอีกนิด”

“นี่ยังโตไม่พออีกเหรอ” ไม่รู้สิ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ผมก็ยังไม่อยากให้เด็กเข้าครัวไปทำเค้กอยู่ดี แต่ก็นะ...ลองสบสายตาออดอ้อนของคนตรงหน้าดูสิ ใจที่พยายามจะทำแข็งไว้ก็เริ่มสั่นคลอนแล้ว ช่างมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผมสิ้นดี “ให้วุ่นไปเรียนกับพี่ไวน์ก็ได้นะพี่คิณณ์ วุ่นอยากทำจริงๆ นะพี่คิณณ์ วุ่นทำไข่เจียวเป็นแล้ว วุ่นโตแล้วนะ”

เดี๋ยว...ทำไข่เจียวเป็นก็ไม่ได้แปลว่าโตแล้วหรือเปล่า เด็กสิบขวบยังทำเป็นเลยไอ้เด็กบ้า “ไปตอกไข่ยังไงไม่ให้ไข่แดงแตกก่อนไป”

“โธ่พี่คิณณ์” มาถอนหายใจใส่ผมอีกนะ สงสัยจะยากเกินไป ขนาดแกะเปลือกไข่ต้มยังทำไม่ได้เลย เด็กวุ่นทิ้งตัวลงทับผมเต็มตัวอย่างคนยอมแพ้ ผมเลยจัดการรวบตัวเด็กขึ้นมากอดแนบก่อนจะพลิกตัวเป็นฝ่ายนอนทับแทน น่ากอดให้จมอกชะมัด ไหนจะกลิ่นหอมนี่อีก ฝังจมูกลงสูดดมความหอมจากตัวเด็กซ้ำๆ จนเด็กวุ่นดิ้นใหญ่ผมก็ยังไม่พอใจ “คิก พอแล้วพี่คิณณ์”

“อยากทำจริงๆ หรอหืม” หอมฟอดเข้าที่แก้มเนียนครั้งหนึ่งก่อนจะผละหน้าออกห่างเพื่อถาม เด็กพยักหน้ารับเสียยกใหญ่ หมั่นไส้จริง

“วุ่นอยากทำเค้ก อยากทำเค้กขาย” พูดออกมาได้นะ

“กินอย่างเดียวก็พอไหม” ลูบท้องน้อยๆ ของเด็กเบามือเป็นการช่วยผ่อนคลาย เด็กวุ่นชอบคลอเคลียผม ผมก็ชอบที่จะคลอเคลียเด็กเหมือนกัน ยิ่งมีเวลาอยู่ใกล้กันแบบนี้ก็ยิ่งอยากจะให้ตัวสัมผัสกันตลอด ไม่รู้เป็นอะไร

“มันไม่เหมือนกันนี่นา”

เห็นแก่ความตั้งใจหรอกนะ “ไปให้ไวน์สอนแล้วกัน อย่าไปทำของเขาพังล่ะ”

“ฮื่อออออ” สุดท้ายเมื่อผมยอมอนุญาต วุ่นวายก็ครางในลำคอเสียงหวาน ตัวเล็กยิ้มกว้างตรงเข้าหอมแก้มผมเป็นการขอบคุณในทันที “พี่คิณณ์น่ารักที่สุดเลย”

ก็เห็นพูดแบบนี้อยู่เรื่อย

...

“อาทิตย์นี้มึงวางแผนจะไปเที่ยวไหนต่อวะครับเพื่อน ที่บางแสน ชลบุรี หรือสัตหีบ” มาถึงบ้านของไอ้ลมหมุนได้อย่างไรผมก็จำไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาในห้องของพวกมันเป็นที่เรียบร้อย ไอ้ลมหมุนในสภาพเหมือนซอมบี้เอ่ยถามผมในระหว่างที่มันกำลังนอนอ่านการ์ตูนบนเตียง ผมได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ไปทำไม”

“เอ้า!” หลังจากที่ถามออกไปอย่างนั้น มันก็ลดหนังสือการ์ตูนลงด้วยความตกใจแบบโอเวอร์แอคติ้ง “มึงลืมเหรอวะว่าวันพุธนี้เรามีโปรแกรมไปค่ายอาสาที่ชลบุรี ห้าวันน่ะ”

คำตอบของมันทำให้ผมสมองตื้อไปพักใหญ่ อะไรนะ...ค่ายอาสา ผมตกลงเซ็นใบสมัครไปตั้งแต่ตอนไหนทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย สีหน้าของผมคงเคร่งเครียดเสียจนอีกคนหนึ่งรู้สึกได้ มันระเบิดหัวเราะออกมาก่อนจะบอก “ยังไงก็แล้วแต่มึงต้องไปนะครับเพื่อน วันเสาร์อาทิตย์วันปล่อยผี กินลมชมวิวบนหาดทรายที่ไหนสักแห่ง โอ้โหมันยอดมาก!”

อะไร...

ในตอนนี้หัวของมันคงมีแต่เรื่องเที่ยวแล้ว แต่ผมเนี่ยสิ “กูไปไม่ได้”

“ทำไมวะ”

“กูต้องดูแลเด็ก” สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ “ถอนตัวได้ที่ใคร”

“บ้าเหรอครับเพื่อน หน่า...ไปเถอะ ฝากน้องไว้กับพ่อแม่มึงก็ได้นี่” ดูมันอยากจะให้ผมไปนักหนา “น้องมันก็โตแล้ว ไปไหนมาไหนเป็นแล้ว ถ้ามึงเป็นห่วงนักก็ฝากพ่อแม่มึงไว้ก็ได้ ไม่ก็ให้ไอ้จาไปรับไปส่ง มันไม่ได้ไปกับพวกเรา”

“ทำไมมันไม่ไป” ก็คิดอยู่ว่าทำไมผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหมือนกับว่าถูกบังคับเจาะจงให้ไปเสียอย่างนั้น ไอ้ลมหมุนยันตัวขึ้นจากเตียง มันส่ายหน้าเป็นคำตอบพร้อมกับยักไหล่ไม่สนใจ “กูไม่รู้หรอก แต่ที่รู้คือมึงต้องไปครับ ถ้าไม่มีมึงกูจะโคตรเหงามาก...ไอ้ไต้ฝุ่นก็ติดสาว ถึงมันจะไปแต่มันก็คงจะอี๋อ๋อกับแฟนมันจนลืมกู”

สำคัญตรงนี้สินะ ไม่จำเป็นต้องถามว่าทำไมหรือเกิดอะไรขึ้นผมก็เข้าใจมันเป็นอย่างดี การที่คนสองคนอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิตไม่เคยแยกจากกันไปไหนจู่ๆ อีกคนก็มีแฟนขึ้นมา ไอ้ลมคงตั้งตัวไม่ถูก

หน้าหงอยๆ แบบนั้นเรียกคะแนนความสงสารจากผมไม่ได้เลย “แต่ถ้ามึงไม่ไปกูก็ไม่ห้ามอะไรมึงหรอกเพื่อน กูมันคนเพื่อนทิ้งอยู่แล้ว ขนาดแฟนกูยังทิ้งเลย” ตัดพ้อชีวิตอะไรแบบนั้น

“เออไปก็ไป”

เห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่เหมือนจะมีอยู่บ้างหรอกนะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}