เมาหนักหลับคาบ้าน / เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2563 09:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น 

 

ห้องบรรทมแห่งตำหนักน้ำค้างหยกถูกลั่นดาลอย่างแน่นหนา มิต่างอะไรไปจากกรงขังอันสวยหรู แสงเทียนบนเชิงทองเหลืองหลั่งน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า แต่กลับไม่อาจคาดเดาช่วงเวลาที่ผันผ่านไปได้อย่างแม่นยำแม้แต่น้อย

หากกระนั้น...องค์ชายหกแห่งแคว้นผู่โจวก็มิยอมปล่อยเวลาให้สูญไปเปล่า ภายหลังจากที่องค์ชายใหญ่เสด็จกลับไปแล้ว เขาก็รวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก เรือนกายที่ผ่านการเคี่ยวก่ำมาหลายชั่วยามบอบช้ำหนักอึ้ง กว่าจะคว้าอาภรณ์ชั้นในมาสวมใส่ปกปิดผิวกายก็แทบเนิ่นนานปานนิรันดร์

ก่อนที่หมอหลวงและบ่าวรับใช้จะเข้ามาในห้อง องค์ชายหกเฉินหยูครุ่นคิดเพียงต้องรีบเตรียมการ วางแผนยับยั้งความบ้าคลั่งของฮุ่ยหรงให้ได้ หากจะมีวิธีใดกันเล่าที่จะสามารถเหนี่ยวรั้งสถานการณ์เอาไว้ทัน...

ไม่มี...ไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้ว

นอกเสียจาก...การเสี่ยงเอาชีวิตของเขาเองเป็นเดิมพัน

เพราะองค์ชายเฉินหยูเชื่อว่า คนบางคนต้องพานพบกับความสูญเสียก่อน คนผู้นั้นจึงจะรู้ซึ้งถึงคุณค่าต่อสิ่งที่ครอบครอง เขาก็ได้แต่วาดหวังว่าหัวใจของฮุ่ยหรงคงไม่มืดบอดจนมองไม่เห็นคุณค่าของความรัก

หาไม่แล้ว...ชีวิตที่เขาเดิมพันแลกเปลี่ยนไปในครั้งนี้...คงไร้ซึ่งความหมาย

ครั้งครุ่นคิดตัดสินใจลงไปอย่างแน่วแน่แล้ว ดวงเนตรงามฉาบด้วยรอยน้ำตาและความโศกทอดมองหาบางสิ่งที่จะเป็น ‘อาวุธ’ ไปทั่วห้องบรรทมกว้าง น่าเสียดายที่องค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงหวั่นกลัวว่าเจ้าของตำหนักน้ำค้างหยกจะเอาอาวุธเหล่านั้นจ่อคอตัวเองเพื่อจบชีวิต ของมีคมทุกอย่างจึงล้วนถูกริบเก็บไปจนหมดสิ้น แม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ล้วนถูกจัดเปลี่ยนให้ไร้คมจนไม่สามารถบาดเข้าผิวเนื้อ กระทั่งนางกำนัลและบ่าวรับใช้ที่เข้ามาภายในตำหนักยังต้องปลดปิ่นประดับผมทิ้งให้หมด

แต่เรื่องนี้หาใช้สิ่งสำคัญ...อาวุธจากภายในไม่อาจหาได้ ก็มิได้หมายความว่าภายนอกจะไม่มี

และนอกจากของมีคมแล้ว...หากเฉินหยูคิดจะฆ่าตัวตายจริง ทุกสิ่งรอบกายก็ล้วนสามารถใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน

“องค์ชายเพคะ ทรงตื่นบรรทมหรือยังเพคะ” เสียงนางกำนัลต้นห้องประจำตำหนักน้ำค้างหยกทูลถามอยู่หน้าประตูที่ถูกลั่นดาลจากด้านนอก นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบาและไม่ดังจนเกินไป แต่ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวล่วงล้ำเข้าไปหากยังไม่ได้รับอนุญาต

“ผู้ใด...” องค์ชายหกเฉินหยูเอ่ยถามออกไปหนึ่งคำ สายตาจับจ้องไปยังบานประตูราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงคนที่อยู่เบื้องนอก

“หม่อมฉันอาไฉ่เพคะ...” เสียงกราบทูลตอบนุ่มนวลดังมาจากด้านหลังบานประตู

อาไฉ่เป็นหนึ่งในสองนางกำนัลต้นห้องประจำตำหนักน้ำค้างหยก เดิมทีเป็นคนของตำหนักฮองเฮา แต่หลังจากที่เฉินหยูล่วงรู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดขององค์ชายใหญ่ ฮองเฮาจึงส่งนางมาที่นี่เพื่อใช้จับตาดูและควบคุมเขาโดยเฉพาะ

อย่าว่าแต่อาไฉ่ที่เป็นคนของฮองเฮาเลย นางกำนัลและขันทีที่อยู่รับใช้ในตำหนักน้ำค้างหยกแห่งนี้ ล้วนถูกสับเปลี่ยนเป็นคนของฮองเฮาและองค์ชายใหญ่ทั้งสิ้น

ทั้งที่เป็นตำหนักของตัวเองแท้ๆ องค์ชายเช่นเขาช่างยากจะหาผู้ใดไว้ใจได้เลยสักคน

องค์ชายหกแห่งแคว้นผู่โจวทอดถอนหายใจออกมาหนึ่งคำด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง จากนั้นก็เอ่ยวาจาอนุญาต

“เข้ามา...”

บานประตูที่ถูกถอนกลอนและพันธนาการออกไปจนหมดสิ้น เพียงช่วงหนึ่งลมหายใจก็เปิดอ้าออกอย่างง่ายดาย พร้อมกับการเข้ามาของขบวนนางกำนัลและขันทีรับใช้จำนวนหนึ่ง ผู้มีหน้าที่ปรนนิบัติก็จัดการไป ที่เตรียมเครื่องเสวยกับยาประจำพระองค์ก็จัดการไปอย่างไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง เพียงเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม องค์ชายเฉินหยูก็จัดการเรื่องส่วนตัว สวมใส่อาภรณ์สีขาวเรียบง่ายไร้ลวดลายอย่างที่ชื่นชอบ กระทั่งเสวยอาหารเช้าและดื่มยาบำรุงร่างกายจนเสร็จสิ้น ทุกอย่างดำเนินไปเป็นปกติเฉกเช่นทุกวัน ไม่มีความพิรุธใจใดเผยให้ล่วงรู้แม้แต่น้อย

ไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าเจ้านายแห่งตำหนักน้ำค้างหยกที่ป่วยกระเสาะกระแสะมานานหลายปี จะกระทำสิ่งใดอันน่าแตกตื่นในไม่ช้า...

“องค์ชาย หัวหน้าหมอหลวงมาถึงแล้วเพคะ ยามนี้รั้งรอเข้าเฝ้าอยู่หน้าห้องบรรทม องค์ชายจะทรงให้หมอหลวงเข้าเฝ้าเลยหรือไม่เพคะ” อาไฉ่กราบทูลถาม

“บอกแก่ท่านหัวหน้าหมอหลวงว่าตอนนี้ข้ายังไม่สะดวก ขอโปรดรอให้ข้ากินผลไม้จนเสร็จสิ้นเสียก่อนเถอะ” องค์ชายหกเฉินหยูเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง จึงยากนักที่ผู้ถูกขอร้องจะหักใจปฏิเสธได้ลงคอ

“เพคะ” อาไฉ่รับคำสั่ง นางหันไปพยักหน้าให้กับนางกำนัลอีกคนเป็นเชิงสั่งการ ให้นางกำนัลผู้นั้นออกไปแจ้งพระประสงค์ขององค์ชายหกให้แก่ท่านหัวหน้าหมอหลวงที่รออยู่ด้านนอกห้อง จากนั้นก็หันกลับมาทูลถามอีกครั้งว่า

“องค์ชายอยากทรงเสวยผลไม้อะไรหรือเพคะ”

“ข้าอยากกินผิงกั่ว[1]

“ทรงอยากเสวยผิงกั่วหรือเพคะ หลายวันมานี้องค์ชายทรงเสวยผิงกั่วติดกันหลายวันแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าการที่ทรงเสวยอะไรมากเกินไป อาจไม่เป็นผลดีต่อพระวรกายขององค์ชายได้ ดังนั้น...วันนี้ทรงเปลี่ยนไปเสวยองุ่นดีหรือไม่เพคะ เช้านี้มีองุ่นสดใหม่ที่นำมาจากภูเขาสูงในต่างแคว้นด้วยนะเพคะ” อาไฉ่ทูลเสนอด้วยความหวังดีที่เป็นการเสแสร้ง

“ขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่ข้าชอบกลิ่นหอมของผิงกั่วมาก กลิ่นหอมของมันทำให้ข้ารู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ รสชาติก็กรอบหวานติดลิ้น สามารถกลบรสขมของยาได้ดียิ่งนัก ดังนั้นเจ้าช่วยทำให้ข้าสมใจอยากอีกสักวันเถอะนะ”

“เพคะองค์ชาย หม่อมฉันจะให้คนปลอกลูกผิงกั่วแล้วนำมาถวาย ทรงประสงค์ให้เหลือเมล็ดไว้เหมือนเช่นทุกครั้งใช่หรือไม่เพคะ”

“ใช่ ขอบเจ้ามากนะอาไฉ่”

ระหว่างที่รอบ่าวรับใช้นำผลไม้มาถวาย องค์ชายเฉินหยูนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทรงพระอักษร พร้อมหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวางไว้เบื้องหน้า ขันทีรับใช้รีบก้าวฝ่าเท้าเข้ามายืนอยู่ด้านข้าง จัดการฝนหมึกถวายให้อย่างรู้งาน

องค์ชายหกเฉินหยูจัดการจรดพู่กันจุ่มหมึกบางๆ แล้วตวัดถ้อยคำลงไปบนกระดาษด้วยลายเส้นอักษรงดงามปานหางหงส์ วาจาก็เอ่ยสั่งความแก่อาไฉ่ผู้เป็นหนึ่งในสองนางกำนัลต้นห้องว่า

“มีนางกำนัลที่ทำงานในกองงานอาภรณ์คนหนึ่งแซ่โหยว ชื่อเสี่ยวจิง เมื่อหลายเดือนก่อนข้าช่วยส่งเงินไปรักษามารดาของนางที่ป่วยหนัก ข้าจึงอยากพูดคุยกับโหยวเสี่ยวจิงเรื่องอาการของมารดานาง เจ้าช่วยส่งคนไปตามนางมาพบข้า...เดี๋ยวนี้เถอะ”

“เพคะองค์ชาย” อาไฉ่รับคำแล้วหันไปพยักหน้าสั่งการกับนางกำนัลรับใช้อีกครั้ง

“อาไฉ่...” องค์ชายเฉินหยูเอ่ยวาจาแผ่วเบา ขณะที่มือเรียวขาวซีดตวัดพู่กันเขียนอักษรตัวสุดท้ายลงไปบนกระดาษจนเสร็จสิ้น

“เพคะองค์ชาย” อาไฉ่สืบเท้าเข้ามายืนใกล้โต๊ะทรงอักษร ดวงหน้าที่ไม่นับว่าสวยล้ำและห่างไกลจากคำว่าอัปลักษณ์อยู่หลายส่วนก้มลงต่ำด้วยกิริยานอบน้อม หากสายตากลับลักลอบทอดมองข้อความที่ปรากฏอยู่บนกระดาษ เพียรสังเกตว่าเป็นสิ่งที่จะเปิดเผยความลับขององค์ชายใหญ่หรือไม่ เพราะหากใช่สิ่งที่ครุ่นคิด นางก็จะรีบทำลายหลักฐานนี้ให้สิ้นซาก จากนั้นก็นำความไปกราบทูลฟ้ององค์ฮองเฮาเพื่อวาดหวังรางวัลตอบแทน

น่าเสียดายที่ความมั่งคั่งในจินตนาการไม่อาจกลายเป็นจริง เพราะเมื่ออาไฉ่ลอบมองไปบนกระดาษที่น้ำหมึกยังไม่แห้งสนิทนั้น เมื่ออ่านดูจนกระจ่างแจ้งแล้วกลับพบว่าเป็นเพียงแค่บทเพลงกวีชุดหนึ่ง นางก็คร้านจะใส่ใจอ่านดูต่อไปอีก ศีรษะที่ก้มลงต่ำด้วยกิริยานอบน้อมอันเกิดจากการเสแสร้งขยับขึ้นมาหลายส่วน จนเกือบเงยหน้าขึ้นมาสบพระพักตร์ซีดขาวขององค์ชายหก นางขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาขุ่นมัวด้วยอารมณ์ที่ไม่ใคร่ดีนัก...

“สถานการณ์ในยามนี้เป็นเยี่ยงใดบ้าง...พวกราชองครักษ์ตามหาตัวองค์ชายสิบเอ็ดเจอหรือยัง แล้วองค์ชายสิบสองตอนนี้ยังถูกขังอยู่ในคุกหลวงหรือไม่...”

“กราบทูลองค์ชาย ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดการขององค์ชายใหญ่ ขอองค์ชายหกอย่าได้ทรงกังวลพระทัยไปเลยเพคะ” อาไฉ่ทูลตอบไปตามคำสั่งขององค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรง เรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกพระตำหนักน้ำค้างหยกถูกห้ามมิให้ล่วงรู้ไปถึงคนที่อยู่ภายในห้องบรรทมนี้ ซึ่งทั้งล้วนทำเพื่อมิให้ผู้ใดมาขัดขวางแผนการขององค์ชายใหญ่ที่กำลังดำเนินการไปอย่างลุ้นระทึก

“อื่ม...” องค์ชายเฉินหยูขยับยิ้มเจือจางแต้มไว้ที่มุมปาก ราวกับเยาะหยันต่อคำตอบที่ได้รับ เขารู้ดีว่าบ่าวรับใช้ในตำหนักแห่งนี้ได้รับคำสั่งจากฮุ่ยหรงเช่นใด คงไม่แคล้วปิดหูปิดตาเขาเอาไว้จนมิด

‘ฮุ่ยหรง...เจ้ารู้ดีแก่ใจว่าข้าย่อมต้องดิ้นรนหาทางไปขัดขวาง เจ้าถึงได้กักขังและสั่งคนจับตาดูข้า’ 

‘แต่ฮุ่ยหรง...เจ้ามั่นใจดีแล้วหรือ...ว่าจะสามารถหยุดยั้งข้าได้’ 

เวลาผ่านล่วงไปไม่นานนัก ผิงกั่วสองผลที่ถูกผ่าซีกออกเป็นแปดส่วนเรียงกลีบงดงามอยู่ในจานก็ถูกนำมาถวาย องค์ชายเฉินหยูลุกขึ้นยืนแล้วเอี่ยวตัวไปด้านหลัง ตรงนั้นเป็นตู้ไม้สนเนื้อสีอ่อนมีฝาปิดแบ่งเป็นแปดช่องเรียงกันสามแถวสูงเท่าขนาดตัวคน เขาเลือกเปิดฝาช่องที่สามด้านซ้ายมือสุดแล้วหยิบเอาตลับกระเบื้องไร้ลวดลายออกมา จัดการยื่นส่งให้ขันทีรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทรงพระอักษรพร้อมกับสั่งความว่า

“คัดแยกเมล็ดผิงกั่วมาให้ข้า...”

“พระเจ้าค่ะ” ขันทีรับใช้รับตลับไปวางไว้บนโต๊ะแปดเหลี่ยมที่ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางห้องบรรทม จากนั้นก็เปิดฝาออกอย่างระมัดระวัง ภายในพลันปรากฏเมล็ดผิงกั่วสีน้ำตาลแก่อยู่จำนวนราวครึ่งชั่ง[2] ขันทีผู้นั้นจัดการแยกเมล็ดผิงกั่วออกไปใส่รวมกันในตลับ ปิดฝาแล้วส่งถวายคืนให้กับองค์ชายหก

ในแคว้นผู่โจวไม่มีผิงกั่วแม้แต่ต้นเดียว ทำให้ผิงกั่วกลายเป็นผลไม้ที่ต้องนำเข้ามาจากต่างแคว้น ผิงกั่วจึงมีราคาสูงริบลิ่วและหาซื้อได้ยาก ดังนั้นองค์ชายเฉินหยูจึงบอกกับนางกำนัลและขันทีรับใช้ให้เก็บเมล็ดผิงกั่วเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่อากาศกับฤดูกาลเหมาะสม ก็จะทำการเพาะปลูกในสวนของตำหนักน้ำค้างหยก

“องค์ชาย ทรงเสวยผิงกั่วเถอะเพคะ หมอหลวงรั้งรออยู่ข้างนอกนานแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทได้นะเพคะ” อาไฉ่เร่งรัด นางกลัวว่าสุขภาพขององค์ชายหกที่ไม่ค่อยดีนัก หากได้รับการตรวจชีพจรจากหมอหลวงล่าช้าไป แล้วเกิดอะไรขึ้นมาในระหว่างนี้ เกรงว่านางอาจรับผิดชอบชีวิตขององค์ชายไม่ไหว

หรือถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นเล็กน้อยแล้วละก็...

องค์ชายใหญ่สามารถประหารนางทิ้งก็ย่อมทำได้ภายในชั่วพริบตา!

องค์ชายหกเฉินหยูยังไม่แตะต้องผลไม้ที่ถูกนำมาถวาย หากกลับจงใจใช้งานนางกำนัลต้นห้องอย่างเจาะจงอีกด้วย น้ำเสียงที่ใช้ยังคงความนุ่มนวลกึ่งร้องขออย่างสุภาพจนยากที่ใครจะปฏิเสธได้

“อาไฉ่ เจ้าช่วยยกผีผาตัวนั้นมาให้ข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่”

“เพคะองค์ชาย” อาไฉ่เข้าใจว่าองค์ชายต้องการนำผีผามาหัดเล่นกับบทกวีที่พึ่งเขียนขึ้นเท่านั้น จึงได้เดินไปหยิบเครื่องดนตรีผีผาที่วางตั้งไว้บนแท่นไม้ข้างผนังห้องมาทูลถวาย

เรียวมือขาวซีดรับผีผามาถือไว้ด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็ประคองมันวางไว้บนตัก ปลายนิ้วดีดลงไปบนสาย หนึ่งเสียงกังวานสดใสดั่งเสียงนกร้องเพลงในแรกฤดูใบไม้ผลิ ดวงเนตรฉาบรอยเศร้าเคลือบความอาวรณ์ทอดมองเหม่อลอยไปถึงภาพอดีตแห่งความหลัง

ผีผาตัวนี้...ฮุ่ยหรงสรรหามันมามอบให้เขาเองกับมือ เขาถึงได้ดูแลรักษามันเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

น่าเสียดายที่วันนี้คงต้องส่งคืนเสียแล้ว...

ฝ่ามือนุ่มบอบบางลูบไล้ไปบนตัวเครื่องดนตรีทรงลูกแพร์อย่างเบาทะนุถนอม จากนั้นก็วางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรเบื้องหน้า ผีผาตัวนี้มีทั้งหมดสี่สาย องค์ชายเฉินหยูค่อยๆ ปลดสายออกจากลูกบิดไม้ด้านบนทีละเส้น ทีละเส้น แล้วปลดปลายสายที่ยึดเหนี่ยวด้านล่างออกไปจนหมดสิ้น

“องค์ชาย ทรงต้องการเปลี่ยนสายผีผาหรือเพคะ” อาไฉ่ทอดมองผีผาไร้สายด้วยความรู้สึกสงสัย การกระทำขององค์ชายแห่งตำหนักน้ำค้างหยกแปลกกว่าทุกวันจนน่าหวั่นวิตก โดยเฉพาะสถานการณ์วังหลวงในช่วงสองวันมานี้ช่างเปราะบาง ทั้งการใช้อำนาจขององค์ชายใหญ่ที่แข็งข้อกับฮ่องเต้ ท่าทีของเหล่าขุนนางที่ลอบแบ่งฝ่ายกันอย่างลับๆ ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายเช่นใดขึ้น...

“นางกำนัลแซ่โหยวมาถึงแล้วหรือยัง” เฉินหยูไม่ตอบแต่กลับย้อนถามไปถึงเรื่องอื่น ฝ่ามือก็เคลื่อนไปพับกระดาษที่หมึกแห้งสนิทแล้ววางไว้บนผีผา

“ยังมาไม่ถึงเพคะ หม่อมฉันจะให้คนไปตามนางให้อีกครั้งเพคะ”

“ไม่ต้อง เจ้าเชิญหมอหลวงเข้ามาเถอะ” เรียวมือบอบบางปัดผ่านอากาศหนึ่งครา ราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้แม้แต่น้อย ผู้เป็นนางกำนัลต้นห้องอย่างอาไฉ่จึงผละออกไปเชิญหมอหลวงที่รั้งรออยู่ด้านนอกด้วยตนเอง

“ถวายบังคมองค์ชายหกพระเจ้าค่ะ” หัวหน้าหมอหลวงแซ่ซวงปีนี้เข้าสู่วัยหกสิบแปดแล้ว ร่างที่เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วคุกเข่าลงคำนับเต็มพิธีการ ด้วยความที่ท่านหัวหน้าหมอหลวงผู้นี้มีอายุมากสุขภาพไม่อาจแข็งแรงเท่าคนหนุ่มสาว องค์ชายเฉินหยูจึงโบกมือสั่งให้ขันทีรับใช้รีบพยุงร่างของท่านหมอหลวงขึ้นมา

“ท่านหมอซวงเคยกินผิงกั่วหรือไม่” เฉินหยูเอ่ยถามเป็นการชักชวนท่านหมอให้ร่วมเสวนา

“ยังไม่เคยพระเจ้าค่ะ”

“อาไฉ่ แบ่งผิงกั่วให้หมอหลวงซวงลองลิ้มรสสักหน่อย...” เฉินหยูขยับยิ้มพร้อมเชื้อเชิญอย่างใจดี ระหว่างนี้ก็พูดคุยเสวนายืดเวลาตรวจชีพจรออกไปอีกนิด

“ขอบพระทัยองค์ชายพระเจ้าค่ะ“ หัวหน้าหมอหลวงแซ่ซวงมีสีหน้าลังเลใจขึ้นมาวูบหนึ่ง เมื่อครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนแล้วก็เอื้อมมือออกไป หยิบผิงกั่วขึ้นมาหนึ่งชิ้นจากในจานที่อาไฉ่ถือมาคอยอยู่เบื้องหน้า เขาอ้าปากกัดเนื้อผิงกั่วกินไปอย่างไม่อิดออดหรือลังเล เนื้อผิงกั่วสีเหลืองจางกรอบเต็มไปด้วยรสหวานอ่อนและหอมกระชุ่มกระชวย รสชาติสมราคาผลไม้หายากที่แพงลิบลิ่ว

“ข้าเคยอ่านพบในตำราแพทย์ตระกูลเว่ย เนื้องของผลผิงกั่วมีสรรพคุณบำรุงหัวใจและช่วยในการละลายเสมหะ” เฉินหยูชวนเสวนา ด้วยเขาป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี ยามว่างจึงอ่านตำรายาและตำราแพทย์ประดับความรู้ แต่ก็ไม่ได้ครุ่นคิดจริงจังกับการศึกษาศาสตร์นี้นัก เรื่องคุณประโยชน์ทางยาและโทษของผิงกั่วล้วนเขาบังเอิญอ่านพบก็เท่านั้น

“อ้อ ตำราแพทย์ของตระกูลเว่ยแห่งแคว้นผิงอัน” หัวหน้าหมอหลวงแซ่ซวงเอ่ยขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ ตำราแพทย์เล่มนั้นบันทึกเรื่องประโยชน์ผลไม้ที่มีคุณและมีพิษต่อร่างกาย ซึ่งเขาเคยอ่านผ่านตามาหลายรอบ และล้วนศึกษาเรื่องราวที่บันทึกไว้อย่างละเอียดยิบ ทุกตัวอักษรสามารถจดจำได้จนขึ้นใจ

“นอกจากสรรพคุณบำรุงหัวใจและละลายเสมหะแล้ว ยังมีบำรุงกระเพาะ ลดไข้ อีกทั้งกลิ่นหอมของผิวเปลือกผิงกั่วยังกระตุ้นความอยากอาหารด้วยพระเจ้าค่ะ”

“แล้วท่านหมอซวงทราบเรื่องพิษของเมล็ดผิงกั่วหรือไม่?” องค์ชายหกเฉินหยูเปิดฝาตลับกระเบื้องขาวที่วางไว้บนโต๊ะออกมา จากนั้นก็เลื่อนตลับที่ภายในมีเมล็ดผิงกั่วสีน้ำตาลแก่ไปยังเบื้องหน้าท่านหมอหลวง

“แม้ว่าผิงกั่วจะเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา แต่เนื้อในเมล็ดของผิงกั่วกลับเป็นพิษ โดยพิษชนิดนี้เรียกว่า ชิ่งฮว่าอู่[3] หากได้รับเข้าไปจะทำให้ร่างกายเกิดความเมื่อยล้า เคลื่อนไหวติดขัด หายใจลำบาก ระคายเคืองคอและคันริมฝีปาก มีอาการวิงเวียนมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ลมหายใจจะมีกลิ่นหอมหวานมันดั่งเมล็ดซิ่งเหริน[4] แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับสารพิษในเมล็ดผิงกั่วมากเกินไป นอกจากอาการที่เอ่ยมานี้แล้ว ยังมีอาการหายใจติดขัดหนักหน่วงจนหอบ อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกและหมดสติร่วมด้วย จนกระทั่งสามารถทำให้ถึงแก่ความตาย[5]

หัวหน้าหมอหลวงแซ่ซวงเอ่ยเล่าถึงอาการได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด อีกทั้งยังเสริมด้วยประโยคสุดท้ายอีกว่า

“โดยปกติแล้ว...เมล็ดผิงกั่วจะมีเปลือกห่อหุ้มที่ค่อนข้างแข็ง น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้น หากกินเข้าไปเมล็ดที่เหลือจึงถูกขับออกจากร่างกายผ่านลำไส้แล้วออกมาในรูปแบบของเสีย”

“ความรู้ของท่านหมอซวงช่างกว้างขวางและลึกล้ำยิ่งนัก ข้าขอนับถือท่านจากใจจริง” เฉินหยูประสานมือเรียวแล้วคารวะด้วยท่วงท่าสง่างาม

“องค์ชายหกตรัสชมเกินไปแล้ว” ท่านหัวหน้าหมอหลวงรีบยื่นมือเข้าไปขัดขวางการคารวะ เรื่องความรู้เขาจะมีมากน้อยตื้นลึกเช่นใดไม่สำคัญ การที่จะอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้นั้นต้องห้ามใจและกิริยาไม่ให้ดูหยิ่งผยองจนกลายเป็นที่ขัดตาผู้มากด้วยอำนาจ ดังนั้นแม้ว่าจะได้รับคำชื่นชมก็ต้องรีบทำตนอ่อนน้อมเข้าไว้ เพื่อให้ได้รับความเมตตาและความนิยมชมชอบ วิถีปฏิบัติเช่นนี้จึงจะทำให้ขุนนางระดับกลางไปจนถึงระดับล่างสามารถอยู่ยืนยาวในราชสำนักต่อไปอีกหลายปี

“หากองค์ชายหกไม่มีเรื่องใดจะเอ่ยถามอีก คราวนี้ให้ข้าพระองค์จับชีพจรถวาย และตรวจพระอาการขององค์ชายสักหน่อยเถอะพระเจ้าค่ะ”

องค์ชายเฉินหยูขยับยิ้มค้างไปชั่ววูบหนึ่ง เพราะถูกผู้มากด้วยวัยเปิดโปงการกระทำยืดเวลาเสียแล้ว เขาจึงได้แต่ยอมจำนนแล้วเลื่อนแขนเสื้อขึ้นให้ร่นถอยไปจนสุดช่วงข้อศอก เปิดเผยผิวเนื้อขาวซีดให้หมอหลวงใช้ปลายนิ้วจับชีพลงไป

โชคดีที่ท่านหัวหน้าหมอหลวงยังไม่ทันแตะปลายนิ้วลงไปบนข้อมือเพื่อจับชีพจรวินิจฉัยอาการ เสียงกราบทูลก็ดังขึ้นมาจากหน้าห้องบรรทมเสียก่อน

“ทูลองค์ชาย โหยวเสี่ยวจิงมาถึงแล้วเพคะ” นางกำนัลที่ไปตามตัวโหยวเสี่ยวจิงกราบทูลอยู่นอกห้องบรรทม ด้านข้างที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังเป็นร่างดรุณีน้อยในชุดเครื่องแบบนางกำนัลหน่วยกองอาภรณ์

โหยวเสี่ยวจิง...ในที่สุดคนที่องค์ชายเฉินหยูรั้งรอก็มาถึงทันสถานการณ์

“ให้นางเข้ามาได้” เฉินหยูเอ่ยอนุญาตพลางเก็บแขนของตัวเองกลับคืนไปอย่างแนบเนียน จากนั้นก็แสร้งหลงลืมการมีตัวตนอยู่ของท่านหัวหน้าหมอหลวงไปชั่วขณะ

“หม่อมฉันโหยวเสี่ยงจิงแห่งกองงานอาภรณ์ ขอถวายบังคมองค์ชายหกเพคะ” โหยวเสี่ยวจิงเดินเข้ามาพร้อมกับคุกเข่าลงถวายบังคมเต็มพิธีการ เมื่อเจ้าของพระตำหนักน้ำค้างหยกเอ่ยวาจาให้นางลุกขึ้นยืนได้ นางกำนัลน้อยก็ทำตามทันทีอย่างเชื่อฟัง สายตาที่ทอดมองผู้มีพระคุณของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมศรัทธา และเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์อันแรงกล้า

“ข้ามีเรื่องอยากขอร้องให้เจ้าช่วย” องค์ชายเฉินหยูเอ่ยวาจาเข้าเรื่องอย่างไม่ยอมให้เสียเวลาอันล้ำค่าไปอีก วาจาที่ใช้นั้นสั้นกระชับและได้ใจความสำคัญชัดเจน

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร องค์ชายทรงรีบบอกหม่อมฉันมาเถอะเพคะ หม่อมฉันจะรีบทำงานให้องค์ชายทันที”

“จงนำผีผาและจดหมายฉบับนี้ของข้า...ไปส่งให้ถึงมือขององค์ชายใหญ่ สิ่งของเหล่านี้จะช่วยยับยั้งโทษขององค์ชายสิบสองได้” องค์ชายเฉินหยูหยิบจดหมายและผีผายื่นส่งให้โหยวเสี่ยวจิงที่ยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้างุนงง

“เพคะองค์ชาย” นางกำนัลแห่งกองอาภรณ์ไม่อาจเข้าใจเจตนารมณ์ของคนเบื้องหน้าได้ชัดแจ้งแม้แต่น้อย หากก็รับมาถือไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“องค์ชายทรงคิดจะทำอะไรเพคะ” อาไฉ่สืบเท้าเข้ามาประชิดโหยวเสี่ยวจิง ลางสังหรณ์ถึงเรื่องยุ่งยากอันเลวร้ายส่งเสียงเตือนให้นางต้องลงมือขัดขวาง เรื่องนี้จะทำให้แผนการขององค์ชายใหญ่ถูกก่อกวน หรือถูกล้มเลิกทิ้งไปไม่ได้เป็นอันขาด การกำจัดองค์ชายสิบสองผู้เป็นโอรสที่ประสูติจากพระครรภ์พระสนมเอก พระนางที่ฮ่องเต้ทรงรักใคร่ด้วยพระทัยจริงจนเป็นที่อิจฉาริษยาขององค์ฮองเฮาจะต้องดำเนินต่อไป

ฮองเฮาทรงกำชับให้นางส่งเสริมแผนการองค์ชายใหญ่ในครั้งนี้ ดังนั้นต่อให้ต้องเสี่ยงเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ต้องเหนี่ยวรั้งตัวโหยวเสี่ยวจิงมิให้ส่งข่าวถึงองค์ชายใหญ่ได้เป็นอันขาด

ระหว่างที่อาไฉ่คิดจะแย่งชิงผีผาไร้สายและจดหมายบทกวีในมือของโหยวเสี่ยวจิง ร่างขององค์ชายหกกลับแทรกตัวเข้ามาคั่นกลางระหว่างนางกำนัลทั้งสอง ในมือเรียวบางกำสายผีผาเส้นหนึ่งเอาไว้มั่น เขาใช้มันพันรอบลำคอระหงของตัวเองท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของนางกำนัลและขันทีรับใช้ ซึ่งบัดนี้แต่ละคนล้วนถูกความแตกตื่นและหวาดกลัวโทษทัณฑ์ที่จะตามมา ทำให้ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษขาว

“หากพวกเจ้ากล้าขัดขวางนางกำนัลแซ่โหยวไม่ให้ออกไปจากห้อง ข้าขอรับรองเลยว่าจะปลิดชีพตัวเองลงเสียเดี๋ยวนี้ ให้พวกเจ้าดูข้าตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง”

“อ่า...องค์ชายหก!” โหยวเสี่ยวจิงร้องเสียงหลง นางถูกการกระทำอันน่าใจหายขององค์ชายที่เทิดทูนเล่นงานจนร่างกายแข็งค้างปานประดุจหินผา ความครุ่นคิดแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าราวทะเลหิมะเหมันต์สีขาวโพลน แม้แต่ทุกคนที่เห็นพร้อมกันกับนางก็ล้วนอากัปกิริยาเดียวกันไม่แตกต่างทั้งสิ้น

“พวกเจ้าทำอะไรกัน ยังไม่รีบช่วยองค์ชายหกอีกหรือ!” นางกำนัลต้นห้องเช่นอาไฉ่กลับเป็นคนแรกที่ไหวตัวตั้งสติขึ้นมาก่อนใคร นางเพียงตวาดออกไปหนึ่งประโยคความโกลาหลก็พลันถาโถมเข้ามาทันที แต่ละคนล้วนเรียกทหารบ้าง ร้องให้คนมาช่วยบ้าง เพียงแค่ไม่กี่ช่วงดวงตากะพริบ ผู้คนในบริเวณตำหนักน้ำค้างหยกก็แทบจะมารวมตัวกันพร้อมหน้า

‘ดี...คนยิ่งมารวมตัวกันมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นผลดีที่สุด’ 

องค์ชายเฉินหยูลอบยิ้มในใจอย่างปรีดา สายตากวาดมองผู้คนที่จดจ้องมายังร่างของเขาเป็นจุดเดียวกัน หากที่ทุกคนไม่เข้าไปช่วงชิงสายผีผาออกจากลำคอระหง เพราะยังคงขลาดกลัวว่าอาจพลาดพลั้งทำให้องค์ชายหกตกใจจนเผลอรัดคอตัวเองตาย

คนในตำหนักน้ำค้างหยกแห่งนี้ไม่มีผู้ใดไว้ใจได้ เพราะครึ่งหนึ่งเป็นคนขององค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นคนของฮองเฮาที่ส่งมาควบคุมชีวิตองค์ชายหกเฉินหยู ทั้งหมดล้วนต้องการขัดขวางไม่ให้เขาสามารถกระทำการล้มเลิกแผนการขององค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงสำเร็จ

ดังนั้นขอเพียงเขาสามารถหลอกล่อให้ทุกคนเข้ามารวมตัวกันอยู่ในห้องนี้ให้ได้มากที่สุด โหยวเสี่ยวจิงที่มิใช่คนของฝ่ายใดก็จะสามารถแบบรับความหวังทั้งหมดของเขา ไปหยุดยั้งแผนการของฮุ่ยหรงได้ทัน...

ทันก่อนที่จะมีใครเสียชีวิตเพิ่มอีก!

“เสี่ยวจิง เจ้าจะต้องจำไว้ให้ดี ว่าตัวเจ้าจะต้องส่งของทั้งสองสิ่งนี้ให้ถึงมือขององค์ชายใหญ่ให้ได้ ดังนั้นข้าได้แต่ฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่เจ้าแล้ว ออกไปได้!” ท้ายประโยคองค์ชายผู้อ่อนโยนและไร้กำลังกลับสามารถคำรามข่มขู่ออกไป หากประโยคเดียวนี้กลับสร้างความน่าผวาให้กับผู้คนไปถ้วนทั่ว

“เพคะองค์ชาย!” โหยวเสี่ยวจิงไม่สนใจสิ่งใดรอบตัวอีกแล้ว ภายในหัวมีแต่เสียงตะโกนปลุกเร้ากำลังใจให้วิ่งออกไปจากห้องอย่างสุดฝีเท้า นางจะต้องนำความหวังของผู้มีพระคุณไปให้ถึงปลายทางความสำเร็จ

“เจ้าพวกโง่! รีบสกัดนางไว้เร็วเข้า อย่าให้นางกำนัลผู้นี้ออกไปจากห้อง” นางกำนัลต้นห้องนามว่าอาไฉ่ตะโกนลั่น

“ห้ามขยับ! หากใครกล้าไม่ทำตาม ข้าจะรัดคอตัวเองเดี๋ยวนี้” องค์ชายหกเฉินหยูเอ่ยวาจาข่มขู่ออกไปอีกครั้ง ผู้คนในห้องพลันสะดุ้งโหยงสุดตัว ฝ่าเท้าหนักหน่วงไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว แต่ละคนทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งไม่ต่างไปจากหินศิลา

การจะตีดาบก็ต้องตีเมื่อเหล็กร้อน ยามเรื่องราวยังสดใหม่ต้องรีบใส่ไฟให้น่าติดตาม เช่นนั้นองค์ชายหกเฉินหยูจึงรีบจัดการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงที่ลุกโชนทันที ฝ่ามือข้างหนึ่งผละจากสายผีผาพร้อมกับคว้าตลับกระเบื้องขาวไร้ลวดลายบนโต๊ะมาจ่อชิดติดริมฝีปาก จากนั้นก็เปิดฝาแล้วกลอกเอาเมล็ดผิงกั่วลงไปในโพรงปากทั้งหมด ก่อนจะออกแรงฟันขบเคี้ยวให้แหลกลาญ

“องค์ชายหก! อาไฉ่ เจ้ารีบจัดการช่วยองค์ชายหกเร็วเข้า” หัวหน้าหมอหลวงแซ่ซวงถึงกับตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความร้อนรนที่สุดในชีวิต

“เมล็ดผิงกั่วมีสรรพคุณเป็นพิษร้ายแรงแทบไม่ต่างอะไรไปจากยาเบื่อหนู หากช่วยไม่ทันก็มีแต่ความตายเท่านั้น!”

“อ่า...ช่วยองค์ชายเดี๋ยวนี้!”

ไม่รอให้อาไฉ่ได้ออกคำสั่งจนจบความ ทุกคนก็ก้าวเท้าเข้าไปจัดการด้วยความรวดเร็วและไร้ความลังเล เพียงชั่วพริบตาก็สามารถเอาสายผีผาออกจากลำคอระหงได้เป็นผลสำเร็จโดยไม่มีแม้แต่รอยถลอกหรือรอยขีดข่วนใดๆ

ถึงแม้ว่าจะสามารถช่วงชิงอาวุธไปจากมือเรียวซีดขาวข้างนั้นได้ แต่ร่างผอมบางกลับสิ้นเรี่ยวแรงจะยืนหยัดไหว องค์ชายเฉินหยูเลือกที่จะทิ้งตัวลงให้ตกอยู่ภายใต้การพยุงของเหล่าขันที จากนั้นก็ปล่อยให้ร่างตนถูกเคลื่อนย้ายไปประทับบนแท่นพระบรรทมกว้างอย่างรวดเร็ว หัวหน้าหมอหลวงรีบก้าวติดตามมาอย่างใกล้ชิด

“องค์ชาย...เหตุใดพระองค์ถึงได้คิดตัดรอนชีวิตตัวเองเช่นนี้เล่าพระเจ้าค่ะ” ท่านหัวหน้าหมอหลวงเอ่ยทูลด้วยเสียงเจือรอยสะอื้นแผ่วบาง จัดการเปิดล่วมยาขนาดเล็กที่พกติดตัวไม่ห่าง มือสั่นเทาล้วงหยิบห่อผ้าทรงสี่เหลี่ยมออกมาคลีออก เข็มเงินที่ใช้ในการรักษาตามแบบศาสตร์แพทย์ถูกหยิบออกมาจากห่อผ้าแล้วปักลงไปตามผิวเนื้อ ฝังลงไปบนจุดสำคัญของร่างกาย ปิดจุดชีพจรสกัดกั้นพิษร้ายไม่ให้ลุกลามไปทั่วร่าง

“เมล็ดผิงกั่วกินไปเล็กน้อยไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ก็จริงอยู่ แต่เพราะร่างกายนี้ของข้า...เมื่อสิบปีก่อนเคยได้รับพิษรุนแรงจนสูญเสียไปครึ่งชีวิตแล้ว พอถูกพิษอีกครั้งก็ย่อมรักษาชีวิตให้คงอยู่ได้ยากลำบากยิ่งนัก” เฉินหยูเอ่ยวาจาแผ่วเบาให้กับหัวหน้าหมอหลวงได้รับรู้ รอยยิ้มอ่อนแรงปรากฏแต้มริมฝีปากสีแดงฉานด้วยหยาดโลหิตที่ไหลซึมออกมาเล็กน้อย ยามนี้เขารู้สึกได้ถึงอาการยามถูกพิษจนเข้าใจแจ่มชัด

หึหึหึ...ในโลกนี้มีผู้ใดบ้างไม่หวาดกลัวความตายและไม่รักชีวิตของตน ที่เขาให้หมอหลวงฝีมือดีที่สุดในวังอยู่ในห้องตอนกินเมล็ดผิงกั่วด้วย...ก็เพราะเหตุนี้

เขาเองก็เป็นคนรักชีวิตและหวาดกลัวความตายเฉกเช่นเดียวกัน...

องค์ชายหกเฉินหยูได้แต่หวังว่า...ท่านหมอแซ่ซวงจะมีความสามารถมากพอที่จะช่วงชิงชีวิตเขามาจากปรโลกได้สักสองหรือสามชั่วยาม

และสุดท้ายนี้...เขาได้แต่วาดความหวังอีกนิด ว่าโหยวเสี่ยวจิงจะนำผีผากับจดหมายอำลาของเขาไปถึงมือของฮุ่ยหรง

องค์ชายหกแห่งแคว้นผู่โจวฝืนใช้กำลังอันน้อยนิดหันหน้าไปยังทิศที่ตั้งของคุกหลวงในกรมอาญา ดวงตาคู่งามอาบรอยโศกทอดมองไปยังเบื้องบน เพียรส่งความคิดคะนึงถึงคนไกลท่ามกลางสติที่เริ่มเลือนราง วาจาประโยคหนึ่งเอ่ยแผ่วเบาออกมาเป็นครั้งสุดท้าย แทบไม่ต่างจากเสียงลมหายใจที่ใกล้ขาดสะบั้นลงเต็มที...

"ผีผาขาดสายฉันใด รักเราขาดจากกันฉันนั้น...ชั่วนิรันดร์อย่าได้พบพานกันอีก"

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""" 

หมายเหตุ 

[1] ผิงกั่ว (苹果 píngguǒ) แอปเปิ้ล 

[2] หนึ่งชั่ง โดย ชั่ง (斤 jīn อ่านว่า จิน) เป็นมาตราชั่งน้ำหนักจีนโบราณ ซึ่ง 1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัม (โดยประมาณ) 

[3] พิษร้ายในแอปเปิ้ล จัดเขียนบทความโดย Food Story Team วันที่ 4 พ.ย.2559  

ที่มาจากเว็บ http://foodstorythai.com 

..................................................................................................................... 

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ 

蝶兰 เตี๋ยหลาน 

2/มี.ค./2561 

สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่ 

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 (https://www.facebook.com/DielanWriter) 

ความคิดเห็น