เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น

ชื่อตอน : 36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2561 14:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
36 ยามสายผีผาขาดสะบั้น
แบบอักษร

ตอนที่ 36

ยามสายผีผาขาดสะบั้น

ห้องบรรทมแห่งตำหนักน้ำค้างหยกถูกลั่นดาลอย่างแน่นหนา มิต่างอะไรไปจากกรงขังอันสวยหรู แสงเทียนบนเชิงทองเหลืองหลั่งน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า แต่กลับไม่อาจคาดเดาช่วงเวลาที่ผันผ่านไปได้อย่างแม่นยำแม้แต่น้อย

หากกระนั้น...องค์ชายหกแห่งแคว้นผู่โจวก็มิยอมปล่อยเวลาให้สูญไปเปล่า ภายหลังจากที่องค์ชายใหญ่เสด็จกลับไปแล้ว เขาก็รวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก เรือนกายที่ผ่านการเคี่ยวก่ำมาหลายชั่วยามบอบช้ำหนักอึ้ง กว่าจะคว้าอาภรณ์ชั้นในมาสวมใส่ปกปิดผิวกายก็แทบเนื่องนานปานนิรันดร์

ก่อนที่หมอหลวงและบ่าวรับใช้จะเข้ามาในห้อง องค์ชายหกเฉินหยูครุ่นคิดเพียงต้องรีบเตรียมการวางแผนยับยั้งความบ้าคลั่งของฮุ่ยหรงให้ได้ หากจะมีวิธีใดกันเล่าที่จะสามารถเหนี่ยวรั้งสถานการณ์เอาไว้ทัน...

ไม่มี...

ไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้ว...นอกเสียจากการเสี่ยงเอาชีวิตของเขาเองเป็นเดิมพัน

เพราะองค์ชายเฉินหยูเชื่อว่า บางคนต้องพานพบกับความสูญเสีย ถึงจะรู้ซึ้งถึงคุณค่าต่อสิ่งที่ครอบครอง เขาก็ได้แต่วาดหวังว่าหัวใจของฮุ่ยหรงคงไม่มืดบอดจนมองไม่เห็นคุณค่าความรัก

หาไม่แล้ว...ชีวิตที่เขาเดิมพันแลกเปลี่ยนไปในครั้งนี้คงไร้ซึ่งความหมาย

ครั้งครุ่นคิดตัดสินใจลงไปอย่างแน่วแน่แล้ว ดวงเนตรงามฉาบรอยโศกด้วยรอยน้ำตาทอดมองหาบางสิ่งที่จะเป็น ‘อาวุธ’ ไปทั่วห้องบรรทมกว้าง น่าเสียดายที่องค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงหวั่นกลัวว่าเจ้าของตำหนักน้ำค้างหยกจะเอาอาวุธเหล่านั้นจ่อคอตัวเองเพื่อจบชีวิต ของมีคมจึงถูกริบเก็บไปจนหมดสิ้น แม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ล้วนถูกจัดเปลี่ยนให้ไร้คมที่ไม่สามารถบาดเข้าผิวเนื้อ กระทั่งนางกำนัลและบ่าวรับใช้ที่เข้ามาภายในตำหนักยังต้องปลดปิ่นทิ้ง

แต่เรื่องนี้หาใช้สิ่งสำคัญ อาวุธจากภายในไม่อาจหาได้ ก็มิได้หมายความว่าภายนอกจะไม่มี

และนอกจากของมีคมแล้ว...หากคิดจะฆ่าตัวตาย ทุกสิ่งรอบกายก็ล้วนสามารถใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน

“องค์ชายเพคะ ทรงตื่นบรรทมหรือยังเพคะ” เสียงนางกำนัลต้นห้องประจำตำหนักน้ำค้างหยกทูลถามอยู่หน้าประตูที่ถูกลั่นดาลใส่กลอนจากด้านนอก นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบาและไม่ดังจนเกินไป แต่ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวล่วงล้ำเข้าไปหากยังไม่ได้รับอนุญาต

“ผู้ใด...” องค์ชายหกเฉินหยูเอ่ยถามออกไปหนึ่งคำ สายตาจับจ้องไปยังบานประตูราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงคนที่อยู่เบื้องนอก

“หม่อมฉันอาไฉ่เพคะ...” เสียงกราบทูลนุ่มนวลดังมาจากด้านหลังบานประตู

อาไฉ่เป็นหนึ่งในสองนางกำนัลต้นห้องประจำตำหนักน้ำค้างหยก เดิมทีเป็นคนของตำหนักฮองเฮา แต่หลังจากที่เฉินหยูล่วงรู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงขององค์ชายใหญ่ ฮองเฮาจึงส่งนางมาใช้จับตาดูและควบคุมเขาโดยเฉพาะ

อย่าว่าแต่อาไฉ่ที่เป็นคนของฮองเฮาเลย นางกำนัลและขันทีที่อยู่รับใช้ในตำหนักแห่งนี้ล้วนถูกสับเปลี่ยนเป็นคนของฮองเฮาและองค์ชายใหญ่ทั้งสิ้น ยากจะหาผู้ใดไว้ใจได้เลยแม้แต่คนเดียว

องค์ชายหกแห่งแคว้นผู่โจวทอดถอนหายใจออกมาหนึ่งคำด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง จากนั้นก็เอ่ยวาจาอนุญาต

“เข้ามา...”

บานประตูที่ถูกถอนกลอนและพันธนาการออกไปจนหมดสิ้น เพียงช่วงหนึ่งลมหายใจก็เปิดอ้าออกอย่างง่ายดาย พร้อมกับการเข้ามาของขบวนนางกำนัลและขันทีรับใช้จำนวนหนึ่ง ผู้มีหน้าที่ปรนนิบัติก็จัดการไป ที่เตรียมเครื่องเสวยกับยาประจำพระองค์ก็จัดการไปอย่างไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

เพียงเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม องค์ชายเฉินหยูก็จัดการเรื่องส่วนตัว สวมใส่อาภรณ์สีขาวเรียบง่ายไร้ลวดลายอย่างที่ชื่นชอบ กระทั่งเสวยอาหารเช้าและดื่มยาบำรุงร่างกายจนเสร็จสิ้น ทุกอย่างดำเนินไปเป็นปกติเฉกเช่นทุกวัน ไม่มีความพิรุธใจใดเผยให้ล่วงรู้แม้แต่น้อย

ไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าเจ้านายแห่งตำหนักน้ำค้างหยกที่ป่วยกระเสาะกระแสะมานานหลายปี จะกระทำสิ่งใดอันน่าแตกตื่นในไม่ช้า...

“องค์ชาย หัวหน้าหมอหลวงมาถึงแล้วเพคะ ยามนี้รั้งรอเข้าเฝ้าอยู่หน้าห้องบรรทม องค์ชายจะทรงให้หมอหลวงเข้าเฝ้าเลยหรือไม่เพคะ” อาไฉ่กราบทูลถาม

“บอกแก่ท่านหัวหน้าหมอหลวงว่าตอนนี้ข้ายังไม่สะดวก ขอโปรดรอให้ข้ากินผลไม้จนเสร็จสิ้นเสียก่อนเถอะ” องค์ชายหกเฉินหยูเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง จึงยากนักที่ผู้ถูกขอร้องจะหักใจปฏิเสธได้ลงคอ

“เพคะ” อาไฉ่รับคำสั่ง นางหันไปพยักหน้าให้กับนางกำนัลอีกคนเป็นเชิงสั่งการ ให้นางกำนัลผู้นั้นออกไปแจ้งพระประสงค์ขององค์ชายหกให้แก่ท่านหัวหน้าหมอหลวงที่รออยู่ด้านนอก จากนั้นก็หันกลับมาทูลถามอีกครั้งว่า

“องค์ชายอยากทรงเสวยผลไม้อะไรหรือเพคะ”

“ข้าอยากกินผิงกั่ว [1] ”

“ทรงอยากเสวยผิงกั่วหรือเพคะ หลายวันมานี้องค์ชายทรงเสวยผิงกั่วติดกันหลายวันแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าการที่ทรงเสวยอะไรมากเกินไป อาจไม่เป็นผลดีต่อพระวรกายขององค์ชายได้เพคะ ดังนั้น...วันนี้ทรงเปลี่ยนไปเสวยองุ่นดีหรือไม่เพคะ เช้านี้มีองุ่นสดใหม่ที่นำมาจากภูเขาสูงในต่างแคว้นด้วยนะเพคะ”

“ขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่ข้าชอบกลิ่นหอมของผิงกั่วมาก กลิ่นหอมของมันทำให้ข้ารู้สึกปลอดโปร่ง รสชาติก็กรอบหวานชื่นใจ กลบรสขมของยาได้ดียิ่งนัก ดังนั้นเจ้าช่วยทำให้ข้าสมใจอยากอีกสักวันเถอะนะ”

“เพคะองค์ชาย หม่อมฉันจะให้คนปลอกแล้วนำมาถวาย ทรงประสงค์ให้เหลือเมล็ดไว้เหมือนทุกครั้งใช่หรือไม่เพคะ”

“ใช่ ขอบเจ้ามาก”

ระหว่างที่รอบ่าวรับใช้นำผลไม้มาถวาย องค์ชายเฉินหยูนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทรงพระอักษร หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวางไว้เบื้องหน้า ขันทีรับใช้รีบก้าวฝ่าเท้าเข้ามายืนอยู่ด้านข้าง จัดการฝนหมึกถวายให้อย่างรู้งาน

องค์ชายเฉินหยูจัดการจรดพู่กันจุ่มหมึกบางๆ แล้วตวัดถ้อยคำลงไปบนกระดาษด้วยลายเส้นอักษรงดงามปานหางหงส์เหิน วาจาก็เอ่ยสั่งความแก่อาไฉ่ผู้เป็นหนึ่งในสองนางกำนัลต้นห้องว่า

“มีนางกำนัลที่ทำงานในกองงานอาภรณ์คนหนึ่งแซ่โหยว ชื่อเสี่ยวจิง เมื่อหลายเดือนก่อนข้าช่วยส่งเงินไปรักษามารดาของนางที่ป่วยหนัก ข้าจึงอยากพูดคุยกับโหยวเสี่ยวจิงเรื่องอาการของมารดานาง เจ้าช่วยส่งคนไปตามนางมาพบข้า...เดี๋ยวนี้เถอะ”

“เพคะองค์ชาย” อาไฉ่รับคำแล้วหันไปพยักหน้าสั่งการกับนางกำนัลรับใช้อีกครั้ง

“อาไฉ่...” องค์ชายเฉินหยูเอ่ยวาจาแผ่วเบา ขณะที่มือเรียวขาวซีดตวัดพู่กันเขียนอักษรตัวสุดท้ายลงไปบนกระดาษจนเสร็จสิ้น

“เพคะองค์ชาย” อาไฉ่สืบเท้าเข้ามายืนใกล้โต๊ะทรงอักษร ดวงหน้าที่ไม่นับว่าสวยล้ำและห่างไกลจากคำว่าอัปลักษณ์อยู่หลายส่วนก้มลงต่ำด้วยกิริยานอบน้อม หากสายตากลับลักลอบทอดมองข้อความที่ปรากฏอยู่บนกระดาษ เพียรสังเกตว่าเป็นสิ่งที่จะเปิดเผยความลับขององค์ชายใหญ่หรือไม่ เพราะหากใช่สิ่งที่ครุ่นคิด นางก็จะรีบทำลายหลักฐานนี้ให้สิ้นซาก จากนั้นก็นำความไปกราบทูลฟ้ององค์ฮองเฮาเพื่อวาดหวังรางวัลตอบแทน

น่าเสียดายที่ความมั่งคั่งในจินตนาการไม่อาจกลายเป็นจริง เพราะเมื่ออาไฉ่ลอบมองไปบนกระดาษที่น้ำหมึกยังไม่แห้งสนิทนั้น เมื่ออ่านดูจนกระจ่างแจ้งแล้วกลับพบว่าเป็นเพียงแค่บทเพลงกวีชุดหนึ่ง นางก็คร้านจะใส่ใจอ่านดูต่อไปอีก ศีรษะที่ก้มลงต่ำด้วยกิริยานอบน้อมอันเกิดจากการเสแสร้งขยับขึ้นมาหลายส่วนจนเกือบเงยหน้าขึ้นมาสบพระพักตร์ซีดขาว แววตาขุ่นมัวด้วยอารมณ์ที่ไม่ใคร่ดี...

“สถานการณ์ในยามนี้เป็นเยี่ยงใดบ้าง...พวกราชองครักษ์ตามหาตัวองค์ชายสิบเอ็ดเจอแล้วหรือยัง แล้วองค์ชายสิบสองตอนนี้ยังถูกขังอยู่ในคุกหลวงหรือไม่...”

“กราบทูลองค์ชาย ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดการขององค์ชายใหญ่ ขอองค์ชายอย่าได้ทรงกังวลพระทัยไปเลยเพคะ” อาไฉ่ทูลตอบไปตามคำสั่งขององค์ชายฮุ่ยหรง เรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกพระตำหนักน้ำค้างหยกถูกห้ามมิให้ล่วงรู้ไปถึงคนที่อยู่ภายในห้องบรรทม เพื่อมิผู้ใดมาขัดขวางแผนการขององค์ชายใหญ่ที่กำลังดำเนินไปอย่างลุ้นระทึก

“อื่ม...” องค์ชายเฉินหยูขยับยิ้มเจือจางแต้มไว้ที่มุมปากราวกับเยาะหยันคำตอบที่ได้รับ เขารู้ดีว่าบ่าวรับใช้ในตำหนักนี้ได้รับคำสั่งจากฮุ่ยหรงเช่นใด คงไม่แคล้วปิดหูปิดตาเขาเอาไว้จนมิด

‘ฮุ่ยหรง...เจ้ารู้ดีแก่ใจว่าข้าย่อมต้องดิ้นรนหาทางไปขัดขวาง เจ้าถึงได้กักขังและสั่งคนจับตาดูข้า’

‘แต่ฮุ่ยหรง...เจ้ามั่นใจดีแล้วหรือว่าจะสามารถหยุดยั้งข้าได้’

เวลาผ่านล่วงไปไม่นานนักผิงกั่วสองผลที่ถูกผ่าซีกออกเป็นแปดส่วนเรียงกลีบงดงามอยู่ในจานก็ถูกนำมาถวาย

องค์ชายเฉินหยูลุกขึ้นยืนแล้วเอี่ยวตัวไปด้านหลัง อันเป็นตู้ไม้สนเนื้อสีอ่อนมีฝาปิดแบ่งเป็นแปดช่องเรียงกันสามแถวสูงเท่าขนาดตัวคน เขาเลือกเปิดฝาช่องที่สามด้านซ้ายมือสุดแล้วหยิบเอาตลับกระเบื้องไร้ลวดลายออกมา จัดการยื่นส่งให้ขันทีรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทรงพระอักษรพร้อมกับสั่งความว่า

“คัดแยกเมล็ดผิงกั่วมาให้ข้า...”

“พระเจ้าค่ะ” ขันทีรับใช้รับตลับไปวางไว้บนโต๊ะแปดเหลี่ยมที่ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางห้องบรรทม จากนั้นก็เปิดฝาออกอย่างระมัดระวังไม่ให้แตก ภายในพลันปรากฏเมล็ดผิงกั่วสีน้ำตาลแก่อยู่จำนวนราวๆ หนึ่งชั่ง [2] ขันทีผู้นั้นจัดการแยกเมล็ดผิงกั่วออกไปใส่รวมกันในตลับ ปิดฝาแล้วส่งถวายให้กับองค์ชายหก

ในแคว้นผู่โจวไม่มีผิงกั่วแม้แต่ต้นเดียว ทำให้ผิงกั่วกลายเป็นผลไม้ที่ต้องนำเข้ามาจากต่างแคว้น ผิงกั่วจึงมีราคาสูงริบลิ่วและหาซื้อได้ยาก ดังนั้นองค์ชายเฉินหยูจึงบอกกับนางกำนัลและขันทีรับใช้ให้เก็บเมล็ดผิงกั่วเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่อากาศกับฤดูกาลเหมาะสมก็จะเพาะปลูกเอาไปปลูกในสวนของตำหนักน้ำค้างหยก

“องค์ชาย ทรงเสวยผิงกั่วเถอะเพคะ หมอหลวงรั้งรออยู่ข้างนอกนานแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทได้นะเพคะ” อาไฉ่เร่งรัด นางกลัวว่าสุขภาพขององค์ชายหกที่ไม่ค่อยดีนัก หากได้รับการตรวจชีพจรจากหมอหลวงล่าช้าไป แล้วเกิดอะไรขึ้นมาในระหว่างนี้ เกรงว่านางอาจรับผิดชอบชีวิตขององค์ชายไม่ไหว

หรือเกิดความผิดพลาดขึ้นเล็กน้อย...

องค์ชายใหญ่สามารถประหารนางทิ้งก็ย่อมได้ภายในชั่วพริบตา!

องค์ชายหกเฉินหยูยังไม่แตะต้องผลไม้ที่ถูกนำมาถวาย หากกลับจงใจใช้งานนางกำนัลต้นห้องอย่างเจาะจงด้วย น้ำเสียงที่ใช้ยังคงความนุ่มนวลกึ่งร้องขออย่างสุภาพ

“อาไฉ่ เจ้าช่วยยกผีผาตัวนั้นมาให้ข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่”

“เพคะองค์ชาย” อาไฉ่เข้าใจว่าองค์ชายต้องการผีผามาหัดเล่นกับบทกวีที่พึ่งเขียนขึ้นเท่านั้น จึงได้เดินไปหยิบเครื่องดนตรีผีผาที่วางตั้งไว้บนแท่นไม้ข้างผนังห้องมาทูลถวาย

เรียวมือขาวซีดรับผีผามาถือไว้ด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็ประคองมันวางไว้บนตัก ปลายนิ้วดีดลงไปบนสาย หนึ่งเสียงกังวานสดใสดั่งเสียงนกร้องเพลงในแรกฤดูใบไม่ผลิ ดวงเนตรฉาบรอยเศร้าเคลือบความอาวรณ์ทอดมองเหม่อลอยไปถึงอดีตแห่งความหลัง

ผีผาตัวนี้...ฮุ่ยหรงสรรหามันมามอบให้เขาเองกับมือ เขาถึงได้ดูแลรักษามันเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

น่าเสียดายที่วันนี้คงต้องส่งคืนเสียแล้ว...

ฝ่ามือนุ่มบอบบางลูบไล้ไปบนตัวเครื่องดนตรีทรงลูกแพร์อย่างเบาแรง จากนั้นก็วางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรเบื้องหน้า ผีผามีทั้งหมดสี่สาย องค์ชายเฉินหยูค่อยๆ ปลดสายออกจากลูกบิดไม้ด้านบน และปลายที่ยึดเหนี่ยวด้านล่างออกไปจนหมดสิ้น

“องค์ชาย ทรงต้องการเปลี่ยนสายผีผาหรือเพคะ” อาไฉ่ทอดมองผีผาไร้สายด้วยความรู้สึงสงสัย การกระทำขององค์ชายแห่งตำหนักน้ำค้างหยกแปลกกว่าทุกวันจนน่าหวั่นวิตก โดยเฉพาะสถานการณ์วังหลวงในช่วงสองวันมานี้ช่างเปราะบาง ทั้งการใช้อำนาจขององค์ชายใหญ่ที่แข็งข้อกับฮ่องเต้ ท่าทีของเหล่าขุนนางที่ลอบแบ่งฝ่ายกันอย่างลับๆ ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะเลวร้ายเช่นใด นางไม่กล้าไว้ใจนัก...

“นางกำนัลแซ่โหยวมาถึงแล้วหรือยัง” เฉินหยูไม่ตอบแต่กลับย้อนถามไปถึงเรื่องอื่น ฝ่ามือก็เคลื่อนไปพับกระดาษที่หมึกแห้งสนิทแล้ววางไว้บนผีผา

“ยังมาไม่ถึงเพคะ หม่อมฉันจะให้คนไปตามนางให้อีกครั้งเพคะ”

“ไม่ต้อง เจ้าเชิญหมอหลวงเข้ามาเถอะ” เรียวมือบอบบางปัดผ่านอากาศหนึ่งคราราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้แม้แต่น้อย ผู้เป็นนางกำนัลต้นห้องอย่างอาไฉ่จึงผละออกไปเชิญหมอหลวงที่รั้งรออยู่ด้านนอกด้วยตนเอง

“ถวายบังคมองค์ชายหกพระเจ้าค่ะ” หัวหน้าหมอหลวงแซ่จวินปีนี้เข้าสู่วัยห้าสิบแปดแล้ว ร่างที่เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วคุกเข่าลงคำนับเต็มพิธีการ ด้วยความที่ท่านหัวหน้าหมอหลวงผู้นี้มีอายุมากสุขภาพไม่อาจแข็งแรงเท่าคนหนุ่มสาว องค์ชายเฉินหยูจึงรีบโบกมือสั่งให้ขันทีรับใช้รีบพยุงร่างของท่านหมอหลวงขึ้นมาแทนจะในทันทีที่ถวายบังคมคำนับ

“ท่านหมอจวินเคยกินผิงกั่วหรือไม่”

“ยังไม่เคยพระเจ้าค่ะ”

“อาไฉ่ แบ่งผิงกั่วให้หมอหลวงจวินลองลิ้มรสสักหน่อย...” เฉินหยูขยับยิ้มพร้อมเชื้อเชิญอย่างใจดี ระหว่างนี้ก็พูดคุยเสวนายืดเวลาตรวจชีพจรออกไปอีกนิด

“ขอบพระทัยองค์ชายพระเจ้าค่ะ “หัวหน้าหมอหลวงแซ่จวินหยิบผิงกั่วขึ้นมาหนึ่งชิ้นจากในจานที่อาไฉ่ถือมาคอยอยู่เบื้องหน้า เขาอ้าปากกัดเนื้อผิงกั่วกินไปอย่างไม่อิดออดบ่างเบี่ยงหรือลังเล เนื้อผิงกั่วสีเหลืองจางกรอบเต็มไปด้วยรสหวานอ่อนละหอมกระชุ่มกระชวย รสชาติสมราคาผลไม้หายากและแพงริบลิ่ว

“ข้าเคยอ่านพบในตำราแพทย์ ผิงกั่วมีสรรพคุณบำรุงหัวใจและละลายเสมหะ” เฉินหยูชวนเสวนา ด้วยเขาป่วยกระเซาะกระแซะมาหลายปี ยามว่างจึงอ่านตำรายาและตำราแพทย์ประดับความรู้ แต่ก็ไม่ได้ครุ่นคิดจริงจังกับการศึกษาศาสตร์นี้ เรื่องคุณประโยชน์ทางยาและโทษของผิงกั่วล้วนเขาบังเอิญอ่านพบเท่านั้น

“อ้อ ตำราแพทย์ของแคว้นหม่าชวน” หมอหลวงจวินเอ่ยขึ้น ตำราแพทย์เล่มนี้เขาเคยอ่านผ่านตามาหลายรอบ ล้วนศึกษาเรื่องราวที่บันทึกไว้อย่างละเอียดยิบ ทุกตัวอักษรสามารถจดจำได้จนขึ้นใจ

“นอกจากสรรพคุณบำรุงหัวใจและละลายเสมหะแล้ว ยังมีบำรุงกระเพราะ ลดไข้ อีกทั้งกลิ่นหอมของผิวเปลือกผิงกั่วยังกระตุ้นความอยากอาหารด้วยพระเจ้าค่ะ”

“แล้วท่าหมอหลวงจริงทราบเรื่องพิษของเมล็ดผิงกั่วหรือไม่” องค์ชายเฉินหยูเปิดฝาตลับกระเบื้องขาวที่วางไว้บนโต๊ะออก จากนั้นก็เลื่อนตลับที่ภายในมีเมล็ดผิงกั่วสีน้ำตาลแก่ไปยังเบื้องหน้าท่านหมอหลวง

“แม้ว่าผิงกั่วจะเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา แต่เนื้อในเมล็ดของผิงกั่วกลับเป็นยาพิษ หากได้รับเข้าไปจะทำให้ร่างกายเกิดความเมื่อยล้า เคลื่อนไหวติดขัด หายใจลำบาก ระคายเคืองคอและปาก มีอาการวิงเวียนมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ลมหายใจจะมีกลิ่นหอม แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับสารพิษในเมล็ดผิงกั่วมากเกินไป นอกจากอาการที่เอ่ยมานี้แล้ว ยังมีอาการหายใจติดขัดหนักหน่วงจนหอบ อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกและหมดสติร่วมด้วย จนกระทั่งสามารถทำให้ถึงแก่ความตาย [3] ”

หัวหน้าหมอหลวงแซ่จวินเอ่ยเล่าถึงอาการได้อย่างไหลรื่นไม่ติดขัด อีกทั้งยังเสริมด้วยประโยคสุดท้ายอีกว่า

“โดยปกติแล้วเมล็ดผิงกั่วจะมีเปลือกห่อหุ้มที่ค่อนข้างแข็ง น้ำย่อยในกระเพราะอาหารไม่สามารถกำจัดได้หมด จึงถูกขับออกจากร่างกายผ่านลำไส้แล้วออกมาในรูปแบบอื่น”

“ความรู้ของท่านหมอหลวงช่างกว้างขวางและลึกล้ำยิ่งนัก ข้าขอนับถือท่านจากใจจริง”

“องค์ชายหกตรัสชมเกินไปแล้ว คราวนี้องค์ชายให้ข้าพระองค์จับชีพจรตรวจพระอาการสักหน่อยเถอะพระเจ้าค่ะ”

องค์ชายเฉินหยูขยับยิ้มค้างไปชั่ววูบหนึ่งเพราะถูกผู้มากด้วยวัยเปิดโปงการกระทำยืดเวลา เขาจึงได้แต่ยอมจำนนแล้วเลื่อนแขนเสื้อขึ้นให้ร่นถอยไปจนสุดช่วงข้อศอก เปิดเผยผิวเนื้อขาวซีดให้หมอหลวงใช้ปลายนิ้วจับชีพ

โชคดีที่ท่านหัวหน้าหมอหลวงยังไม่ทันแตะปลายนิ้วลงไปบนข้อมือเพื่อจับชีพจรวินิจฉัยอาการ เสียงกราบทูลก็ดังขึ้นมาจากหน้าห้องบรรทม

“ทูลองค์ชาย โหยวเสี่ยวจิงมาถึงแล้วเพคะ” นางกำนัลที่ไปตามตัวโหยวเสี่ยวจิงกราบทูลอยู่นอกห้องบรรทม ด้านข้างที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังเป็นร่างดรุณีน้อยในชุดเครื่องแบบนางกำนัลหน่วยกองอาภรณ์

โหยวเสี่ยวจิง...ในที่สุดคนที่เขารั้งรอก็มาได้ในจังหวะที่ทันสถานการณ์

“ให้นางเข้ามาได้” เฉินหยูเอ่ยอนุญาตพลางเก็บแขนของตัวเองกลับคืนไปอย่างแนบเนียน จากนั้นก็แสร้งหลงลืมการมีตัวตนอยู่ของท่านหัวหน้าหมอหลวงไปชั่วขณะ

“หม่อมฉันโหยวเสี่ยงจิงแห่งกองงานอาภรณ์ขอถวายบังคมองค์ชายหกเพคะ” โหยวเสี่ยวจิงเดินเข้ามาพร้อมกับคุกเข่าลงถวายบังคมเต็มพิธีการ เมื่อเจ้าของพระตำหนักน้ำค้างหยกเอ่ยวาจาให้นางลุกขึ้นยืนได้ นางกำนัลน้อยก็ทำตามทันที สายตาที่ทอดมองผู้มีพระคุณของนางเต็มไปด้วยความชื่นชม และเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์อันแรงกล้า

“ข้ามีเรื่องอยากขอร้องให้เจ้าช่วย” องค์ชายเฉินหยูเอ่ยวาจาเข้าเรื่องทันทีอย่างไม่ยอมให้เสียเวลาอันล้ำค่าไปอีก วาจาที่ใช้นั้นสั้นกระชับและได้ใจความสำคัญชัดเจน

“จงนำผีผาและจดหมายฉบับนี้ของข้าไปส่งให้ถึงมือขององค์ชายใหญ่ สิ่งของเหล่านี้จะช่วยยับยั้งโทษขององค์ชายสิบสองได้” Food Story Team

องค์ชายเฉินหยูหยิบจดหมายและผีผายื่นส่งให้โหยวเสี่ยวจิงที่ยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้างุนงง นางกำนัลแห่งกองอาภรณ์ไม่อาจเข้าใจเจตนารมณ์ของคนเบื้องหน้าได้แม้แต่น้อย

“องค์ชายทรงคิดจะทำอะไรเพคะ” อาไฉ่สืบเท้าเข้ามาประชิดโหยวเสี่ยวจิง ลางสังหรณ์ถึงเรื่องยุ่งยากอันเลวร้ายส่งเสียงเตือนให้นางต้องลงมือขัดขวาง เรื่องนี้จะทำให้แผนการขององค์ชายใหญ่ถูกก่อกวนหรือล้มเลิกทิ้งไปไม่ได้เป็นอันขาด การกำจัดองค์ชายสิบสองผู้เป็นโอรสที่ประสูติจากพระครรภ์พระสนมเอง พระนางที่ฮ่องเต้ทรงรักใคร่ด้วยพระทัยจริงจนเป็นที่อิจฉาริษยาขององค์ฮองเฮา

ฮองเฮาทรงกำชับให้นางส่งเสริมแผนการองค์ชายใหญ่ในครั้งนี้ ดังนั้นต่อให้ต้องเสี่ยงเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ต้องเหนี่ยวรั้งตัวโหยวเสี่ยวจิงมิให้ส่งข่าวถึงองค์ชายใหญ่ได้เป็นอันขาด

ระหว่างที่อาไฉ่คิดจะแยงชิงผีผาไร้สายละจดหมายบทกวีในมือของโหยวเสี่ยวจิง ร่างขององค์ชายหกกลับแทรกตัวเข้ามาคั่นกลางระหว่างนางกำนัลทั้งสองเอาไว้ ในมือเรียวบางกำสายผีผาเส้นหนึ่งเอาไว้มั่น ใช้มันพันรอบลำคอระหงของตัวเองท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของนางกำนัลละขันทีรับใช้ ซึ่งบัดนี้ถูกความแตกตื่นระคนหวาดกลัวโทษทัณฑ์ที่จะตามมาทำให้ใบหน้าซีดเผือกยิ่งกว่ากระดาษขาว

“หากพวกเจ้ากล้าขัดขวางนางกำนัลแซ่โหยวไม่ให้ออกไปจากห้อง ข้าขอรับรองเลยว่าจะปลิดชีพตัวเองลงเสียเดี๋ยวนี้ ให้พวกเจ้าดูข้าตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง”

“อ่า...องค์ชายหก!” โหยวเสี่ยวจิงถูกการกระทำอันน่าใจหายขององค์ชายที่นางเทิดทูลเล่นงานจนร่างกายแข็งค้างปานประดุจหินผา ความครุ่นคิดแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าราวทะเลหิมะเหมันต์สีขาวโพลน แม้แต่ทุกคนที่เห็นพร้อมกันกับนางก็ล้วนไม่แตกต่างอากัปกิริยาเดียวกัน

“พวกเจ้าทำอะไรกัน ยังไม่รีบช่วยองค์ชายหกอีกหรือ!” นางกำนัลต้นห้องเช่นอาไฉ่กลับเป็นคนแรกที่ไหวตัวได้สติขึ้นมาก่อนใคร นางเพียงตวาดออกไปหนึ่งประโยคความโกลาหนก็พลันถาโถมเข้ามาทันที แต่ละคนล้วนเรียกทหารบ้าง ร้องให้คนมาช่วยบ้าง เพียงแค่ไม่กี่ช่วงตากระพริบผู้คนในบริเวณตำหนักน้ำค้างหยกก็แทบจะมารวมตัวกันพร้อมหน้า

‘ดีมาก...คนยิ่งมารวมตัวกันมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นผลดีที่สุด’

องค์ชายเฉินหยูลอบยิ้มในใจอย่างปรีดา สายตากวาดมองผู้คนที่จดจ้องมายังร่างเขาเป็นจุดเดียวกัน หากที่ทุกคนไม่เข้าไปช่วงชิงสายผีผาออกจากลำคอระหง เพราะยังคงขลาดกลัวว่าอาจพลาดพลั้งทำให้องค์ชายหกตกใจจนเผลอรัดคอตัวเองตาย

คนในตำหนักน้ำค้างหยกแห่งนี้ไม่มีผู้ใดไว้ใจได้ เพราะครึ่งหนึ่งเป็นคนขององค์ชายฮุ่ยหรง และอีกครั้งหนึ่งเป็นคนของฮองเฮาที่ส่งมาควบคุมชีวิตเขา ทั้งหมดล้วนต้องขัดขวางไม่ให้เขาสามารถกระทำการล้มเลิกแผนการขององค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรง ดังนั้นขอเพียงหลอกล่อให้ทุกคนเข้ามารวมตัวกันอยู่ในห้องนี้ได้มากที่สุด โหยวเสี่ยวจิงที่มิใช่คนของฝ่ายใดจะสามารถแบบความหวังทั้งหมดของเขาไปหยุดยั้งแผนการของฮุ่ยหรงได้ทัน...

ทันก่อนที่จะมีใครเสียชีวิตเพิ่มอีก!

“เสี่ยวจิง เจ้าจะต้องจำไว้ว่าตัวเจ้าต้องส่งของทั้งสิงสิ่งนี้ให้ถึงมือขององค์ชายใหญ่ให้ได้ ข้าได้แต่ฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่เจ้าแล้ว ไปได้!” ท้ายประโยคองค์ชายผู้อ่อนโยนละไร้กำลังกลับสามารถคำรามข่มขู่ออกไปคำเดียวแต่ไล่ขวัญผวา

“เพคะองค์ชาย” โหยวเสี่ยวจิงไม่สนใจสิ่งใดรอบตัวอีกแล้ว ภายในหัวมีแต่เสียงตะโกนปลุกเร้ากำลังใจให้วิ่งออกไปจากห้องสุดฝีเท้า นางจะต้องนำความหวังของผู้มีพระคุณไปให้ถึงปลายทางความสำเร็จ

“เจ้าพวกโง่เขลา! สกัดนางไว้ อย่าให้นางกำนัลผู้นี้ออกไปจากห้อง”

“ห้ามขยับ! หากใครกล้าไม่ทำตาม ข้าจะรัดคอตัวเอง” องค์ชายเฉินหยูตระโกนข่มขู่ออกไปอีกครั้ง ผู้คนในห้องพลันสะดุ้งโหยงสุดตัว ฝ่าเท้าหนักหน่วงไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว

จะตีดาบก็ต้องตีเมื่อเหล็กร้อน ยามเรื่องราวยังสดใหม่ต้องรีบใส่ไฟให้น่าติดตาม เฉินหยูรีบจัดการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงที่ลุกโชนทันที ฝ่ามือข้างหนึ่งผละจากสายผีผาพร้อมกับคว้าตลับกระเบื้องขาวไร้ลวดลายบนโต๊ะมาจ่อชิดติดริมฝีปาก จากนั้นก็กลอกเอาเมล็ดผิงกั่วลงไปในโพลงปากแล้วออกแรงฟันขบเคี้ยวให้แหลกลาญ

“องค์ชาย! อาไฉ่ เจ้ารีบจัดการช่วยองค์ชายหกเร็วเข้า” หัวหน้าหมอหลวงแซ่จวินถึงกับตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความร้อนรนที่สุดในชีวิต

“เมล็ดผิงกั่วมีสรรพคุณเป็นพิษร้ายแรงแทบไม่ต่างไปจากยาเบื่อหนู หากช่วยไม่ทันก็มีแต่ความตายเท่านั้น!”

“อ่า...ช่วยองค์ชายเดี๋ยวนี้!”

ไม่รอให้อาไฉ่ได้ออกคำสั่งจนจบความ ทุกคนก็ก้าวเท้าเข้าไปจัดการด้วยความรวดเร็วและไร้ความลังเล เพียงชั่วพริบตาก็สามารถเอาสายผีผาออกจากลำคอระหงได้เป็นผลสำเร็จโดยไม่มีแม้แต่รอยถลอกหรือขีดข่วนใดๆ

แม้ว่าจะช่วงชิงอาวุธไปจากมือเรียวซีดขาวข้างนั้นได้ แต่ร่างผอมบางกลับสิ้นเรี่ยวแรงจะยืนหยัดได้ไหว ทิ้งตัวให้ตกอยู่ภายใต้การพยุงของเหล่าขันที ร่างขององค์ชายแห่งตำหนักน้ำค้างหยกถูกเคลื่อนย้ายไปประทับลงบนแท่นพระบรรทมกว้างอย่างรวดเร็ว หัวหน้าหมอหลวงรีบก้าวติดตามมาอย่างใกล้ชิด

“องค์ชาย...เหตุใดพระองค์ถึงได้คิดตัดรอนชีวิตตัวเองเช่นนี้เล่าพระเจ้าค่ะ” ท่านหัวหน้าหมอหลวงเอ่ยทูลด้วยเสียงเจือรอยสะอื้นแผ่วบาง จัดการเปิดล่วมยาขนาดเล็กที่พกติดตัวไม่ห่าง มือสั่นเทาล้วงหยิบห่อผ้าทรงสี่เหลี่ยมออกมาคลีออก เข็มเงินที่ใช้ในการรักษาตามแบบศาสตร์แพทย์ถูกหยิบออกมาจากห่อผ้าแล้วปักลงไปตามผิวเนื้อ ฝังลงไปบนจุดสำคัญของร่างกาย ปิดจุดชีพจรสกัดกั้นพิษร้ายไม่ให้ลุกลามไปทั่วร่าง

“เมล็ดผิงกั่วกินไปเล็กน้อยไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ก็จริงอยู่ แต่เพราะร่างกายนี้ของข้า...เมื่อสิบปีก่อนเคยได้รับพิษรุนแรงจนเสียไปครึ่งชีวิตแล้ว พอถูกพิษอีกครั้งก็ย่อมรักษาชีวิตให้คงอยู่ได้ยากลำบากยิ่งนัก” เฉินหยูเอ่ยวาจาแผ่วเบาให้กับหัวหน้าหมอหลวงได้รับรู้ รอยยิ้มอ่อนแรงปรากฏแต้มริมฝีปากสีแดงฉานด้วยหยาดโลหิตที่ไหลซึมออกมาเล็กน้อย ยามนี้เขารู้สึกได้ถึงอาการยามถูกพิษจนเข้าใจแจ่มชัด

หึหึหึ...ในโลกนี้มีผู้ใดบ้างไม่หวาดกลัวความตายและไม่รักชีวิตของตน

ที่เขาให้หมอหลวงฝีมือดีที่สุดในวังอยู่ในห้องตอนกินเมล็ดผิงกั่วด้วยก็เพราะเหตุนี้...เขาเองก็เป็นคนรักชีวิตที่กลัวความตายเฉกเช่นเดียวกัน...

องค์ชายหกเฉินหยูได้แต่หวังว่า...ท่านหมอแซ่จวินจะมีความสามารถมากพอที่จะช่วงชิงชีวิตเขามาจากปรโลกได้สำเร็จ

และสุดท้าย...ได้แต่หวังอีกว่าโหยวเสี่ยวจิงจะนำผีผาและจดหมายของเขาไปถึงมือขององค์ชายฮุ่ยหรง

"ผีผาขาดสายฉันใด รักเราขาดจากกันฉันนั้น...ชั่วนิรันดร์อยากจักได้พบพานกันอีก"

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

หมายเหตุ

[1] ผิงกั่ว (苹果 píngguǒ) แอปเปิ้ล

[2] หนึ่งชั่ง โดย ชั่ง (斤 jīn อ่านว่า จิน) เป็นมาตราชั่งน้ำหนักจีนโบราณ ซึ่ง 1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัม

(โดยประมาณ)

[3] พิษร้ายในแอปเปิ้ล จัดเขียนบทความโดย Food Story Team วันที่ 4 พ.ย.2559

ที่มาจากเว็บ http://foodstorythai.com

.....................................................................................................................

ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

2/มี.ค./2561

สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 

(https://www.facebook.com/DielanWriter)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}