YINGPREM

สวัสดีทุกคนฮับ คนโปรดเป็นนิยายที่อาจจะหาสาระไม่ได้ แต่ก็หวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านเรื่องนี้ <3

ชื่อตอน : [คนโปรด : 2]

คำค้น : คนโปรด,สมิธ,ลูคัส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.1k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มี.ค. 2561 00:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[คนโปรด : 2]
แบบอักษร

คนโปรด 2

“แกนอนเลยนะ วันนี้ฉันไม่กลับ” มิเชลเอ่ยบอกลูกชายที่นั่งมองเธอตาแป๋วในขณะที่เธอกำลังใช้เครื่องม้วนผมทำทรงเส้นผมของตัวเองอยู่

“แม่จะไปไหน?”สมิธขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย เพราะสัปดาห์นี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่มิเชลบอกล่วงหน้าว่าจะไม่กลับห้อง

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

“แต่ว่า...”

“แกจะกลัวอะไรอีก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเหมือนตอนนั้นอีกแกก็โทรหาเจสซิก้าได้เลย...เราคุยกันแล้วนะสมิธ”มิเชลพูดเสียงเข้มจนเด็กชายไม่กล้าเอ่ยปากขึ้นมาอีก เจสซิก้าคือหญิงผิวสีวัยกลางคนที่อาศัยอยู่กับสามีที่ห้องข้างๆ และเป็นคนที่ช่วยเหลือสมิธจากไมเคิลในครั้งก่อน มิเชลจึงต้องจำใจไปฝากฝังสมิธกับเพื่อนบ้านคนนี้อย่างช่วยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไอ้ลูกดื้อคนนี้คงได้ตามก้นเธอไปแทบทุกที่แน่ๆ

ตอนแรกเจสซิก้าก็ดูแปลกใจเพราะตั้งแต่ที่มิเชลย้ายเข้ามาอาศัยอยู่อพาร์ทเม้นแห่งนี้เกือบ5ปี มิเชลไม่เคยมาพูดคุยสุงสิงกับเพื่อนบ้านเลยแม้แต่น้อย แต่พอรู้ว่าเป็นเรื่องของสมิธ เจสซิก้าก็รับปากจะช่วยดูแลให้เพราะเธอก็ค่อนข้างเอ็นดูเด็กชายสมิธในระดับหนึ่ง

“รีบนอนได้แล้ว ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไปโรงเรียนไม่ทันล่ะน่าดู”มิเชลคาดโทษสำทับสมิธเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหยิบกระเป๋าใบใหม่ที่เธอพึ่งได้มาสดๆร้อนๆเมื่อวานนี้ออกไปด้วย

สมิธมองตามหลังผู้เป็นแม่ออกไปจนลับสายตาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเดินไปเข้ายังห้องนอนของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงขนาดสามฟุตครึ่ง

เด็กชายยังไม่หลับในทันทีแม้จะเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าซึ่งได้เวลาเข้านอนของเขาแล้ว สมิธได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจว่าอะไรที่ทำให้แม่ของเขาดูแปลกไปจากเดิม

มิเชลดูอารมณ์ดีขึ้นไม่ค่อยเหวี่ยงหรือดุด่าเขาเท่าเมื่อก่อน มีเสื้อผ้า กระเป๋า และของใช้ที่ดูท่าจะแพงเพิ่มขึ้นมาหลายชิ้น เมื่อสงสัยสมิธก็ถามแต่กลายเป็นว่าไปทำให้มิเชลเริ่มอารมณ์เสียซะอย่างนั้น สมิธจึงไม่กล้าถามต่อและเก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจต่อไป

เด็กชายตาสีมหาสมุทรสะบัดหัวไล่ความคิดแล้วขดตัวเข้ากับผ้าห่มผืนเก่าที่เขาติดมากยิ่งกว่าเดิม ในวันที่อากาศหนาวขนาดนี้ฮีตเตอร์ตัวเก่าในห้องก็ไม่ช่วยให้อุ่นขึ้นเท่าไรนักแต่เด็กชายตัวน้อยก็นอนหลับไปด้วยความเคยชิน...

++++++++++++++++++

เช้าวันรุ่งขึ้น

“อรุณสวัสดิ์ครับเจสซี่” เด็กชายสมิธเอ่ยทักทายเพื่อนบ้านที่ช่วงนี้เขาเริ่มสนิทด้วยพร้อมรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าจิ้มลิ้มขณะที่กำลังเดินสวนทางกันที่ประตูทางขึ้นอพาร์ทเม้นท์

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ กำลังจะไปเรียนเหรอสมิธ” เจสซิก้ายิ้มตอบทักทายเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู

“ใชครับ อ๊ะ!ใกล้เวลารถบัสมาแล้ว ผมไปก่อนนะครับ แล้วเจอกันครับเจสซี่” สมิธยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่รถบัสจะมาเขาก็รีบเอ่ยลาเพื่อนต่างวัย โบกมือลาให้เล็กน้อยก่อนจะรีบตรงออกจากอพาร์ทเม้นท์อย่างรีบๆ

“โอเค แล้วเจอกันจ้ะ” เจสซิก้าโบกมือส่งท้ายให้สมิธก่อนจะเดินขึ้นห้องไป

สมิธไม่กล้าวิ่งเร็วนักเพราะพื้นถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งค่อนข้างจะลื่นอยู่พอสมควร เด็กชายวัยกำลังโตก้าวเท้าไปจนเกือบถึงป้ายจอดรถบัสก่อนถึงเวลาที่รถจะมาอยู่ห้านาที ปกติเวลานี้จะไม่ค่อยมีคนใช้บริการรถบัสนักเพราะคนในแถบนี้ไม่ค่อยมีเด็กอยู่ในช่วงวัยเรียนเหมือนสมิธเท่าไหร่ ถ้าเป็นพวกวัยทำงานก็จะออกกันแต่เช้ากว่านี้ สมิธจึงไม่แปลกใจที่จะไม่เจอคนนั่งรอบัสเลย

แต่วันนี้กลับต่างออกไป เลยป้ายจอดบัสไปไม่กี่เมตรมีรถหรูสัญชาติอิตาลี่สีดำจอดติดเครื่องอยู่อยู่ เด็กชายไม่ได้สนใจนัก เขาทำเพียงเดินไปนั่งรอบัสบนเก้าอี้เงียบๆกระชับเสื้อโค๊ทเข้าหาตัวเองมากกว่าเดิมเพราะอากาศหนาวจัดจนลมหายใจมีไอสีขาวพรูออกมาทุกครั้งที่พูดหรือหายใจออก

แต่สิ่งที่เรียกความสนใจจากสมิธได้คือการที่ชายฉกรรจ์ตัวสูงใหญ่ใส่สูทสีดำเปิดประตูหน้ารถลงมา สมิธหันไปมองนิดๆอย่างสงสัย ชายคนดังกล่าวเดินไปเปิดประตูหลังรถไว้รอ ก่อนที่ขาเรียวสวยจะค่อยๆยื่นออกมานอกรถก่อนจะตามด้วยการปรากฏตัวของคนที่ทำให้เขานึกห่วงอยู่ทั้งคืน

แม่...

มิเชลยังไม่เห็นสมิธ เธอก้มตัวโบกมือส่งยิ้มให้คนในรถส่งท้าย ก่อนจะหันกายไปทางกลับอพาร์ทเม้นท์ที่พักอยู่ มิเชลชะงักนิ่งเมื่อดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอสบเข้ากับนัยน์ตาสีมหาสมุทรนั้น

เธอหยุดยืนนิ่งมองสมิธ และสมิธก็มองเธออยู่ ท้ายที่สุดมิเชลก็เป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน

“สายป่านนี้แล้วทำไมยังไม่ไปโรงเรียน? แกจะเหลวไหลเกินไปแล้วนะ”

“ยังไม่สายสักหน่อย ถ้าขึ้นบัสรอบนี้ทันก็ไปถึงโรงเรียนทันแน่นอน”

“ยังจะเถียง! นี่มันเลยเวลาบัสมากี่นาทีแล้วห๊ะ!” สมิธก้มมองดูนาฬิกา ก่อนดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างเพราะเลยเวลาที่บัสจะจอดป้ายนี้ไปเกือบสิบนาทีเข้าให้แล้ว แสดงว่าเขานั่งรอให้บัสมาจอดถึงสิบห้านาที แต่ว่าเขายังไม่เห็นบัสผ่านมาเลยนี่

“ก็ถนนมันลื่นหรืออาจมีอุบัติเหตุ...เขาก็อาจจะเลทบ้างก็ได้” สมิธก้มหน้าพูดเสียงอ่อยๆ เพราะอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะได้เวลาเข้าเรียนที่โรงเรียนแล้ว ถ้าบัสยังไม่มาในอีกห้านาทีสมิธก็จะไปถึงโรงเรียนสายและเขาก็จะถูกลงโทษเพราะครั้งนี้ครบกำหนดเข้าเรียนสายห้าครั้งแล้ว

“เหรอ งั้นแกตอบฉันซิว่าแกจะได้ไปโรงเรียนตอนไหนไม่ทราบ ฉันลำบากทำงานหาเงินมาให้แกใช้แล้วแกยังทำตัวแบบนี้หรอสมิธ แกอย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าแกสายไปกี่ครั้งแล้ว!” มิเชลก้าวเข้าไปกระชากแขนสมิธด้วยความโมโหอย่างแรงจนเด็กชายนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ

สมิธรู้ว่าตัวเองก็ผิดที่บางครั้งก็ตื่นสายจากการนอนดึกและเขาก็ไม่มีใครมาคอยปลุก บางทีก็ไม่ได้กินข้าวเช้า ทำให้ไปโรงเรียนสายอยู่บ่อยๆ

“มันไม่ใช่ความผิดผมสักหน่อย รถบัสมาช้าเองถ้ามาตรงเวลายังไงผมก็ไปถึงโรงเรียนก่อนเวลาเข้าเรียนแน่นอน” ด้วยความนิสัยไม่ชอบให้ใครมาว่าตนเองโดยไม่มีเหตุผลของสมิธ ทำให้เขาแก้ต่างให้ตัวเองอย่างไม่ยอมจำนนในข้อกล่าวหาของมิเชล ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เธอโมโหสมิธหนักขึ้นไปอีก มิเชลเงื้อมือขึ้นสูงเตรียมจะฟาดใส่สมิธ เด็กชายหลับตาปี๋ด้วยความกลัว แต่ก่อนที่มือบางจะฟาดใส่ร่างเล็กเสียงทุ้มก็ดังขึ้นที่ด้านหลังชะงักการลงมือของมิเชล

“มีอะไรรึเปล่ามิเชล”

“คุณลูคัส”มิเชลรีบลดมือลงแต่มืออีกข้างยังไม่ยอมปล่อยแขนสมิธ เธอหันไปมองคนด้านหลังอย่างตกใจเพราะคิดว่าเขาไปแล้วซะอีก

“ปล่อยแขนเด็กก่อนเถอะ ถ้าใครมาเห็นเข้าจะไม่ดีต่อคุณนะ” ลูคัสระบายยิ้มบางๆเอ่ยเตือนมิเชลอย่างหวังดี มิเชลก็ยอมปล่อยง่ายๆคามที่ลูคัสบอกแทบจะทันที สมิธขมวดคิ้วมุ่น แต่ก่อนเขาอ้อนวอนมิเชลแทบตายเธอยังไม่ยอมง่ายขนาดนี้

“ฉันนึกว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก” มิเชลหันไปพูดเสียงอ่อนหวานกับลูคัส

“ผมเห็นคุณยังไม่เดินสักทีเลยไม่ให้คนออกรถน่ะ” มิเชลยิ้มแก้มปริอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้ยินประโยคที่แสดงความเป็นห่วงเธอจากลูคัส

“ฉันเจอน้องชายน่ะค่ะ แล้วตอนนี้เขาก็กำลังไปโรงเรียนสายและถูกครูทำโทษ” มิเชลหันมาตวัดสายตาเย็นๆใส่สมิธที่ยืนเงียบอยู่

“อ้อ เรื่องแค่นี้เอง ผมไปส่งให้ก็ได้ทางผ่านพอดี”ลูคัสขันอาสาอย่างใจดี มิเชลมองชายหนุ่มตรงหน้าเธออย่างลำบากใจ

“แต่...”

“ผมไม่ไป!”สมิธปฏิเสธเสียงกร้าว สายตาเด็กน้อยจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างขุ่นเคือง เขาไม่มีวันยอมไปกับไอ้คนที่ทำให้แม่ตีเขาแน่ๆ...และความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวชายหนุ่มคนนี้อยู่ลึกๆ

“สมิธ!แกอย่าเสียมารยาท”มิเชลหันไปปรามลูกชายเสียงเข้ม

“ไม่เป็นไรหรอกมิเชล เขาอาจจะหวงพี่สาว”ลูคัสโบกมือให้อย่างไม่ถือสา ดวงตาสีเขียวเข้มยังจับจ้องไปที่เด็กชายตัวน้อยด้วยความสนใจ

“ขอโทษคุณลูคัสเดี๋ยวนี้”มิเชลสั่งลูกชายเสียงเข้ม

“…”สมิธเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่ยอมเอ่ยปากขอโทษคนที่เขาเกลียดขี้หน้า

“สมิธ!”

“ขอโทษ!”สมิธเอ่ยขอโทษห้วนสั้นใบหน้าบึ้งตึงอย่างไม่เต็มใจ

“หึๆ จะรับคำขอโทษก็ได้ถ้าให้ไปส่ง” ลูคัสระบายยิ้มใส่เด็กชายสมิธ

“ก็บอกว่าไม่...”

“มิเชล”ลูคัสไม่สนใจคำปฏิเสธเด็กน้อย แต่หันไปเรียกมิเชลด้วยเสียงราบเรียบแม้จะมีรอยยิ้มติดอยู่บนใบหน้าก็ตาม มิเชลอึกอักเธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูคัสถึงได้นึกใจดีจะไปส่งสมิธให้ได้ สุดท้ายเธแก็ได้แต่จำยอมเพราะกลัวสายตาที่เริ่มไม่ยิ้มตามริมฝีปากของเขาแล้ว

“ก็ได้ค่ะ คงต้องรบกวนคุณแล้ว”

“มะ”สมิธกำลังจะหลุดปากเรียกมิเชลว่าแม่แต่ก็กลับลำเปลี่ยนคำเรียกทัน “มิเชล!ผมไม่ไป”

“แกอย่าเรื่องมาก ถ้าวันนี้แกยังไปโรงเรียนสายแกก็ไม่ต้องไปโรงเรียนอีก!” สมิธสะอึกไม่กล้าเอ่ยปากอะไรอีก เพราะเขายังอยากไปเรียน ไปเล่นกับพวกเดวิดที่โรงเรียน

ลูคัสหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง หนึ่งในสองชายชุดดำรีบเปิดประตูหลังรถให้อย่างรู้หน้าที่ ลูคัสจึงหันไปส่งสายตาให้สมิธขึ้นรถ เด็กชายกัดริมฝีปากอย่างจำใจก่อนจะย่ำเท้าหนักๆเดินขึ้นรถอย่างไม่สบอารมณ์

ลูคัสขมวดคิ้วนิดๆมองตามหลังเด็กน้อยไป เด็กคนนี้แปลกแค่เขาส่งสายตาเป็นนัยก็สามารถรับรู้ได้ว่าเขาหมายความว่าอะไร นี่เป็นครั้งที่สองที่เจอกันและเด็กคนนี้ก็อ่านสายตาเขาได้ทุกครั้ง

ลูคัสระบายยิ้มอย่างอารมณ์ มาอังกฤษคราวนี้เขาเจอคนน่าสนใจเข้าแล้วสิ

มิเชลทำท่าจะก้าวเท้าตามสมิธขึ้นรถแต่ไหล่บอบบางของเธอก็ถูกมือแกร่งของลูคัสจับไว้ก่อน

“คะ?”

“คุณไม่ต้องไปหรอก เพราะเดี๋ยวก็ต้องก็ต้องวนรถมาส่งคุณอีก...ผมอยากให้คุณกลับห้องไปพักผ่อนมากกว่า”

“เอ่อคือ...”

“ไม่ไว้ใจผมหรือไง?” ลูคัสเลิกคิ้วถามมิเชลยิ้มยิ้มๆ หญิงสาวส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“เปล่าค่ะ...ถ้าอย่างนั้นฉันฝากสมิธด้วยนะคะ” ไม่รู้เพราะอะไรทำให้เธอกล้าฝากลูกชายให้กับคนที่รู้จักได้แค่สองสัปดาห์ แถมความสัมพันธ์ยังเป็นแค่คู่นอนไร้สถานะใดๆ

“อืม คุณไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเย็นนี้ผมมารับไปดินเนอร์”ลูคัสลูบผมหญิงสาวเบาๆแล้วฉีกยิ้มมุมปากให้ ทำเอามิเชลแทบระทวยไปกับพื้น

ลูคัสหันหลังให้มิเชลแล้วก้าวขึ้นรถทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตูทำให้สมิธที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอีกด้านหันมาผู้โดยสารร่วมกับตนเองทันที

เด็กชายขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นปมเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เป็นแม่อยู่บนรถ ปากเล็กๆจิ้มลิ้มขยับถามแทบทันที

“มิเชลล่ะ?”

“มิเชลก็กลับไปนอนพักที่ห้องสิ ฉันจะไปส่งนายเอง”

“จอดรถเลยนะ!ผมไม่ไปกับคุณ!”แม้จะไม่ชอบขี้หน้าแต่เด็กชายก็ไม่กล้าพูดหยาบคายกับผู้ชายคนนี้ เกิดมันเอาไปฟ้องมิเชลเขาก็แย่สิ แต่ลูคัสกลับทำหูทวนลม

“อายุกี่ขวบแล้วสมิธ”

“ห๊ะ!”สมิธชะงักเพราะตั้งตัวไม่ทันกับการอยู่ๆก็ถามขึ้นของคนที่นั่งข้างๆ “ไม่บอกหรอก”

“ตัวเล็กๆแบบนี้เก้าหรือสิบขวบ?”

“จะสิบสองแล้วเถอะ” เด็กผู้ชายใครๆก็อยากโตไม่ชอบให้ใครมาว่าเป็นเด็กสักเท่าไหร่ ซึ่งลูคัสก็ฉลาดจี้ถูกจุด

“จะสิบสองแสดงว่ายังไม่ถึงเดือนเกิด...อืมขอทายว่าเป็นเดือนพฤษภาคม”

“ฮึ!”สมิธกอดอกแสยะยิ้มเยาะๆ รู้สึกสะใจตามประสาเด็กที่คนที่ตัวเองไม่ชอบหน้าตอบผิด

“ผิดงั้นหรอ อืม...งั้นนายลองทายเดือนเกิดพี่ซิ”

“ทำไมผมต้องทำแบบนั้นด้วยไม่ทราบ”

“ก็...ถ้านายตอบถูกพี่จะซื้อรองเท้ายี่ห้อXXลายเบนเท็นรุ่นลิมิเต็ดให้นายเป็นไง” สมิธตาวาว เพราะมันเป็นรองเท้าที่เขาอยากได้มาก แต่มิเชลไม่ยอมซื้อให้เพราะว่ามันแพงกว่าเงินที่มิเชลหาได้ทั้งเดือนซะอีก

“...ไม่เอา”แม้จะลังเลแต่เด็กหนุ่มก็เลือกที่จะปฏิเสธเพราะแม่สั่งไว้ว่าห้ามรับของจากคนแปลกหน้า

“พี่ไม่ได้ให้นายฟรีๆสักหน่อย ก็แค่นายลองทายมาถ้าถูกก็ได้ของไป ไม่ถูกก็ไม่เป็นไร”

“ผมทายโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลยงั้นหรอ”

“ใช่”

“ง่ายจัง”

“ง่ายสิถ้าพี่อยากทำให้ง่าย”ลูคัสยิ้ม นัยน์ตาสีเขียวมีแววประกายบางอย่างที่สมิธไม่ทันสังเกตเห็น

“อืม...ผมขอทายว่าคุณเกิดเดือนพฤศจิกายน”เด็กชายทำท่าครุ่นคิด เผลอรู้สึกสนุกไปกับเกมส์ที่ชายหนุ่มอีกคนสร้างขึ้น

“…”

“ถูกรึเปล่า?”

“ถูก”

“จริงหรอ?”เด็กชายเบิกตากว้างขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ จะบังเอิญเกินไปแล้วที่เขาทายถูกได้ในครั้งเดียว

“จริงสิ เพราะฉะนั้นนายก็จะได้ของตามที่เราตกลงกันไว้”ลูคัสฉีกยิ้มกว้าง

“คุณพูดจริงใช่ไหม อย่ามาเก็บเงินกับผมทีหลังนะ ผมไม่มีให้หรอก”

“ไม่เก็บหรอกน่า พี่พูดคำไหนคำนั้น”

“อือ”

“ถ้าไม่เชื่อจะทำสัญญากันไว้ก่อนก็ได้”

“สัญญายังไง?”

“สัญญาแบบนี้ไง” ลูคัสเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าเรียวเด็กชายอย่างรวดเร็ว มือแกร่งตรึงท้ายทอยเล็กไว้ไม่ให้ขยับ จมูกโด่งของลูคัสกดลงที่แก้มใสและริมฝีปากบางของเขาก็ประทับลงที่มุมปากเล็กของเด็กน้อยแผ่วเบา ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที สมิธตั้งสติได้ก็ตอนลูคัสถอนใบหน้าออกไปแล้ว

ดวงตาสีมหาสมุทรเบิกกว้าง ชี้หน้าลูคัสด้วยความตกใจ

“ทำบ้าอะไรของคุณ!”

“ก็สัญญาไง”ลูคัศยังคงยิ้มด้วยใบหน้าเบิกบาน กลิ่นหอมละมุนไม่เหมือนใครยังติดอยู่ที่ปลายจมูกเขา

“เป็นโรคจิตหรอวะ”สมิธธมองคนตรงหน้าหวาดๆ เกิดมาตั้งแต่จำความได้เขายังไม่เคยถูกใครหอมหรือจูบแม้กระทั่งกับแม่แท้ๆของตัวเองก็ตาม มันทำให้เขารู้สึกแปลกๆแต่ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก แต่ไอ้คนที่หอมเขาดันเป็นผู้ชายน่ะสิ มันปกติหรือไงนะ เขายังไม่เคยเห็น

“ก็ปกตินี่”ลูคัสยักไหล่พูดยิ้มๆ

“ไม่เอาแล้วรองเท้า”สมิธพูดพลางใช้เสื้อเช็ดแก้มตัวเองจนแดง

“ได้ไง?สัญญาไปแล้วนะ”

“ก็บอกว่าไม่เอา!”

“สมิธ”แค่ลูคัสเอ่ยชื่อสมิธนิ่งๆเด็กชายก็ชะงักแล้วขยับตัวห่างจนหลังเกือบชิดประตู

“…”

“ผู้ใหญ่ให้ของก็รู้จักรับไว้...มันเป็นมารยาท และพี่ไม่ได้ให้ฟรีๆเราเดิมพันกันแล้วนายชนะ นายก็ต้องได้ของไป เข้าใจไหม?”

สมิธพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว

“ดีมากเด็กดี”ลูคัสยิ้มอย่างพอใจนิ้วเรียวยาวของเขายื่นไปสางผมนุ่มให้เด็กน้อยแผ่วเบา นิ้วโป้งเกลี่ยแก้มใสที่แดงจากแรงเสียดสีไปมาเบาๆ จนกระทั่งรถหยุดและลูกน้องของลูคัสเดินมาเปิดประตูรถฝั่งสมิธ มือแกร่งของลูคัสจึงผละออก

“ถึงโรงเรียนแล้ว รีบไปสิเดี๋ยวจะสายเอานะ”

สมิธที่ได้ยินเสียงลูคัสเอ่ยเตือนก็เหมือนจะได้สติ เด็กน้อยรีบก้าวขาลงจากรถแล้วสาวเท้าวิ่งเข้าโรงเรียนโดยไม่เอ่ยคำลาหรือแม้แต่คำขอบคุณสักคำเดียว แต่ลูคัสก็ไม่ได้ถือสาเพราะเขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว

ลูกน้องเขาปิดประตูและรถเคลื่อนออก จุดหมายปลายทางคือช็อปรองเท้าขนาดใหญ่ในใจกลางกรุงลอนดอน ไหนๆวันนี้เขาก็ว่างทั้งวันจะไปเลือกรองเท้าให้เด็กน้อยสักหน่อยก็แล้วกัน

++++++++++++++++

มีใครได้กลิ่นล่อลวงเด็กเหมือนเปรมไหม หึๆ ช่วงนี้อาจมาช้าบ้างนะคะ สัปดาห์หน้าเปรมสอบมิดเทอม ฮือ NBน้องก็ยืมไปใช้ ที่แต่งไว้ก็ลบแก้ทิ้งไปซะเยอะ เอาเป็นว่าจะมาลงสัปดาห์ละ2ตอนเนาะ แต่สัปดาห์รอๆกันหน่อยเน้อ จุ๊ฟ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น