repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 20 Pae x Gun(3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 278

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.พ. 2561 18:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 Pae x Gun(3)
แบบอักษร


พอเดินออกมาจากโรงหนัง ผมก็รีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด และคงเป็นโชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ผมเลยกล้าที่จะโวยวายออกมาคนเดียว

เกลียด! ผมเกลียดมัน

แม่งคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงทำแบบนี้กับคนอื่นได้ คิดว่าใหญ่มาจากไหนถึงทำทุกอย่างตามใจตัวเอง ผมไม่ได้โกรธที่มันจูบผม เพราะจูบนั่นจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่มันได้รับจากผม

ความจริงสังคมที่ผมกับมันอยู่ก็ต่างกันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถามตัวเองว่าผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไงมันก็เกินความคาดหมายมาตั้งเยอะแล้ว คนไม่แคร์โลกอย่างนั้นน่ะหรอจะมาตามง้อตามขอโทษเด็กเมื่อวานซืนอย่างผม คิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกไร้ค่าที่เคยหลงคิดไปว่าบางทีผมจะสำคัญ

ผิดเองที่ไว้ใจ

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย พ่อมึงตายดิ คิดว่าตัวเองเป็นใครวะแม่งงงงงง”

ผมเปิดน้ำเอามาล้างหน้า บ้วนปาก อยากจะให้น้ำล้างคราบที่ติดตัวออกไปให้หมด รังเกียจ!

“สกปรกไอ้สัส จูบเหี้ยๆ โว้ยยยยยยยย” ผมเอามือถูกปากแรงๆพ้อมกับโวยวายเสียงดังขึ้น “แล้วกูยอมแม่งทำไมวะ แหวะ อยากจะอ้วก”

“โว้ยยยยยยย!”

.

.

 .

“ไอ้กัน...” เสียงเรียกจากข้างหลังทำให้ผมต้องหันไปมองทั้งที่หน้าตายังชุ่มไปด้วยน้ำ แล้วก็ไม่แปลกใจที่คนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำคือไอ้เป้

“ตามมาหาพ่อมึงหรอ จะไปไหนก็ไป กูไม่อยากเห็นหน้ามึง!” ผมยืดตัวขึ้นแล้วหันไปชี้หน้าด่ามัน เพิ่งรู้ตัวว่าที่ไม่ด่ามันแรงๆในโรงหนังก็เพราะยังเกรงใจคนอื่นอยู่บ้าง พอมาอยู่ในที่รโหฐานเลยเสียงดังได้

“ไม่อยากเห็นก็ควักลูกตาออกไปสิ”

“อย่ามากวนตีน” ผมเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อมันเข้ามา “คราวนี้มึงอยู่คนเดียว หมาหมู่มันไม่ช่วยมึงหรอกนะ” อย่างที่รู้ว่าผมไม่ได้ควบคุมอารมณ์เก่งมากนัก และคราวนี้ก็ไม่คิดจะพยายามควบคุมด้วย

พลั่ก

ผมต่อยเข้าไปที่หน้ามันอย่างไม่ปรานี ปล่อยให้ร่างควายๆล้มลงไปกับพื้น “นี่สำหรับที่มึงจูบกู! ไอ้หน้าด้าน”

พลั่ก

“นี่ที่มึงพูดเหี้ยๆมาตลอดชีวิต!” ถึงมันจะล้มลงไปในหมัดเดียว แต่ผมก็ตามลงไปคร่อมแล้วชกหน้ามันอีกหมัด เน้นย้ำไปที่เดิม

“เงียบหาอะไร มึงจะพูดอะไรก็พูด หรือไม่มีอะไรจะแก้ตัวแล้ว?” ผมถาม เพราะเท่าที่ดูมันเหมือนมีอะไรอยากจะพูด แต่เลือกที่จะเงียบเอาไว้ก่อน

“...” ผมก็แค่อยากให้มันพูดอะไรบ้าง บอกดิว่าขอโทษ บอกสิว่าไม่ได้ตั้งใจ คำว่าอะไรก็ได้ที่แสดงถึงความรู้สึกของมันบ้าง แต่สุดท้ายมันก็เลือกที่จะหุบปากลง ไม่เถียงอะไรและปล่อยให้ผมทำตามใจชอบ

ได้!

พลั่ก

“นี่สำหรับที่มึงเข้ามายุ่งวุ่นวายกับกู มาทำดีด้วย แต่สุดท้ายก็เสือกเหี้ยเหมือนเดิม”

พลั่ก

“เข้ามาทำไม ออกไป!!” ผมตะโกนออกมาอย่างเหลืออด ยอมรับเลยว่าตอนนี้แค่เห็นหน้าก็ทำให้ความโกรธพุ่งพล่านไปหมด ผมไม่อยากทำร้ายมัน แต่ถ้ามันยังเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ผมก็คงควบคุมตัวเองไม่ได้

ออกไปจากชีวิตผม อย่ามาทำให้รู้สึกว่ามีใครแต่สุดท้ายก็ไม่มี อย่าทำตัวว่าเป็นเหมือนที่พึ่งทั้งที่ไม่ได้คิดจะอยู่ข้างๆ “สนุกมากไหมล่ะ ความรู้สึกกูอะ” ผมพูดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปล่อยคอเสื้อมันออกแล้วเดินหนีออกมาล้างหน้าล้างมือต่อ พยายามหายใจเข้าช้าๆให้อารมณ์เย็นลง

“หายบ้าหรือยัง” ไอ้เป้ค่อยๆชันตัวลุกขึ้นยืนแล้วถามผมผ่านกระจก

“...ออกไป”

“กูไม่ไป มึงพูดไปแล้วก็ถึงตากูพูดบ้าง”

“กูไม่อยากฟัง!” มันเจ็บนะถ้าจะให้ฟังว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน ผมก็เป็นแค่คนธรรมดาๆในสายตามัน และมันเจ็บมากกว่าตอนที่รู้ตัวว่าผมคาดหวังอะไร ผมรู้สึกไปแล้ว “ต้องให้กูฟังคำว่าชอบจากปากมึงอีกกี่รอบหรอ ไม่เหี้ยไปหน่อยหรือไง!”

“กัน...ฟังพี่นะ”

“...”

“ที่พี่พูดไปอย่างนั้นก็เพื่อกัน ถามตัวเองดูสิว่าเราเป็นอะไรกัน” ไอ้เป้ยอมเดินถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดออกมาช้าๆ “กันให้พี่เป็นอะไรสำหรับกัน ตอบตัวเองสิ”

“...”

“ก็ตอบไม่ได้ ใครกันแน่ที่ไม่ชัดเจน”

“...” ผมเงียบ ไม่ผิดไปจากที่มันพูดหรอกเพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีผมยังคิดว่าตัวเองไม่คิดอะไรเลย แต่พอรู้สึกตัวว่าถ้ามันเกิดคิดจะทิ้งผม กลับรู้สึกแย่ขึ้นมาซะงั้น ผมก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกัน

“ถ้าพูดไปว่าจีบอยู่แล้วไอ้พวกนั้นมันจะไม่ยิ่งสงสัยหรือไง หรือจะให้ตอบว่าคั่วกันอยู่นะ ยิ่งเหี้ยไปกันใหญ่ ที่สำคัญคนที่จะโดนจับตามองจะเป็นใครถ้าไม่ใช่กัน”

“อย่ามาเรียกกูแบบนั้นนะ จะอ้วก” เห็นภาพไอ้เป้ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลายังดีกว่าเห็นมันพูดจาเลี่ยนๆใส่หน้าเลย ขนลุก

“ไม่ จนกว่าจะหายโกรธ” มันเว้นวรรคไปนิดแล้วยิ้มออกมาให้ผมช้าๆ รู้หรอกว่าฝืนน่าดูเพราะผมต่อยมันไม่ยั้ง ข้างแก้มและริมฝีปากเริ่มขึ้นรอยแดงช้ำแล้ว

สมน้ำหน้า!

“คิดดูดีๆนะว่าที่ทำมาทั้งหมดนี่แปลว่าไม่คิดอะไรเลยหรอ เคยเห็นพี่มีคนอื่นไหม ถ้าไม่ชอบจริงๆก็คงไม่เปลี่ยนตัวเองขนาดนี้ ไม่รู้สึกเลยหรือไงว่าทำแต่ละอย่างให้เพราะอะไร”

“ถ้าคิดว่าโทรหาทุกวัน ชวนกินข้าวทุกวัน อยากไปหาทุกวันเพราะแค่อยากเล่นสนุก พี่ไม่ใช้เวลาเปลืองไปหรอวะ แล้วที่สำคัญถ้าคิดว่าทำไปทั้งหมดเพราะแค่อยากเล่นกับความรู้สึกกัน พี่ไม่เล่นกับความรู้สึกตัวเองหนักกว่าหรือไง...คิดว่าจะไม่เสียใจเลยหรอถ้าเล่นสนุกจนจบแล้วสุดท้ายก็ต้องออกจากเกมไป”

“พอได้แล้ว!” ผมตวาดออกมาเสียงดัง ผมเข้าใจทุกอย่างแล้วและไม่อยากทนฟังมันพูดอีก ยอมรับว่าไอ้เป้เลือกใช้วิธีพูดได้เหมาะสม มันรู้ว่าถ้าแรงมาผมก็แรงกลับ มันถึงเลือกจะยอมอ่อนลงต่อหน้าผมขนาดนี้

ความโกรธของผมลดฮวบไปอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนมันค่อยๆไล่ตอบที่ผมอาละวาดไปทีละข้อ ตอนที่พูดไปผมก็ไม่ได้คิดเยอะ แค่พูดไปตามอารมณ์ แต่พอได้ฟังอีกคนไล่ตอบคำถามในใจทีละเรื่องช้าๆ ผมก็รู้ว่ามันตั้งใจฟัง

“ยังไม่หมด ถ้าอยากจะได้ความชัดเจนจากพี่ ก็บอกเลยว่าใช้ไปหมดแล้ว ที่หยอดไปทั้งหมดไม่ได้คิดจะล้อเล่นเพราะอยากได้จริงๆ ทั้งตอนที่บอกว่าอยากได้เป็นเมีย คิดถึง อยากเอามึง หรือให้ถวายตัว ทุกอย่างคือคิดจริงๆ”

“ไอ้เหี้ย มึงหยุดคิดเลยนะ” ผมชี้หน้าด่ามัน กูเกือบจะคิดว่ามึงดีแล้วไหมล่ะ สุดท้ายแม่งก็กวนตีนกระทั่งนาทีสุดท้าย

“แต่ที่ไม่ทำก็เพราะอยากให้ทุกอย่างมันค่อยเป็นค่อยไป พยายามไม่รีบร้อน ทำให้มันกลายเป็นความเคยชิน พี่รู้ว่ากันรับฟังและมีเหตุผลพอจะเข้าใจ แต่ถ้าจะยังเข้าใจว่าพี่ทำไปเพราะความชั่วความเลว...พี่ก็...” ไอ้พี่เป้เว้นวรรคไปนิดหนึ่งแล้วทำสีหน้าเหมือนหมาหงอย

“ก็อะไร...” ผมคาดคั้นถาม

“พี่ก็คงต้องรีบจับกันทำเมียเร็วๆนี้”

“ไอ้เหี้ยเป้!”     

“คิดว่าพี่จะยอมแพ้หรอ ไม่มีทางหรอก ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกลถ้าไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องได้ด้วยคาถา ถึงกันจะโกรธจะเกลียดหรือจะไล่ยังไง พี่ก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

“เพื่อ?”

“คงไม่รู้ตัวสินะว่าทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนไปได้มากขนาดไหน พี่ไม่เคยยอมใครและไม่คิดจะยอมด้วย อยากได้อะไรก็ต้องได้ ต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องชนะ แต่พอมาเจอกัน ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าจะเอาชนะคนแบบนี้ไปทำไมวะ เพราะไอ้คนแบบนี้ไม่ได้มองเราเป็นคู่แข่ง เรียกง่ายๆว่าไม่ได้เห็นค่าเลยด้วยซ้ำ”

“...”

“เพราะงั้นแข่งไปก็มีแต่จะแพ้เอง ครั้งนี้ก็คงเป็นอีกครั้งที่พี่ต้องยอมแพ้ให้กัน...”

“เหี้ย ใครสั่งใครสอนให้พูดแบบนี้วะ” ผมแทบจะสำรอกข้าวกลางวันแสนแพงออกมาเป็นหลักฐานว่ารับไม่ได้กับคำพูดน้ำเน่าพวกนี้ แต่ถ้าถามว่าผมรู้สึกดีไปกับคำพูดสวยหรูพวกนี้ไหม

ก็ยอมรับว่ารู้สึกไปหมดทั้งใจ

“เชื่อกูสักครั้งเหอะกัน กูรู้ว่าปากหมากับมึงมาเยอะ แต่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่กูจะยอมลดทิฐิ” มันหันมาสบตาผมอย่างมีนัย เหมือนพยายามสื่อให้ผมรับรู้ทุกทาง “มึงก็รู้ว่ากูพูดไม่เก่ง แต่ครั้งนี้กูพยายามมากนะ กูอยากให้มึงเชื่อว่ากูชอบมึงจริงๆ”

“มึงคิดว่ากูไม่เคยเชื่อเลยหรือไง ถ้ากูไม่เชื่อกูจะเสียใจไหม ไอ้ควาย!” ขอด่าให้หายซึ้งสักทีเถอะ ถ้าคิดสักนิดก็คงรู้ว่าผมไม่ได้ทื่อเป็นตอไม้ขนาดนั้น ผมก็แค่แสดงออกไม่เก่งเท่านั้นแหละ ที่สำคัญแต่ละครั้งที่คุยกันเคยทำให้ผมอารมณ์ดีที่ไหนอะ มีแต่จะกวนประสาท แล้วใครเขาจะอยากแสดงออก

“หมายความว่ามึงก็ชอบกูถูกป่ะ” ไอ้เป้เดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นเล็กน้อย คงพอจะรู้ว่าอารมณ์ผมเย็นลงแล้ว

“กูไม่รู้” ผมไม่รู้ว่าจะตอบอะไร ถ้าให้บอกว่าชอบก็ดูเหมือนผมหายโกรธง่ายเกินไป แต่ถ้าบอกว่าไม่ชอบก็กลัวคนฟังเสียความรู้สึกอีก

“มึงไม่รู้แล้วใครจะรู้ ชอบก็ยอมรับออกมาดิวะ มันไม่ได้เสียหายตรงไหนเลย”

ไม่เสียหายตรงไหนวะ นี่กูกำลังชอบผู้ชายเลยนะเว้ยยยยยย

“กูไม่รู้ กูตอบไม่ได้”

“กัน...ขนาดนี้แล้วมึงยังกล้าบอกว่าไม่รู้อีกหรอ โกหกใครก็โกหกได้ แต่มึงโกหกตัวเองไม่ได้นะ” ไอ้เป้เดินเข้ามาอีกสองก้าว พร้อมทั้งจับมือผมเอาไว้

“กูไม่ได้โกหกใคร เชี่ย มึงอย่ามาเกาะแกะสิวะ” ผมสะบัดมือที่จับออกอย่างไร้เยื่อใย ไอ้เป้แม่งมือไวอย่าบอกใครเชียว แถมได้คืบก็จะเอาศอก

“นี่กูอุตส่าห์ตามมาง้อเลยนะ แถมโดนมึงต่อยจนหน้ายับอีก ไม่คิดจะเห็นใจหน่อยหรอวะ” มันทำหน้าหงอยแล้วเอื้อมมือมาจับมือผมอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้

“สมน้ำหน้า เป็นถึงลูกพี่เขาเสือกกระจอก ไหนใครมันบอกมึงใหญ่มาจากไหนนักวะ” ผมพูดเยาะเย้ย แต่ก็แอบสำรวจรอยแผลบนหน้าอีกคนอยู่ดี ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย ทำมาสำออย “คิดจะใหญ่ก็ให้มันจริงดิวะ”

“กูก็ใหญ่พอสมควรนะ แล้วมึงอะ”

“ไอ้เหี้ย!” พูดเฉยๆคงไม่เท่าไร แต่คนหน้าด้านแม่งเสือกเอามือผมเลื่อนไปจับเป้ากางเกงมันไว้ด้วย “กูไม่ได้หมายถึงใหญ่แบบนั้น”

“อ้าวหรอ ก็เห็นถาม”

“ปล่อยแล้วออกไปไกลๆเลย” ผมผลักอกอีกคนออกแล้วพยายามเดินหนีออกมาจากห้องน้ำ

“เดี๋ยวดิ ยังคุยไม่เสร็จเลย”

“ไม่มีไรต้องคุยแล้ว กูจะกลับบ้าน” ผมหันไปตอบแล้วก้าวท้าวเดินต่อ ไม่ว่าจะยังไงคุยกันแต่ละครั้งมันก็สร้างความลำบากใจให้ผมเสมอ ถึงตอนนี้ผมจะไม่ได้โกรธอะไรและเข้าใจมันดีแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าผมจะพูดเรื่องนี้ต่อได้ พอมันบอกสิ่งที่มันคิดออกมาขนาดนี้ ต่อไปก็ต้องเป็นคราวผมที่ต้องพูดบ้างน่ะสิ

และผมก็ยังไม่พร้อมจะพูดอะไรตอนนี้ ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าชอบไปได้ยังไง

.

.

.

“เป็นแฟนกันป่ะ”

“...”    

.

.

.

“กัน...กูถามมึงอยู่นะ”

ผมหันไปมองหน้าคนถามอย่างรวดเร็ว ยอมรับว่าประโยคที่มันใช้ยื้อไม่ให้ผมเดินหนีนั้นได้ผลเกินคาด ไม่แปลกใจที่อยู่ๆมันถาม แต่...

“ไม่เร็วไปหน่อยหรอ”

“กูไม่อยากรอแล้ว คราวหน้าถ้ามีคนถามก็จะได้ตอบได้ว่าเป็นอะไรกัน”

ผมยอมรับว่าการตอบตกลงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ผมคิดว่ามันเร็วเกินไป ผมไม่เคยมีแฟนก็จริงแต่ก็เคยคิดว่าถ้าจะมีก็คงเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ตอนนี้ผมเพิ่งทะเลาะกับไอ้เป้ไปและเราเพิ่งคุยกันรู้เรื่อง ผมไม่มั่นใจว่าความรู้สึกตอนนี้จะมั่นคงพอหรือเปล่า มันก็เหมือนอารมณ์ที่เพิ่งพุ่งสูงแล้วโหนกลับลงมาอย่างรวดเร็ว

ผมคิดว่าเวลาที่อยู่กับมันผมเป็นตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมยังไม่มีความสุข เพราะที่ผ่านมามันไม่ได้ทำให้ผมมั่นใจในตัวมันได้เลย เพิ่งจะมีวันนี้เองที่เราใช้ความชัดเจนคุยกัน และถ้าจะเป็นแฟนกันจริงๆค่อยว่ากันหลังจากนี้ดีกว่า

“กูไม่ได้เล่นตัว แต่กูเห็นแก่ตัว กูยอมรับว่าดีใจที่มึงพูดแบบนี้และถามออกมา แต่กูยังไม่มั่นใจ...ถ้ามึงขอให้กูเชื่อว่ามึงชอบกูจริงๆ ขอให้เวลาหลังจากนี้เป็นตัวตัดสิน”

“แล้วกูต้องทำยังไง ให้เป็นแบบนี้ต่อไปหรือมึงจะขอห่าง”

“ทำให้กูมีความสุขที่มีมึง” ผมไม่ได้อยากออกห่างจากมัน แต่แค่อยากรู้ว่ามีทางที่จะมีความสุขได้จริงๆ ไม่อยากให้เป็นความสัมพันธ์แบบที่แค่เอาไว้ตอบคนอื่นได้ แต่ตัวเราสองคนกลับเป็นทุกข์

ไม่รู้ว่าขออะไรมากเกินไปหรือเปล่า ไม่รู้ด้วยว่าคนอย่างไอ้เป้จะยอมทิ้งทิฐิลงได้จริงๆเพื่อมารอผม แต่ถ้ามันทำได้ผมก็จะเชื่อสิ่งที่มันพูดวันนี้ทุกคำ ถ้ามันไม่ทำก็ชัดเจนแล้วว่าผมตัดสินใจถูกต้อง...มันเร็วเกินไป

“ได้ แต่กูอยากบอกให้รู้ว่ามึงไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว” เสียงที่ตอบออกมาไม่มีความลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว มันแทบจะไม่ใช้เวลาคิดเลยสักวินาที และนั่นทำให้ผมแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ไม่มีใครไม่เห็นแก่ตัวหรอก”

“มึงไม่ผิดที่จะปกป้องตัวเอง แต่คงผิดที่ครั้งแรกที่เจอกันมันไม่น่าประทับใจนัก เรื่องของกูกับมึงเลยบิดเบี้ยวมาตลอด กูเคยคิดนะว่าถ้าเราเริ่มต้นกันด้วยดี บางทีมันก็อาจจะไม่ยืดเยื้อแบบนี้”

“มันก็แค่สมมติ” เรื่องจริงตรงหน้านี้ต่างหากที่จะพิสูจน์ทุกอย่าง

สำหรับผมกับไอ้เป้ แค่มีทุกวันนี้ก็เห็นทีว่าจะมากเกินไปแล้ว ถ้าย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่มันกับพวกรุมทำร้ายผม แค่ให้ผมวาดภาพในหัวว่ามันมาขอเป็นแฟนก็อยากจะทุบหัวตัวเองทิ้งแล้ว

ในเมื่อตกลงกันเรียบร้อย ผมยอมรับว่าเราสองคนไม่อาจกลับไปเป็นแบบเดิมได้ทันทีในวินาทีต่อมา เรายังคงใช้ความเงียบคุยกัน ซึ่งมันก็คงเป็นการสนทนาที่ดีที่สุดตอนนี้ เพราะผมมีเรื่องที่ต้องคิดอีกเยอะเลย

ไอ้เป้ขับรถมาส่งผมที่บ้านตอนเย็นๆแล้วก็กลับไป ส่วนแผลที่หน้าก็ได้รับการยืนยันว่ามันจะกลับไปทำแผลอย่างดี ผมเลยไม่ห่วงอะไรอีก

ผมเปิดประตูบ้านเข้ามาด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ร่างกายอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว แต่พอเดินเข้ามาก็พบว่าพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ตรงห้องรับแขก คงจะกำลังกินข้าวหรือไม่ก็อยู่บนห้อง ซึ่งก็น่าดีใจเพราะผมขี้เกียจจะตอบคำถามว่าทำไมช่วงนี้ถึงโดดซ้อมบ่อยนัก

“ไปไหนมา”

แต่เพียงแค่ผมปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย เสียงเรียบๆของพ่อก็เอ่ยขึ้นถามพร้อมกับร่างที่เดินออกมาจากห้องครัวอย่างหาเรื่อง

“กินข้าว ดูหนัง” ผมตอบสบายๆแล้วก็เบี่ยงตัวหลบเพื่อจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน

“ใช้เงินเหมือนรวยมาก ทุกวันนี้แม่มึงก็คงให้เยอะเกินไปล่ะสิ ถึงได้ทำตัวเสเพลแบบนี้”

ผมไม่ตอบแต่พยายามสาวเท้าเร็วขึ้น

“ไปกับใคร”

“เพื่อน” ผมตอบแต่เท้าก็ยังไม่หยุดเดิน

“เพื่อนกะเทยของมึงน่ะหรอ มึงนับเป็นพื่อนหรอ**!”** เสียงแข็งที่ตะโกนตามหลังผมมาทำให้ต้องหยุดฝีเท้าแล้วพลิกตัวกลับไปมองหน้าพ่อ

“พ่อพูดถึงอะไร”

“ทำเป็นไม่รู้เรื่อง อย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่าไอ้เป้นั่นเอาทั้งหญิงทั้งชาย เหอะ บ้านก็รวยเสือกทำตัวทุเรศ” เสียงค่อนแคะออกมาจากปากพ่ออีกหลายคำ ซึ่งนั่นทำให้ผมเริ่มมือไม้สั่นด้วยความโกรธ

“แล้วจะทำไม พ่อไปยุ่งอะไรกับเขา” ผมถามพร้อมจ้องตาพ่อไปด้วย

“กูเคยบอกแล้วว่าให้เลือกคบเพื่อน เพราะงั้นเลิกยุ่งกับมันซะ”

“ไม่! ผมจะคบใครก็เรื่องของผม” ผมยืนกรานในเสียงตัวเองมั่นคง และยิ่งพ่อเสียงดังผมก็เสียงดังตาม สุดท้ายแม่ก็เดินลงมาจากชั้นสองมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทะเลาะอะไรกัน นี่อย่าบอกนะว่าพ่อพูดเรื่องนั้น...”

“ใช่ กูกำลังสั่งให้มันเลิกยุ่งกับไอ้เป้อยู่” พ่อตอบแม่ แต่สายตายังคงจ้องมาที่ผมเช่นกัน

“ไหนว่าจะเอาไว้ก่อนไงล่ะพ่อ ไปพูดอย่างนั้นกันมันก็เตลิดน่ะสิ” แม่เดินลงมายืนระหว่างกลางผมกับพ่อ ก่อนจะค่อยๆพูดให้ใจเย็นลง “กันขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าแล้วลงมากินข้าวไป เดี๋ยวแม่จัดการเอง” แม่ส่งสัญญาณให้ผมออกไปจากตรงนี้ ซึ่งผมก็พยักหน้ารับแต่โดยดีเพราะก็ไม่อยากทะเลาะกับพ่อแบบนี้

“จะไปให้ท้ายอะไรมันนักหนา กูสั่งเลยนะว่านับจากวันนี้อย่าให้เห็นหน้าไอ้ตุ๊ดนั่นโผล่มาที่บ้านอีก”

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ” ผมตะคอกกลับ “ทำไม เป็นตุ๊ดแล้วจะทำไมนักหนาฮะ? พ่อกลัวอะไร”

“ไอ้กัน! หุบปาก”

“ไม่ พ่อนั่นแหละเลิกกำหนดกฎเกณฑ์ชีวิตผมสักที ผมจะทำอะไรก็เรื่องของผม”

“นี่อย่าบอกนะว่าที่มึงปกป้องมันเพราะมึงก็เป็นไปกับพวกมันน่ะ กูบอกแล้วใช่ไหมว่าจะคบเพื่อนหัดดูให้มันดีๆ ดูซิ ไปเกลือกกลั้วกับไอ้พวกนั้นไม่นานมึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ อย่านึกว่ากูไม่รู้นะว่ามึงเอามอไซค์ไปแว้นกับพวกไอ้เดนนรกนั่นน่ะ!”

“พ่อว่าใครเดนนรก?” ตอนนี้ผมก็ไม่คิดจะควบคุมอารมณ์ตัวเองอีกเหมือนกัน ยิ่งผมรู้ความจริงมามากเท่าไร ผมก็ไม่กลัวที่จะต้องเผชิญอะไรอีกแล้ว “พี่บอยหรอ พี่เป้หรอ ใครอีกล่ะที่พ่ออยากจะใส่ร้ายให้ผมฟัง”

“มึงเรียกไอ้พวกนั้นว่าพี่หรอ ฮะ มึงถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ” พ่อตั่วสั่นและชี้นิ้วมาที่หน้าผมอย่างคาดโทษ “มึงจำไม่ได้หรือไงว่ามันเป็นสาเหตุทำให้พี่มึงตาย”

“ไม่! ผมจะเรียกใครสักคนพี่ก็เพราะผมนับถือพวกเขา”

“ไอ้กัน!” พ่อตะโกนอย่างเหลืออดก่อนที่จะพุ่งตัวมากระชากคอเสื้อผมอย่างแรง

“หยุดนะ พอเลยทั้งสองคน! พอ!” แม่พยายามเข้ามาห้ามแต่ก็โดนพ่อผลักจะเซออกไป

เพี้ยะ

“ไอ้ลูกสารเลว เลี้ยงเสียข้าวสุก” หน้าผมหันไปตามแรงตบที่พ่อมอบให้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนตบตี แต่ครั้งนี้มันต่างจากครั้งอื่นตรงที่ในแววตาที่หันกลับมามองพ่อนั้นไม่ได้มีความเสียใจอยู่อีก มันมีแต่ความท้าทาย

“หึ เอาเลย อยากทำอะไรก็ทำสิ เชิญพ่อกับแม่มีความสุขอยู่กับเรื่องที่หลอกตัวเองขึ้นมาเหอะ”

“มึงพูดอะไร” เสียงพ่อที่ถามผมสั่นไปหมดด้วยแรงอารมณ์ และนั่นทำให้ผมยิ่งได้ใจใหญ่

“อย่าคิดว่าความลับมีในโลกสิ พ่อกับแม่คิดว่าจะเป่าหูเด็กโง่ๆอย่างผมได้อีกกี่ปีกัน” ตอนนี้ประตูหน้าต่างมันถูกเปิดออกหมดแล้ว ผมไม่ได้มีกรอบชีวิตอยู่แค่ในบ้านนี้อีกต่อไป ความจริงจากภายนอกนั่นต่างหากที่จะสั่งสอนผมเอง “ที่พี่ฝ้ายตาย มันเป็นเพราะพ่อกับแม่นั่นแหละ**!”**

“กันหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ ขึ้นไปบนห้อง!” แม่หันมาสบตาผมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาจากดวงตาทั้งสอง

ผมรู้ว่าเรื่องพี่ฝ้ายกระทบกระเทือนจิตใจพ่อกับแม่ได้มากขนาดไหน แต่คนที่เริ่มไม่ใช่ผม ดังนั้นผมก็จะไม่หยุดเช่นกัน ยังคงยืนเหยียดยิ้มอยู่หน้าทั้งพ่อและแม่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

“อย่าทำเป็นรับความจริงไม่ได้ทั้งสองคนนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่หรอที่กีดกันพี่บอยกับพี่ฝ้ายจนสุดท้ายเขาไม่ได้เจอกันอีก”

“ไม่ใช่พ่อกับแม่หรอที่ส่งพี่ฝ้ายไปเรียนกรุงเทพฯโดยที่ไม่บอกใครที่นี่เลย...”

“ไม่ใช่พ่อกับแม่หรอที่ปล่อยให้พี่ฝ้ายต้องพยายามกลับมาที่นี่ด้วยตัวเอง แล้วสุดท้ายเป็นไง พี่ฝ้ายก็รถชนตาย แล้วพ่อกับแม่ก็ยังปิดบังจนทุกวันนี้แทบไม่มีใครรู้เลยว่าที่พี่ฝ้ายไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย ไม่ใช่ว่าติดแสงสีในกรุงเทพฯหรือเพราะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่เพราะพี่ฝ้ายไม่มีโอกาสได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้วด้วยซ้ำ”

“ตอบสิว่าผมพูดโกหก” ผมเหลือบไปสบตาพ่อกับแม่สลับกัน

“...” พ่อเงียบลงไปทันที และทั้งบ้านก็เหลือแต่เสียงร้องไห้ของแม่เท่านั้นที่ตอกย้ำผมว่าสิ่งที่ผมพูดไปมันเป็นเรื่องจริง

“กัน...พอแล้ว ฮึก พอแล้ว...หยุดพูด”

“แล้วใครกันที่โกหกผมมาตลอด ให้ผมคิดโทษทุกคน โทษทุกอย่าง โยนความผิดทุกอย่างออกจากตัว ไม่ใช่พ่อกับแม่หรือไง”

“ใครบอกมึง ไอ้พวกนั้นมันพูดอะไรกับมึง!”

“ทำไม พ่อจะตามไปฆ่าคนที่บอกผมหรอ งั้นก็ฆ่าผมไปด้วยเลยสิ เรื่องนี้จะได้ไม่มีใครรู้อีกไง” ผมไม่ได้พูดเสียงดังอีก เพียงแต่เน้นทุกคำชัดๆให้ฝังรากลึกเข้าไปในความทรงจำ

“สารเลว กูบอกแล้วใช่ไหมว่าไอ้พวกนั้นมันไม่มีอะไรดี วันๆทำแต่เรื่องเดือดร้อน แล้วมึงก็ไปฟังสิ่งที่มันพูดมายอกย้อนกู นี่กูเป็นพ่อแม่มึงนะ”

“งั้นพ่อกับแม่ก็เตรียมอกแตกได้เลย เพราะผมไปทำตัวสารเลว ขับรถให้คนด่า เล่นพนัน กินเหล้า ทำทุกอย่างที่พ่อกับแม่ห้ามนักห้ามหนามาหมดแล้ว แถมมันสนุกด้วยนะ” ผมยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ถึงคำที่พูดออกมาจะฟังดูปากดีแค่ไหน แต่คนที่เลี้ยงผมมากับมือก็คงรู้ว่าผมพูดไปเพราะประชดทั้งนั้น

“จะตีกรอบอะไรอีกก็ไม่ทันแล้ว วันนี้ผมเดินออกจากกรงและเงาที่พ่อกับแม่สร้างขึ้นแล้ว ผมคือผม ไม่ใช่พี่ฝ้ายที่พ่อกับแม่จะกีดกันชีวิตผมได้อีก...”

ผมปาดน้ำตาที่ไหลออกมาออกไปอย่างรวดเร็วจนแทบเหมือนไม่เคยมี แต่แม่กลับทรุดนั่งลงไปกับพื้นแล้วร้องไห้จนเหมือนจะขาดใจ ภาพนั้นทำให้ผมต้องหลับตาลงเพื่อปิดประสาทสัมผัส ผมไม่เคยทำตัวแย่ให้เขาผิดหวัง ครั้งนี้คงจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย

แต่มันก็คงร้ายแรงมากเช่นกัน

“ออกไปจากบ้านกู! แล้วอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก ถ้ามึงคิดจะเชื่อคำพูดพวกนั้นมากกว่าคนที่ให้ข้าวให้น้ำมึงมา ก็ออกไปซะ!” พ่อชี้หน้าผมด้วยนิ้วมือที่สั่นสะท้าน ผมรู้ว่าพ่อโกรธมากขนาดไหน แต่ผมก็มีความรู้สึกเหมือนกัน ยิ่งพ่อโกรธเพราะเรื่องที่ผมพูดไปมากเท่าไร ก็แปลว่ามันจริงมากเท่านั้น

“ไม่ กันอย่าไป ขอโทษพ่อเขาซะแล้วกลับไปบนห้อง ฮึก พอได้แล้วทั้งสองคนเลย” แม่เอื้อมมือไปจับขาพ่อช้าๆแล้วขอร้องอ้อนวอน “พอได้แล้วนะ ถือว่าฉันขอ แต่อย่าไล่ลูกออกไป”

“เลิกให้ท้ายมัน ปล่อยมันไปเลย ดูซิว่าจะไปได้สักกี่น้ำถ้าไม่มีเงิน ไม่มีรถ ไม่มีการศึกษา ไปอยู่กับไอ้พวกที่มึงบูชาสิ”

“ไม่ อย่า...ฮึก อย่าทำแบบนี้” แม่ร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม ผมแทบจะใจอ่อนก้มลงไปช่วยพยุงแม่ขึ้นมาแล้วยอมขอโทษพ่อเพื่อยุติทุกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะ...

“มึงไม่ใช่ลูกกู**!”**

เมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของพ่อ น้ำตาที่แห้งเหือดไปของผมไหลย้อนกลับออกมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงสะอื้นเหมือนจะขาดใจของแม่ ต่างกันแค่เพียงแต่มันเกิดขึ้นในความเงียบของจิตใจผมเพียงคนเดียว

ผมพยายามห้ามเสียงไม่ให้สั่น ก่อนจะพยายามพูดอะไรออกมา “การยอมรับความจริงมันยาก แต่มันไม่ได้ยากมากนักหรอก ผมยอมรับได้แล้วและผมจะอยู่กับมัน หลังจากนี้ก็เหลือแค่...แค่...” ผมค่อยๆกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอกอยู่ลงไปช้าๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าแล้วพูดมันออกมา

“แค่คุณสองคนที่ต้องหัดยอมรับบ้าง”

พูดจบผมก็เดินหนีออกมาจากบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่ทนฟังเสียงร้องเรียกของแม่หรือแม้แต่เสียงก่นด่าครั้งสุดท้ายของพ่ออีกแม้แต่น้อย

ใครจะคิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่ผมเคยคิดว่าความจริงมันหนักหนาเหลือเกินนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกตอนนี้ มันหน่วงไปทั้งอก เหมือนมีอะไรอยากจะพูดอยากจะตะโกนออกมา แต่ถ้าพูดอะไรออกไปอีกแค่คำเดียว น้ำตาลูกผู้ชายที่พ่อกับแม่พร่ำบอกว่ามันไม่ควรไหลออกมา ก็คงจะต้องทลายลงมาทั้งหมด

ความอดทนของผมก็คงไม่มีค่าอะไรอีก

ผมไม่รู้ว่าวินาทีหลังจากที่ก้าวขาออกมาจากบ้านผมจะต้องเดินไปที่ไหน ต้องโทรหาใคร หรือคืนนี้จะไปนอนพักที่ไหน ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไร้แสงจันทร์เพราะเมฆฝนบดบังเป็นเครื่องตอกย้ำความรู้สึกโดดเดี่ยวของผมได้ดีที่สุด

นี่สินะความรู้สึกที่ไม่เหลืออะไรเลย

.

.

.

ผมเดินออกมาจากประตูรั้วบ้านอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีการหันหลังกลับไปมองอีก แต่เดินพ้นเขตรั้วบ้านออกมาได้แค่สามก้าว เข่าที่ไร้เรี่ยวแรงของผมก็ทรุดลงไปกับพื้น ผมไม่สามารถเดินต่อไปได้อีกแล้วเพราะม่านน้ำตาที่รื้นขึ้นมาปิดบังทัศนียภาพจนไม่สามารถมองเห็นทางได้อีก

ผมไม่อยากร้องไห้ออกมาตอนนี้เลย ชีวิตผมรู้จักความรักแค่ไม่กี่แบบเท่านั้น คนหนึ่งที่ผมรักมากจากผมไปหลายปี แล้วสองคนที่ผมรักไม่ต่างกันก็ไม่ได้ต้องการผมอีก

“พี่ฝ้าย ฮึก ผมผิดอะไร...ทำไมพี่ไม่มาอยู่ข้างๆผม ฮึก...” ผมพูดอะไรต่อไม่ได้ สายตาที่เงยมองไปยังท้องฟ้ากว้างเพื่อรั้งไม่ให้น้ำตาไหลนั้นไม่ช่วยอะไร สุดท้ายผมก็อ่อนแอจนต้องร้องไห้ออกมาอยู่ดี

.

.

.

“กัน...”

.

.

.

“...”

“มึงจะไม่เป็นไร”

“ฮึก...กู...ไม่ไหวแล้ว...”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ร่างทั้งร่างของผมถูกดึงเข้าไปกอดทั้งที่ยังนั่งอยู่

เป็นมันอีกแล้วที่เดินเข้ามาตอนที่ผมไม่เหลือใครเลย เข้ามาเป็นหลักให้ผมตอนที่ผมเคว้งคว้างมองไม่เห็นทางออก เป็นคนคนนี้อีกแล้วที่ยื่นมือมาให้จับตอนที่มือผมเย็นเฉียบและต้องการความอบอุ่น

อะไรก็ได้ที่แสดงว่าผมไม่ได้นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว








--Talk--

เศร้า...แงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

ขอโน้ตนิดนึงว่าพ่อแม่กันรู้จักพี่เป้จริง แต่ไม่รู้ว่านางเป็นไบนะคะ เพิ่งมารู้นี่แล ก็เลยเกิดวีนแตก

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกันเป็นคนอารมณ์ร้อน อย่างที่เขาว่าลุกก็คือกระจกของพ่อแม่ เคสนี้ก็เหมือนกันเลย ส่วนตอนหน้าเดี๋ยวกลับไปคู่หลักนะคะ มันเจ้มจ้นแร้ววววววว ไหนนิยายเบาสมอง...5555555555

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ อิฉันหายไปสอบมาเจ้าค่ะ เพิ่งสอบเสร็จนี่แล...ขอโทษนะจ๊ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}