เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

กอดกัน!

ชื่อตอน : 29.2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 168

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
29.2
แบบอักษร

          เวลาล่วงเลยถึงสองวันหลังนับจากค่ำคืนแห่งการปะทะ ภายในห้องพักผู้ป่วยมีแสงแดดทอแพรวพราวละลานตา  

          เรไรมิคุ้นชินกับความรู้สึกร้อนผ่าวบนอุ้งมือ ครอบครัวนางมีคุณแม่และน้องสาว ตั้งแต่นางอายุเลยสิบขวบนางก็มิเคยเป็นหวัด ทว่าก่อนหน้านั้นนางมักเจ็บป่วยยามช่วงฤดูร้อน นางจักนอนโทรมหัวติดหมอน มิสามารถขยับมือเท้าทำอันใด ทั้งวันเพียงแต่แหงนหน้ามองเพดานและใยแมนมุมใต้หลังคา เรไรต้องให้คุณแม่คอยช่วยเสมอ ไม่ว่าตอนนางอยากเข้าห้องน้ำ อยากฟังนิทาน หรืออยากเล่นตุ๊กตา ความรู้สึกยามนั้นช่างเรืองรางประหนึ่งม่านหมอก เรไรมิอาจจดจำได้ทุกฉาก แต่ที่นางใคร่คิดถึงคงมิพ้นภาพรอยยิ้มคุณแม่ยามนั่งถักทอชุดให้น้องสาวและฝ่ามือคุณแม่ที่จับกุมมือนางตลอดคืน  

          นางมิชอบความร้อน กระนั้นนางชอบความอบอุ่น ความรู้สึกที่มิหนาวจนปากสั่นและไม่ร้อนจนมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี ความอุ่นอยู่กั้นกลางระหว่างสองสิ่งนี้ ช่องว่างระหว่างสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  

          “นางฟืนหรือยัง”เสียงฟังระคายหู กระนั้นเรไรรู้สึกชอบอย่างประหลาด ปักษาน้อยรู้สึกทั่วร่างหนักราวมีหินกดทับ หนังตา แขน ขาล้วนมิอาจเคลื่อนไหวราวถูกสาป ปักษาน้อยทำได้เพียงฟังเสียงคนคุยกัน จำได้ว่าเสียงหนึ่งคือเมรัย อีกเสียงคือนารี “ยังเลย” นารีตอบเสียงค่อยปนเศร้าซึม เรไรมิรู้ว่าพวกเมรัยมีสีหน้าเช่นไร กระนั้นหลังจบวาจานารี เรไรสัมผัสว่ามีคนบีบมือนางเบาๆ

          และอีกมือหนึ่งลูบไล้ต้นขานาง

          “จับอะไรของเจ้าน่ะ”

          “ปูมาแล้วจ้า”

          โป้ง..

          เรไรตื่นตระหนกคล้ายมีบางสิ่งไต่บนน่องขา เหมือนมด เหมือนแมงมุม นางหวาดกลัวมิรู้ว่ามันคือตัวอะไร อยากสั่นขาให้มันหนีไป ทว่าขานางมิตอบรับคำสั่ง เรไรในใจผวาหวาดหวั่นกลัวมันไต่เข้าใต้กระโปรง ตอนรู้ว่านารีเขกหัวเมรัย เจ้าสัตว์ปริศนาพลันหยุดผงะหายไปดื้อๆ เรไรแม้มิรู้ว่าทำไม แต่ก็ดีใจจนอยากร้องไห้ดังๆ

          “เจ้าออกไปเล่นด้านนอกเถอะ”นารีผลักไส้เมรัย หมอผีน้อยนิ่งเชยชั่วครู่ พลางไม่นานแววเสียงแง้มประตูและปิด เรไรรู้ว่ามีใครคนหนึ่งออกไปด้านนอก คิดว่าคงเป็นเมรัยกระมัง และเพราะหมอผีน้อยจากไปเงียบๆปักษาน้อยจึงรู้สึกปวดใจ ลำคอฝาดขม บอกมิถูกว่าตนคิดเช่นไร คราวนางหลับใหลอีกครั้งโดยครั้งนี้นางมิอาจหลับอย่างสบายใจ

          สองวันแล้วเรไรยังมิฟื้น ปักษาน้อยนอนโทรม นารีและเมรัยคอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดูแล เช็ดเนื้อล้างตัว ป้อนน้ำนมและยาขม เช้าวันนี้นารีเป็นฝ่ายเฝ้าไข้เรไร เมรัยมิอยากให้เรไรนอนเหมือนหมีจำศีลในห้องคับแคบจึงอยากจูงนางไปเดินเล่น กระนั้นนารีไม่อนุญาต กล่าวตัดพ้ออย่างโมโหว่า เรไรสลบนางจักเดินเช่นไรฮึ เมรัยอ้าปากอยากค้านแต่มิอาจหาเหตุผลสนับสนุน นางส่งเสียงหงิงๆปั้นหน้าน้อยใจ หมอผีน้อยพรมนิ้วจิ้มพวงแก้มนุ่มนิ่มแก้เขิน พลางนางจากไปอย่างสงบ

          “อากาศแลมีฝน”เมรัยมือเกาหัว ดวงสีส้มเพลิงเปล่งแสงเรืองรองครั้นสบไอหมอกพิรุณ เรือนเกศาหยิกยุ่งเหมือนขนแพะ นางสะบัดหน้าและใช้มือลูบจัดผมให้เรียบร้อย วันนี้พี่แคโรไลน์และพี่ลีโอน่ามีธุระที่บ้านเจ้าเมืองแบลดแอน์ พวกพี่สาวฝากงานในบ้านเด็กกำพร้าให้เมรัยดูแล คอยช่วยเหลือและควบคุมเจ้าพวกวายร้ายมิให้เล่นอะไรอันตราย งานนี้มิใช่เรื่องยาก และสำหรับเมรัยมิใช่เรื่องง่ายเช่นกัน หมอผีน้อยกอดอกสีหน้าครุ่นคิด เด็กๆยี่สิบสองคน นางรับมือไหวกระมัง

          กิจกรรมของพวกเด็กๆประจำบ้านเด็กพร้าลิเทอท์แอน์คือการเรียนหนังสือ เล่น และนอน เนื่องด้วยวัยนี้เป็นวัยกำลังโต พวกยัยหนูมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก เป็นช่วงสำคัญของชีวิต ดังนั้นเมรัยไม่หมายทำลายอนาคตอันสดใส นางต้องส่งเสริมและสอนให้เด็กๆเป็นคนดีมีวินัย และเป็นผู้มีความสามารถ อือ หมอผีน้อยคิดเช่นนั้น ถึงแม้นางจักเป็นคนไม่มีอนาคตก็เถอะ

          มีเด็กต้องดูแลทั้งหมดจำนวนยี่สิบสองชีวิต ยี่สิบคนเป็นเด็กผู้หญิงไม่มีวัวผสม อีกสองคนเป็นเด็กผู้ชาย และยังมีนักเรียนที่มาเรียนที่บ้านเด็กกำพร้า แต่วันนี้พวกนางไม่มา เพราะพี่แคโรไลน์มิอยู่สอน

          กล่าวถึงเด็กชาย ยามนี้“เจ้าสองคนนี้เป็นก้อนหินในหมู่บุปผาสินะ”เมรัยยืนหลบหลังผนังพลางลอบประเมินเด็กชายคนหนึ่ง เด็กที่เมรัยจับจ้องด้วยแววตาแม่เสือมีชื่อบาสเตียน อุปนิสัยเฉยเมย เย็นชา สุขุมนุ่มลึกและมีความฉลาดมากกว่าอายุ เขาไว้ผมทรงสั้นปะบ่าสีดำ ดวงตาสีน้ำเงินประหนึ่งดวงตาอัจฉริยะ ปกติไม่ชอบสุงสิงกับใคร เพราะในบ้านมีแต่เพศตรงข้าม บาสเตียนชอบเก็บตัวอาศัยอยู่ ณ สถานที่อันเงียบสงบอย่างกองหนังสือและใต้หลังคา เขาเหมือนฮูกเดี่ยวดาย เงียบไม่ชอบพูดทำตัวสูงส่งเหมือนว่าตนเองเก่งกาจกว่าผู้อื่น อายุสิบขวบ เขามีพี่สาวชื่อเมีย เพราะไม่อยากแยกกับพี่สาว บาสเตียนจึงอาศัยอยู่ที่นี้

          เมรัยเคยแอบดูดึงแก้มบาสเตียน ผลคือเด็กชายปรายตาใส่นางและเมินใส่ แววตาดุร้ายของเขาทำให้เมรัยขบขัน เจ้าตัวใจเย็นยิ่งนัก

“ระวังหนังสือกัดนะ”มีใบหน้าเฉลียวฉลาดเช่นนี้ เมรัยที่โง่งมเหมือนกระบือคงไม่บังอาจนำความรู้ครึ่งๆกลางๆมาช่วยสอนหนังสือบาสเตียน หมอผีน้อยยกนิ้วให้เด็กชายพลางจากไปโดยทิ้งความสงสัยให้เขา “…”บาสเตียนขมวดคิ้วมองเมรัย พลางก้มอ่านหนังสือ มีบุคคลหนึ่งบอกไว้ว่า ราชสีห์มิกัดกับหมาบ้า เพราะฉะนั้นเขามิจำเป็นต้องลดตัวไปตอบโต้เมรัย ปล่อยให้นางเห่าหอนเช่นนั้น

          หลังจากทิ้งเรื่องบาสเตียนไว้ที่ห้องหนังสือ เมรัยก็เดินเสาะหาเด็กคนอื่นต่อ นางจำได้ว่ามีเด็กชายอีกคนหนึ่งชื่อว่าอลัน เด็กคนนี้นิสัยเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป รักสนุก รังเกรียดผู้หญิงเพราะเขาคิดว่าพวกนางน่ารำคาญ อลันมีความร้อนแรงและความบ้าคลั่งเทียบเท่าเมรัย เขาเป็นเพื่อนสนิทกับบาเตียสถึงแม้ทั้งคู่จักมีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งเย็นชาประหนึ่งหยดน้ำค้าง คนหนึ่งร้อนระอุเสมือนหยาดลาวา อลันแม้ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เท่าบาสเตียน แต่เขามีความเป็นผู้นำสูง ชอบนำหน้ากลุ่มเสมอไม่ว่าเรื่องอะไร กล้าทำกล้ารับความเสี่ยง นิสัยลูกผู้ชายโตไปเป็นนักรบอย่างแท้จริง ที่สำคัญอลันหล่อมาก ความหล่อเหลาปานประหนึ่งเจ้าชายทำให้เขาเป็นที่หมายตาของสาวๆมากมาย   

          ปกติอลันจักชวนบาสเตียนไปเล่นกับเด็กๆในเมือง แต่วันนี้บาสเตียนอยากอ่านหนังสือ อลันจึงหนีไปเล่นคนเดียว สาเหตุที่อลันยอมอดทนอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าลิเทอร์แอน์ เพราะอลันมีน้องสาวชื่อเบลินด้า น้องสาวมิอยากห่างพี่ชาย พี่ชายก็ไม่มีวันทอดทิ้งน้องสาว เพราะด้วยเป็นครอบครัวมีสายเลือดเดียวกัน

          ส่วนที่บาสเตียนและอลันคล้ายคลึงกันคือเรื่องรักครอบครัว หนึ่งเพื่อพี่สาว หนึ่งเพื่อน้องสาว

          “เจ้าชายถูกทิ้งไม่อยู่บ้าน แปลว่ามันไม่อยู่ในขอบเขตงานของข้าสินะ”เมรัยกำปั้นทุบมือ วางเรื่องอลันลงหม้อ และเริ่มสำรวจฝั่งเด็กสาวบ้าง

          หมอผีน้อยเดินผ่านสวน บ้านเด็กกำพร้ามีผู้ดูแลและเจ้าของคือพี่แคโรไลน์ กระนั้นงานที่ต้องทำมีไม่น้อย พี่แคโรไลน์จึงต้องจ้างผู้ช่วยอีกคน ซึ่งก็คือหญิงสาวอายุสิบแปดปีชื่อว่าโจลี่ พี่โจลี่เป็นคนง่ายๆมีระเบียบ นิสัยเหมือนแม่บ้าน สาวกปักษา คนรับใช้ นางชอบงานทำความสะอาด และรักเด็ก พี่โจลี่ทำงานเป็นผู้ช่วยพี่แคโรไลน์และคอยดูแลเด็กๆเวลาที่พี่แคโรไลน์มีธุระข้างนอกบ้าน  

          “พี่โจลี่มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”เมรัยพุ่งทะยานเข้ามาในห้องเรียนพร้อมทักทายโจลี่ หญิงสาวสวมชุดสีม่วงมัดผมเปียสองข้าง ใบหน้ามิงดงามเท่าแคโรไลน์ กระนั้นก็แลมีความน่ารักในช่วงอายุ เห็นแล้วรู้สึกแจ่มใส ทำให้คนมองรู้สึกเขินหน่อยๆ “มิใช่เมรัยอยากเล่นรึ”ตั้งแต่รู้จักกัน โจลี่สังเกตเห็นเมรัยมีใจอยากช่วยจริงๆกระนั้นก็มีตัวขี้เกียจเกาะหลัง หมอผีน้อยพอถูกคนจับทางได้ก็รู้สึกเหมือนมีศรธนูพุ่งปักอก นางหน้าแดงอับอาย กระนั้นพยายามส่งเสียงตอบรับ “ข้าอยาก..ช่วย อยากช่วยมากกว่า!”มากกว่าอยากเล่นหนึ่งจุดหนึ่งส่วน

          “ฮาๆเช่นนั้นฝากดูแลพวกจูเลียด้วย แม่หมูน้อย”

          “ข้ามิใช่หมูสักหน่อย ข้าเป็นหงส์ต่างหาก”เมรัยเชิดคางมือแปะเนินอก ความสง่างามนั้นมิต่างจากลูกเป็ดขี้เหร่ พลางนางสะบัดก้นไปตามหาพวกเด็กสาว บ้านเด็กกำพร้าแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มที่นำโดยโนร่า และกลุ่มที่นำโดยจูเลีย ที่พวกนางแบ่งกลุ่มกันมิใช่เพราะความแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายนะ แต่เพราะจูเลียและโนร่ามีอายุมากที่สุด สิบสองขวบ แต่ละนางมีความคิดสูงสุดในบรรดาเด็กที่เหลือ พวกนางมีความคิดเป็นของตนเอง และเพราะนิสัยและบุคลิกแตกต่างกันทำให้พวกนางกลายเป็นผู้นำ  

          จูเลียมีนิสัยคุณหนู เพราะสมัยก่อนนางเป็นลูกคุณหนูแต่ครอบครัวเกิดเหตุร้ายจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า แม้นิสัยแลโอหังหยิ่งยโสจนน่าหมั้นไส้น่าจับกดกำแพง กระนั้นนางมีใจรักบ้านเด็กกำพร้า และรักเพื่อนๆ สันดานมิใช่คนเลวร้ายแต่อย่างใด  

          โนร่ามีนิสัยเหมือนนักปราชญ์น้อยเปรียบประหนึ่งบัณทิตแก่เรียน สุขุมใจเย็นเหมือนบาสเตียน นางมีความงามราวเม็ดมณีเล่อค่า เฉกเช่นดวงเดือนคืนเหมันต์ ท่วงท่ากิริยาอ่อนช้อยยิ่งกว่าโนร่าแปดส่วน นางเป็นเด็กใจเย็นมาก หน้านิ่งเหมือนรูปปั้นปักษา ความเป็นเอกของนางทำให้เพื่อนๆเลื่อมใสศรัทธา แม้แต่เมรัยมองแล้วยังต้องเอารูปจูเลียไปตั้งแท่นบูชา  

          โนร่าและจูเลียเป็นเพื่อนรักกัน กระนั้นเวลามีงานต้องแบ่งกลุ่ม พวกนางจักไม่อยู่ด้วยกัน เพราะนิสัยความอยากเป็นใหญ่ทำให้ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ประมาณเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ทั้งคู่กัดกันตลอด เจ้าตำหนิข้า ข้าขัดขาเจ้า ภายนอกแลขวางหูขวางตาอีกฝ่าย กระนั้นตอนกลางคืนพวกนางต้องนอนเตียงเดียวกัน เพราะเตียงในบ้านมีไม่พอ เมรัยเคยแอบเห็นทั้งคู่แย่งผ้าห่มกันด้วย แย่งจนไปตบกันใต้เตียง ตบเสียงเบาๆเพราะกลัวน้องๆตื่น

          “อยู่นี่เอง”เมรัยมือลูบคางด้วยสีหน้าเข้มขรึมประหนึ่งอาจารย์อาวุโส พวกจูเลียเวลานี้กำลังนั่งจับกลุ่มในสวน เนื่องด้วยวันนี้พี่แคโรไลน์ไม่อยู่บ้าน ทำให้ไม่มีใครดูแล เมรัยที่ว่างงานจึงต้องมาเฝ้าพวกเด็กสาวที่เจ็ดส่วนของสมาชิกกลุ่มนี้มีนิสัยรักสนุกไม่สนใจมารยาท ชอบเล่นอะไรรุนแรง และท้าทายเหมือนเด็กผู้ชาย อย่างเล่นซ่อนหา เล่นวิ่งไล่แปะ นานๆครั้งก็แอบเล่นสวมบทบาทเป็นชาวปักษากับปีศาจร้าย จูเลียแม้ภายนอกแลเหมือนคุณหนู เจ้าตัวชอบถือพัดเหมือนกุลสตรีในวังหลวง นิสัยจริงใจนางรักการผจญภัย คล้ายเมื่อก่อนถูกสอนอย่างเข้มงวดกระมัง ตอนนี้ถึงได้มีที่ระบาย มีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ตามใจปรารถนา

          พวกเด็กสาวสี่ห้าคนนั่งล้อมวงใต้ต้นไม้ คล้ายกำลังปรึกษาปัญหาราคาขนมหวาน ท่ามกลางความเงียบงันแววยินวาจาโต้เถียง

          จู่ๆเมรัยก็นึกอยากทำลายความเงียบนั้นจึงแอบย่องไปหลังดงไม้ พลันโผล่หัวขึ้นทำให้ทุกคนแตกตื่น “ทำไรกันเอ่ย!!”

          “ว้าย!”

          จูเลียที่กำลังยกพัดแตะมุมปากถูกทำให้ตกใจจนเผลอเหวี่ยงพัดตีแสกหน้าเมรัยดังแปะ หมอผีน้อยอ้าปากใบหน้าถูกไม้ตีจนปรากฏรอยแดง นางชะงัก หลังจากนั้นห้าวินาที “…”ก็ลงไปดิ้นๆทุรนทุรายกับพื้นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ผลกรรมทำไมตามทันเร็วนัก เมรัยโอดครวญน้ำตานอง

          “พ พี่เมรัยทำทุกคนตกใจหมด”เด็กสาวผมสีทองเปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาสีเหลืองดอกคูณมีความโกรธกรุ่นน้อยๆ จูเลียคิ้วกระตุกมองสาวน้อยที่อายุมากกว่าแต่สมองต่ำกว่านอนดิ้นบนพื้นเหมือนไส้เดือนโดนเหยียบ หมอผีน้อยชักกระตุกกระดุกกระดิกเสร็จก็ลุกนั่งแปะ ใบหน้าน่ารักมีรอยเส้นสีแดงประทับตรงกลางตั้งแต่หน้าผากจรดคาง “เห็นพวกเจ้าทำเหมือนกำลังวางแผนพิชิตปราสาทนินา”เมรัยยิ้มเจื่อนมือยันพื้นและคลานมาส่องว่าเด็กๆทำอันใดกัน

          เสื้ออาภรณ์แขนยาวหลุดลุ่ยเผยหัวไหล่สีขาวเนียน เอวโค้งต่ำยกก้นสูงท่าทางเหมือนลูกแมวจ้องเหยื่อโอชะ

          บนพื้นหญ้ามีหนังสือปรัชญาเปิดกางแผ่ และหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ เมรัยรู้ว่าพี่แคโรไลน์ให้การบ้านเด็กๆบอกให้พวกเขาทำให้เสร็จแล้วส่งพรุ่งนี้

          “หืม พวกเจ้าเรียนปรัชญาด้วยรึ น่าสนใจๆ”คณิตศาสตร์เมรัยไม่ขอพูดถึงเพราะนางคิดเลขได้แค่บวกกับลบ หมอผีน้อยนั่งชันเข่าข้างหนึ่งหลังพิงต้นไม้ ถือวิสาสะคว้าหนังสือมาพลิกอ่าน ท่วงท่าเหมือนนักเล่านิทานลี้ลับ องคานั้นทอความลึกลับดูแตกต่างจากปกติ “ฮึๆ”พลางนางหัวเราะ จูเลียฟังแล้วคล้ายเมรัยดูแคลนเนื้อหา เด็กสาวนั่งลงปรายตาใส่เมรัย “หัวเราะทำไมหรือ” เมรัยเงยหน้ามองจูเลีย “ฮึๆข้าอ่านไม่ออก…”

          “….”เด็กสาวทุกนางหน้าดำเป็นก้นหม้อ เมรัยยิ้มแห้งส่งหนังสือคืนจูเลีย เมรัยอ่านหนังสือไม่เก่ง ตัวอักษรบางตัวนางมิรู้จัก ภาษาบ้านเกิดนางยังเขียนมิค่อยถูกด้วย

          “ฮึ ช่างโง่งมเสียจริง”จูเลียคลี่พัดปิดปาก พลางเบือนหน้าหนีเมรัยด้วยมิกล้ามอง เมรัยอายุมากกว่านาง อีกฝ่ายมีประสบการณ์ชีวิตมากประหนึ่งนักเดินทางพเนจร ทุกการกระทำมักทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ทั้งสีหน้าแววตาแปลกพิศวง และคำตอบที่สวนทางกับท่าทางทำให้ผู้อื่นมองนางไม่ถูก เดามิได้ว่าแท้จริงแล้วเมรัยโง่หรือแกล้งโง่

          “ข้าฉลาดนะ กระนั้นสู้พวกเจ้ามิได้หรอก”เมรัยล้มลงนอนพลางหรี่ตามองจูเลีย พลางขยับมาแนบชิดกระซิบบอกให้จูเลียสอนวิชาปรัชญาให้ตน หมอผีน้อยทำตัวสบายราวสายลมฤดูฝน คราวจูเลียพยักหน้าตอบอย่างกระอักกระอ่วน เมรัยแผ่วหัวร่อ นางนอนลงฟังเด็กๆพูดคุยกันอย่างร่าเริง จูเลียแรกๆมิอยากให้เมรัยอยู่ใกล้ๆกระนั้นเพราะเมรัยขอร้องอ้อนวอนให้นางสอนหนังสือ จูเลียที่ถูกคำพูดยกย่องและชื่นชมกล่อมหูจึงพลั่งเผลอปล่อยตัว ไม่นานเมรัยก็ได้เข้ากลุ่มเด็กๆ

          “พี่เมรัยมองเห็นผีจริงหรือ”

          ยามใกล้เที่ยง หัวข้อสนทนาหลุดจากประเด็นปรัชญา เพราะคำพูดเมรัยดึงความสนใจพวกเจ้าตัวร้ายทำให้พวกนางสนอกสนใจตน เมรัยคิดมิถึงว่าพวกจูเลียจะสนใจเรื่องผีสางด้วย ในเมื่อเป็นเรื่องที่หมอผีน้อยเล่าได้ นางจักเล่าให้ฟังละกัน แสงตะวันและกลิ่นไอฝนเป็นใจเสียด้วย

          “พวกเจ้าอยากฟังเรื่องเกี่ยวกับอันใดรึ เรื่องปักษาภูตสวรรค์หรือ..”เมรัยกดเสียงต่ำ ออร่ามืดมัวสลัวไสวแผ่ซ่านในดวงตาวิเศษ“เรื่องผีในบ้านหลังนี้..”

          --

โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น