หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 21 ดินแดนพิศวง (5)

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 ดินแดนพิศวง (5)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2561 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 ดินแดนพิศวง (5)
แบบอักษร

            ในศึกครั้งนี้ยังไม่ถือว่าเป็นศึกที่เลวร้าย เพราะค่าพลังชีวิตของผู้เล่นทั้ง 5 ยังไม่ได้รับความเสียหาย แต่ในศึกครั้งนี้ ประสิทธิภาพของสมาชิกในทีมก็ไม่ได้เด่นชัดอะไรมากนัก

            พูดง่ายๆ ก็คือ มีผู้เล่น 3 คนที่มีความสามารถที่จะผ่านด่านไปได้ และอีกสองคนที่ไร้ประโยชน์ทำอะไรไม่ได้เลย ......

            ใบหน้าและเสื้อผ้าของหวังทั่นจือเปื้อนไปด้วยหนองสีดำของมอนสเตอร์ทารก ยังดีที่ของเหลวของมันไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าหรือผลอะไรพิเศษ แค่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดบ้าง หลงอ้าวหมินมีโล่บล็อกไว้ เสื้อผ้ายังถือว่าสะอาดดี ส่วนเฟิงปู้เจวี๋ยดูจะดู “เปื้อน” หนักสุด แต่เขาสามารถจัดการปัญหาตรงนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว

            เฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนจะคิดวิธีแก้ปัญหาเอาไว้แล้ว หลังจากกำจัดมอนสเตอร์ทารกไปแล้ว เขาก็เดินไปยังรถยนต์คันหนึ่ง เปิดประตูรถ ถอดเอาที่หุ้มเบาะรถยนต์ออกมา หลังจากนั้นก็เดินไปยังหัวดับเพลิงบริเวณริมถนน และใช้คีมหนีบหมุนหัวออกจนน้ำประปาไหลออกมา แล้วใช้ที่หุ้มเบาะรถมาเป็นผ้าเช็ดหน้ามาทำความสะอาดหน้าตาและเสื้อผ้า สิ่งสกปรกต่างๆ บนร่างกายก็ถูกกำจัดออกไปอย่างรวดเร็ว และยังกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไปด้วย

            หวังทั่นจือก็เลียนแบบบ้าง เขาเดินไปหยิบผ้าจากในรถยนต์ และย่อตัวลงข้างๆ เฟิงปู้เจวี๋ยเพื่อทำความสะอาดสิ่งสกปรกบนร่างกาย

            หลงอ้าวหมินเดินไปสำรวจศพของเหล่ามอนสเตอร์ เพื่อยืนยันว่าเจ้าพวกนี้มันตายหมดแล้วจริงๆ เขาถึงจะวางใจ แล้วทรุดนั่งลงไปกับพื้น เพื่อค่อยๆ ให้ความแข็งแกร่งฟื้นฟูกลับมา

            โดดเดี่ยวและเหงาหงอยเดินกลับมายังบริเวณใต้แสงไฟ “ขอบใจมากนะ ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้พวกนายช่วยไว้ พวกเราสองคนคงจะ OVER แล้วแน่ๆ” ชายโดดเดี่ยวกล่าว น้ำเสียงของเขาดูอ่อนลงมาก ในตอนแรกเขายังคิดว่าเลเวลของเขาอย่างน้อยก็เหนือกว่าผู้เล่นสองคนที่อยู่เลเวล 5 ดังนั้นเขามีสิทธิที่จะออกเสียง แต่ในตอนนี้ เขาไม่สงสัยในสิ่งที่เฟิงปู้เจวี๋ยแนะนำแล้ว

            “ก่อนที่จะไปถึงเป้าหมายประตูปีศาจที่ฉันสันนิษฐานไว้ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว เขาเช็ดเสื้อและกางเกงพร้อมพูดว่า: “...... เราจะต้องหาไอเทมให้พวกนายคนละชิ้นก่อน จะเป็นคุณภาพชำรุดก็ได้ ดีกว่าสู้ด้วยมือเปล่า”

            “เมืองในด่านนี้มันใหญ่มาก หากจะหาอาวุธสักชิ้นตามถนนคงไม่ยากเท่าไร ถ้าไม่ได้จริงๆ เก็บท่อนเหล็กสักท่อน หรือใช้คีมหนีบของน้องเฟิ่งไปถอดเศษอะไรมาสักชิ้นมาเป็นอาวุธก็ได้” หลงอ้าวหมินกล่าว: “เออนี่ ...... เมื่อกี้ที่นายพูด ...... ความเป็นไปได้เกี่ยวกับความมืดมีสามอย่าง ......”

            “อย่างแรกเลย ...... แสงไฟรอบๆ จริงๆ แล้วไม่ได้ดับไป แต่การมองเห็นของเราเหมือนถูกอะไรรบกวนในช่วงเวลาหนึ่ง” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ: “ในขณะที่สายตาของเราถูกบดบัง แต่หูของเรากลับได้ยินเสียงประหลาด แต่รอบๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง: “หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง มันก็จะเป็นปัญหาสำหรับเรา เพราะ ‘ตัวหลัก’ ที่รบกวนเรา มันซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ เรา แต่เรามองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง ...... หรือมันจะมาจากสถานที่ไกลๆ นะ?”

            เมื่อทั้งสี่คนได้ยินคำว่า “ใกล้ๆ” กับ “มองไม่เห็น” พวกเขาถึงกับขนลุกขึ้นมา มีเพียงเฟิงปู้เจวี๋ยคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงท่าทางไม่ใส่ใจ

            “อีกอย่าง เพราะอะไรมอนสเตอร์ตัวสุดท้ายถึงได้กลายร่าง? หรือไอ้เจ้าของหรือตัวที่ส่งผลต่อเรา ใช้เวลาไม่กี่วินาทีตรงนั้นเพิ่มพลังให้กับมอนสเตอร์ตัวนี้?” เขาเช็ดทำความสะอาดร่างกายเรียบร้อยแล้วก็โยนผ้าทิ้งไป “ตอนนี้ยังไม่สามารถหาวิธียืนยันข้อสันนิษฐานตรงนี้ได้ แล้วฉันก็ยังไม่อยากไปค้นหา อืม ...... เรามาพูดถึงข้อสันนิษฐานข้อที่สองกันดีกว่า ความมืดเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มันปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองและโครงเรื่อง”

            หวังทั่นจือพูดแทรกขึ้นมา: “ทำได้ไงกัน ? ไม่นับไฟถนนนะ แต่พระจันทร์มันก็ไม่ใช่ไฟนีออนนะ จะบังคับปิดเปิดได้ไง?”

            “ไม่ว่ามันจะใช้วิธีใดก็ตาม พวกเราอาจจะสรุปคร่าวๆ ไปก่อนว่าอาจจะเกิดขึ้นเพราะพลังงานบางอย่างก็ได้ งั้น ...... เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ อาจจะถูกความมืดอะไรสักอย่างในโลกนี้กลืนกินไปอย่างต่อเนื่องหลายนาที มอนสเตอร์ ...... มีความเป็นไปได้ที่จะทำอะไรสักอย่างภายใต้ความมืด ...... จนเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและเพิ่มพลังบางอย่าง”

            เขาเก็บคีมหนีบเข้ากระเป๋า และนั่งลงที่ริมฟุตบาท: “ส่วนตัวฉันค่อนข้างโอนเอียงมาทางข้อสันนิษฐานที่สองนะ เพราะความมืดของที่นี่มันดูเหมือนปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันไม่ส่งผลต่อเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ทำมาเพื่อจัดการกับพวกเราเท่านั้น”

            หลงอ้าวหมินพูดว่า: “งั้นข้อสันนิษฐานที่สามล่ะ”

            “อาจจะเป็นไปได้ว่าระบบเห็นเราฆ่ามอนสเตอร์ทั้งสี่ตัวตายจนหมดเลยแก้เนื้อเรื่องใหม่กะทันหัน” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

            “ไม่มั้ง?” เหงาหงอยพูด: “ก่อนหน้านี้ฉันกับโดดเดี่ยวเคยเข้าด่านมาแล้วสองครั้ง มันไม่เคยมีสถานการณ์แบบนี้เลยนะ ต่อให้ทีมเจอการต่อสู้ที่เร็วหรือง่ายยังไงก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหันแบบนี้นะ”

            โดดเดี่ยวเสริม: “ก่อนหน้านี้เราเคยเจอผู้เล่นอย่างเลเวลประมาณพี่หลงมาแล้ว มอนสเตอร์ก็ถูกฆ่าจนหมด เพราะงั้นเราถึงบอกตั้งแต่แรกไงว่า ให้ผู้เล่นเลเวล 10 นำทางแล้วกวาดให้เรียบก็พอ” ที่เขาพูดมันคือเรื่องจริง แต่ผู้เล่นเลเวล 10 ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้วางแผนหรือสนใจที่จะคุ้มครองพวกเขา ดังนั้น สุดท้ายแล้วเขาก็ยังตาย

            “อืม ...... ข้อสันนิษฐานที่สามฉันก็คิดว่าความเป็นได้น้อยมาก” เฟิงปู้เจวี๋ยคิดแล้วตอบ จริงๆ แล้วเขาก็คิดถึงข้อสันนิษฐานนี้เหมือนกัน ที่สำคัญคือโครงเรื่องที่ AI สร้างให้ตนเองในโหมดเล่นเดี่ยวก่อนหน้านี้ เขาตัดสินใจความเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว: “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าเล่นโหมดเล่นแบบทีม เพราะงั้นไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไร ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามา ...... ประเด็นนี้ก็ตัดทิ้งไปได้เลย”

            ในตอนนี้หวังทั่นจือก็ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เขาลุกขึ้นพูดว่า: “ข้อสันนิษฐานสองข้อแรก อีกสักพักเราคงพิสูจน์ได้แล้วละมั้ง?” หากเป็นเหมือนที่พี่เจวี๋ยว่า ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ความมืดก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี”

            “มีเหตุผล ......” หลงอ้าวหมินลุกขึ้นมาจากพื้น ค่าความแข็งแกร่งของเขาดูเหมือนจะฟื้นฟูกลับมาไม่น้อยแล้ว: “ถ้างั้นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่เราจะเจอมอนสเตอร์หรือความมืดอีก เราต้องหาไอเทมให้กับโดดเดี่ยวและเหงาหงอยก่อน”

            เฟิงปู้เจวี๋ยก็ลุกขึ้นมาพูดว่า: “เส้นทางที่ฉันวางแผนไว้ เราจะต้องผ่านสถานีตำรวจ เมื่อถึงที่นั่น เราค่อยเข้าไปสำรวจด้านในอีกที เราอาจจะเจอปืน กระบอง ...... หรือถ้าโชคดีเราอาจจะเจอเสื้อเกราะกันกระสุน หน้ากาก โล่ ก็ได้นะ” เขาเหมือนกับจะเก็บมันไว้ไม่อยู่แล้ว: “ฉันก็อยากจะลองยิงปืนไรเฟิลมานานละ อยากรู้มันจะรู้สึกยังไงบ้าง”

หลงอ้าวหมินฟังคำพูดของเฟิงปู้เจวี๋ยแล้วก็เกิดขนลุกขึ้นมา น้ำเสียงของเฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนคนที่ไม่มีหลักในสังหารแต่เป็นคนวิปริตที่ดูบ้าคลั่งฆ่าคนมากกว่า

            หลังจากที่ทุกคนได้ทำการหารือกันหลายนาที ก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง และไปยังสถานีตำรวจตามที่เฟิงปู้เจวี๋ยบอก ถึงแม้ว่ารอบๆ จะถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมืด และยังไม่รู้ว่าในระดับการมองเห็นอันมืดมนนี้จะมีมอนสเตอร์ซ่อนอยู่อีกกี่ตัว แต่สถานีตำรวจที่เฟิงปู้เจวี๋ยพูดถึงนั้น ทำให้ทั้งห้าคนนั้นแลดูมีความหวังขึ้นมา

            ต้องรู้ว่า เมื่อเริ่มเกม ไอเทมอาวุธประเภทยิงไกลเป็นประเภทที่หาได้ยากมาก หากหาปืนเจอจริงๆ ด้วยพลังอานุภาพที่สูงและการโจมตีที่ร้ายกาจ ต่อให้ตายในด่านนี้จริงๆ ก็ถือว่าคุ้มค่า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น