หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 20 ดินแดนพิศวง (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 ดินแดนพิศวง (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 254

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 ดินแดนพิศวง (4)
แบบอักษร

ความมืดที่ปรากฏเมื่อสักครู่นี้ ทำให้สาวน้อยเหงาหงอยตกใจจนกรีดร้องออกมา ชายโดดเดี่ยวรู้สึกกลัวมาก แต่ว่าแฟนสาวของเขายังคงเกาะแขนของเขาอยู่ เขาไม่อาจจะร้องตกใจกลัวออกมาได้ เขาทำได้เพียงแสร้งเป็นนิ่งสงบแล้วบอกกับเหงาหงอยว่า : “ไม่ต้องกลัวนะ มีฉันอยู่ทั้งคน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชายโดดเดี่ยวที่มีเลเวล 7 ผู้นี้ไม่มีอาวุธที่สามารถต่อสู้กับมอนสเตอร์ได้เลย พูดได้ว่าแค่คุ้มครองตัวเองยังยาก

เขาและเหงาหงอยสองคนเริ่มเล่นเลเวลแรกมาจากโหมดฝึกฝนหลายคน หลังจากผ่านเลเวล 5 มาแล้วก็เข้าโหมดเล่นแบบทีมครั้งหนึ่ง แต่ก็ตาย แต่เขาทำอะไรมากกว่าเหงาหงอยอยู่บ้าง เมื่อผู้เล่นคนอื่นในทีมสามารถผ่านด่านได้ โดดเดี่ยวเลยได้รับค่าประสบการณ์มากกว่านิดหน่อย หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับเข้าไปเล่นโหมดเล่นแบบทีมอีก แต่ยังไม่สามารถผ่านด่านได้ก็ตายคู่ ดังนั้น เลเวล 7 และ เลเวล 6 ของพวกเขา เลยไม่มีไอเทมใดๆ เลย ไม่มีสกิลทักษะด้วย เวลาต่อสู้กับเหล่ามอนสเตอร์นี่คือใช้มือล้วนๆ

เมื่อมองมาถึงจุดนี้ ฉันคิดว่าหลายๆ คนคงพอจะเข้าใจบ้างแล้วว่า การที่หลงอ้าวหมินถูกจัดให้มาอยู่ในทีมนี้ ก็เป็นเพราะระบบเป็นคนดำเนินการ ผู้เล่นที่เข้าคิวเล่นโหมดนี้อาจจะมีมากกว่าร้อยคน แต่ทำไมถึงจะต้องเป็น 5 คนนี้ละ? เพราะระบบประเมินโดดเดี่ยวและเหงาหงอยจากการเล่นก่อนหน้านี้ และตัดสินให้พวกเขาอยู่ในระดับที่อ่อนมาก

เพื่อช่วยยกระดับให้กับพวกเขา ระบบจึงได้นำหลงอ้าวหมินที่มีเลเวล 10 และมีระดับความแข็งแกร่งสูงเข้ามาร่วมทีม และเพื่อรักษาความสมดุลความยากของเกม ระบบเลยจัดหาผู้เล่นที่มีเลเวลค่อนข้างต่ำเข้ามาอีกสองคน แต่ผู้เล่นที่สามารถผ่านด่านมาได้อย่างแข็งแกร่งก็จะเข้ามาดึงให้ระดับมีความสมดุล

ดังนั้น จึงกลายมาเป็น 5 คนนี้ที่มาอยู่รวมกัน ระดับเลเวลของพวกเขารวมกันได้ 33 คะแนน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6 คะแนน ...... ซึ่งรวมแล้วก็จะได้ความยากของระดับ 6-7

พูดแบบภาษาบ้านๆ เลย นี่ก็เป็นอีกครั้งที่โดดเดี่ยวและเหงาหงอยจะมีโอกาสเกาะขาชาวบ้านผ่านด่านไปอีกครั้ง ไม่งั้นพวกเขาก็จะตายบ่อยเกินไป จนอาจเกิดเป็นปมในใจก็ได้ ……

“เมื่อกี้มันอะไรกันน่ะ?” หลงอ้าวหมินพูด จริงๆ คำพูดประโยคเขาพูดไปงั้นๆ ไม่คาดหวังว่าจะมีคนที่ให้คำตอบกับมันได้ เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเป็นสถานการณ์ที่น่าตกใจจริงๆ จึงอยากจะถามความเห็นจากคนอื่นๆ บ้าง

แต่คิดไม่ถึงว่าเฟิงปู้เจวี๋ยจะใช้น้ำเสียงที่เรียบเฉยตอบคำถามของเขาอย่างจริงจัง: “มีความเป็นไปได้สามอย่าง เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟัง”

ครั้งนี้หวังทั่นจือไม่ได้กรีดร้อง แต่สีหน้าของเขาดูซีดเซียว น้ำเสียงในการพูดดูสั่นเครือ : “มัน ...... มันมันจะต้องทำถึง ...... ขนาดนี้เลยเหรอ?” ปิดไฟในรถไฟฟ้าใต้ดิน ............ ก็ว่าสุดแล้วนะ ...... ใต้แสงจันทร์สลัวๆ แบบนี้ ...... ยังจะมาปิดไฟอีก! ช็อกตายได้เลยนะ !”

“ของที่ทำให้คนช็อกตายจริงๆ น่ะอยู่โน้น” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกและชี้ไปยังด้านหลังของหวังทั่นจือ

เสี่ยวทั่นยืนคอแข็งแล้วค่อยๆ หมุนคอกลับไป ในเวลาเดียวกันหลงอ้าวหมินและโดดเดี่ยว เหงาหงอยที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็เห็นสิ่งที่เฟิงปู้เจวี๋ยชี้

เจ้ามอนสเตอร์ทารกตัวสุดท้าย ปีนขึ้นมาอยู่บนหลังรถบัส คำรามเสียงที่ดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว รูปร่างของมันดูเปลี่ยนไป ผิวของมันกลายเป็นสีดำ แววตาทั้งสองเปล่งแสงสีเขียวออกมา ฟันเปลี่ยนไปเป็นเขี้ยวอันแหลมคม ถึงแม้ขนาดของร่างกายจะไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เคียวมือทั้งสองข้างและช่วงขาของมันก็เพิ่มยาวขึ้นเกือบหนึ่งเท่า ในตอนนี้หากเจ้ามอนสเตอร์นั้นยืนขึ้น ความสูงของมันน่าจะราวๆ 160 เซนติเมตรได้ นอกจากนี้ขอบเขตการโจมตีของเคียวมือนั้นก็กว้างขึ้น เพราะมันอยู่ในระดับเดียวกับมนุษย์

หวังทั่นจือกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แล้วก้มหน้ามองดูมีดปลอกผลไม้ในมือของตนเอง แล้วเงยหน้าไปดู “เคียวมือ” ของมอนสเตอร์ ...... มันเป็นความรู้สึกที่ดูต้อยต่ำมาก

“หลังจากกินของหวานรสประหลาดไปแล้วกำลังอยากย่อยอาหารพอดี ......” เฟิงปู้เจวี๋ยถือคีมหนีบเดินลงมาจากรถ

“เดี๋ยวฉันจะล่อมันจากด้านหน้า พวกนายเล็งให้ดีเมื่อได้จังหวะแล้วก็โจมตีเข้าใส่มันจากด้านข้างเลยนะ” ระหว่างที่หลงอ้าวหมินพูดเขาก็เดินตรงไป เขาไม่อาจจะมาล้อเล่นในสถานการณ์แบบนี้เหมือนเฟิงปู้เจวี๋ยได้

แต่น่าเสียดาย การต่อสู้ของหลงอ้าวหมินยังไม่ทันได้ลงมือ มันอาจจะเพราะเจ้ามอนสเตอร์ฟังภาษาคนรู้เรื่องหรือมันอาจจะมีปัญญาที่เหนือกว่าที่พวกเขาคาดคิด เจ้ามอนสเตอร์ไม่สนใจหลงอ้าวหมินเลย มันกระทืบเท้าใส่บนหลังคารถบัสจนเป็นรอยบุ๋ม แล้วดีดตัวกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นเส้นโค้ง มันกระโดดขึ้นเหนือศีรษะของทั้งสามคน ทะยานสูงประมาณสิบเมตร เป้าหมายอยู่ที่โดดเดี่ยวและเหงาหงอยที่อยู่ใต้แสงไฟ

ในตอนนี้เอง หลงอ้าวหมินอยากจะใช้ทักษะเคลื่อนที่แบบเมื่อกี้ในการพุ่งไปช่วย แต่เสียดายเขาไม่สามารถทำมันได้ สกิลที่เขาใช้ช่วยเฟิงปู้เจวี๋ยเมื่อครู่นี้คือ [สายฟ้าพุ่งชน] เป็นความสามารถพิเศษที่ได้มาจากฉายา [ผู้กล้านักโจมตี] การปล่อยสกิลนี้จะต้องจ่ายค่าความแข็งแกร่งอย่างน้อย 30% และใช้ได้เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น

เกี่ยวกับสถานะต่างๆ ของ “ฉายาระบบ” ตอนนี้นั้นยังไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ไม่มีใครช่วยโดดเดี่ยวกับเหงาหงอยได้นอกจากตัวพวกเขาเองแล้ว

เจ้ามอนสเตอร์กำลังกระโดดลงมาจากฟ้า เคียวมือทั้งสองกำลังฟาดฟันไปที่ทั้งสองคน อีกสามคนที่ยืนอยู่อีกด้านรีบมุ่งไปยังที่นั่น แต่เจ้ามอนสเตอร์โยนหินเข้าใส่ราวกับเครื่องโยนหิน หากดูจากกำลังที่มันกระโดดและโยนสิ่งของ การเคลื่อนไหวในอากาศเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ผู้เล่นคงยากจะไล่ตามมันทัน

“วิ่งมาทางด้านนี้เร็ว! ก้มหัวไว้!” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนบอก

นี่เป็นคำแนะนำที่ให้กับทั้งโดดเดี่ยวและเหงาหงอยโดยไม่ต้องสงสัย และมันยังเป็นเพียงหนทางเดียวในตอนนี้ เพราะไม่ว่าทั้งสองคนจะวิ่งไปด้านหลังหรือแยกกันวิ่งหลบไปด้านข้าง ก็จะต้องมีคนใดคนหนึ่งถูกกำจัดทิ้งอย่างแน่นอน แต่หากยังยืนนิ่งอยู่แบบนี้ อาจจะตายเร็วขึ้น

ทั้งคู่ทำได้เพียงแค่ก้มตัวลงและฝ่าออกไปข้างหน้าเท่านั้น เมื่อเจ้ามอนสเตอร์พุ่งใส่ความว่างเปล่าและรีบหันหลังกลับมา ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินั่นอาจจะมีโอกาสให้พวกเฟิงปู้เจวี๋ยและอีกสามคนเข้าไปใกล้ได้มากขึ้น ทั้งสองถึงจะพอมีทางรอด

            ในช่วงที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ คำสั่งเสียงต่ำแต่มีพลังมันใช้ได้ผลดีมากในสถานการณ์แบบนี้ จิตใจที่เต็มไปด้วยความกลัวและไร้หนทางจะต้องทำตามโดยไม่มีเวลาคิด ซึ่งแน่นอน หลังโดดเดี่ยวได้ยินเสียงแล้วก็รีบดึงเหงาหงอยก้มลงแล้วพุ่งฝ่าไปข้างหน้าทันที

            ขณะเจ้ามอนสเตอร์พุ่งโจมตีเข้าไปในอากาศ ทั้งคู่ก็มุดลอดผ่านใต้เท้ามันออกไปด้านหลังของมัน มือเคียวฟันลงบนอากาศ มันรู้สึกถึงความล้มเหลว เมื่อกีบเท้าสัมผัสกับพื้นแล้วมันก็หันหลังกลับมาไล่ตามทันที มันใช้เวลาเพียงสองวินาทีเท่านั้นในการเข้าใกล้สองคนที่กำลังวิ่งหนีอยู่

            แต่เจ้ามอนสเตอร์โชคร้ายมาก ชายกำยำคนหนึ่งวิ่งกระโจนโจมตีเข้ามาทางที่สองคนนั้นวิ่งไป ยืนขวางหน้าเจ้ามอนสเตอร์ทารก โล่โลหะทรงกลมสีเทาราวกับกำแพงเหล็กก็ไม่ปาน ขวางทางของมอนสเตอร์ทารกเอาไว้

เคียวมือที่ผ่านการเสริมความแกร่งมาแล้วรีบตวัดกระบวนท่าตั้งรับ เสียงเสียดสีกันอย่างต่อเนื่อง แต่การโจมตีในครั้งมีผลแค่สะเก็ดไฟบนโล่เท่านั้น ไม่มีร่องรอยอื่นๆ เหลือเลย ท้ายที่สุดเจ้ามอนสเตอร์ทารกก็ค่อยๆ ผ่อนแรงและถอยร่นไป

            [ชื่อ: เศษอัลตรอน]

            [ประเภท: อุปกรณ์ป้องกัน]

            [คุณภาพ: ยอดเยี่ยม]

            [กำลังป้องกัน: แข็งแกร่ง]

            [คุณสมบัติ: หักเห]

            [ประสิทธิภาพพิเศษ: ไม่มี]

            [เงื่อนไขไอเทม: ชำนาญการต่อสู้ E เลเวล 8]

            [หมายเหตุ: นี่คือร่องรอยที่เหลือจากการทำลายอัลตรอน (Ultron) ที่มีขนาดแค่หัวแม่มือเท่านั้น รวมกับอาดาแมนเทียมในการผลิตขึ้นใหม่ ทำให้โล่ชิ้นนี้มีพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้น แต่จากการสำรวจ ข้อมูลสถิติไม่ปรากฎทฤษฎีที่มารองรับ]

            คุณสมบัติของโล่นี้แข็งแกร่งมาก หากเทียบกับคีมหนีบของเฟิงปู้เจวี๋ย ในช่วงเริ่มต้นเกมประสิทธิภาพในการใช้จะได้ผลมากกว่า การที่เจ้ามอนสเตอร์ทารกค่อยๆ หยุดโจมตีไป เนื่องจากมันเข้าใจว่า หากยังทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เคียวมือของตัวเองก็จะยิ่งได้รับความเสียหาย

            เจ้ามอนสเตอร์ทารกยอมจำนนต่อการป้องกันของหลงอ้าวหมิน มันคิดจะใช้ความเร็วของตัวเองในการอ้อมเจ้ากระดูกเคี้ยวยากชิ้นนี้ไปเพื่อไปจัดการกับคนอื่นๆ แต่มันเสียเวลามากเกินไปแล้ว ชายคนหนึ่งสวมหมวกเกราะสีดำและถือมีดปอกผลไม้ได้เดินมาถึงด้านหลังของมันเรียบร้อยแล้ว

            เนื่องจากอาวุธไม่ค่อยจะดีเท่าไร คนก็ออกจะขี้กลัว หวังทั่นจือจึงยังไม่กล้าที่จะลงมือ เขาอ้อมรถคันหนึ่ง ค่อยๆ มายังด้านหลังเจ้ามอนสเตอร์ทารก ถึงจะยกอาวุธขึ้น เขาปักมีดกลางหลังเจ้ามอนสเตอร์ทารก หากดอกนี้ไม่ทำให้มันตายก็ต้องทำให้มันเจ็บๆ คันๆ ได้บ้างละน่า หรือว่าพวกที่เรียนหมอมักจะทำอะไรแบบนี้

            เสียงของมอนสเตอร์ทารกดังขึ้น หนองสีดำในร่างกายพุ่งออกมา สาดใส่หน้าของหวังทั่นจือ แต่เจ้ามอนสเตอร์ทารกยังไม่หมดลม ยังคงคิดสู้อีก

            ในตอนนี้เอง คีมหนีบก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ทะลวงไปยังเบ้าตาด้านซ้ายของเจ้ามอนสเตอร์ทารกอย่างไร้ปราณี ......

ความคิดเห็น