หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

​ ตอนที่ 18 ดินแดนพิศวง (2)

ชื่อตอน : ​ ตอนที่ 18 ดินแดนพิศวง (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 246

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ ตอนที่ 18 ดินแดนพิศวง (2)
แบบอักษร

หลังสิ้นเสียงเตือนจากระบบ เฟิงปู้เจวี๋ยก็กลับไปดูแถบเมนูอีกครั้ง เขาพบว่าในช่องภารกิจถูกปลดล็อกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับภารกิจหลัก ในโหมดฝึกฝนและโหมเล่นเดี่ยวโดยมากจะทำภารกิจอยู่ในสถานที่ปิดตายเท่านั้น รูปแบบของด่านน้อยมาก แทบจะไม่มีทิศทางหรือตัวเลือกเลย ดังนั้น ระบบเลยไม่สร้างภารกิจขึ้นมาให้วุ่นวาย แต่ในโหมดทีมแผนที่ค่อนข้างที่จะกว้าง ระบบจำเป็นจะต้องสร้างภารกิจหลักขึ้นมาเพื่อนำทางไปจนจบเกม ไม่งั้นผู้เล่นก็จะไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนหรือไปอย่างไร

หลังจากเปิดช่องภารกิจแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยเห็นช่องใหม่ปรากฏปิดหน้าแทบเมนู ในช่องเป็นรายละเอียดของภารกิจ คำอธิบายของภารกิจหลักนี้เขียนไว้สั้นมาก : [สำรวจเมือง ค้นหาประตูปีศาจให้พบ]

“ความรู้สึกเหมือนตั้งค่าภาพมายาไว้เลย” เฟิงปู้เจวี๋ยกวาดสายตาไปที่ภารกิจแล้วปิดเมนูเกม

“เมืองใหญ่ขนาดนี้ จะหาบานประตูก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรชัดๆ” หวังทั่นจือกล่าว

“คีย์เวิร์ดที่ระบบต้องการจะบอกเราไม่ใช่ ‘ประตู’ แต่เป็น ‘ปีศาจ’” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดพร้อมกับเดินไปที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติที่อยู่ด้านข้าง ยืนมองแผนที่เส้นทางการเดินรถของรถไฟใต้ดินที่อยู่บนเครื่อง “รถไฟใต้ดินในเมืองนี้มีทั้งหมด 12 สาย ถึงแม้จะใช้สีเป็นสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ว่า ......” นิ้วมือของเขาที่เคลื่อนไหวไปตามภาพแผนการเดินรถ สุดท้ายแล้วเขาก็หยุดลง “เส้นทางการเดินรถที่ตัดผ่านกันไปมา มันมีเขตนี้ ......” เขากางแขนออก และกดลงบนแผนที่ ปิดพื้นที่รอบๆ เขตที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ให้เหลือแค่เขตเดียว: “ในเส้นทางที่ตัดผ่านกัน 5 สาย มันกลายมาเป็นภาพลักษณะดาวเพนทาแกรมหรือสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกที่มีวงล้อมรอบ”

“นี่พี่ชาย มันดูเหมือนจะบังคับให้มันมารวมกันเกินไปไหม” ชายโดดเดี่ยวกล่าว: “ลองดูให้ละเอียดกว่านี้ไหม เผื่อว่าไอ้เส้นที่มันระโยงระยางเนี่ยมันอาจจะมีรูปอื่นๆ อยู่อีก”

“วินาทีที่มือของฉันหยุด นั่นแสดงว่าฉันดูมันอย่างละเอียดแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ เขาหันไปอธิบาย: “ก่อนที่พวกเราจะขึ้นมาที่ชั้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรถไฟใต้ดินหรือชานชาลา มันมีแค่แผนที่เส้นทางเส้นเดียวเท่านั้น ไม่มีแผนที่ที่เป็นทั้งระบบเมืองแบบนี้

เมื่อระบบทำการแจ้งเตือนขึ้นมา พวกเราก็ยังไม่เจอสัตว์ประหลาดตัวไหนเลย และก็ไม่ได้เสียเวลามาก และยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลยด้วย แต่การที่ภารกิจเริ่มต้นขึ้นแล้วมันต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน หากว่าภารกิจนี้ไม่มีเงื่อนไขใดเลยในการปรากฎขึ้นมา มันก็ควรจะได้รับภารกิจกันตั้งแต่ในรถไฟใต้ดินแล้ว ระบบทำไมต้องรอให้เราขึ้นมาจนถึงชั้นนี้ก่อนถึงแจ้งเตือน

ดังนั้น ...... ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นที่ฉันคิดได้ตอนนี้ ของอะไรก็ตามที่ชั้นด้านล่างไม่มี และมันจะสามารถนำพวกเราไปหาบานประตูปีศาจ”

เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ เขาก็หันข้าง ใช้มือซ้ายตบไปบนแผนที่เส้นทางบนเครื่องขายตั๋ว: “เส้นทางการเดินรถมีเพียง 12 สาย แต่ด้านบนถนนมีเป็นพัน หากแผนที่เส้นทางการเดินรถมันไม่มีประโยชน์แล้วละก็ แผนที่เมืองยิ่งไม่มีประโยชน์ นอกเสียจากว่า เราจะหาแผนที่ท่องเที่ยวที่สามารถนำทางให้เราไปถึงยัง ‘บานประตูปีศาจ’ ได้”

เขาสูดลมหายใจเข้า: “สรุปแล้วก็คือ ถ้าไม่มีใครมีความเป็นไปได้หรือความเห็นที่ต่างจากนี้ หรือเห็นด้วยกับข้อสันนิฐานของฉัน ...... งั้นก็ขอให้ทุกคนตามฉันไปยังเขตที่ฉันบอกตามแผนที่ หากฉันสันนิษฐานผิด งั้นเราค่อยหาทางกันใหม่ หากข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้อง ฉันได้ค่าทักษะ ทุกคนสามารถเคลียร์ภารกิจ วินวินกันทุกฝ่าย”

เฟิงปู้เจวี๋ยพูดจนจบ สายตาของทุกคนดูตกตะลึง หวังทั่นจือท่าทีดูปกติ เพราะเขาเห็นมันจนชินตาตั้งแต่เด็ก

ความสามารถในการสันนิษฐานของเฟิงปู้เจวี๋ยนั้นเป็นผลผลิตที่ได้มาจากความบ้าอ่านหนังสือ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก เมื่ออายุ 16 ปีเขาทำแบบทดสอบ Binet ที่โรงเรียน โดยเขาได้คะแนน 138 สมองซีกซ้ายและขวาได้คะแนนเท่ากันที่ 69 คะแนนซึ่งเป็นการคิดที่สมดุล หากเทียบกับพวก “อัจฉริยะ” ที่ได้ 140 คะแนนแล้ว เขายังถือว่าเป็นคนธรรมดา แต่การสังเกต ความจำ การอธิบาย และการสันนิษฐาน มันเป็นความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไปแน่นอน

ก็เหมือนกับที่อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์พูดผ่านตัวละครเชอร์ล็อก โฮมส์ว่า การเป็นนักสืบที่ดีนั้นนอกจากความรู้ที่ลึกซึ้งหลากหลายแขนงและประสบการณ์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือการสันนิษฐานที่ถูกต้อง ในหนังสือนิยายเชอร์ล็อก โฮมส์เป็นผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้าน “ทักษะการอนุมาน” แต่เฟิงปู้เจวี๋ยเป็นพวกต้องทำจนกว่าจะสำเร็จอย่างให้ชัดเลย

ความบ้าอ่านหนังสือของเขามันเริ่มมาจากทฤษฎีบทหนึ่งของเชอร์ล็อก : จงนำความรู้ที่มีเป็นทรัพยากรสำรอง ใช้สมองเป็นห้องสมุดในการจัดการ อะไรที่ไม่สำคัญก็จงกำจัดทิ้งไปให้หมด อะไรที่สำคัญรองลงมาก็เก็บมันไว้ในห้องใต้หลังคา อะไรที่จำเป็นก็ถือมันไว้ในมือ

ดูๆ แล้วมันก็เป็นเหมือนรูปแบบความเคยชินและวิธีการคิดอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้วหากฝึกฝนก็สามารถทำให้เป็นจริงได้ เฟิงปู้เจวี๋ยก็คือคนที่สำเร็จมาได้ด้วยการฝึกฝน

บนโลกใบนี้มีเรื่องราวมากมายที่พูดง่ายแต่ทำให้สำเร็จยาก เช่น การอยู่บ้านออกกำลังกายด้วยท่าซิทอัพสัก 10 ครั้งก็จะสามารถเปลี่ยนรูปร่างให้กลายเป็นหนุ่มมีซิกแพค การอ่านคำศัพท์ทุกวันก็จะสอบผ่านระดับ 4-5 ได้ง่ายๆ หรือการคัดลายมือสักวันละพันคำเก็บไว้ทุกวันก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ ...... หากมนุษย์มีความคิดในการจัดอันดับคำหลอกลวง คำพูดเหล่านี้จะต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน

คนส่วนใหญ่ที่ต้องเผชิญกับการฝึกตนเช่นนี้ เกินกว่าครึ่งมีทิ้งกลางทางแน่นอน แต่อัจฉริยะตัวประหลาดที่เรียกกันมาแต่โบราณ เฟิงปู้เจวี๋ยเป็นหนึ่งในส่วนน้อยนั้น และสามารถทำให้การอ่านและการสันนิษฐานการเป็นความเคยชินและงานอดิเรก……

“เอ่อ ...... ที่น้องเฟิ่งพูดก็ถูกนะ หากออกไปหาตามหลักการนี้ มันคงดีกว่าการไปเดินหามั่วๆ ในเมืองแน่” ประโยคหลังของหลงอ้าวหมินนั้นตั้งใจจะพูดให้ชายโดดเดี่ยวฟัง

“หา......หา? อ่อ ได้ ...... ได้สิ” ชายโดดเดี่ยวเพิ่งจะรู้สึกตัว จริงๆ แล้ว เขาแทบไม่ได้คิดตามที่เฟิงปู้เจวี๋ยพูดเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีความรู้สึกอีกอย่างที่ว่า “ถึงแม้จะไม่เข้าใจ แต่เจ้านี่เก่งแฮะ” เกิดขึ้นกับเขา

ทั้งห้าคนเริ่มเคลื่อนไหว หลงอ้าวหมินเดินนำหน้า ตามด้วยเฟิงปู้เจวี๋ยที่คอยบอกกับเขาว่าต้องเดินไปยังทิศทางใดถึงจะพบทางออก และรับผิดชอบบอกเส้นทางเมื่อขึ้นไปถึงด้านบนสถานีแล้ว

ขณะที่เดินผ่านอุโมงค์แคบ เฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนจะพบ *Easter Egg ของเกม นั่นคือโฆษณาของเกมสวนสนุกสยองขวัญ ที่ปะปนอยู่กับป้ายโฆษณาอื่นๆ ที่เรียงกันอยู่บนกำแพงนั่นเอง

ด้านขวามือเมื่อเดินมาสุดอุโมงค์ ทุกคนก็เห็นทางออกที่บริเวณทางลาดด้านบน บริเวณเนินนี้มีบันไดเลื่อนอยู่ช่วงหนึ่ง แต่มันหยุดให้บริการแล้ว แต่ด้านข้างยังมีบันไดธรรมดาที่สามารถเดินขึ้นไปได้อยู่

พวกเขาเดินขึ้นไปจนถึงด้านบนสถานี แสงจันทร์สลัว แสงไฟในเมืองบางตามาก บนถนนมีรถจอดอยู่จำนวนมาก แต่เป็นรถที่ดับเครื่องทิ้งทั้งหมด ไฟของป้ายโฆษณาตามตึกข้างทาง ร้านค้าและบ้านเรือนต่างดับไฟสนิท มีเพียงแต่ไฟตามทางที่ยังติดอยู่เท่านั้น

ตอนที่อยู่ในสถานีรถไฟใต้ดินนั้น ด้านบนมีหลังคา กำแพงมีสี่ด้าน สิ่งแวดล้อมด้านล่างนั้น ทุกคนก็ไม่รู้สึกถึงอะไรที่แปลกออกไป แค่เมื่อขึ้นมาข้างบนดินแล้ว กลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบด้านแปลกประหลาด ...... เป็นความเงียบที่แปลก มันชวนให้รู้สึกหายใจไม่ออก

ค่าความสยองขวัญในระหว่างห้าคนนี้มีถึงสี่คนที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ค่าความมั่งคงจะอยู่ที่ 5% จนถึง 15% หากเผชิญกับความกลัวจะแปรเปลี่ยนตามการแสดงออกของร่างกาย

“เดินตามถนนนี้ไป หลังเดินผ่านถนนไปสี่เส้นเลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงต่อไปเรื่อยๆ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติ ไม่มีอาการอะไรปรากฏเลย ยังจดจำจุดสังเกตต่างๆ บนท้องถนนอย่างรวดเร็ว และคิดเส้นทางไว้เรียบร้อยแล้ว

หลงอ้าวหมินหยิบโล่ขึ้นมา พร้อมกับพยักหน้า และเดินหน้าต่อไป สี่คนที่เหลือเดินตามหลังกันมา แต่ละคนไม่พูดไม่จา ทุกคนตื่นตัวและตั้งใจรับฟัง และพยายามเดินไปตามถนนที่มีแสงไฟ

ในความมืดมีเสียงหายใจคล้ายเสียงของสัตว์ป่าดังออกมาเป็นระยะๆ เสียงออกมาจากจมูกฟืดฟาดเบาๆ คล้ายเสียงหัวเราะที่ดังมาอย่างเลือนราง แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ทำให้ได้ยินทั้งนั้นแค่ไม่ค่อยชัดเจนนัก

หลงอ้าวหมินจะหันมาดูด้านหลังทุกๆ ระยะ 10 เมตร เขายิ่งมองยิ่งรู้สึกผิดปกติ “จะว่าไปนะน้องเฟิง ...... ในชีวิตจริงนายต้องทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมากใช่ไหม?” หลงอ้าวหมินถาม ตั้งแต่เขาฝึกฝนจนเลเวล 10  เขายังไม่เคยเจอผู้เล่นอย่างเฟิงปู้เจวี๋ยเลย เรื่องของความกลัวมันเป็นเรื่องที่ปิดได้ยาก แต่สายตาของเฟิงปู้เจวี๋ยกลับไม่มีเค้าความกลัวแสดงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าเขากำลังแกล้งแต่เขาไม่กลัวจริงๆ ...... เมื่อบวกกับการสันนิษฐานที่เฉียบคมเมื่อครู่ หลงอ้าวหมินเริ่มสงสัยอาชีพจริงๆ ของเฟิงปู้เจวี๋ยขึ้นมา

“ศิลปิน” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบอย่างเรียบเฉย ราวกับที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง

หวังทั่นจือไม่อยากจะยุ่ง เพราะเท่าที่เขารู้ เฟิงปู้เจวี๋ยมักเรียกอาชีพของตนเป็นสองอย่าง : ไม่ศิลปิน ก็ยอดกวี ไม่ว่าจะมองจากจุดไหนมาตัดสินสิ่งที่เขาเป็น สองคำตอบนี้มันก็ดูกวนบาทามากอยู่ดี ......

หลงอ้าวหมินคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้ มันทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปขณะหนึ่ง ชายโดดเดี่ยวที่อยู่ด้านหลังเริ่มพูดอีกครั้ง: “มีใครที่ไหนเขา ‘อวยตัวเอง’ ว่าศิลปินกัน?”

“งั้นเดี๋ยวฉันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ได้” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “ฉันเป็นศิลปินที่มีความสามารถด้านสุนทรียะภาพสูงและมีทักษะในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และมีผลงานด้านศิลปะที่โด่งดัง”

“นี่มันแค่ขยายความคำเมื่อกี้แค่นั้นนี่!”

“แต่หากเทียบกับคำเมื่อกี้ มันก็ดูถ่อมตัวขึ้นไม่ใช่เหรอ?”

“ดูอวดดีมากกว่าเมื่อกี้อีก!”

เงียบเหงายืนหัวเราะอยู่ข้างๆ โดดเดี่ยวทำปากแบะ และพูดกับหล่อนว่า: “ฉันละอยากจะด่าไอ้ท่าทางแกล้งโง่ของเขาจริงๆ”

ในตอนนี้เอง เฟิงปู้เจวี๋ยหยุดเดินกะทันหัน และรีบหยิบ [คีมหนีบของมาริโอ้] จากกระเป๋าออกมา “อืม ...... เพิ่งจะลดบรรยากาศตึงเครียดไปได้ ก็ต้องมีเรื่องให้ใช้เจ้านี่ซะละ”

หลงอ้าวหมินละเฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกตัวแทบจะพร้อมกันว่ามีเงาสองสายวูบผ่านไปท่ามกลางความมมืด แต่เขาเห็นเพียงรูปร่างคร่าวๆ เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร แต่ 80% ต้องเป็นสัตว์ประหลาดแน่ๆ

“ดูจากลักษณะรูปร่างเหมือนเด็กทารกที่ไม่สมประกอบ แขนทั้งสองเป็นเคียวเล็กๆ ค่อนข้างเร็วเชียวล่ะ ด้านจำนวน ...... ก็ไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่ง” เฟิงปู้เจวี๋ยอธิบายอย่างใจเย็น พร้อมกับถือคีมเดินเข้าไปในความมืด ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าเมื่อเขาพูดประโยคนี้จบ ความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนของเขาก็ถูกปลดออกแล้ว


*Easter Eggs****จริงๆ แล้วคือ ไข่ที่ถูกเขียนหรือทาสีต่างๆ ให้สวยงามในงานเทศกาล Easterนั่นเอง หรืออาจจะเป็นไข่พลาสติกที่มีลูกกวาดอยู่ข้างใน ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อให้เด็กๆ ตามหานั่นเอง แต่สำหรับเกมPC, Console ก็จะมีคำว่า Easter Eggsมาเช่นเดียวกัน ซึ่งความหมายที่ใช้กับในเกมนั้นคือจะเป็นความลับต่างๆ ที่แอบซ่อนในเกม ซึ่งจะมีเป้าหมายไม่ต่างกับไข่ Easter Eggsของจริงสักเท่าไหร่ นั่นก็คือสร้างความสนุกสนานให้กับการค้นหา ความลับต่างๆ ที่ผู้พัฒนาเกมแอบเอามาใส่ไว้นั่นเอง

ความคิดเห็น