Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ซ่อนรักครั้งที่ 8 ช็อกโกแลตวาเลนไทน์

ชื่อตอน : ซ่อนรักครั้งที่ 8 ช็อกโกแลตวาเลนไทน์

คำค้น : HEART , Avert , หัวใจซ่อนรัก , พฤกษ์ซ่า , พฤกษ์ษา , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.2k

ความคิดเห็น : 74

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2561 07:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซ่อนรักครั้งที่ 8 ช็อกโกแลตวาเลนไทน์
แบบอักษร


Part 8# Phumpruk ช็อกโกแลตวาเลนไทน์

ผมเชื่อว่ามนุษย์แทบทุกคนไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ครั้งหนึ่งก็น่าจะต้องมีคนในสเปคที่ชอบด้วยกันทั้งนั้น บางคนอาจจะชอบที่อายุ รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง สีผิว หรือว่านิสัย แน่นอนว่าผมเองก็มีคนในสเปคที่เคยตั้งเอาไว้ในใจเหมือนกัน

ผมชอบคนที่เรียบร้อย อ่อนหวาน พูดจาสุภาพ กิริยามารยาทงดงาม แล้วก็ทำอาหารอร่อย ส่วนคนที่ผมไม่อยากอยู่ใกล้นั่นก็คือคนที่หยาบกระด้าง กวนประสาท พูดจาหยาบคาย ไม่มีมารยาท แล้วก็หาความจริงใจไม่ได้ คนประเภทนี้นอกจากจะอยากอยู่ให้ไกลแล้วผมยังไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยอีกต่างหาก

แต่ก็ไม่รู้ทำไมโชคชะตาดันเล่นตลกให้ผมไปชอบคนประเภทนี้ได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อไหนตรงสเปคของผมแท้ๆ ผมพยายามหักห้ามใจตัวเอง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

และในเมื่อผมฝืนหัวใจตัวเองไม่ได้ ดังนั้นผมก็ต้องเดินหน้าลุยให้ถึงที่สุด!

แต่ถึงจะตั้งใจเอาไว้แบบนั้น เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงอยู่ดี เพราะผมแทบไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องความรักเลย ส่วนประสบการณ์ในการจีบหรือคบใครก็เป็นศูนย์ ที่ผ่านมาผมมีเพียงแค่มองอยู่ห่างๆ เท่านั้น อย่างล่าสุดก็ตะวันที่ผมแอบชอบมานานถึง 4 ปี

ภายนอกผมอาจจะดูเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่ความจริงแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องความรักหากมีโอกาสที่จะพลาดแม้เพียงแค่เปอร์เซ็นต์เดียวผมก็ไม่อยากเสี่ยง เพียงแค่ได้มองหรือดูแลอยู่ห่างๆ ผมก็มีความสุขแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมความคิดนั้นมันถึงได้หายไปตั้งแต่ที่ผมเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้กับซ่า

ผมขอข้ามเรื่องที่ชอบซ่าตรงไหน เพราะพยายามคิดเท่าไหร่ผมก็หาคำตอบในเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ แถมยิ่งคิดก็ยิ่งชอบมากขึ้นจนอยากครอบครอง แม้จะลองคิดคำนวณเปอร์เซ็นต์ที่จะสมหวังมีเพียงแค่ครึ่งเดียวแต่ผมก็ยังอยากเสี่ยง นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมมีความคิดแบบนี้ บางทีอาจเป็นเพราะผมชอบซ่ามากกว่าใครที่เคยชอบก็ได้

เมื่อรู้ใจตัวเองและอยากเดินหน้าจีบ ผมเลยลองค้นหาวิธีจากอินเตอร์เน็ตเผื่อจะเจออะไรดีๆ เพราะเรื่องแบบนี้ผมจะกล้าไปปรึกษาใคร ยิ่งคนในบ้านโดยเฉพาะไอ้เพลิงนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ขืนมันรู้ว่าผมชอบใครวายร้าอย่างมันได้เข้ามายุ่งวุ่นวายแน่ๆ

ค้นไปค้นมาผมก็เจอวิธีการหลายต่อหลายอย่าง แต่ผมก็ยังคิดว่าวิธีการพวกนั้นมันไม่น่าจะใช้จีบซ่าได้ผล จนกระทั่งผมค้นเจอกระทู้นึงจากเว็บบอร์ดชื่อดัง...

แมวรักเราจริงไหมหรือแค่หลอกให้เลี้ยง*?*

ตอนแรกผมไม่ได้สนใจหรอก ยังคิดด้วยซ้ำว่าจู่ๆ กระทู้นี้มันขึ้นมาได้ยังไง แต่พอคิดไปคิดมาหากแทนที่แมวด้วยชื่อของซ่าผมว่ามันก็น่าจะเกี่ยวเหมือนกัน เพราะผมดูไม่ออกเลยว่าซ่าชอบผม หรือความจริงแล้วแค่ชอบเงินของผมกันแน่?

แต่ถึงจะสงสัยผมก็ไม่คิดจะพิสูจน์หรือหาคำตอบหรอกนะ ผมมองว่าการทำแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ แถมยังบั่นทอนกำลังใจของตัวเองอีกต่างหาก สู้เอาเวลาไปทำเรื่องมีประโยชน์อย่างเช่นให้ซ่าชอบผมดีกว่า เพราะงั้นวันวาเลนไทน์ที่ทุกคนในบ้านพร้อมใจกันไม่อยู่ (พี่ภูกับพี่ธารไปเดทกับแฟนที่ต่างจังหวัด ส่วนวามีเข้าค่าย ไอ้เพลิงตอนแรกไม่ได้จะไปไหน แต่ผมหาทางไล่ให้มันไปนอนที่อื่น) ผมเลยชวนซ่ามาค้างกะจะสารภาพรักซะเลย

แน่นอนว่าผมจะสารภาพปากเปล่าไม่ได้ อย่างน้อยมันก็ต้องมีของแทนใจบ้าง ซึ่งผมก็คิดว่าช็อกโกแลตน่าจะเหมาะที่สุดเพราะวันนี้ตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี

“ทั้งหมด 1610 บาทค่ะ” พนักงานสาวประจำเคาน์เตอร์ร้านช็อคโกแลตสุดหรูจากเบลเยี่ยมอย่าง Godiva พูดขึ้น ผมเลยยื่นเงินให้ก่อนจะรับ Chocolixir มาดื่ม พร้อมทั้งถุงช็อกโกแลตที่บรรจุในกล่องรูปหัวใจลวดลายสวยงาม

พอนึกสีหน้าของซ่าตอนที่ได้รับช็อกโกแลตกล่องนี้ผมก็ยิ้มออกมา รายนั้นน่ะคงจะตะลึงกับยี่ห้อและราคาจนเบิกตากว้าง บางทีอาจจะลนลานจนแทบไม่กล้ากินเลยก็ได้

ชักอยากเห็นไวๆ ซะแล้ว...

               เมื่อคิดได้แบบนี้ผมก็รีบเดินออกจากร้านไปขึ้นรถเพื่อขับกลับบ้าน เวลานี้จากพารากอนไปวัชรพลรถน่าจะติดพอสมควร ซึ่งผมก็ได้เผื่อเวลาเอาไว้แล้ว แผนการน่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด แต่พอผมขับรถมาถึงบ้านก็ดันเห็นรถของไอ้เพลิงจอดอยู่ซะงั้น

               นี่มันยังไม่ออกจากบ้านอีกหรอเนี่ย!

               ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้พึ่งจะ 12.25 น. ซ่าน่าจะยังมาไม่ถึง เพราะถ้าถึงก็คงจะโทรหาผมแล้ว แต่นี่ยังไม่มีโทรมาสักสาย ดังนั้นผมเลยโล่งใจแล้วรีบเดินเข้าบ้านเพื่อที่จะหาทางไล่ไอ้เพลิง แต่ผมก็มาสะดุดกับรองเท้าช้างดาวสีขาวสายน้ำเงินที่ถอดอยู่หน้าประตูเข้าซะก่อน

นี่มันรองเท้าของซ่าไม่ใช่หรอ?

ผมขมวดคิ้วเพราะเริ่มสังหรณ์อะไรบางอย่าง ขาสองข้างเลยรีบก้าวเข้าไปในบ้านแต่ก็ไม่พบซ่าเลย ไอ้เพลิงก็ด้วยไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน หวังว่ามันคงไม่สวมรอยเป็นผมแล้วพาซ่าขึ้นห้องไปหรอกนะ..........................ฉิบหายแล้ว!

               พอคิดได้แบบนั้นผมก็ทิ้งถุงช็อกโกแลตเอาไว้แล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ทันที ไม่แน่ว่าป่านนี้ไอ้เพลิงมันอาจจะทำอะไรๆ กับซ่าไปแล้วก็ได้ ผมรู้จักนิสัยของไอ้น้องชายตัวร้ายคนนี้ดี ซึ่งทันทีที่ผมไปถึงหน้าห้องของมัน...

               “อ๊า!” ผมก็ได้ยินเสียงซ่าร้องขึ้นมา เท่านั้นแหละผมก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า สาบานได้เลยว่าถ้าไอ้เพลิงทำมิดีมิร้ายซ่าผมเอามันตายแน่!

               “มึงอย่าทำอะไรซ่านะไอ้เพลิง!” ผมแทบจะพังประตูเข้าไปด้วยความร้อนรน ในใจก็คิดกังวลไปต่างๆ นานา แต่พอเห็นว่าตอนนี้ซ่ากำลังนั่งหัวเราะคิกคักอยู่ปลายเตียง ขาของผมก็ถึงกับชะงักแล้วก็หยุดนิ่งด้วยความงุนงง

               “โอ๊ะ! กลับมาแล้วหรอไอ้พฤกษ์” ซ่าลดอัลบั้มรูปในมือลงแล้วโบกมือทักทายผม

               “หึหึ หน้าตาตื่นกว่าที่คิดนะไอ้พี่ชาย” ส่วนไอ้เพลิงน้องทรพีที่กำลังค้นอัลบั้มรูปในตู้ก็หันมา พร้อมกับยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

               ผมยืนเอ๋ออยู่ประมาณ 3 วินาทีก็ประติดประต่อเรื่องราวได้ ในเมื่อทุกอย่างไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดผมก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

               “เฮ้ออออ กูก็นึกว่ามึงจะถูกไอ้เพลิงทำอะไรซะแล้ว”

               “แล้วใครบอกว่ามันไม่ได้ทำอะไรกู”

               “หา! มึงหมายความว่าไง?” พอได้ยินแบบนั้นผมก็หันขวับแล้วรีบเดินเข้าไปหาซ่า ส่วนไอ้เพลิงก็ยิ้มแห้งๆ ด้วยใบหน้าที่ถอดสีเล็กน้อย

               “มันสวมรอยเป็นมึงแล้วพากูขึ้นมากะจะล่อบนนี้”

               “ละ...แล้ว...?” ตอนนี้ผมเริ่มติดอ่างเพราะความร้อนรนอีกครั้ง

               “จะแล้วยังไง กูก็คิดว่ามันไม่ใช่มึงแน่ๆ เลยแทงเข่าเข้าเป้ามันแล้วก็ทุบที่หลังซ้ำอีก 2 รอบน่ะสิ” ซ่าหัวเราะในลำคอแล้วหันไปเยาะเย้ยไอ้เพลิง ผมที่ได้ยินแบบนั้นเลยถอนหายใจออกมา

               “กูขอโทษแทนไอ้เพลิงนะซ่า แต่กูก็ดีใจนะที่มึงแยกกูกับมันได้ ทั้งที่มึงไม่รู้ว่ากูมีแฝด”

               “ของมันแน่อยู่แล้ว ตอนแรกกูก็คิดว่ามันแปลกๆ แต่พอได้ยินคำพูดแทะโลม แถมมันยังก้มหน้าลงมาหอมแก้มกูอีกต่างหาก นั่นแหละกูเลยคิดว่ามันไม่ใช่มึงแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์” ตอนแรกผมก็ยิ้มออกมาอยู่หรอกที่ซ่าแยกผมกับไอ้เพลิงได้ แต่พอผมรู้ว่าซ่าโดนทำอะไร ไฟความโมโหของผมก็ลุกท่วมตัวทันที

               นี่ไอ้เพลิงที่พึ่งเจอกันวันเดียวได้หอมแก้มซ่า แต่ผมที่รู้จักมาตั้งนานยังทำมากสุดแค่กอดเท่านั้นเองนะ!

               หนอย...ตอนแรกผมก็กะว่าจะไม่เอาเรื่องอะไร แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจเป็นฆ่าน้องทรพีอย่างมันทิ้งเลยดีกว่า!

“เดี๋ยวก่อนไอ้เพลิงมึงอย่าพึ่งไปไหน ไปคุยกับกูที่ห้องก่อน” ผมพูดเสียงเข้มเมื่อเห็นไอ้เพลิงกำลังย่องเดินไปทางประตู

“แต่ว่ากูมีนัดตอนบ่าย...”

“คนอย่างมึงสายเป็นปกติอยู่แล้วไม่ต้องมาอ้าง!” ผมพูดจบก็ตรงไปกระชากคอเสื้อของไอ้เพลิงเอาไว้ จากนั้นจึงหันมาหาซ่าที่มองมาทางนี้ตาปริบๆ

“มึงรออยู่นี่ก่อนนะ กูจัดการไอ้น้องทรพีเสร็จเมื่อไหร่เดี๋ยวกูกลับมา อ้อ...ถ้าเจอของมีค่าในห้องก็หยิบเอาไปได้เลยถือเป็นค่าทำขวัญ” พอได้ยินแบบนั้นซ่าก็ตาลุกวาวเป็นประกาย ตรงข้ามกับไอ้เพลิงที่ร้องโวยวายออกมา

“อ้าวเฮ้ย! ไหงมึงพูดแบบนั้นวะไอ้พฤกษ์! ของในห้องกูน่ะ...”

“หุบปาก แล้วตามกูมา” ผมพูดจบก็ลากไอ้เพลิงออกมาจากห้อง มันที่เห็นว่าผมกำลังไม่สบอารมณ์จริงๆ เลยยอมเดินตามมาแต่โดยดี

“เกรี้ยวกราดขนาดนี้หึงล่ะสิมึง” ไอ้เพลิงพูดขึ้นแล้วอมยิ้มนิดๆ หลังจากที่ผมพามันเดินเข้ามาในห้อง

“นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังมีหน้ามาล้อกูอีกนะ” ผมกอดอกพร้อมกับจ้องหน้ามันตาขวาง

“อย่าซีเรียสไปเลยน่า คิดซะว่ากูแค่ทักทายตามธรรมเนียมต่างชาติก็แล้วกัน”

“มึงนี่มัน...”

“เอาน่าไอ้พี่ชาย เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ แต่เอ...ที่หัวร้อนขนาดนี้อย่าบอกนะว่าแค่หอมแก้มมึงยังไม่เคยทำ?”

“...” ผมไม่ตอบแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง ไอ้เพลิงเลยถอนหายใจออกมาเพราะการกระทำของผมมันก็ตอบได้ชัดอยู่แล้ว

“มึงก็เป็นซะอย่างนี้ กี่ทีแล้วห้ะที่นกไม่ก็โดนหมาคาบไปแดก”

“ให้มันน้อยๆ หน่อย หมาที่มึงว่าก็คือพี่ภูไม่ใช่รึไง” ผมพูดเตือนสติไอ้เพลิงที่ดูเหมือนว่าจะอินกับเรื่องของผมเกินไปหน่อย ทั้งที่ผมไม่ได้เจ็บแค้นแต่อย่างใดเพียงแค่เสียใจนิดหน่อยเท่านั้น

“เออ โทษที กูแค่อยากกระตุ้นให้มึงทำอะไรบ้าง”

“กูก็กำลังพยายามอยู่ แต่มึงดันมาทำให้เสียแผน” ถ้าไอ้เพลิงไม่เข้ามายุ่งตั้งแต่แรก ป่านนี้ผมอาจจะสารภาพความในใจกับซ่าจนตกลงคบกันไปแล้วก็ได้ คิดแล้วก็เจ็บใจ แต่ที่เจ็บใจมากกว่าก็เรื่องที่มันอุกอาจหอมแก้มซ่านี่แหละ

คอยดูนะถ้าวันไหนมันมีคนที่ชอบขึ้นมา มีโอกาสเมื่อไหร่ผมจะหาเรื่องเอาคืนให้สาสมเลย!

“เฮอะ! ไอ้คำว่าพยายามของมึงมันจะถึงขั้นไหนกัน ถ้าเป็นกูนะจะจับทำเมียตั้งแต่ที่เจอวันแรกเลยเถอะ” ไอ้เพลิงยืดอก มันใช่เรื่องที่ควรจะมาข่มหรืออวดกันรึไง

“กูไม่ใช่คนได้ไปทั่วมั่วไม่เลือกแบบมึง”

“เออ กูมันคนชั่ว คนโฉด คนเลว ไม่ได้เป็นเทวดากลับชาติมาเกิดแบบมึงนี่หว่า อ้อ...แต่กูไม่ได้หมายความว่ามาเกิดเป็นคนนะ กูหมายถึงพญานก ฮ่าๆๆๆ” ไอ้เพลิงพูดจบก็หัวเราะออกมา ส่วนผมก็เริ่มกำหมัดเพราะชักจะยัวะแล้ว

“เลือกมาว่าแก้มซ้ายกับขวามึงอยากให้กูต่อยข้างไหน”

“อะไรกันเล่า กูพูดความจริงมึงจะขึ้นทำไม หรือมึงจำไม่ได้ว่าชีวิตนี้เคยนกมากี่รอบแล้ว ถ้างั้นกูจะทวนความจำให้มึงเองก็ได้ ตอนม.ต้นสมัยที่พวกเรายังอยู่ชลบุรีมึงแอบชอบน้องบลู พอย้ายมาอยู่กรุงเทพมึงก็แอบชอบเพื่อนในห้องที่ชื่อมิกเซอร์ ส่วนมหา’ลัยคงไม่ต้องสาธยายนะว่าตลอด 4 ปี...”

“หยุด! มึงหยุดแค่นั้นแหละไอ้เพลิง เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วมึงจะขุดให้มันได้อะไรขึ้นมา” ผมคิดว่าป่านนี้ทั้งคู่น่าจะมีแฟนไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ

               “ที่กูพูดก็เพราะไม่อยากให้มึงแอบมองอยู่อย่างเดียวไง ถ้าชอบก็ไปบอกแล้วเดินหน้าจีบแม่งเลย” ไอ้เพลิงยิ้มกว้างแล้วเดินมาตบบ่าผม พอมันทำแบบนี้อารมณ์ที่เคยอยากต่อยมันก็ค่อยๆ สลายหายไป

               “เออ กูก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นแหละ ไม่งั้นกูจะอ้างเรื่องจ้างมาทำงานแล้วให้ซ่าค้างคืนที่นี่ทำไม” พอผมพูดแบบนี้ไอ้เพลิงก็ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาให้ผม

               “ทำดีไอ้พี่ชาย แต่เอ...จะว่าไปสเปคของมึงนี่ก็ไม่เปลี่ยนเลยนี่หว่า น้องบลู มิกเซอร์ ตะวัน แล้วก็ซ่า รูปร่างหน้าตาสไตล์เดียวกันทุกคนเป๊ะ”

               “ก็กูชอบคนตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารัก กูรู้สึกว่าเขาน่าปกป้องน่าทะนุถนอม” ส่วนใหญ่ผู้ชายไทยก็ชอบคนสไตล์นี้ด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าผมจะชอบผู้ชายไม่ได้ชอบผู้หญิงเหมือนผู้ชายทั่วไปก็เถอะ

               “แต่กูรู้สึกว่าซ่าจะผิดแผกคนอื่นตรงนิสัยไปหน่อยนะ” คำพูดนั้นทำเอาผมหลุดขำออกมา

               “นั่นสินะ แต่ว่ากูไม่เคยชอบใครเท่าซ่าเลยสักคน” ผมพูดโดยไม่คิดปิดบัง ส่วนเหตุผลนั้นอันนี้ผมก็ไม่รู้ แต่หัวใจของมนุษย์มันก็อยู่นอกเหนือจากการควบคุมอยู่แล้ว

               “เออใช่ ว่าแต่มึงลืมตะวันได้แล้วหรอวะ” จู่ๆ ไอ้เพลิงก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับงงจนต้องขมวดคิ้วออกมา มันก็รู้อยู่แล้วว่าตอนนี้ผมชอบซ่า ความรู้สึกที่มีต่อตะวันเป็นอดีตไปแล้วมันจะถามถึงอีกทำไม ขืนใครมาได้ยินประโยคคำถามชวนเข้าใจผิดแบบนี้ได้ยุ่งวุ่นวายกันแน่ๆ

               แต่เอ๊ะ! อย่าบอกนะว่า...

               “ตะวันนี่ใครวะไอ้พฤกษ์” เสียงอันเคยคุ้นแต่แข็งกระด้างเป็นเท่าตัวถามขึ้นอยู่ข้างหลัง ชัดเลยว่าไอ้เพลิงมันจงใจปั่นเพราะเห็นซ่าเปิดประตูเข้ามา

งานเข้าแล้วสิผม!

“กูสร้างสถานการณ์ให้แล้ว ใช้จังหวะนี้บอกว่าชอบไปเลยไอ้พี่ชาย” ไอ้เพลิงกระซิบที่ข้างหูของผม จากนั้นก็รีบวิ่งหนีเผ่นแน่บออกจากห้องไปอย่างไวเพราะกลัวจะถูกผมฆ่าตาย

               ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้น้องทรพี!

               “เอ่อ...มึงมาหากูที่นี่มีอะไรรึเปล่าซ่า” ผมส่งยิ้มไปให้โดยพยายามตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่อง แต่นอกจากจะไม่ตกหลุมพรางแล้วซ่ายังหน้าบึ้งลงอีกต่างหาก

               “ถามแบบนี้หมายความว่าไง ถ้าเป็นคนที่ชื่อตะวันมึงจะถามแบบนี้เหมือนกันมั้ย” ซ่าทำตาขวางยิ่งกว่าวันแรกที่เจอกับผมซะอีก

               “กูก็ต้องถามอยู่แล้ว เวลามีคนเข้ามาห้องก็ต้องถามแบบนี้ไม่ใช่รึไง”

               “เฮอะ! จะอุ้มอัญเชิญเข้าห้องอย่างไวล่ะสิไม่ว่า” ซ่าเบ้ปากออกมา จากนั้นก็ทำท่าจะเดินหนีแต่ผมก็ความที่ข้อมือเอาไว้ซะก่อน

               “ตะวันเป็นเพื่อนในเอกของกู”

               “แล้ว?”

               “เป็น...คนที่กูเคยชอบ” ผมไม่อยากโกหกเลยตัดสินใจพูดความจริงออกไป เพราะขืนมารู้ทีหลังว่าผมปิดบังซ่าคงได้โมโหหนักกว่านี้

               “อ๋อ พึ่งรู้นะเนี่ยว่ามึงเป็นคนเอาเพื่อนเอาฝูง” ซ่าสะบัดข้อมือทิ้งแล้วเดินหนีไป ส่วนผมที่ไม่เข้าใจเลยขมวดคิ้วอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคิดออกนั่นแหละเลยรีบวิ่งไปหาซ่าที่ตอนนี้กำลังเดินลงบันไดไปข้างล่าง

               “กูแค่แอบชอบเฉยๆ มากสุดก็แค่จับมือไม่มีอะไรมากกว่านั้น”

               “แล้วยังไง มึงมาบอกกูทำไม กูอยากรู้หรอก็ไม่ ใครสนใจใครได้แคร์วะ” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่สีหน้าของซ่าตอนนี้กำลังฉุนเฉียว หงิกงอ เกรี้ยวกราด และไม่สบอารมณ์สุดๆ ทำอย่างกับว่ากำลังหึงผมยังไงยังงั้น

               เอ๊ะ หรือว่าจะใช่?

               “ยิ้มเหี้ยอะไรของมึง” ซ่าที่จู่ๆ ก็หยุดเดินแล้วหันกลับมาทางนี้ถามขึ้น ผมที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอยิ้มออกไปก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ก็ทำไม่ค่อยได้เพราะตอนนี้ผมกำลังดีใจจนแทบบ้า

               “เปล่า กูไม่ได้ยิ้มสักหน่อย”

               “ไม่ได้ยิ้มเชี่ยไรปากแทบจะฉีกถึงหูอยู่แล้ว!” ยิ่งเห็นอารมณ์ซ่าเป็นแบบนี้ผมก็ยิ่งฝืนทำหน้าปกติไม่ได้ ผมจึงอมยิ้มแล้วเดินเข้าไปประชิดตัวซ่าซะเลย

               “กูจะตอบคำถามมึงก็ได้ แต่มึงต้องตอบคำถามของกูมาก่อน”

               “คำถามเชี่ยอะไร”

               “ก็...” ผมลากเสียงยาวแล้วก้มหน้าลงไปใกล้ๆ ซ่า “ทำไมพอได้ยินว่ากูมีคนที่ชอบ มึงต้องโมโหขนาดนี้ด้วย”

               “หา!” ซ่าผงะถอยออกไปพร้อมกับทำหน้าตาตื่น

               “ว่ายังไง” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใหม่ แต่ซ่าก็ถอยห่างออกไป ส่วนสีหน้าและแววตาก็ดูหลุกหลิกลนลาน

               “ระ...เรื่อง...เรื่องนั้น...คือ...” ติดอ่างขนาดนี้ผมจะคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่าซ่าชอบผมจริงๆ

               “คือ?” ในขณะที่ถามผมก็ก้าวเข้าไปใกล้ ส่วนซ่าก็ถอยหลังไป แต่ผมก็ไม่ยอมก้าวไปหาเรื่อยๆ จนในที่สุดซ่าก็จนมุมแผ่นหลังชิดกับราวบันได ไม่เพียงเท่านั้นผมยังก้มหน้าลงไปใกล้ จนใบหน้าของเราสองคนห่างกันไม่ถึงคืบเท่านั้น

               “มึงจะต้อนกูขนาดนี้เพื่อ!”

               “ก็กูอยากได้คำตอบ”

               “แต่กูไม่บอกโว้ย! แม่งจะสิงกูรึไงถอยไปไกลๆ ซิ!” ซ่าดันที่แผ่นอกของผมแล้วรีบวิ่งลงบันได ส่วนผมก็เดินตามไปโดยที่ใบหน้ายังอมยิ้มเหมือนเดิม

               “จะเดินตามกูทำมะเขืออะไร!”

               “ก็นี่มันบ้านกู กูจะเดินไปไหนก็ได้”

“ถ้างั้นก็เชิญเดินตามสบาย กูจะกลับบ้าน!” พูดจบซ่าก็สะบัดหน้าใส่แล้วเดินไปทางประตู แต่ก็รีบหยุดจนแทบคะมำเมื่อได้ยินผมพูดว่า...

“ถ้าจะกลับก็เอาเงิน 5000 คืนมา”

“เชี่ย...” ซ่าสบถออกมาเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ จากนั้นก็ทำท่าเหมือนว่าจะเอายังไงดี มีความคิด 2 อย่างกำลังตีกันอยู่ในหัว แต่ในที่สุดก็สามารถเลือกข้างได้

“ไหนงานบ้านที่จะให้กูทำ” ผมยิ้มออกมา ซ่าก็ยังเป็นซ่าอยู่วันยังค่ำ ยังคงงกเงินเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่ตรงนั้นแหละที่ผมมองว่าน่ารักน่าเอ็นดู

“ก็พวกกวาดบ้านถูบ้านนั่นแหละ” พอผมพูดแบบนี้ซ่าก็ขมวดคิ้วแล้วมองดูรอบๆ ตัว

“มีอะไรให้กูทำ บ้านแม่งสะอาดจะตายห่า ฝุ่นเฝิ่นคราบเคริบก็ไม่มี” จะไปมีได้ยังไง ในเมื่อตอนเช้าก่อนออกจากบ้านไปกับพี่ภู ตะวันกวาดถูทุกซอกทุกมุมเรียบร้อยแล้ว

“ถ้างั้นมึงไม่ต้องทำก็ได้ แต่เอาเงินค่าจ้างคืนมา 2000” เท่านั้นแหละจากที่กำลังทำท่าเกียจคร้านเบื่อหน่าย ซ่าก็เปลี่ยนไปกลายเป็นขยันกระฉับกระเฉงทันที

“อ๊ะ! นี่ไงฝุ่น ส่วนนู่นก็เหมือนเศษขยะ ตายๆๆ สกปรกเหมือนเล้าหมูแบบนี้มึงอยู่ไปได้ยังไง ไม่ไหวๆ เดี๋ยวกูจะจัดการทำความสะอาดให้ก็แล้วกัน” พอได้ยินแบบนี้ผมก็แทบหลุดขำออกมา ส่วนซ่าก็เดินไปกวาดถูบ้านอย่างขยันขันแข็งแต่ก็ไม่ยอมมองหน้าผมเลย

ผ่านไปเกือบชั่วโมงพอทำเสร็จผมก็หางานให้ซ่าทำอีกหลายอย่าง แต่ก็เป็นพวกงานเล็กๆ น้อยๆ เพราะส่วนใหญ่ตะวันก็ทำหมดแล้ว แต่ถ้าไม่ให้ทำงานอะไรเลยเดี๋ยวซ่าก็สงสัยว่าผมจะชวนมาที่บ้านแถมให้นอนค้างด้วยทำไม ผมไม่อยากสารภาพความในใจตอนที่ซ่ายังเคืองผมไม่หาย ไว้รอตอนค่ำที่บรรยากาศเป็นใจน่าจะดีกว่า

“เดี๋ยวเช็ดตรงนี้เสร็จมึงไปทำกับข้าวเลยนะ กูชักจะหิวแล้ว” ผมพูดกับซ่าที่กำลังเช็ดชั้นวางของ ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 6 โมงเย็น

“เออ แล้วมึงอยากกินอะไร”

“ได้หมด อะไรที่มึงทำกูชอบทั้งนั้นแหละ” ผมกลั้นใจพูดประโยคเลี่ยนๆ ออกไปทั้งที่ไม่ใช่ตัวผม โดยหวังว่าซ่าจะรู้สึกดีหรือเกิดปฏิกิริยาอะไรขึ้นบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่เลยสักนิด เพราะซ่าตอบมาสั้นๆ ห้วนๆ แค่คำเดียวเท่านั้น

“เค” มิหนำซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาเช็ดชั้นต่อไปไม่ยอมมองหน้าผมเหมือนเดิม ผมเลยเดินคอตกกลับไปนั่งที่โซฟาพลางคิดคำพูดหวานๆ เพื่อง้อตอนที่ซ่าทำกับข้าวเสร็จ โดยที่ผมไม่เห็นเลยว่าตอนนี้ซ่ากำลังแสยะยิ้มแล้วมองผมด้วยสายตาอาฆาต

จากนั้นซ่าก็เข้าครัวไปทำกับข้าวตามที่ผมบอก ถึงผมจะไม่รู้ฝีมือการทำอาหารของซ่า และไม่ได้หวังว่าจะทำอร่อยอย่างกับภัตตาคาร แต่ผมก็เชื่อว่าคนสู้ชีวิตที่ช่วยเหลือตัวเองมาตั้งหลายปีน่าจะทำอาหารได้อยู่แล้ว เพราะงั้นผมเลยวางใจแล้วออกไปจัดโต๊ะกินข้าวตรงศาลาสีขาวที่อยู่ในสวน

แสงสีนวลจากหลอดไฟและแสงเทียนสลัวๆ รวมไปถึงดอกกุหลาบที่ประดับอยู่บนโต๊ะน่าจะทำให้ซ่าเข้าใจความรู้สึกของผมและอารมณ์ดีขึ้นบ้าง แล้วไหนจะยังช็อกโกแลตในกล่องรูปหัวใจที่ผมตั้งใจจะมอบให้อีก หวังว่าคืนนี้คงไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกนะ

 แล้วไม่นานซ่าก็เดินถือจานอาหารมา หน้าตาบึงตึงแบบนี้คงไม่ได้สนใจบรรยากาศสุดโรแมนติกรอบตัวอย่างแน่นอน

“เอ้า กินซะ” ซ่ากระแทกจานลงตรงหน้าผมอย่างแรงจนโต๊ะสะเทือน แต่การกระทำนั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมอึ้งและตกใจเท่ากับสิ่งที่อยู่ในจาน

 “นี่มันอะไรเนี่ย” สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้ามันไม่น่าจะเรียกว่าอาหารได้เลย เพราะมันเหมือนก้อนอะไรสักอย่างที่มีสีดำปิ๊ดปี๋ ก้อนพวกนี้ผมคิดว่ามันสมควรอยู่ในถังขยะมากกว่าจะเอามาจัดใส่จาน

“ผัดรวมมิตรชาโคล”

“หา?”

“ไม่รู้จักชาโคลหรอ บ้านนอกฉิบหาย” ซ่าเหยียดสายตามองผมพร้อมกับเบ้ปากใส่

“ชาโคลน่ะกูรู้จัก แต่ไอ้ที่อยู่ตรงหน้ากูมันไม่น่าจะเรียกว่าชาโคลได้นะ มันเหมือนอาหารไหม้ที่มึงจงใจทำมากกว่า” ขนาดแค่เปิดฝายังไม่ได้ดมใกล้ๆ ผมยังได้กลิ่นไหม้ออกมาเลย

“เออ กูจงใจ แล้วมึงจะทำไม ไหนบอกว่ากินอะไรก็ได้” ซ่ากอดอกมองผมอย่างหาเรื่อง

ไม่ได้การ สถานการณ์ชักจะมาคุสุดๆ แล้ว ผมคิดว่าถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้มีหวังแย่แน่ๆ เพราะงั้นผมเลยตัดสินใจยื่นช็อกโกแลตที่อยู่ในกล่องรูปหัวไปให้ซ่า

“กูขอโทษนะ” ผมยิ้มออกมา ตั้งใจจะเอาให้เป็นของขวัญแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้กลายเป็นของง้อก็ไม่รู้

“ขอโทษกูทำไม มึงทำผิดอะไร แล้วกูโกรธอะไรมึง” ซ่าพูดห้วนๆ พร้อมกับปรายหางตามองมา ไม่แม้แต่จะหยิบกล่องที่อยู่ตรงหน้าไปเลย

“คือ...” ผมไม่รู้ควรจะพูดอะไร ถ้าบอกไปว่าขอโทษที่ทำให้มึงหึง ผมต้องโดนต่อยปากสวนกลับมาแน่ๆ

“แล้วนี่มึงไปซื้อมาจากตลาดนัดรึไง ดีไซน์กิ๊กก๊อกเด็กน้อยฉิบหาย สาบานเถอะว่ามึงคิดจะง้อกูจริงๆ แม่งโคตรไม่ลงทุน” ซ่าเบ้ปากเหยียดมองกล่องช็อกโกแลตสุดหรูอย่าง Godiva ที่เป็นสเปเชียลคอลเลคชั่นวันวาเลนไทน์ ผมไม่คิดว่าซ่าจะมองของสุดหรูเป็นของตลาดนัดได้เลยถึงกับเงิบจนพูดอะไรไม่ออก

แล้วที่มึงบอกกูไม่ลงทุนจะง้อ แต่ช็อกโกแลตกล่องนี้ราคา 1380 เลยนะซ่า!

“เฮ้ออออ แต่ไหนๆ มึงก็ให้มาแล้วกูจะทำใจรับเอาไว้ก็ได้” ซ่าพูดจบก็หยิบกล่องช็อกโกแลตจากมือผมไป จากนั้นก็เปิดฝาด้านบนออก ซึ่งพอเห็นของด้านในเท่านั้นแหละ...

“เชี่ยยยยยยยยยยยย กล่องตั้งใหญ่แต่เสือกใส่ช็อกโกแลตมาแค่ 6 ชิ้นเนี่ยนะ! คุณหลอกดาววววววววว” ซ่าแหกปากโวยวายอย่างไม่พอใจ ผมที่เห็นอย่างนั้นก็ถึงกับจิตตกไปเลย แต่นั่นก็ยังไม่หนักเท่ากับหลังจากซ่าลองชิม

“แหยะ! รสชาติส้นตีนฉิบหาย! มึงไปซื้อที่ตลาดไหนกูจะไปเผาแม่งให้วอด!” ซ่าทำหน้าพะอืดพะอมในขณะที่กำลังเคี้ยวช็อกโกแลตจนเต็มปาก ผมอยากจะพูดแทบตายว่าจะให้รสชาติมันอร่อยได้ยังไงในเมื่อตัวเองยัดเข้าปากไปพร้อมกันตั้ง 3 ก้อน ไส้ข้างในช็อกโกแลตมันต่างกันอยู่แล้ว กินรวมกันแบบนั้นรสมันจะห่วยก็ไม่แปลก แต่ผมก็เหนื่อยใจเกินที่จะพูดอะไรออกไปทั้งนั้น

ไก่ได้พลอยชัดๆ!

“มึงจะหมดอาลัยตายอยากทำเชี่ยอะไร กูสิที่ต้องเป็นไอ้ฉิบหาย แต่ไหนๆ มึงก็อุตส่าห์ซื้อช็อกโกแลตมาง้อกูแล้ว ถึงจะไม่ค่อยลงทุนไปหน่อยก็เถอะ แต่กูจะไปทำกับข้าวมาให้ใหม่ก็แล้วกัน” ซ่าพูดจบก็ลุกเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนผมก็นั่งหมดอาลัยตายอยากเหมือนเดิมไม่ลุกไปไหน เพราะสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงมันไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยสักนิด

“เฮ้ออออออ” ผมถอนหายใจออกมา เพราะคิดไม่ออกเลยว่าหลังจากนี้จะทำยังไงดี

จริงอยู่ว่าซ่ามีท่าทีโมโหผมน้อยลง แต่ผมก็ยังคงเห็นความขุ่นเคืองหลงเหลืออยู่ดี เห็นทีคงต้องสารภาพความรู้สึกออกไปตรงๆ ไม่ต้องคิดเยอะหรือซื้อของขวัญอะไรให้วุ่นวาย คนนิสัยแปลกแถมรสนิยมประหลาดแบบนั้นคงไม่เข้าใจอะไรที่ซับซ้อนหรอก

เมื่อตัดสินใจได้แล้วผมก็เดินไปเข้าบ้าน กลิ่นหอมๆ ที่ลอยมาแตะจมูกทำเอาผมน้ำลายสอ ขาสองข้างเลยรีบก้าวเข้าไปในครัว จึงเห็นว่าตอนนี้ซ่ากำลังคนอะไรสักอย่างที่อยู่ในหม้อแล้วตักขึ้นมาชิม

“อาาาส์ แซ่บเวอร์” สีหน้าของซ่าตอนนี้ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

“ทำอะไรกินน่ะซ่า”

“ต้มยำไก่ ลองชิมดูมั้ย” แล้วซ่าก็ใช้ช้อนตักต้มยำในหม้อมายื่นให้ผม ดูท่าซ่าคงจะทำไว้ตั้งแต่แรก แต่ว่าแกล้งเอาผัดชาโคลอะไรนั่นมาให้ผมเฉยๆ

“ใส่พริกไปเท่าไหร่เนี่ย ทำไมสีมันถึงได้แดงจนน่ากลัวขนาดนี้” ผมมองช้อนต้มยำในมืออย่างหวั่นๆ

“มึงกินเผ็ดไม่ได้หรอ”

“ก็เปล่า แต่เผ็ดมากๆ กูไม่ค่อยได้กิน บ้านกูไม่ค่อยกินอาหารรสจัดเท่าไหร่” พอได้ยินแบบนี้ซ่าก็ลอบยิ้มออกมา แต่ผมไม่ทันได้มองเพราะมัวแต่กังวลเรื่องต้มยำที่อยู่ตรงหน้า

“มึงไม่ต้องกลัวหรอกไอ้พฤกษ์ ที่สีมันแดงก็เพราะกูใส่ผงต้มยำเฉยๆ ความเผ็ดระดับนี้เด็กอนุบาลกินได้สบาย” ซ่าพูดอย่างหน้าซื่อตาใส แต่ผมกลับรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจยังไงไม่รู้

“แน่ใจนะว่ามึงไม่ได้หลอกกู?”

“ดูตากูสิเพื่อน” ซ่าทำตาปิ๊งๆ ชัดเลยว่าต้องกำลังโกหกแน่นอน แต่ผมจะยอมเล่นตามเกมไปก็ได้ เพราะผมคิดวิธีเอาคืนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

“โอเค กูเชื่อมึง” เท่านั้นแหละซ่าก็ยิ้มกว้างออกมา ส่วนผมก็กลั้นใจซดน้ำต้มยำเข้าไปเต็มคำ เท่านั้นแหละความเผ็ดระดับทำลายล้างก็จี๊ดขึ้นหูขึ้นตาลามไปที่สมอง ตอนนี้ผมเผ็ดขนาดที่ว่าแทบจะพ่นไฟได้อยู่แล้ว

“กร๊ากกกกกกกกกก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ควายในควายชัดๆ โอ๊ยขำโว้ยยยยยยยยย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ซ่าหัวเราะอย่างสะใจจนแทบจะกลิ้งลงไปกับพื้น

“น้ำ! เอาน้ำให้กูที! กูเผ็ดจะตายอยู่แล้ว!” ผมดิ้นเร่าๆ ถึงจะดูเวอร์ไปหน่อยแต่ผมก็เผ็ดจริงๆ เผ็ดจนน้ำตาผมแทบไหลขนาดนี้ นี่ซ่าใส่พริกลงไปทั้งสวนรึเปล่า

“เฮ้ออออ ลำบากกูจริงๆ ไอ้ลิ้นผู้ดีเอ๊ย” ซ่าบ่นทั้งที่ยังหัวเราะกับอาการเผ็ดของผม แต่ก็ยอมเดินไปรินน้ำใส่แก้วมาให้ตามคำขอ ผมรับน้ำมาดื่มอักๆ จนหมดแก้วภายในเวลาไม่กี่วิ

“กูยังไม่หายเผ็ดเลยซ่า หาอะไรหวานๆ มาให้กูกินหน่อย” ผมพูดจบก็อ้าปากแล้วใช้มือพัดลิ้นให้หายเผ็ดร้อน แต่มันก็ช่วยได้แค่นิดเดียวเท่านั้น

“อะไรล่ะที่มันหวาน น้ำตาลดีมั้ยเดี๋ยวกูจับกรอกใส่ปากมึงให้” ซ่าหัวเราะคิกๆ คักๆ

“เอาอะไรที่มันเป็นไปได้หน่อยสิซ่า อย่างช็อกโกแลตที่กูให้มึงไปไง” ผมมองไปยังกล่องช็อกโกแลตที่วางอยู่ไม่ไกล ซ่าที่ได้ยินแบบนั้นเลยเดินไปหยิบมาแล้วเปิดฝาออก

“เหลืออยู่ชิ้นนึงพอดีเลย เมื่อกี้ตอนเดินเข้ามากูกินไปอีก 2 ชิ้น พอไม่ได้จับกินรวมกันรสชาติก็อร่อยใช้ได้เลยนะเนี่ย” ซ่าทำหน้าชื่นชม เล่นเอาผมอยากมองบนเพราะทำไมไม่กินแบบนี้ตั้งแต่ทีแรก

“กูขอ” ผมยื่นมือออกไปตรงหน้า ซ่าเลยมองมาพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด

“เอ...จะให้ดีมั้ยน้า”

“ซ่า! ตอนนี้กูเผ็ดจะตายอยู่แล้วนะ!”

“หรอ งั้นก็ลองตายให้กูดูหน่อยสิ” ซ่าแสยะยิ้ม จากนั้นก็หยิบช็อกโกแลตชิ้นสุดท้ายเข้าปากไปเลย

“ซ่า!!”

“อาาาส์ ฟินโคตรรรร ชิ้นนี้ทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งเข้มข้น กูอยากให้มึงได้ลองชิมจริงๆ นะเพื่อน แต่น่าเสียดายเพราะมันเป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว” ในขณะที่กำลังเคี้ยวซ่าก็แสร้งทำหน้าเห็นใจ ทั้งที่กำลังสะใจเสียเต็มประดา ผมคิดว่าตอนนี้คงได้เวลาเอาคืนแล้วล่ะ

“มันอร่อยขนาดนั้นเลยหรอ” ผมเดินเข้าไปประชิดตัว ซ่าที่มัวคิดแต่เรื่องกินอ้างผมเลยไม่ได้ขยับหนีไปไหน แถมยังลอยหน้าลอยตาอีกต่างหาก

“แน่นอน อร่อยมว้ากกกกกกกกก”

“ถ้างั้นกูขอชิมหน่อยแล้วกัน” พอผมพูดแบบนั้นซ่าก็ทำหน้างง แต่ผมก็ไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็ใช้มือประคองแก้มของซ่าทั้งสองข้าง แล้วก้มหน้าลงไปจูบริมฝีปากช่างแกล้งนั้นทันที

!!!

2BC

​ สวัสดีค่า Avert หัวใจซ่อนรักตอนที่ 8 ก็จบลงไปแล้วน้า ตอนนี้มาช้านิดนึงเพราะเมื่อคืนมัวแต่ดูละคร (ตอนนี้แทบจะเรียกเพื่อนว่าออเจ้าแล้ว 55555) ​​แต่เนื่องจากมาช้าเราเลยโยกของตอนหน้ามาใส่จะได้อ่านกันแบบจุใจ ว่าแต่...อ่านจบตอนนี้ใครกรี๊ดบ้างน้อ เพราะในที่สุดซ่ากับพฤกษ์ก็ได้จูจุ๊บกันแล้ว กรี๊ดดดดดด ​(แต่ไม่อยากจะเซดเลยว่าตั้งแต่เขียนนิยายมาคู่นี้เป็นคู่ที่ช้าที่สุดเลย 55555) ​ส่วนตอนหน้ามาลุ้นกันนะคะว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป พฤกษ์จะได้จูบแบบลึกซึ้งมั้ยนะ หรือว่าจะโดนซ่ากระโดดถีบขาคู่ ไม่วันอาทิตย์ก็วันจันทร์เจอกันนะคะ มาเอาใจช่วยคู่พฤกษ์ซ่ากันน้า ​(2 มี.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}