เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 เป็นเพราะฝน

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 เป็นเพราะฝน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2561 01:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 เป็นเพราะฝน
แบบอักษร

ตอนที่ 9

เป็นเพราะฝน



ผมเดินลงมาที่ห้องโถงด้านล่างในตอนสายๆ ของวันหยุดที่ไม่มีเรียน จากเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ประตูตรงนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่น่าเรียกว่าประตู ป้าทิพย์บอกว่ายังหาช่างซ่อมกระจกไม่ได้ เลยเอาแผ่นเฟรมที่มีรูปวาดของพี่ซีมาปิดเอาไว้แก้ขัดไปก่อน  

"หวัดดีน่าน!"

ผมสะดุ้งนิดหนึ่งที่เท็นโผล่มากจากข้างหลังและยกมือกอดคอผม หันไปมองแล้วก็อดตกใจไม่ได้ที่วันนี้มันใส่เสื้อผ้า ผมมองเท็นที่อยู่ในชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อย ในมือถือตู้กระจกที่มีกัปตันเมริกาที่อยู่ในนั้น

"มองอะไรขนาดนั้นวะ"

"เพิ่งเคยเห็นมึงใส่เสื้อครั้งแรกเลย"

"ผมเป็นรุ่นพี่คุณนะ รู้ยัง?"

"รู้แล้ว แต่ทำใจให้เรียกมึงว่าพี่ไม่ได้ว่ะ"

"เออ เอาที่มึงเห็นว่าดี" เขาทำเสียงประชดแล้วเบ้ปากใส่เคืองๆ

"มีเรียนวันเสาร์ด้วยเหรอ"

"เรียนชดเชยอะดิ"

"แล้วนี่จะเอามันไปไหน" ผมชี้ไปที่กัปตันฯ ในตู้  

"ขามันดีขึ้นแล้ว เลยจะเอาไปปล่อย แต่ก็ต้องคิดถึงมันมากแน่ๆ" ว่าที่สัตว์แพทย์ติ๊งต๊องคนนี้ทำหน้าอาลัยอาวรณ์เมื่อมองเหี้ยตัวนั้น  

"เอาที่มึงเห็นว่าดี" ผมใช้คำพูดของมันสวนคืนไปก่อนเท็นจะมองผมตาขวางแล้วสะบัดหน้าเดินออกจากหอไป ในตอนนั้นพี่ซีก็เดินออกมาจากห้องพอดี เขาหันมาเห็นผมแล้วยิ้มกว้างให้

"ยิ้มอะไรวะพี่" ผมถาม

"ยิ้มให้หนูไงจ้ะ" เขาว่าแล้วเดินมานั่งที่โซฟา เอื้อมมือไปหยิบไอรอนแมนที่นอนอยู่ขึ้นมาเกาพุงมันเล่น ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อไคโรก็เดินลงมาจากบันได มันมองผมกับพี่ซีแล้วก้มหน้าเดินไปโดยไม่ทัก แต่พี่ซีเรียกมันเอาไว้ก่อน

"จะไปไหนวะ" 

"เรียนพิเศษครับ" ไคโรหันมาตอบเสียงเบา 

"ตอนเย็นกลับเร็วๆ นะ"

ไคโรพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป ผมเองก็เดินตามเขาออกไปด้วย  

"อ้าวน่าน จะไปไหนอะ"

"ไปหาอะไรกิน"

"ไปด้วยดิ"

พี่ซีวางแมวลงแล้วเดินตามผมมา  

"ไม่เลี้ยงนะ" ผมพูดดักคอเอาไว้ก่อน เพราะพี่ซีรวยอะ รวยกว่าผมแน่นอนจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องเลี้ยงข้าวเขา

"เออ จ่ายเองก็ได้" อีกคนตอบรับส่งๆ ขณะก้มลงหยิบรองเท้าจากชั้นวางหน้าหอมาสวม แล้วเดินออกมาพร้อมกับผม เราเดินกันมาเรื่อยๆ จนถึงหน้ามหาลัยซึ่งมีร้านอาหารเยอะแยะไปหมด แล้วผมก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะกินอะไร เดินผ่านหลายร้านจนคนที่มาด้วยคงเริ่มหงุดหงิดเลยสะกิดถาม

"ซักร้านดิหนู จะเดินอีกนานป่ะ"

"ก็มันเลือกไม่ได้นี่"

"เป่ายิ้งฉุบกันไหม ถ้าพี่ชนะกินร้านนี้ ถ้าน่านชนะกินร้านนั้น จะได้ไม่ต้องเลือก"

"ปัญญาอ่อนละ เอาร้านนี้ก็ได้" ผมพูดส่งๆ แล้วเดินนำเขาเข้าร้านที่อยู่ตรงหน้าพอดี แต่ก่อนที่จะเข้าไปในนั้น สายตาก็ไปสะดุดกับที่ผู้หญิงสวมแว่นคนหนึ่งที่เดินออกมาจากร้านยาข้างๆ

"น้ำขิง!"

พี่ซีทักเสียงดังจนน้ำขิงสะดุ้งนิดหนึ่งแล้วหันมามอง

"อ้าว น่าน เฮีย ทำไมมาด้วยกันได้เนี่ย"

"กูตามมันมา" พี่ซีตอบ  

"ขิงไม่สบายเหรอ" ผมถามพลางมองไปยังถุงยาในมือ อีกคนดูจะตกใจแล้วรีบดึงมือไปซ่อนเอาไว้ด้านหลัง การกระทำดูมีพิรุธจนพี่ซีต้องถามเสียงดุ

"มึงซ่อนอะไร"

"ไม่...ไม่มีอะไรเฮีย"

"แล้วทำไมต้องซ่อนอะ ยาอะไร"

"ไม่ได้ซ่อน นี่ยาแก้ปวดท้องอะ เป็นเอ่อ...เป็นเมนส์" เธอพูดเสียงเบา ผมกับพี่ซีพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ  

"งั้นไปก่อนนะ รีบกลับไปอ่านหนังสือก่อน" น้ำขิงว่าแล้วรีบเดินออกไปด้วยความเร็วแสงเช่นเคย เห็นน้ำขิงทุ่มเทให้การเรียนขนาดนี้ผมกลายเป็นนักศึกษาง่อยๆ เรียนคณะง่ายๆ แต่ไม่ค่อยสนใจเรียน เป็นพวกโง่แล้วยังใจเย็น  

"วันๆ มันอ่านแต่หนังสือ ไม่คิดจะทำอย่างอื่นบ้างหรือไงวะ"

"แล้วพี่อะ วันๆ กินแต่เหล้า ไม่คิดจะทำอย่างอื่นบ้างเหรอ"

"วนมาเรื่องกูทำไมเนี่ย ไปกินข้าวเลย หิวแล้ว!"

พี่ซีโวยแล้วผลักหัวผมให้เดินเข้ามาในร้านข้าว ผมพลิกเมนูไปๆ มาๆ ก่อนจบด้วยการสั่งอาหารสิ้นอย่างผัดกะเพรา พี่ซีก็เช่นกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าเราจะเดินลากขามากว่าหลายร้อยเมตรเพื่อมาสั่งไอ้สิ่งนี้กินทำไม ทันทีที่พนักงานเอาอาหารของเราสองคนมาเสิร์ฟ ผมหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะทั้งผมและเขาตั้งใจเขี่ยใบกะเพราออกเป็นอย่างแรกเหมือนกันเลย

"ไม่ชอบอะ"

"ผมก็เหมือนกัน"

พี่ซีพยักหน้าพลางยิ้มกว้าง เอาจริงเพิ่งเคยนั่งมองหน้าเขาชัดๆ ในตอนกลางวัน พอมองตอนไม่เมานี่งานดีนะ เบ้าหน้าลูกครึ่งดูเด่นกว่าใครอยู่แล้ว ผมยาวประบ่าแต่ไม่ได้ดูรุงรังจนน่ารำคาญ ตาสีเข้มดูคมแต่ใต้ตาคล้ำเพราะไม่ค่อยนอน ทั้งจมูก ทั้งปากตรงนั้นก็รวมกันเป็นพี่ซีที่โคตรงานละเอียดเลย

"ปกติวันหยุดทำอะไรเหรอ" 

เสียงพี่ซีที่ดังขึ้นปลุกผมจากความคิด ผมทวนคำถามของเขาในใจแล้วตอบมันออกมาส่งๆ

"ก็แล้วแต่อารมณ์อะ"

"ทำอะไรต้องใช้อารมณ์ด้วยเหรอ"

"ใช่ดิ ถ้ามีอารมณ์อยากไปไหนก็ไป แต่ปกติก็ชอบอยู่ห้องเฉยๆ แหละ แล้วพี่ล่ะ"

"กินเหล้า"

"ไม่ใช่วันหยุดก็แดกป่ะวะ"

"พูดไม่เพราะ ตีปากเลย" ไม่พูดเฉยๆ เขายื่นมือมาตีปากผมจริงๆ จนผมต้องโยกตัวหลบมือนั่น

"เจ็บ!"

"โทษๆ"

ผมคว่ำปากใส่เคืองๆ ก่อนตักข้าวกินต่อแต่พี่ซียังไม่หยุดชวนคุย

"ปกติดูหนังแนวไหนอะ"

"ก็ดูได้หมดอะ แต่ชอบพวกอนิเมชั่นนะ"

"เออ ชอบเหมือนกัน"

"ตอนนี้มีเรื่องหนึ่งเข้าอยู่ น่าดูนะ"

"เออ ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน"

"อาจจะไปดูวันนี้แหละ"

"วันนี้พี่ก็ว่างนะ"

ผมหรี่ตามองเขาที่พูดออกมาอย่างนั้น ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม แต่ก็ถามให้แน่ใจดีกว่า

"นี่พี่จะชวนดูหนังป่ะเนี่ย?"

เขาเงียบ กระพริบตาปริบๆ สองสามทีแล้วตอบออกมาอึกอัก

"ก็ไหนๆ ก็จะไปแล้ว ก็ไปด้วยกันดิ"

"แล้วมันเรียกว่าชวนเปล่าอะ"

"ชวน! มึงจะไปไหมล่ะ!"

ผมสะดุ้งนิดหนึ่งเพราะเสียงดังของเขา แค่ชวนกูดูหนังต้องทำตัวร็อกอย่างงี้? แต่ผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยอมไปดูหนังกับเขาหลังจากกินข้าวเสร็จ พี่ซีจ่ายค่าตั๋วให้ แถมยังซื้อป็อบคอร์นเซ็ทเดียวกับหนังให้ผมด้วย ผมไม่ได้ร้องจะเอานะ แค่ยืนจ้องอยู่นานแต่ติดตรงราคาแพงเลยเกือบถอดใจ พี่แกมาจากข้างหลังแล้วก็จ่ายตังค์ให้เรียบร้อย ประทับใจในความเปย์ของเขาจึงรับเอาไว้อย่างไม่เกรงใจ พี่ซีรวย ท่องไว้ พี่ซีรวย

จนกระทั่งเข้าไปดูหนัง ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องผมแอบมองพี่ซีอยู่หลายครั้ง ไอ้ที่บอกว่าชอบดูอนิเมชั่นนี่เหมือนจะโกหกหน้าด้านๆ ผมเห็นเขานั่งหาวแล้วหาวอีกจนหนังจบ เครดิตท้ายเรื่องยังไม่ทันขึ้นก็แทบจะวิ่งสี่คูณร้อยออกมาจากโรงเลย ไม่รู้ว่าเห็นผีหรืออะไรแต่ผมก็ไม่ได้ถาม หอบป็อบคอร์นกับน้ำที่ยังกินไม่หมดตามเขาออกมาที่หน้าห้าง เมื่อเห็นฝนลงเม็ดบางๆ นั่นทำให้ผมถึงกับมองแรงใส่ฟ้าข้างบน ตกทำไมเนี่ย อารมณ์เสียเลย  

"เอาไงดีอะ ไม่มีร่มด้วย จะเข้าไปรอข้างในก่อนป่ะ"

ผมชั่งใจอยู่นิดหน่อย เพราะว่าเกลียดฝนจริงๆ เลยไม่อยากเปียก แต่ก็ไม่อยากให้พี่ซีต้องมารอฝนหยุด กลัวจะเสียเวลาเลยบอกปัดๆ ไป

"ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่เบาๆ เอง"

"งั้นรีบไปไหม เผื่อมันตกหนัก"

ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปยังฟุตบาท พี่ซีไม่ชอบนั่งรถยนต์ และผมก็ไม่มีจักรยานที่จะขี่มากับเขาได้ ดังนั้นการเดินจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของเราสองคน ละอองฝนเบาๆ พัดเข้ามาโดนทำให้รู้สึกเย็นนิดๆ พี่ซีที่ตอนแรกเดินตามหลังอยู่ ก็ก้าวขาเข้ามาเดินคู่กับผม บังฝนที่สาดเข้ามาให้

ทำตัวพระเอกอีกละ

"พี่เปียกฝน เดี๋ยวก็ป่วยอีกหรอก ลูกคุณหนูบอบบางไม่ใช่เหรอ"

"ป่วยแต่เท่ก็ยอมนะ" เขาพูดขำๆ

"พี่นี่ดูแลคนอื่นมากกว่าตัวเองอีกนะ"

"แน่นอน ถ้าน่ารักก็ดูแลแบบถึงเนื้อถึงตัว" เขาว่าแล้วยื่นมือมากอดไหล่ผม

"มากไปๆ" ผมว่าแล้วสะบัดมือเขาทิ้ง  

"เอาจริงๆ พวกมึงก็เหมือนน้องกูแหละ อยู่ด้วยกันก็ต้องดูแลกันดิวะ"

"พี่นี่ใจดีจัง ใจดีกับทุกคนไหม"

"ก็ใจดีกับทุกคน แต่ใจดีกับมึงเป็นพิเศษ"

"ฮะ? ทำไมต้องพิเศษ"

"คิดเองดิ"

"อ้าว! ทำไม บอกมา"

"อันนี้ไม่รู้จริงหรือกวนตีน"

"อ้าว! ก็ไม่เข้าใจ"

"ก็มึงน่ารักไง"

ผมหยุดเดินแล้วเงยขึ้นมองหน้าเขาเพื่อถาม และผมคงทำหน้างงอย่างชัดเจน คนข้างๆ เลยพูดมันออกมาตรงๆ

"น่ารักจนอยากจีบแล้วเนี่ย"

เดี๋ยว...  

ขณะที่ผมกำลังยืนเด๋อเพราะไม่รู้ว่าที่เขาพูดนั่นจริงหรือเล่น จังหวะนั้นฝนก็ตกหนักลงมาอย่างไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า

"มานี่" พี่ซีดึงผมเข้าไปหลบหน้าตึกเพราะให้ฝ่าฝนไปตอนนี้คงไม่ได้ เม็ดหนาของฝนที่สาดกระเซ็นมาโดนหน้าทำผมอารมณ์บูด กระชับกอดป็อบคอร์นเพราะกลัวมันเปียกแล้วจะไม่อร่อย พี่ซีหันมองยิ้มๆ แล้วขยับตัวเองไปยืนด้านหน้าผม เขาไม่ได้ตัวใหญ่เป็นหมี แต่แผ่นหลังนั่นก็กว้างพอที่จะทำให้ผมไม่เปียก ผมรู้ตัวเองไม่เปียกแต่มันก็อดบ่นไม่ได้    

"เกลียดหน้าฝนอะ"

"อย่านอยด์ดิ เย็นดีออก" พี่ซีว่าแล้วยื่นมือไปรองรับน้ำฝนที่ตกลงมา มุมปากยกขึ้นยิ้มเพราะเม็ดฝนที่กระทบฝ่ามือตัวเอง โคตรศิลปินว่ะ และผมในตอนนี้ที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา เผลอมองคนๆ นี้อย่างไม่ได้ละสายตา เจอกันครั้งแรกไม่ชอบหน้าเลย แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยน ตอนนี้ชอบหน้าพี่ซีแล้วนะ  

"มึงเคยบอกว่ามึงเก่งไม่ใช่เหรอ!"

"ขวับ!"

ทั้งผมและพี่ซีหันหน้ามองกันเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากในมุมตึก

"เก่งนักมึงก็ลุกขึ้นมาสิ!"

"อะไรวะ" พี่ซีถามเสียงเบา

"คนตีกันมั้งพี่ ไปดูไหม"

"เราอย่าไปยุ่งเลยไหม"

"เอางั้นเหรอ แต่ถ้าเป็นเด็กโดนรังแกล่ะพี่"

"งั้นมึงรอนี่ กูไปดูเอง"

"อ้าวพี่ ไปด้วยกันดิ"

"เดี๋ยวมึงโดนตีนไปด้วยทำไงอะ ขาก็สั้นวิ่งทันเหรอ"

"พี่ซี!"

"ทำไมเล่า กูกลัวมึงโดนเตะ กูไม่ยอมหรอกนะ"

"งั้นไม่ต้องไปเลย พี่ก็ไม่ต้องไป"

"ก็ไปดูเฉยๆ ไง"

"ไม่เอา"

ผมว่าแล้วดึงเสื้อพี่ซีเอาไว้ก่อนที่เขาจะหันไปที่มุมตึกนั่น

"เดี๋ยวพี่โดนต่อย ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน"

พี่ซีพยักหน้ารับ แล้วหันมาบอกเบาๆ

"งั้นเราไม่ยุ่งเนอะ"

ผมพยักหน้าเบาๆ อย่างเห็นด้วย ก็แค่ยืนอยู่ตรงนี้แล้วรอให้ฝนหยุดตกก็พอ น่านต้องไม่ขี้เสือกเพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา  

"ไอ้ไคโร!"

"ขวับ!" ทันทีที่ได้ยินชื่อนั่น คนข้างๆ ผมทะยานออกไปจากตรงนี้ด้วยความเร็วสูง เพราะชื่อแปลกๆ ของไอ้โคโรที่คิดว่ามีไม่กี่คนที่จะซ้ำกัน เราจึงมั่นใจว่าเป็นไคโรเด็กที่หอแน่ๆ ผมรีบวิ่งตามพี่ซีเข้าไปในมุมตึก แล้วก็เจอกับไคโรจริงๆ เด็กนั่นกับผู้ชายอีกคนโดนเด็กนักเรียนหน้าเดิมที่เคยบุกเข้าไปที่หอยืนล้อมกันอยู่ ไอ้หัวโจกคราวก่อนหันมามองเรา พลางขมวดคิ้วแน่น เหยียดยิ้มแล้วพูดออกมา  

"แหม พี่มึงนี่จะตามดูแลมึงไปทุกที่เลยป่ะวะ"

"มึงทำอะไรน้องกูอีก" พี่ซีก้าวขาเข้าไปถาม

"ก็บอกแล้วไงอย่าให้ผมเจอมันอีก"

"กูก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าให้กูเจอมึงอีก"

"เอาจริงๆ มันเป็นปัญหาวัยรุ่นว่ะพี่ อย่าเสือกได้ป่ะ"

"ไอ้นี่!" ผมตรงเข้าไปอย่างเอาเรื่องแต่พี่ซีดึงเอาไว้ก่อน เพราะเกลียดหน้ามันตั้งแต่คราวที่แล้วเป็นทุนเดิมเลยโมโหมากกว่าใคร แต่ตอนนี้ผมควรใจเย็นก่อน สถานการณ์ไม่เอื้อให้ทำตัวเปรี้ยวเลย พวกมันมีเยอะกว่าแล้ววันนี้พี่ซีก็ไม่มีปืนมาขู่เท่ๆ แล้วด้วย

"ใจเย็นพี่ คุยกันดีๆ จริงๆ เรื่องมันจะจบแล้วแหละ ไอ้ไคโรน้องพี่มันกำลังจะยอมขอโทษผมแล้ว"

ผมมองไปยังไคโรที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้ามัน สภาพสะบักสะบอมไม่รู้ว่ามันโดนอะไรมาบ้าง เห็นอย่างนั้นมันจึงอดที่จะอยู่เฉยไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน  

"แค่มันขอโทษทุกอย่างก็จบ ไหนๆ พี่ก็มาแล้ว ช่วยเป็นพยานในเหตุการณ์ด้วยก็แล้วกัน"

"มึงถ่ายคลิปไว้เลย บันทึกภาพสุดประทับใจซะหน่อย" เด็กอีกคนว่าแล้วยื่นมือถือให้เพื่อน

"พร้อมจะขอโทษกูหรือยัง"

"ถ้าพวกกูขอโทษแล้วจะจบใช่ไหม"

"จบแน่ กูรับปาก"

"ได้ งั้นกูขอ..."

"กราบตีนกูดิ!" มันพูดขัดขึ้นมาระหว่างที่ไคโรจะพูดขอโทษ

"เฮ้ย มากไปหน่อยมั้ง" ผมพูดแทรก

"พี่จะเสือกอะไร!"

"เออกูจะเสือก! แต่นี่มันไม่มากไปหน่อยเหรอวะ!"

"ไอ้หน้าหวานนี่ กูหมั่นไส้ตั้งแต่คราวก่อนแล้วนะ! พล่ามเหี้ยอะไร!" มันพูดอย่างเดือดๆ แล้วผลักผมออกมา พี่ซีรับผมเอาไว้ก่อนที่จะล้ม   

"กล้าดียังไงมาผลักกู!"  

"ทำไมวะ! เอาดิ! กูจะกระทืบแม่งทั้งพี่ทั้งน้องเลย!" 

"ไอ้เหี้ยเอ๊ย!"  ความอดทนของพี่ซีเป็นศูนย์ในตอนที่ลั่นคำหยาบออกมา แล้วตรงเข้าไปเปิดศึกกับไอ้เด็กนั่นอย่างที่ไม่มีใครห้ามได้ ผมดึงไคโรให้ลุกขึ้นมา แล้วตรงเข้าไปร่วมปะทะกับไอ้เด็กพวกนี้อย่างอดไม่ได้

"พลั่ก!"

ผมหน้าหันไปอีกทางเพราะแรงชกของไอ้หัวโจกนั่น ไอ้ห่านี่! อยากจะเล่นตั้งแต่คราวที่แล้วแล้วนะ ผมกำหมัดแน่นแล้วตรงเข้าไปแลกหมัดกับมันอย่างบ้าคลั่ง พวกมันหันไปหยิบไม้ขึ้นมาเป็นอาวุธแล้วจะฟาดผมในจังหวะที่กำลังล้ม

"น่านหลบ!" พี่ซีดึงผมให้หลบจากไม้นั่น ก่อนเขาจะตรงเข้าไปจัดการไอ้นั่นแทน 

ผมมองดูสงครามขนาดย่อมตรงหน้า ฝนที่ตกลงมาไม่หยุดทำให้ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด บ้าชิบ! ทำไมชีวิตที่แสนจะเรียบง่ายและมีความสุขของไอ้น่านต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ผมรวบสติตัวเองตอนที่รู้ตัวว่าการใช้กำลังไม่ใช่ทางออก ไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจนเราทั้งหมดหันขวับไปมอง

"ทำอะไรกัน!"

ผู้ชายในชุดเครื่องแบบตำรวจเจ้าของเสียงทำให้ทั้งหมดตรงนี้ตกใจ ก่อนเด็กพวกนั้นจะเรียกพวกพากันวิ่งหนีออกไป 

"ไปเร็วพี่!" เพื่อนของไคโรดึงมึงมือผมและพี่ซีให้วิ่งหนี แต่ผมหยุดเขาไว้ก่อนในตอนที่เห็นหน้าตำรวจนั่นชัดๆ อีกคนที่เดินเข้ามาข้างๆ นายตำรวจยิ่งย้ำชัดว่าผมรู้จักพวกเขา

"ไอ้น่าน!"

"ไอ้ทิม"  

"ไอ้น่าน! มึงจริงๆ ด้วย มึงทำเหี้ยอะไรเนี่ย!"

ผมอึกอักไม่ได้ตอบ ยกมือไหว้พ่อของไอ้ทิมที่เป็นตำรวจ แล้วยืนในท่าที่สงบสุดเท่าที่จะทำได้ พ่อมันไม่ได้ว่าอะไร แต่ตัวไอ้ทิมใส่ผมยับเหมือนผมทำเรื่องผิดบาปที่อภัยให้กันไม่ได้เลย

"มึงต่อยกับเด็กมัธยมเหรอ ไอ้น่านนี่มึง..."

"อย่าเพิ่งด่าดิวะ ฟังกูก่อน"

"ไม่ฟังอะไอ้สัด เป็นเหี้ยอะไร นักเลงอะไรเข้าสิง"

"กูแค่ช่วยน้อง" ผมว่าแล้วชี้ไปยังไคโรและเพื่อน

"มึงมีน้องตั้งแต่เมื่อไร!"

"น้องที่หอไง"

"มึงไม่ต้องพูด มึงผิดตั้งแต่คิดจะต่อยกับพวกมันแล้ว"

ทำไมผมไม่มีคำพูดอะไรจะเอามาเถียงมันได้เลยเนี่ย ทำไมทุกครั้งที่ไอ้ทิมด่าผมจะต้องยืนฟังเงียบๆ อย่างสำนึกผิดด้วย

"แล้วไอ้ฝรั่งนี่ใคร"

"มึงเรียกใครไอ้ฝรั่ง"

"ก็มีมึงหน้าฝรั่งอยู่คนเดียวนี่!"

"ไอ้นี่ปากดี"

"เฮ้ย! หยุด!" ผมตรงเข้าไปห้ามทัพระหว่างทิมกับพี่ซีที่ทำท่าจะตีกัน  

"ทิม มึงฟังก่อน"

"มึงจะแก้ตัวอะไร"

"มึงฟังสิ นี่เจ้าของหอกู ส่วนนี่ก็น้องที่หอ พวกมันกำลังโดนรุมทำร้าย กูกับพี่เขาแค่เข้ามาช่วยมัน กูไม่ใช่อันธพาลนะเว้ย ก็แค่มาช่วยคนที่ถูกรังแก ผมทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับลุง" ผมอธิบายยาว ประโยคหลังหันไปพูดกับพ่อไอ้ทิม ใช้ไม้ตายทำหน้าตาน่าสงสารด้วยการเบะปากขึ้นพร้อมยกหัวคิ้วขึ้นนิดหน่อย กระพริบตาปริบๆ ขอความเห็นใจ แล้วไอ้ทิมก็แพ้

"เออ กลับหอไปเลยมึงอะ แล้วอย่าทำอะไรแบบนี้อีก"

ผมพยักหน้ารับ ยกมือไหว้พ่อทิมครั้งหนึ่งแล้วดึงมือพี่ซีกับไคโรและเพื่อนมันออกมาจากตรงนั้น เดาว่าพี่ซียังคงขุ่นเคืองใจกับไอ้ทิมจึงหันกลับไปขมวดคิ้วมองตาขวางๆ ก่อนหันมาพูดกับผม

"เพื่อนเหรอ"

"เพื่อนน่ะสิ"

"ทำไมมันต้องดุมึงขนาดนั้น"

"มันเป็นแบบนี้แหละ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมแล้ว ดุเป็นหมาเลย"

"มันชอบมึงหรือเปล่า"

"บ้า ไม่ใช่! เพื่อนกันจริงๆ"

"จะไปรู้เหรอ ดูมันหวงๆ มึงอะ"

"ไม่หวง ไม่ใช่เลย"

"เออ มันไม่ได้ชอบก็ดี"

"ดียังไง"

"พี่จะได้ไม่มีคู่แข่งไง"

To be continued.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น