ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2561 23:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2
แบบอักษร

เมื่อมาถึงบริเวณโดยรอบของเธอได้ถมที่ดินและเกลี่ยหน้าดินเสร็จเกือบร้อยเปอร์เซนต์แล้ว เหลือเพียงที่ของเธอที่ยังไม่ถูกทำอะไรเลย 

“นั่นค่ะ ตรงที่ยังไม่ได้ถูกเกลี่ยหน้าดิน” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังจุดหมาย

“กี่ไร่เหรอครับตรงนั้น” อัครวุฒิถาม 

“สามไร่ได้มั้งคะ อังไม่ค่อยแน่ใจค่ะ เรื่องนี้พวกคุณต้องคุยกับตาเองน่ะค่ะ อังไม่ทราบจริงๆ” 

“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่วันนี้ตาเอี่ยมไม่อยู่เหรอครับ” 

“ไม่อยู่ค่ะ ติดธุระที่อำเภอ เลยให้อังมาแทน” เธอหันมามองเล็กน้อยก่อนจะถาม “จะเข้าไปดูหน่อยไหมคะ” 

“ได้ครับ” เวทิศไม่ได้พูดอะไรตลอดเวลาที่เดินดูที่ดิน เขาเองไม่ขัดข้องใจแล้วเมื่อเห็นอาณาบริเวณรอบๆโฮมสเตย์ ที่นี่บรรยากาศดีและบริสุทธิ์ ซึ่งตรงกับที่เขาต้องการจริงๆ ชายหนุ่มคิดสลับไปมาระหว่างเรื่องอังศุมาลินและเรื่องที่ดิน 

“ไอ้เวย์ ไม่พูดไรหน่อยหรอวะ” เพื่อนหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาเงียบมานานแล้ว 

“กูโอเค” เขาตอบเสียงเรียบ “ว่าแต่จะนัดทำสัญญาวันไหน พอดีผมอยากสร้างที่นี่ให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” หันไปถามหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว 

“เรื่องนี้คุณคงต้องคุยกับตาเอง ตอนนี้ท่านน่าจะกลับมาแล้วนะคะ คุณจะเข้าไปคุยเลยไหมคะ” 

“งั้นกลับกันเถอะครับ แดดเริ่มร้อนแล้ว” เวทิศเสนอบอกเมื่อเห็นว่าแดดเริ่มแรงขึ้น เพราะคิดว่าชื่นชมที่ดินและไซต์งานก่อสร้างจนพอใจแล้ว 

หญิงสาวพยักหน้ารับและเดินกลับไปที่พาหนะที่พาตนเองมา แต่กลับถูกรั้งแขนเรียวไว้เสียก่อน 

“อุ๊ย!” หล่อนสะดุ้งราวกับโดนน้ำร้อนลวก และรีบดึงแขนกลับ 

“ขอโทษครับ พอดีผมจะบอกว่าคุณขึ้นรถผมกลับเถอะ แดดร้อนขนาดนี้” คนรั้งแขนรีบเอ่ยขอโทษเมื่อเห็นท่าทางของเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ มันไม่ได้ไกลอะไรขนาดนั้น ขอตัวค่ะ” เดินหนีออกมาอีกครั้ง โดยไม่ฟังเสียงทุ้มที่เรียกอยู่ด้านหลัง รีบคว้าจักรยานที่จอดอยู่และปั่นกลับไปไม่หันมามองทั้งสองที่ยืนทำหน้างงๆ 

“ท่าทางเขาดูกลัวผู้ชายปะวะ” อัครวุฒิพูดขึ้น 

“ทำไมต้องกลัววะ กูไม่ได้หน้าเหมือนโจรสักหน่อย” เวทิศบ่น “คนที่เหมือนโจรคือมึงนั่นแหละไอ้ต๊ะ” 

“อ้าวไอ้นี่ เดี๋ยวพ่อก็ทิ้งไว้นี่ซะเลย” ว่าแล้วทั้งคู่ก็เดินกลับที่รถยนต์คันหรูเพื่อกลับมาบ้านของตาเอี่ยม 




ภูเบศมาหาอังศุมาลินที่บ้านแต่ไม่พบ ตะโกนเรียกอยู่นานก็ไม่มีใครตอบ เขาจึงตัดสินใจนั่งรออยู่ที่แคร่หน้าบ้านเพราะคิดว่าหญิงสาวคงออกไปร้านขายของชำใกล้ๆ นั่งรอได้ไม่ถึงสิบนาที จักรยานญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาโดยคนที่ปั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน 

“อังไปไหนมา ภาคตะโกนเรียกตั้งนานก็ไม่มีใครตอบ” เขารีบปรี่เข้าไปให้เพื่อนสาวทันทีเมื่อเธอลงจากจักรยาน 

“อ้าว เราไม่รู้ว่าภาคจะมาหา พอดีออกไปทำธุระให้ตาน่ะ” เธอบอก 

“ไปทำอะไรมาเหรอ” 

“พาคนที่จะมาซื้อที่ดินไปดูที่น่ะ” หล่อนเดินไปนั่งบนแคร่ที่เขาเพิ่งลุกเมื่อครู่ โดยมีเพื่อนนั่งตามติดๆ 

“เหรอ แล้วเขาว่าไงบ้าง” ได้ยินดังนั้นก็นั่งไม่ติดเพราะเขารู้แล้วว่าผู้ชายคนที่มาหมาขนมตาลหล่อนกับคนที่มาซื้อที่ของหล่อนคือคนเดียวกัน 

“ก็คงซื้อแหละ มาหาเรามีอะไรด่วนหรือเปล่า”

“ไม่ด่วนแล้วมาหาไม่ได้เหรอ” เขากระเง้ากระงอดราวกับเด็ก แต่การสนทนาของทั้งคู่ก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงล้อรถยนต์บดเบียดกับถนนหน้าบ้าน พร้อมกับรถหรูค่อยๆขับเข้ามาและจอดสนิท 

เวทิศเห็นภูเบศและอังศุมาลินจากด้านในรถ เพราะทั้งคู่นั่งใกล้กันเกินทำให้เขาเกิดอาการรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ไหนจะไอ้ท่าทางซุกซบไหล่หล่อนตอนที่เขาเลี้ยวรถเข้ามาอีก! 

“มารความสุขเสียจริงนะ” เขาพอเดาได้ว่าไอ้ลูกสส.นั่นมันคิดกับหญิงสาวอย่างไร เพราะดูจากคำพูดที่มันพูดใส่เขาแล้วคงจะหวงหล่อนพอตัว 

“นั่นมันไอ้ภาคนี่หว่า มาหาหญิงถึงที่เลยเว้ย” ไอ้เพื่อนเขามันก็ปากดีพูดขึ้นมาซะได้

คนขี้หงุดหงิดรีบเปิดประตูลงไปทันที เขาอยากเข้าไปนั่งแทรกกลางให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไหนเจ้าหล่อนดูหวงตัวกับเขานักหนา ถึงยอมให้มันซบให้มันพิงเสียได้ 

“มึง!” ภูเบศลุกขึ้นชี้หน้าชายหนุ่มที่กำลังสืบเท้าเข้ามาใกล้เขาและอังศุมาลินอย่างเดือดดาล เขายังจำคำพูดที่มันพูดกับเธอได้ 

“ภาค พูดกับคุณเขาดีๆหน่อยสิ เขาเป็นคนที่จะมาซื้อที่ของตาเรานะ” หญิงสาวรีบปรามเพื่อนหนุ่ม 

“มันเนี่ยนะ!?!” เขาหันมาถามหล่อนเสียงเข้มทั้งๆที่พอจะรู้อยู่แล้ว 

“อย่าเพิ่งโวยวายนะ เราขอร้อง” หล่อนหันมากระซิบกับเขา 

“ตายังไม่กลับมาเลยค่ะ เดี๋ยวรอด้านในก่อนดีกว่าค่ะ” หญิงสาวนำแขกหนุ่มทั้งสองเข้าไปด้านใน เวทิศเองไม่หยี่ระกับอาการเดือดดาลของคนที่ชี้หน้าเขาเมื่อกี้เท่าไหร่ 




“คนนั้นแฟนคุณเหรอครับ” เขาถามขึ้นขณะที่หญิงสาวกำลังยกน้ำมาเสิร์ฟให้เขาและเพื่อนหนุ่ม 

“ไม่ใช่ค่ะ เราเป็นเพื่อนกัน” เธอตอบน้ำเสียงเรียบนิ่ง เดาไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไรกับคำถามเขา 

“ว่าแต่คุณยังไม่เคยบอกชื่อผมเลย” 

“อังค่ะ อังศุมาลิน” 

“แล้วจำชื่อผมได้ไหม” 

“ขอโทษค่ะ เมื่อวานนี้อังไม่ได้สนใจฟัง” คำตอบของเธอทำเขาเหวอไปชั่วขณะ เขาไม่เคยเสียเซลฟ์ขนาดนี้มาก่อน 

“ใจร้ายจังนะครับ” เขาทำท่าทางน้อยอกน้อยใจหล่อนจนหล่อนรู้สึกผิด 

“อังขอโทษจริงๆค่ะ ชื่อ... เอ่อ ชื่อ เวน หรือเปล่าคะ” หล่อนเอียงคอถามเสียงแผ่วเล็กน้อย เพราะไม่ได้แน่ใจในชื่อของเขาจริงๆ 

คำตอบที่ได้ฟังทำเอาอัครวุฒิที่กำลังดื่มน้ำเปล่าอยู่พ่นมันออกเพราะทนความตลกหน้าตายของหญิงสาวไม่ไหว และหัวเราะก๊ากออกมาอย่างสะใจที่เพื่อนเขามันโดนลบเหลี่ยมโดยไม่ได้ตั้งใจ 

“โอ๊ย คุณอังเล่นตลกรึเปล่าเนี่ย โคตรฮา” ยังคงไม่หยุดหัวเราะ “ไอ้เวรเอ๊ย ฮ่าๆๆ” 

“โอ๊ะ อังขอโทษค่ะ อย่าโกรธอังนะคะ อังไม่รู้จริงๆ” หญิงสาวรีบขอโทษขอโพยเพราะรู้เลยว่าตนต้องพูดอะไรผิดพลาดไปแน่ๆ 

ถึงจะรู้สึกผิดหวังและขุ่นเคืองใจในชื่อใหม่เล็กน้อย แต่ความโกรธนั้นก็มลายหายไปทันตาเมื่อหล่อนทำหน้าตารู้สึกผิดได้อย่างน่าจับขย้ำ ไหนจะน้ำเสียงที่ชวนฟังนั่นอีก 

“ผมผิดหวังเล็กน้อยนะครับ” 

“อังขอโทษนะคะ งั้นรอแป๊บนะคะเดี๋ยวอังไปเอาขนมมาให้เป็นการไถ่โทษ” หญิงสาวผุดลุกจากเก้าอี้หายไปหลังบ้านและกลับมาพร้อมกับจานหนึ่งใบซึ่งในนั้นพูนเต็มไปด้วยขนมตาล อัครวุฒิอยากจะบอกเหลือเกินว่าที่บ้านเขายังเหลืออีกบานแต่โดนเพื่อนหยิกหน้าขาอย่างรู้ทันไว้เสียก่อน 

“อังเพิ่งทำเสร็จเมื่อเช้าเลยค่ะ เอาไปทำบุญเมื่อเช้า อันนี้อังทำเผื่อไว้ค่ะ ไม่ใช่ของเหลือเดนนะคะ” เธอรีบบอกก่อน 

“เอาของมาล่อเป็นเด็กเลยนะครับ” เขาพูดขึ้นอย่างขันๆ 

“อังขอโทษค่ะ ว่าแต่คุณชื่ออะไรนะคะ ครั้งหน้าอังจะจำให้ได้” 

“เวย์ครับ เวย์นะครับ ไม่ใช่เวร” 

“ค่ะ คุณเวย์ คุณเวย์ คุณเวย์” หล่อนพึมพำกับตัวเองคนเดียว 

“อัง อัง ออกมาได้หรือยัง” ทั้งสามชะงักจากเสียงเรียกของภูเบศที่อยู่หน้าบ้าน อังศุมาลินรีบขอตัวแยกออกไปก่อน 

“หวงคุณอังน่าดูเลยว่ะ กูบอกเลยงานนี้กินยากแน่ไอ้เวร” อัครวุฒิพูดขึ้นเมื่อลับร่างอังศุมาลินแล้ว 

“เออ คอยดูเถอะกูจะรวบหัวรวบหางกินกลางตัวไม่ให้เหลือเลย” 



หญิงสาวออกมาหน้าบ้านเพื่อมาหาเพื่อนชายที่ตะโกนเรียก 

“เรามาแล้ว ภาคไม่เห็นต้องตะโกนขนาดนั้น” 

“อังเข้าไปนานมาก ภาคเป็นห่วง” เขาตอบ

“ว่าแต่มีอะไรกันแน่เหรอ” เธอถาม “

“ภาคอยากชวนอังไปเที่ยวงานวัด ใกล้ๆนี่เอง นะๆๆ ไปเถอะนะๆ” เขาอ้อนเจ้าหล่อนราวกับเด็กๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขามาถึงบ้านเธอ 

“อังต้องขายของ” เธอบอก “ไปไม่ได้หรอก” 

“หลังขายของเสร็จก็ได้ ความจริงไม่ต้องไปขายหรอก แค่วันเดียวเอง น้าาา” ยังอ้อนเธอไม่ยอมให้ปฏิเสธ 

“ก็ได้ แค่วันเดียวนะ” เธอยอมใจอ่อนตอบตกลง 

“เย่ อังสัญญาแล้วนะ งั้นเดี๋ยวภาคมารับตอนหนึ่งทุ่มนะ แต่งตัวสวยๆรอภาคด้วย” น้ำเสียงภูเบศดูดีใจสุดขีด นานๆทีอังศุมาลินจะไปไหนกับเขาสักที 

“ไอ้ภาค เอ็งมาชวนหลานข้าไปไหนอีก” เสียงตาเอี่ยมตะโกนถามจากทางด้านหลังของชายหนุ่มี่กำลังลั้ลลา 

“โห่ ตาผมก็มาชวนอังไปเปิดหูเปิดตาน่ะสิ” เขาหันไปตอบและยกมือไหว้ปลกๆ “ขออนุญาตนะค้าบบ” หน้าตาของภูเบศบึ้งตึงขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าตาเอี่ยมไม่ได้มาคนเดียว แต่พ่วงปลัดธนกรมาด้วย นี่มันวันบ้าอะไรวะเนี่ย!

“คุณอังจะไปเที่ยวไหนเหรอครับ” ธนกรที่พยุงตาเอี่ยมเดินมาถึงทั้งสองหนุ่มสาวก็ถามขึ้น 

“งานวัดค่ะ ภาคมาชวนไป” เธอตอบตามปกติ “ไปด้วยกันสิคะ เยอะๆสนุกดี” 

“ไม่ดีกว่าครับ ผมอยากไปกับคุณอังสองคน” สองหนุ่มฟาดฟันกันด้วยสายตาพอสมควร ก่อนที่ธนกรจะสาดคำพูดใส่ภูเบศ 

“อะแฮ่มๆ นี่ฉันยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้นะ” ตาเอี่ยมห้ามศึกของสองหนุ่มไว้ได้ทัน “อังพาตาเข้าบ้านหน่อยสิ” 

“ตาจ๋า พวกคุณๆเขารออยู่ด้านในแล้วจ้ะ” เธอบอกะร้อมกับเขาไปพยุงตาจากธนกร 

“เออๆดีเลย จะได้คุยให้เรียบร้อย ปลัดเองก็มาด้วยพอดี” 

“ภาคกลับไปก่อนนะ เดี๋ยวหัวค่ำค่อยมารับเรา” เธอหันกลับไปบอกภูเบศ เมื่อได้ยินแบบนั้นเขายิ่งยิ้มออก พยักหน้ารับด้วยความดีใจและกลับออกไปโดยไม่มีปัญหาใดๆ


ความคิดเห็น