หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 17 ดินแดนพิศวง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ดินแดนพิศวง (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 262

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ดินแดนพิศวง (1)
แบบอักษร


ด้านหน้าเข้าสู่ความมืด แถบเมนูไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หลังจากที่สมาธิหลุดไปชั่วขณะ เฟิงปู้เจวี๋ยก็รู้สึกได้ว่าภายในความมืดมิดนี้ ตัวเขาเองได้ปรับเปลี่ยนจากท่ายืนมาเป็นท่านั่ง ราวกับว่ากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งๆ

            “ยินดีต้อนรับสู่สวนสนุกสยองขวัญ” คราวนี้เสียงแจ้งเตือนจากระบบแลดูปกติ เป็นเสียงของวัยรุ่นทั่วไป แต่ฟังจากสำเนียงการพูดแล้วก็ยังรู้สึกประหลาดอยู่ดี

            [การดาวน์โหลดข้อมูลสมบูรณ์แล้ว ปัจจุบันท่านกำลังอยู่ในโหมดเล่นแบบทีม (ทั่วไป)]

            [ในโหมดนี้จะมีการแนะนำโครงเรื่องแบบย่อ และมีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับภารกิจรอง/ภารกิจลับและการคลี่คลายเนื้อเรื่องแบบพิเศษ]

            [รางวัลในการผ่านด่าน: จะได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้นจากพื้นฐานเดิมอีก 80%]

            [จะเริ่มการแนะนำโครงเรื่องแบบย่อในทันที จะเริ่มเกมทันทีหลังสิ้นสุดการนำเสนอ]

            ภาพ CG ปรากฏอยู่ในสายตาของเฟิงปู้เจวี๋ย ราวกับว่ากำลังสวมใส่แว่นตาสามมิติชมภาพยนตร์อยู่ พร้อมกับ เสียงบรรยายประกอบที่ดังอยู่ข้างหู

            [ดินแดนแห่งนี้คือเมืองที่ทันสมัย ก็เหมือนกับเมืองที่อยู่บนโลกปัจจุบันนั่นแหละ มีตึกสูงตระการตา รถยนต์เต็มท้องถนนราวกับสายน้ำไหล ประชากรหนาแน่น คุณภาพของอากาศที่สกปรก ......]

            ภาพปรับเปลี่ยนไปตามเสียงของคำบรรยายอย่างรวดเร็ว แต่มันก็แค่ภาพบรรยากาศของถนนเท่านั้น

            [จนมาถึงกลางดึกในคืนหนึ่ง เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ก็ไม่ขึ้นมาอีกเลย แสงจันทร์สลัวยามเมฆหมอกเคลื่อนตัวรับไปกับพระจันทร์ สะท้อนให้เห็นถึงเมืองมีแต่ความเหงาและว่างเปล่าราวกับเมืองร้าง]

ภาพตรงหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยเปลี่ยนเป็นความมืดอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นมืดสนิท หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีแสงสว่างก็เริ่มกลับมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นแสงในระดับเดียวกันกับแสงจันทร์ แต่มันไม่ใช่แสงที่เมืองที่มีความทันสมัยควรจะมี เมื่อมองมาจากด้านบนลงมา ก็จะเห็นรถที่จอดไว้นิ่งๆ ไม่ขยับอยู่บนถนน แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาคน หรือ สิ่งมีชีวิตใดๆ เลย ……

[เมื่อคุณลืมตาขึ้น ก็พบว่าคุณกำลังนั่งอยู่บนขบวนรถไฟฟ้าใต้ดินขบวนสุดท้าย และคุณก็จะพบว่า คนแปลกหน้ารอบตัวคุณและตัวคุณนั้น ...... เป็นผู้รอดชีวิตที่โชคดีที่อยู่ในเมืองแห่งนี้]

เมื่อคำบรรยายประโยคนี้สิ้นสุดลง เฟิงปู้เจวี๋ยก็รู้สึกได้ว่าเบื้องหน้าสว่างวาบขึ้น กำลังคืนสู่สภาพปกติ แถบเมนูก็สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติแล้ว ดูท่าเกมคงเริ่มขึ้นแล้ว

เขานั่งอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินจริงๆ บรรยากาศนอกหน้าต่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเส้นแนวนอนสีเหลือง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเสี่ยวทั่นนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เป็นไปตามคาด ในโบกี้รถไฟขบวนนี้ยังมีผู้โดยสารอีกประมาณ 3 คน

ด้านซ้ายมือของเฟิงปู้เจวี๋ยและหวังทั่นจือ เว้นช่วงระยะหนึ่ง บนเก้าอี้แถวนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งอายุไม่ถึง 20 ปี น่าจะเป็นนักศึกษาอยู่ หน้าของฝ่ายชายดูขาว ผมยาว พูดตามตรง ...... ทรงผมแบบนี้ ทำให้เขาดูเหมือนกับผู้หญิง ทั้งสองมีส่วนสูงที่ไม่แตกต่างกันเท่าไร รูปร่างแลดูผอม หน้าตาจัดว่าดี ทั้งคู่เป็นแฟนกันอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย ผู้ชายชื่อ “เวลาคิดถึงคุณโดดเดี่ยวที่สุด” ผู้หญิงชื่อ “เวลาคิดถึงคุณเหงาที่สุด”

ในโหมดเล่นแบบทีม ขณะนี้ถือเป็นช่วงปรับเวลาก่อนการเริ่มเกม หรือก็คือเงื่อนไขที่ระบบสร้างขึ้นให้ผู้เล่นสามารถสนทนากันได้ง่าย ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ชื่อของผู้เล่นจะปรากฏอยู่บนหัวของผู้เล่น ซึ่งสามารถมองเห็นกันได้ เมื่อคุณออกจากที่นี่ ชื่อฉายาบนหัวก็จะหายไป หากต้องการสอบถามชื่อของเพื่อนอีก อาจจะต้องไปค้นหาในแถบเมนูของทีมแทน

ข้อมูลที่แสดงในช่องทีมค่อนข้างจำกัด อันดับแรก ในแถบเมนูนั้นจะไม่สามารถเห็นลักษณะของเพื่อนในทีม เห็นได้เฉพาะชื่อและเลเวลเท่านั้น อันดับต่อมา จะแสดงแค่สถานะ “รอด” กับ”ตาย” เท่านั้น  แต่ไม่แสดงค่าสถิติตัวเลขหรือสถานะความผิดปกติอื่นๆ

รถโบกี้ขบวนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 5 คน ยังเหลืออีกคนที่ยังไม่ได้แนะนำ เขาคนนั้นก็คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แถวเดียวกับเฟิงปู้เจวี๋ยและหวังท่านจือ

ถึงแม้จะอยู่ในท่านั่ง แต่หากประเมิณจากหางตาแล้วเขาน่าจะสูงราวๆ 190 เซนติเมตรขึ้นไป น้ำหนักก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 กิโล หากดูจากหน้าตาแล้ว พี่ชายคนนี้น่าจะมีอายุไม่ถึง 30 ปี สีหน้าท่าทางเย็นชา ริ้วรอยบริเวณคางดูคมชัด ไหล่กว้าง ลำตัวเป็นรูปตัว V หากมองข้ามเสื้อยืดแขนยาวออกไปสามารถเห็นเส้นของกล้ามเนื้อของเขาอย่างชัดเจน

รูปร่างลักษณะแบบนี้ เรียกว่าคล้าย “อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์” ก็คงไม่เกินไป ถึงแม้ว่าเกมแบบเทคโนโลยีเชื่อมต่อระบบประสาทจะอนุญาตให้มีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกได้ แต่ฟังก์ชั่นก็มีขอบเขตการแก้ไขอยู่ หน้าสามารถ “PS” ได้ตามใจ แต่ร่างกายทำได้ไม่เกิน 8% หากมากเกินกำหนดก็จะเกิดปัญหา เช่น หากคุณให้คนที่สูงราว 2 เมตร ใช้รูปร่างของคนที่สูงราว 150 เซนติเมตร มันคงไม่เหมาะเท่าไร

ดังนั้น หากผู้เล่นสูง 180 CM ก็จะปรับได้สูงสุด 194.4 CM และต่ำสุดที่ 165.6 CM น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สามารถเพิ่มหรือลดน้ำหนักได้ประมาณ 4.8 กิโลโดยประมาณ แนวคิดการปรับรูปร่างนั้นมันเป็นอะไรที่คลุมเครือมาก หากจะให้ยกตัวอย่างละก็ ...... ก็เหมือนเราสามารถแก้ให้พุงกะทิกลายเป็นพุงแบนราบ แต่คงไม่สามารถทำให้มันกลายเป็นซิกแพคได้

ดังนั้น เรื่องใบหน้าเราจะไม่พูดถึง แต่บุรุษที่อยู่ตรงหน้านี้ ...... 80% ก็ถือว่ามีร่างกายที่กำยำพอควร ต่อให้ไม่ได้ทำการปรับแต่งอะไรเลย

ชายกำยำคนนี้หลังจากที่สบตากับพวกเขาทั้งสองแล้ว ก็เริ่มเอ่ยปากพูดก่อน: “ขอแนะนำตัวก่อนเลยนะ ......” เขาใช้มือทุบตรงหน้าอกแล้วกล่าวว่า: “ฉันหลงอ้าวหมิน เพิ่งได้เลเวล 10”

“พอจะดูออกอยู่….ยินดีที่พบ ยินดีๆ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

หวังทั่นจือถามกลับด้วยความสงสัย: “พี่ชายท่านนี้ ข้อความด้านหน้าชื่อเรียกถือเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วยเหรอ? ชื่อมันสามารถตั้งให้ยาวขนาดนี้เลยเหรอ?”

“อ้อ อันนี้น่ะเหรอ มันเป็นฉายาน่ะ พอถึงเลเวล 10 ก็จะได้กันหมดแหละ ระบบจะเป็นคนประเมิน” หลงอ้าวหมินตอบ บนหัวของเขาปรากฏข้อความ [ผู้กล้านักโจมตี  หลงอ้าวหมิน]

เฟิงปู้เจวี๋ยรู้เกี่ยวกับการตั้งค่านี้อยู่แล้ว ดังนั้น เขาถึงได้พูดว่า “พอจะดูออก”

“ท่าทางเหมือนจะแข็งแกร่งมากเลยแฮะ….” ดวงตาของหวังทั่นจือเป็นประกาย

เฟิงปู้เจวี๋ยแทรกขึ้นว่า: “อะไรคือเหมือนจะแกร่ง? พูดแบบนี้ได้ไงกัน?” เขาพูดอย่างจริงจัง: “นี่มันแข็งแกร่งมากต่างหาก”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่หรอก แค่เล่นมากกว่าคนอื่นหน่อยเท่านั้นแหละ” หลงอ้าวหมินพูดแล้วพลางยิ้ม คำพูดของเฟิงปู้เจวี๋ยทำให้เขาปลาบปลื้มไม่น้อย

“พี่หลงถ่อมตัวเกินไปแล้ว ฉันดูแป๊บเดียวก็รู้แล้ว พี่ต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน” เฟิงปู้เจวี๋ยเรียก “พี่หลง” อย่างสนิทสนมในทันที เขาค่อนข้างที่จะชื่นชมคนที่มีชื่อ “หลงอ้าวหมิน” ด้วยความจริงใจ ทุกครั้งที่ได้เห็นชื่อนี้ ราวกับเหมือนอำนาจแห่งราชาบางอย่างปรากฎบนหน้าของตัวเอง

เฟิงปู้เจวี๋ยหันหน้าไปหาหนุ่มสาวอีกคู่หนึ่งแล้วพูดว่า “สวัสดีทั้งสองคน”

“อ่า หวัดดีๆ” ทั้งสองตอบรับ แต่เหมือนกับไม่ค่อยอยากจะสนใจอีกสามคนสักเท่าไร

หลังจากนั้นไม่กี่นาที เฟิงปู้เจวี๋ยก็หันไปคุยเรื่องประสบการณ์ในเกมกับหลงอ้าวหมิน หวังทั่นจือ อยู่ข้างๆ พูดบ้างไม่พูดบ้าง นี่ยังเป็นแค่ระบบทดสอบวันแรกเอง จริงๆ แล้วทุกคนถือว่าเป็นมือใหม่ทั้งหมด มีอะไรหลายอย่างที่ควรค่าแก่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

หลงอ้าวหมินไม่ควรจะใช้ชื่อหลงอ้าวหมิน เขาควรจะเรียกเขาว่ากัวต้าลู่มากกว่า เพราะเขาเป็นคนที่ใจกว้าง ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ และก็ยังบ้าระห่ำอีกด้วย ความจริงใจของเขาสัมผัสได้จากการฟัง การพูด และอื่นๆ อีกมากมาย ความคิดเห็นของเขามันดูตรงจุด และก็ไม่มีท่าทีโอ้อวดตัวเองที่มีเลเวลสูงกว่าเฟิงปู้เจวี๋ยกับหวังทั่นจือ

ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น คู่รักคู่นั้นก็กำลังกะหนุงกะหนิง โอบกอดกันอยู่ เป็นภาพที่เลี่ยนมาก ยังกระซิบกระซาบกันอีก อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า ในเกมไม่อนุญาตให้มีพฤติกรรมใกล้ชิดสนิทสนมกันไม่ใช่เหรอ? คำเตือน ข้อความที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้คือห้ามล่วงละเมิดทางเพศ แต่กรณีของสองคนนี้เป็นการยินยอมกันทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่า พวกเขาคงทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้ คงทำได้เพียงแค่หอมแก้มหรือกอดเท่านั้น ในโลกที่มีความเสมอภาค ในเกมจะต้องมีการจำกัดพฤติกรรมบางอย่างอย่างแน่นอน

ไม่นานนัก รถไฟฟ้าใต้ดินก็ค่อยๆ วิ่งช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่ง

 แสงไฟภายในสถานีรถไฟส่องสว่างปกติ แต่ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย นอกจากเสียงของรถไฟที่วิ่งไปมา แม้แต่เสียงประกาศของสถานีก็ไม่มี

ประตูรถไฟเปิดออก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับแสงไฟในโบกี้รถไฟนั้นดับลง

สาวน้อยโดดเดี่ยวตกใจสะดุง พร้อมกรีดร้องเบาๆ ชายเหงางอยข้างๆ ก็ตะลึงไป แต่ยังดีที่ยังไม่ร้องออกมา เพียงแค่สั่นเล็กน้อยเท่านั้น

“อ๊าก ! ! ! ! ! ! ! ! !”

และเสียงร้องที่เหมือนกับผีร้องไห้นี้เป็นของเสี่ยวทั่น

หลังจากที่เขาร้องจบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยถึงกับถอนหายใจเหือกใหญ่ : “ถ้าไม่ใช่เพราะระบบห้ามไว้นะ ฉันจะเอาเข็มฉีดยาเสียบเข้าไปหลอดลมของนาย” เขาส่ายหัวพร้อมเดินออกจากโบกี้รถไฟ

ถึงแม้ว่าไฟในโบกี้รถไฟจะดับลงทั้งหมดแล้ว แต่ก็ไม่ถึงขนาดมองอะไรไม่เห็นเลย เพราะไฟในสถานียังคงทำงานอย่างปกติ เสียงกรี๊ดของหวังทั่นจือเมื่อกี้ทำให้เขารู้สึกขายหน้า โดดเดี่ยวกับเหงางอยมองด้วยสายตาอันเหยียดหยาม ส่วนหลงอ้าวหมินก็พยายามจะหุบยิ้มไว้ แล้วเดินตามเฟิงปู้เจวี๋ยออกจากโบกี้รถไฟ

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สิบวินาที ทั้ง 5 คนก็มาถึงชานชาลา เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “เดี๋ยวฉันไปดูที่หัวรถไฟนะ เผื่อว่าจะเจอคนบังคับรถไฟ”

“อย่าเคลื่อนไหวคนเดียวจะดีกว่า พวกเราก็ไปด้วยกันหมดนี่แหละ?” หลงอ้าวหมินตอบกลับ

“โธ่เอ้ย จะไปหาคนบังคับรถไฟทำไมกัน วุ่นวาย เสียเวลาทุกคนจะตาย เรามีพี่ชายที่มีเลเวล 10 อยู่ไม่ใช่เหรอ เราตามเขาขึ้นไปด้านบน เจออะไรก็ซัดให้เรียบ จัดการจนผ่านด่านก็พอแล้วนี่” ชายโดดเดี่ยวกล่าว

เฟิงปู้เจวี๋ยมองดูสถานการณ์ในทีม เขารู้สึกว่าโดดเดี่ยวและเหงางอยมีสิทธิในการออกเสียงมากกว่าพวกตน เพราะเลเวลของพวกเขาอยู่ที่ 7-6 ซึ่งสูงกว่าตัวเขาและหวังทั่นจือ

“ก็ได้” เฟิงปู้เจวี๋ยตกปากรับคำ เขาก็หันกลับไปถามหลงอ้าวหมินว่า: “พี่หลงพี่คิดว่าไง?”

“ไม่มีปัญหา พวกเธอก็เดินตามฉันมาละกัน หากเจอสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้ เรามาร่วมมือกันก็พอ” หลงอ้าวหมินตอบรับในทันที พูดจบก็ก้าวเท้าเดินไปยังบันไดเลื่อน: “ตามฉันมา” เมื่อเขาจับไปที่บันใดเลื่อน เขาก็หยิบโล่ออกมาจากกระเป๋า และสวมไว้ที่ข้อมือข้างขวา

“พี่เจวี๋ย? เป็นอะไรไป?” หวังทั่นจือกดเสียงเบาถามเฟิงปู้เจวี๋ย เขาเข้าใจเฟิงปู้เจวี๋ยเป็นอย่างดี พี่เจวี๋ยไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจใดๆ เพียงเพราะคำพูดของคนอื่น? มิหน้ำซ้ำคำแนะนำของชายโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ดูฉลาดเลิศเลออะไร ถูกผิดก็ไม่มีใครรู้

“ไม่มีอะไร ฉันแค่รู้สึกว่าการที่รถไฟขบวนนี้จะไม่มีคนบังคับมันเป็นไปได้สูงมาก แต่แค่อยากจะไปดูเพื่อยืนยันเท่านั้น” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบด้วยเสียงเบา : “ในเมื่อมีคนค้าน ...... การยอมถอยโดยไม่เจ็บปวดก็ไม่เป็นปัญหาอะไร”

ในระหว่างการสนทนา พวกเขาก็เดินตามหลงอ้าวหมินไปยังบริเวณที่จับของบันไดเลื่อนด้านบน แต่ว่าทั้ง 5 คนยังคงอยู่ในชานชาลา หากต้องการไปยังพื้นราบต้องขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น

หลังจากขึ้นบันไดเลื่อนจนถึงด้านบนแล้ว ตรงหน้าของพวกเขามันคือป้ายบอกทางแผ่นหนึ่ง ซึ่งบอกทางไปยังทางออกและทางไปยังสถานที่ต่างๆ ด้านบน แต่ว่าเหล่านี้มันไม่ได้สำคัญกับพวกเขา พวกเขาต้องการเพียงหาทางออกที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น จึงออกไปดูสถานการณ์ของเมืองก่อนค่อยตัดสินใจ

ในช่วงเวลานี้เอง เสียงของระบบก็ดังขึ้น : [ภารกิจหลักเริ่มแล้ว]


ความคิดเห็น