ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 40 เหมือนวันแรกที่ได้พบเธอ 100% [END]

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 40 เหมือนวันแรกที่ได้พบเธอ 100% [END]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 16 เม.ย. 2561 00:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 40 เหมือนวันแรกที่ได้พบเธอ 100% [END]
แบบอักษร

​HATE EFFECTS: 40

หนึ่งปีเคลื่อนผ่าน....


บ้านรัตนโยธิน...


บ้านหลังใหญ่และครอบครัวใหญ่ในช่วงตลอดเกือบสองปีได้มีสมาชิกใหม่เกิดเข้ามาอยู่ร่วมชายคาอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดวาณิชาได้ให้กำเนิดลูกชายซึ่งเป็นสมาชิกคนล่าสุดของทั้งสองบ้าน ภากรเองก็สุดแสนจะภาคภูมิใจในผลผลิตของตนเองและตั้งมั่นไว้ว่าจะผลิตเพิ่มอีกทันที ตอนนี้เด็กน้อยกำลังน่ารักน่าชังเลยทีเดียวในขณะที่เด็กแฝดเองก็มีพัฒนาการที่ดีสามารถเดินและวิ่งเล่นได้ตามความเหมาะสมของวัยรวมถึงพวกเขาเริ่มพูดคุย สื่อสารกับทุกคนได้หลายคำพูดมากแล้ว


เวลาส่วนใหญ่หลังจากกลับมาจากการทำงานแล้ว ภาคิณและวาณิริณที่ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับลูกน้อยทั้งสองของพวกเขา ช่วงเช้าของวันนี้ก็เป็นอย่างเช่นวันอื่นๆที่ก่อนไปทำงานภาคิณจะช่วยภรรยาของเขาดูแลลูกๆก่อนออกไปทำงาน


"พี่คิณไปทำงานก่อนดีกว่านะคะ วันนี้มีงานสำคัญ แล้วตอนเย็นณิริณมีเรื่องจะ...อึก" วาณิริณเก็บจานอาหารของลูกแฝดไปวางรวมไว้ด้านข้าง แต่จู่ๆก็มีอาการคล้ายอยากจะอาเจียนเสียให้ได้


ภาคิณขมวดคิ้วลงด้วยความเป็นห่วง มือหนาแตะลงที่หน้าผากมน "เมื่อวานก็ดีๆอยู่เลยนะ พี่พาไปหาหมอดีกว่าไหม?"


"ไม่ ไม่ดีกว่าค่ะ ทีแรกว่าจะบอกตอนเย็นแต่ไหนๆ อาการก็มาแล้วบอกตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ"


ตาคมมองร่างตรงหน้าด้วยแววตาสั่นไหว มุมปากเผยยิ้มออกมาเล็กน้อยคล้ายกับว่าอ่านความคิดของเธอออก "อย่าบอกนะว่า..."


วาณิริณก้มหน้าแล้วยิ้มตอบ "ประจำเดือนไม่มาสามเดือนแล้วค่ะ"


ภาคิณยิ้มแก้มแทบปริ สองมือประคองใบหน้าหวานขึ้นมาด้วยความอ่อนโยน หัวใจของเขากลับมาเต้นเร็วอีกครั้งไม่แตกต่างกับครั้งที่รู้ว่าภรรยาของเขาตั้งท้องเด็กแฝด ซึ่งอาจจะแตกต่างกันเพียงแค่ในช่วงระยะเวลานั้นช่างมีแต่ความวิตกกังวลและบีบคั้นหัวใจของเขาเป็นอย่างมาก


แต่ในเวลานี้มีเพียงแต่ความยินดีถาโถมเข้ามา...


"พี่รู้ว่าถ้าห้ามณิริณไปทำงานคงจะไม่ได้ เอาเป็นว่าตอนบ่ายๆพี่จะไปรับดีกว่าแล้วเราไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจดูอีกที จะได้รวดฝากครรภ์ไปเลย"


"ค่ะ เจอกันตอนบ่ายนะคะ..."


หลายช่วงชีวิตและหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของภาคิณ เขาได้สัมผัสช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดหรือแม้กระทั่งได้ก้าวขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดมาหมดแล้ว ชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องพบเจอเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะยากเย็นสักเพียงไหนสุุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดีเหมือนที่ทุกอย่างกำลังดำเนินต่อไปอยู่ ณ เวลานี้ จากคนที่ไม่เคยฟังความคิดเห็นของใคร เอาแต่ใจเป็นที่สุดกลับกลายมาเป็นลูกที่ไม่สร้างปัญหาให้แก่แม่บังเกิดเกล้า เป็นน้อยชายคู่คิดให้แก่พี่ชาย เป็นสามีที่ดี...รักและเอาใจใส่ภรรยาในทุกๆเรื่อง และที่สำคัญ...เขาเป็นพ่อที่ดีของลูกเหมือนอย่างที่พ่อผู้ล่วงลับของเขาเคยเป็น


 #############


ยี่สิบปีผ่านไป....


สายลมเย็นๆพัดผ่านบ่งบอกว่าเวลานี้ฤดูหนาวกำลังมาเยือน วาณิริณที่ตอนนี้อายุล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้วแต่ก็ยังคงความสวยอยู่ไม่สร่าง...เธอสวมแว่นสายตานั่งถักผ้าพันคออยู่ที่ศาลาในสวนซึ่งเป็นมุมสงบในบ้านหลังใหญ่และเป็นสถานที่โปรดของเธอ ทุกครั้งที่ว่างจากการทำงานหรืองานบ้านเธอก็จะมานั่งเล่นอยู่ตรงนี้อยู่เสมอ


"มาอยู่ตรงนี้นี่เอง" เสียงทุ้มเข้มของสามีดังขึ้นดึงความสนใจของเธอ "เมื่อกี้ลูกๆโทรมา พี่หาณิริณไม่เจอแล้วก็อีกอย่างที่โน่นก็ดึกแล้วพี่เลยให้ลูกวางสายไปก่อน ดึกๆเราค่อยโทรกลับไปจะดีกว่า อ้อ...ณิชาส่งข้อความมาว่าเจ้าภีมจะกลับจากฝึกงานที่ต่างประเทศเดือนหน้าเลยจะขอให้มาทำงานช่วยพี่ก่อนระหว่างรอภาคย์กลับมา"


"เด็กๆชอบนอนดึก ภัทรน่ะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ภาคย์กับภิชญ์นี่สิคะเดี๋ยวจะพาตื่นสายกันไปอีก ส่วนเรื่องงานถ้าได้หลานมาช่วยแบ่งเบาพี่คิณบ้างก็ดีไม่น้อยเลยล่ะค่ะ เพราะอีกตั้งปีกว่าๆภาคย์กับภัทรถึงจะกลับมา" วาณิริณถักผ้าพันคอผืนสุดท้ายเสร็จสิ้นก็พับไปรวมกับสองอันที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว "อากาศบ้านเราเริ่มเย็นแล้ว อเมริกาก็คงจะหนาวน่าดูนะคะ"


"พวกเขาเริ่มหาเสื้อแขนยาวมาใส่กันแล้วล่ะ เอามาให้พี่สิ...เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะได้เอาไปส่งให้ลูก" รอยยิ้มอบอุ่นบางๆของชายวัยกลางคนเผยขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปรับผ้าพันคอทั้งสามผืนมาจากภรรยา "วันนี้พี่อยากพาณิริณไปที่ที่หนึ่ง ได้ไหม?"


หญิงวัยกลางคนมองหน้าสามีของตนด้วยความประหลาดใจอยู่ไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร หลังจากเก็บของเข้าที่เรียบร้อยภาคิณก็ขับรถพาภรรยาของเขาออกจากบ้านทันที เมื่อถึงสถานที่ที่เขาอยาจะพาเธอมาและรถก็จอดนิ่งอยู่บนลานดวงตาของเธอก็สั่นระริกเมื่อทอดสายตาออกไปด้านนอก ร้านอาหารตรงนั้นเดิมที่เธอเคยเป็นพนักงานพาร์ทไทม์แต่ตอนนี้เปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของตัวอาคารให้ดูทันสมัย บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแต่ว่าความรู้สึกในวันนั้นไหลเวียนกลับเข้ามาอีกครั้ง 


ทั้งสองลงจากรถพร้อมกันและภาคิณก็เดินจับมือภรรยาของเขามายังจุดที่เป็นจุดเริ่มต้นระหว่างเขากับเธอ "ทุกครั้งที่พี่ผ่านตรงนี้ มันก็เหมือยกับว่าย้อนไปในวันนั้น วันที่พี่เจอเด็พาร์ทไทม์ผู้หญิงตัวเล็กๆ ใจดี สวยๆ ที่มีรอยยิ้มหวานๆทำให้พี่ลืมไม่ลง"


"อยากให้วันนั้นกลับมาไหมคะ?" เธอถามเขาด้วยรอยยิ้ม ภาคิณพยักหน้าตอบด้วยความเต็มใจ "นั่งรอตรงนี้นะคะ"


ภาคิณนั่งลงตรงที่นั่งริมฟุตบาทไม่นานนักวาณิริณก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับบางสิ่งบางอย่าง เขายกยิ้มกว้างและมองห่อข้าวมันไก่ที่ภรรยาของเขาจัดใส่จานแล้วนำมาวางใส่มือให้ไว้ตรงหน้าก่อนจะลงมือทานอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่สนว่าลูกๆจะเตือนเรื่องไขมันในเส้นเลือดที่จะต้องระมัดระวังเพราะอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แข็งแรงมากเฉกเช่นแต่ก่อน 


ที่เดิม รสชาติอาหารแบบเดิม...แต่เวลาได้เปลี่ยนผันไปแล้ว


"อร่อยไหมคะ?" หญิงวัยกลางคนถามด้วยรอยยิ้ม


เขาพยักหน้าให้คำตอบโดยไม่รีรอ หลังจากทานข้าวมันไก่จานนั้นหมดแล้วชายวัยกลางคนจึงหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา เขาดึงเงินออกจากกระเป๋าใบนั้นออกมาสามร้อยบาทเพื่อส่งคืนให้เธอ "ติดหนี้สามร้อยบาทมาเกือบสามสิบปีแล้ว คืนให้วันนี้คงจะไม่สายไปใช่ไหม?"

วาณิริณยิ้มด้วยความอ่อนหวาน อายุปูนนี้แล้วภาคิณยังคงทำเหมือนวันที่เพิ่งจะได้แต่งงานกันใหม่ๆ การแต่งงานที่เธอถูกบังคับให้เป็นเจ้าสาวโดยที่ไม่ยินยอมและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การแต่งงานที่เธอไมสามารถคาดเดาได้เลยว่าอนาคตของชีวิต​คู่นั้นจะออกมาเป็นแบบไหน​ มือเรียวเอื้มมือไปกุมมือของสามีเอาไว้ "เลิกคิดเรื่องคืนไม่คืนเถอะค่ะ แค่ที่ณิริณได้รับมาตั้งสามคนในตอนนี้น่ะ มีค่ามากกว่าสามร้อยเป็นหลายเท่าตัวนะคะ"


ภาคิณหัวเราะในลำคอเล็กน้อย "นั่นสินะ" เขารวบช้อนส้อมไว้ตรงกลางอย่างเป็นระเบียบ "พี่ยังจำความรู้สึกตอนที่รู้วาณิริณกำลังท้องภาคย์กับภัทรได้อยู่เลย ณิริณนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ไม่มีอะไรยืนยันว่าทั้งแม่และลูกจะตื่นขึ้นมาหาพี่เมื่อไหร่ พี่กลัวไปทุกอย่าง พี่...."


"เรื่องมันผ่านไปนานมากแล้วนะคะ นานจนณิริณคิดว่ามันเป็นแค่ฝันร้ายชั่วครู่ที่พอเราตื่นแล้วมันก็หายไป เรากลับกันดีกว่าค่ะป่านนี้คุณแม่คงจะกลับมาจากวัดแล้ว"


สองสามีภรรยาเดินจับมือกันกลับมาที่รถ ทุกๆวันที่ผ่านมาและความสุขที่รับมาคือสิ่งที่วาณิริณไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับจากชีวิตคู่มาก่อน ภาคิณยอมเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเพื่อเธอซึ่งสามรถรับรู้ได้จกการกระทำของเขา ทั้งสองจึงได้ครองคู่กันด้วยความผาสุขมาตลอดยี่สิบกว่าปี


เวลาในแต่ละวันได้เคลื่อนผ่านไปโดยที่ไม่มีวันจะย้อนกลับ วันเก่าๆถูกเก็บไว้เป็นความทรงจำที่มีค่า ตอนนี้วาณิริณยังคงนั่งอยู่ที่มุมเดิมของเธอโดยที่ในมือนั้นกำลังถักเสื้อคลุมไหมพรมเอาไว้ให้กับลูกๆทั้งสาม พอได้เป็นแม่คนแล้วสิ่งที่เธอคิดถึงเป็นอันดับแรกก็คือลูก ยิ่งตอนนี้พวกเขาอยู่ไกลแถมคงจะใช้ชีวิตลำบากท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น สิ่งที่เธอทำได้ก็คงจะมีเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้


ฟอด !!


ร่างเล็กสะดุ้งทันทีที่จู่ๆก็ถูกใครบางคนสวมกอดจากด้านหลังแถมยังถูกขโมยหอมแก้มไปหนึ่งที "คิดถึงแม่จังเลยครับ !!" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยิ้มตาหยีพร้อมกับซบใบหน้าลงที่ไหล่เล็ก


"ไอ้ภิชญ์! ทิ้งภาระไว้ให้คนอื่นอยู่เรื่อยเลยนะแก!!" ชายหนุ่มอีกคนเดินขนกระเป๋าใบใหญ่สองใบพร้อมกับหญิงสาวที่เป็นแฝดน้องของเขาเดินเข้าประตูบ้านมาด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เขายกมือไหว้วาณริณพร้อมกับรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก "นั่งถักเสื้อทำไมแม่ไม่ใส่แว่นล่ะครับ แสงน้อยแบบนี้เดี๋ยวสายตาจะสั้นลงไปอีก"


วาณิริณวางสิ่งของในมือไว้ข้างๆกายก่อนที่ยกมือข้างขวาลูผมลูกชายคนเล็กที่สวมกอดเธออยู่ "แสงน้อยที่ไหนกัน อยู่ตรงนี้แม่มองเห็นชัดทุกอย่างนั่นแหละ แล้วเราสองคนนี่ยังไงกันนะ! คอยหาเรื่องทะเลาะกันไม่หยุดหย่อนเสียที"


"ที่สุดเลยค่ะแม่ อยู่ที่โน่นทั้งภาคย์และภิชญ์ไม่ยอมลดลาวาศอกกันเลย ภัทรเหนื่อยที่จะคอยห้ามแล้วล่ะค่ะ" ภัทธิราพูดพลางถอนหายใจ เธอเดินเข้าไปนั่งตรงข้างซ้ายของวาณิริณแล้วซบใบหน้าลง "แม่ไม่ประหลาดใจเลยหรอคะ? พวกเราอุตส่าห์แอบมาเซอร์ไพร้ส์โดยไม่บอกเลยนะคะเนี่ย"


"มีคนบอกแม่าก่อนหน้านี้แล้วล่ะจ้ะ ตกใจก็ตอนที่ภิชญ์ขโมยหอมแก้มของแม่นี่แหละ" เธอยิ้มพลันทอดสายตาไปที่ลูกชายคนโต "ภาคย์ พ่อเขาบอกแล้วใช่ไหมว่ากลับมาคราวนี้จะต้องทำอะไรบ้าง"


ภาคย์พยักหน้าเบาๆ "ครับ ถ้าเรื่องงานของพ่อผมรู้แล้ว ส่วนอีกเรื่องผมไม่รับปากนะครับ"


"แม่เองก็ไม่ได้อยากจะบังคับภาคย์ แต่แม่คิดว่าให้ภาคย์ลองดูก่อนแล้วค่อยๆตัดสินใจไปก็แล้วกัน" ไม่กี่วันที่ผ่านมาวาณิริณเพิ่งจะรับรู้เจตนารมณ์บางอย่างของสามี เธอเองก็คิดหนักเพราะรู้ดีว่านิสัยของลูกชายคนโตเป็นอย่างไร แต่เพราะความต้องการของภาคิณจึงยากที่จะพูดออกไปได้ ภาคย์เองก็พอจะเข้าใจถึงได้ยอมตกลงไปก่อนทั้งๆที่เขาเองก็อึดอัดอยู่ภายในบ้าง


ภิชญ์ที่เห็นบรรยากาศเริ่มเงียบก็พยายามจะหาเรื่องเบี่ยงเบน เขาเห็นนาตยากำลังเดินลงบันไดมาก็รีบวิ่งแจ้นไปรับด้วยหน้าตาระรื่นทันที "เดินระวังนะครับย่า ฟอดด!! คิดถึงย่าที่สุดเลยครับ"


"หืม! ปากหวานตลอดเลยนะเรา แล้วพ่อเรายังไม่กลับมาอีกเรอะ?" หญิงชราเดินจับมือหลานชายจอมทะเล้นลงบันไดมาช้าๆ เร็วมากก็ไม่ได้เพราะร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว 


"อีกสักพักก็คงจะถึงแล้วล่ะค่ะคุณแม่ พี่กรกับณิชาแล้วก็หลานๆเครื่องดีเลย์แถมรถยังติดหนักด้วยค่ะ" วาณิริณเอ่ย "เด็กๆเอาของขึ้นไปเก็บกันบนห้องก่อนนะ แม่กับคุณย่าจะคุยกันเรื่องงานทำบุญของคุณปู่"


"ครับ/ค่ะ"


ไม่นานนักครอบครัวใหญ่ก็ได้มารวมตัวกัน ยกเว้นแต่เพียงลำเพยกับสุชาติที่ไม่ได้เดินทางมาด้วย ช่วงนี้สุชาติเองก็ป่วยกระเสาะกระแสะต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ภากรจึงตัดสินใจแทนพ่อตาว่าให้อยู่พักรักษาตัวที่บ้านเสียดีกว่าจะให้เดินทางไกลๆ บ้านหลังใหญ่ที่เงียบเหงาเริ่มกลับมาคึกคักด้วยสมาชิกที่เคยอยู่ร่วมอาศัยในชายคาได้หวนคืน ทุกคนต่างช่วยกันจัดเตรียมของที่ใช้สำหรับในงานบุญที่ใกล้จะมาถึง บรรดาญาติพี่น้องที่ไม่ได้พบปะกันกันมาเป็นแรมปีต่างก็มีเรื่องให้ต้องพูดคุยกันไม่ขาด 


มื้อเย็นบนโต๊ะอาหารใหญ่...


"ระหว่างที่รอภาคย์กลับมา ฉันจะให้ภีมมาอยู่ช่วยงานแกสักระยะอีกอย่างจะได้มาเปิดหูเปิดตาบ้าง เจ้านี่น่ะเสร็จจากงานก็ชอบไปยืนถ่ายรูปตามคันนาอย่างเดียว ดีไหมภีม?" ภากรแตะไหล่ของภีมะลูกชายคนโตของเขาที่นั่งนิ่งด้วยท่าทีสุภาพอยู่ข้างๆ


"ครับ ผมจะช่วยแบ่งเบางานของอาคิณกับป้าณิริณและย่าให้ดีครับ" ภีมะตอบสั้นๆด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ


"พี่กรก็พูดเกินไป จริงๆแล้วงานที่บ้านไม่ค่อยมีอะไรน่าเป็นห่วงแถมพ่อกับแม่ก็มียัยตัวแสบคอยอยู่เป็นเพื่อน ตรงนี้พี่คิณกับพี่ณิริณก็งานยุ่งๆ หลานสามคนกวาจะกลับก็อีกเป็นปีๆ ให้ภีมมาอยู่คุณแม่จะได้ไม่เหงาด้วย" วาณิชายิ้มบางๆ ไม่นานนักตรงหน้าเธอก็เริ่มมีสงครามขนาดย่อมระหว่างภิชญ์และภิชาภัสลูกสาววัยมัธยมปลายของเธอ สาวน้อยถูกแกล้งโดยการดึงหางเปียแรงๆแต่ก็สวนกลับทันควัน "นี่!! ต่อหน้าผู้ใหญ่ยังไม่วายกันอีกนะ"


"แม่ก็ดูพี่ภิชญ์สิคะ!! ชอบแกล้งอยู่ได้ กลับไปอยู่เมืองนอกไม่ต้องกลับมาเลยไป้!!" ภิชาภัสสะบัดหน้าหนีด้วยความขุ่นเคือง แต่คนชอบแกล้งกลับหัวเราะชอบใจเสียอย่างนั้น


"ภิชา!! เฮ่อ...ทานข้าวกันดีกว่านะคะ" เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นท่ามกลางอารมณ์ขุ่นมัวของสาวน้อย วาณิริณลูบผมของหลานสาวด้วยความเอ็นดูพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น เธอหันไปตำหนิภิชญ์อยู่หลายประโยคก่อนที่อาหารมื้อจะผ่านพ้นไปด้วยความสงบอีกครั้ง 


ช่วงเช้าตรู่ของสองวันต่อมา....


งานบุญครบรอบการจากไปของภูษิตได้เริ่มขึ้นที่วัดอันเป็นที่ภูษิตได้พักผ่อนอย่างสงบอยู่ ข้าวของทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมกับพระสงฆ์เก้ารูปที่ได้นิมนต์มาในวันนี้ นาตยาถือรูปของสามีผู้ล่วงลับมาตั้งเอาไว้ที่โต๊ะพร้อมกับอัฐิของเขา ไม่นานนักทุกอย่างเริ่มดำเนินไปตามกำหนดการที่วางเอาไว้ พระสงฆ์เริ่มสวดบทสวดมนต์ไปตามบทโดยที่ทุกๆคนตั้งใจพนมมือเพื่อรับศีลรับพรกันถ้วนหน้า หลังจากที่ถวายภัตาหารเช้าพร้อมกับเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรมเรียบร้อยจึงเริ่มกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ 


บนศาลาริมน้ำ...บรรยากาศอันเงีบสงบพร้อมกับสายลมเย็นๆที่พัดผ่านไปช้าๆ ภาคิณทอดสายตาไปตามความยาวของสายน้ำที่ยังคงไหลวนไปตามระยะทางไม่ย้อนกลับ แบบนั้นก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับชีวิตของคนเราที่เวลาหมุนผ่านไปแล้วจะเรียกร้อยกลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆไม่ได้ วาณิริณยืนอยู่เคียงข้างพร้อมกับกุมมือของเขาเอาไว้


"คิดอะไรอีกแล้วใช่ไหมคะ?" เธอถามราวกับอ่านใจของเขาได้


เขาพยักหน้าเบาๆ "คิดว่าอีกไม่นานหลังจากนี้คงจะได้เวลาหยุดพักอยู่เฉยๆเสียที พี่อยากจะดูแลแม่ให้มีความสุขที่สุดเหมือนกับที่พ่อเคยทำ อยากจะนั่งดูความสำเร็จของลูกๆไปพร้อมกับณิริณ พวกเขาไม่ใช่เด็กที่เราต้องคอยจูงมืออีกแล้ว...เรื่องของภาคย์ที่พี่ตั้งใจเอาไว้พี่ขอลองดูก่อนก็แล้วกันว่าจะเป็นไปทางไหน"


"ทุกอย่างถูกลิขิตเอาไว้แล้ว่ะค่ะ สิ่งที่พี่คิณควรทำคือการปล่อยวางและให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตากรรม"


ภาคิณยกมือโอบไหล่ภรรยาของเขาเอาไว้ "มีอีกเรื่องที่พี่คิดเอาไว้ พี่ว่าจะลองไว้หนวดแล้วทำตัวให้ดูดุกว่านี้อีกสักหน่อย ภัทรลูกสาวเรายิ่งโตก็ยิ่งสวยเหมือนณิริณเสียด้วย เดี๋ยวจะมีคนมาลักพาตัวภัทไปแล้วบังคับแต่งงานด้วยล่ะคงจะแย่"


วาณิริณหัวเราะออกมาด้วยความขบขันในความคิดของสามี "คงไม่มีใครทำเหมือนพี่คิณแล้วล่ะค่ะ"


เขามองเข้าไปในตาของภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ยืนอยู่เคียงข้างมาตลอดเวลา มือใหญ่อบไหล่เธอเอาไว้แน่นเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา สายน้ำเบื้องหน้านั้นเป็นตัวแทนของความหมายในหลายๆด้าน แต่สำหรับภาคิณแล้วสายน้ำก็เปรียบเสมือนจิตใจของคนเรา หากมีความมั่นคงไม่ผันแปรไปในทิศทางอื่นก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเปลี่ยนมันได้เช่นเดียวกับดวงใจของเขา ดวงใจที่รู้ว่ามีไว้สำหรับวาณิริณนับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันในวันที่ชีวิตของเขาอยู่ในช่วงที่ตกต่ำที่สุด ไม่ว่าจะมีใครอท่นเข้ามาแทรกกลางจนเกิดความหวั่นไหวและระแวงไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วความรักและความเชื่อมั่นก็อยู่เหนือทุกสิ่งเสมอ


แต่ก่อนเธอเคยเกลียดเขามาก แต่ตอนนี้เธอกลับรักเขามากลืมสิ้นทุกความเกลียดชัง...


[END]

________________________________________________________100%__________________________________________


ติดตามต่อในตอนพิเศษนะคะ...

ขอบคุณที่ติดตามให้กำลังใจมาจนจบ ไรท์ยังอ่อนหัดในการเขียนนิยาย

หากมีข้อผิดพลาดตรงไหนไรท์ต้องขออภับกับนักอ่านทุกๆท่านด้วยค่ะ ไรท์สัญญาว่าจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

เพื่อให้นักอ่านมีความสุขและสนุกไปกับนิยายของไรท์นะคะ...


ปล...ลงตอนพิเศษแล้ว จะเริ่มรุ่นลูกแต่ไรท์ขอเก็บผลโหวตสักระยะนะคะ......

     อย่าลืมไปโหวตให้ไรท์กันด้วยนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น