เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 29 คราปักษาปะทะนักฆ่าอีกครั้ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 คราปักษาปะทะนักฆ่าอีกครั้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 203

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2561 21:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 คราปักษาปะทะนักฆ่าอีกครั้ง
แบบอักษร

​ตอนที่ 29 คราปักษาปะทะนักฆ่าอีกครั้ง

          ยามรัชนีมีรัศมีแสงเดือนทอเจิดจ้าเหนือแผ่นฟ้า ผืนนภาสีดำสลัวระบายด้วยมวลหมู่เมฆาสีอิฐเทาเป็นชั้นเรียงรายประหนึ่งรอยขวนอุ้งเท้าพญาราชสีห์ ณ หลังคามุงกระเบื้องปรากฏเงาเค้าโครงสตรี โซฟีทอดตามองกลุ่มหญิงสาวเบื้องล่าง บนลานกว้างไร้ซึ่งผู้ใดนอกจากพวกเมรัย บรรยากาศเข้มขรึมมีความเงียบสงัดประหนึ่งช่วงเพลาก่อนมีพายุฝนฟ้าคะนอง ความตายคืบคลานจากใต้ฝ่าเท้าโซฟี ผมปกหน้าพลิ้วเปิดเผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานดุจดวงตาอสูรกาย นางคลายอ้อมกอดตุ๊กตาแมว พลางลดมันลงแนบกระโปรง

          ไม่มีใครรับการคงอยู่ของโซฟี กระทั่งนางทะยานตัวลงสู่ด้านล่างอย่างอุกอาจ

          ม่านถูกเลิกขึ้นพร้อมการมาเยือนอย่างมิคาดฝัน เหล่าตัวละครหลักและตัวประกอบต่างตกตะลึงมิทันเตรียมใจต้อนรับ

          ฝีเท้าเบาหวิวแตะสัมผัสแผ่นอิฐที่อาบด้วยแสงสีส้มพร่างพราว เงาดำสั่นคลอน สาวน้อยหรี่ตาจับจ้องพวกเมรัย ในความสงบไร้แววแปรผัน นารี เรไร และลีโอน่าที่คุยกันเมื่อครู่ต่างหยุดชะงัก ด้วยพวกนางมิรู้จักโซฟี และยิ่งไม่เข้าใจว่านางโผล่มาจากหนใด  

          “…”เมรัยรับรู้ถึงสายตาอาฆาตตั้งแต่ออกจากโรงละคร นางมิประหลาดใจสำหรับการมาของโซฟี เมรัยมีสัญชาตญาณระดับสูง และแลเหมือนนางมีชะตากรรมผูกมัดกับโซฟีอย่างลึกซึ้ง “เจ้ามาชมงานศิลป์เช่นกันหรือ”

          เมรัยที่คราวแรกเดินไล่หลังกลุ่ม ค่อยๆย่างกรายมาด้านหน้า นางยกแขนขวางเรไรและนารี ดันเพื่อนๆไว้ข้างหลังเจนตาปกป้องชัดเจน

          สุ้มเสียงนางราบเรียบระคนหยอกล้อสี่ส่วน ให้รู้สึกละม้ายเวลาเพื่อนเก่าเจอกันโดยบังเอิญ

          “…”โซฟีประสานตากับเมรัย สองนัยน์เนตรสืบผสาน นักเชิดหุ่นน้อยมิพูดพร่ำทำเพลง นางโยนตุ๊กตาแมวพลันมันแปรเปลี่ยนเป็นหุ่นกลแมวมรณะทันที เครื่องจักรสังหารแพร่จิตคุกขามเข้มข้น เรไรที่ไม่เข้าใจอันใดจึงตื่นตกใจโดนพลัน

          “เจ้าเป็นใคร!”เมรัยหน้าเหวอด้วยคิดไม่ถึงว่าเรไรจักเสียการควบคุม ปักษาน้อยดึงตราสัญลักษณ์จากกระเป๋าพลันปากเอ่ยคำพูดปลดพันธนาการ “สวมเกราะอาภรณ์นักรบ”

          ไอความเย็นประหนึ่งน้ำแข็งพันปีแตกซ่านเป็นริ้วคลื่นสาดทั่วทุกสารทิศ พร้อมด้วยปักษาน้อยในชุดเกราะนักรบประจัญบาน กระโปรงลูกไม้พลิ้วสะบัดและเกราะไหล่สีเงินคราม นางกระโจนไปยืนเบื้องหน้าหุ่นกลแมว สีหน้าเรไรแลดุดัน หยิ่งทระนง แววตาคมกริบประหนึ่งคมดาบในอุ้งมือ อีกด้านหนึ่งนารีรู้สึกสังหรณ์ใจมิดีจึงรีบกันลีโอน่าออกนอกวง เมรัยสีหน้ามิสู้ดีนัก

          คนที่ต้องการคำตอบคือพวกเมรัย กระนั้นโซฟีมิมีแผนยอมบอกเล่าให้อีกฝ่ายฟังตั้งแต่แรกแล้ว สิ่งที่นางทำมีแค่สังหาร ทำลายล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับตามคำสั่งผู้ว่าจ้าง

          ไม่ว่าใครขวางทางนาง นางจักกำจัดให้หมด

          สาวน้อยในชุดเดรสกระโปรงสั้น ในมือหยิบลูกระเบิดชนิดพิเศษและขว้างใส่พื้น เสียงระเบิดแตกดังเปรี๊ยะพร้อมการเปลี่ยนแปลงของบริเวณโดยรอบ ระเบิดที่โซฟีใช้เมื่อครู่คือระเบิดเขตแดนปิดตาย[โซนแอเรีย]มันคืออาวุธมาโฮที่เก็บงำพลังมาโฮสายพิเศษไว้ภายใน หากเมื่อใดที่มันแตกจะส่งผลให้พลังมาโฮนั้นทำงานทันที โดยจะเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่โดยรอบเป็นบริเวณกว้าง นึกๆภาพคล้ายๆกางเขตแดนปิดกั้น ขังทุกผู้ไว้ข้างในมิให้ใครหนีออกไป และก็ไม่ให้คนภายนอกเข้ามายุ่มย่าม เป็นเขตแดนสำหรับใช้ขจัดผู้ไม่เกี่ยวข้อง

          มนุษย์และสัตว์ที่มีพลังมาโฮระดับต่ำจะถูกกีดกันออกไปทันที และสำหรับผู้ที่มีพลังมาโฮสูงจะถูกขังไว้ในเขตแดน ในที่นี้กลุ่มเมรัยทุกคนถูกขังในเขตแดนทั้งหมด ไม่เว้นแต่เมรัยที่ไร้ซึ่งพลังมาโฮโดยสมบูรณ์

          โลกในเขตแดนไม่มีความแตกต่างจากโลกปกติ แต่ก็เปรียบเหมือนอีกโลกหนึ่ง เวลาที่แสดงผลจำกัดยี่สิบนาที ในช่วงดังกล่าวไม่มีใครออกไปได้ “กำจัดพวกมันแคนดี้”

          โซฟีโยนคำสั่งจู่โจมท่ามกลางความสงสัยที่ยังมิมีใครไขกระจ่าง กระนั้นไม่ว่าโซฟีคิดเช่นไร สิ่งที่นางทำก็พอให้เรไรโมโห ปักษาน้อยในชุดเกราะอัศวินหรี่ตาด้วยความดุร้ายพลันทะยานตัวฟาดฟันกับหุ่นกลแมวอย่างรุนแรง กระแสลมพัดกรรโชก อากาศถูกความเย็นของดาบเล่มใหญ่ฟันขาดสะบั้นเป็นสะเก็ดน้ำแข็งระยิบระยับ

          “หยุด…คงบอกมิทันแล้วกระมัง”เมรัยหน้าเจื่อน นางเข้าใจว่าเรไรมีนิสัยใจร้อนเหมือนกระทิงแดง กระนั้นนึกมิถึงว่าโซฟีจักใจร้อนเช่นกัน เวลาคนใจร้อนเจอกันเป็นไปได้ที่จะตีกันโดยไม่มีสาเหตุ  

          “เมรัยนี่หมายความว่าอย่างไร”นารีกลัดกลุ้ม ขณะมองเรไรห้ำหั่นกับเครื่องจักรมรณะด้วยความเร็วเหนือมนุษย์

          “ข้ามิรู้เช่นกัน..”เมรัยไม่รู้ความจริง กระนั้นหากให้นางเดา “ข้าว่าสาวน้อยคนนั้นคงหมายหัวพวกเรา…กระมัง”

          “หา”นารีให้ตะลึงตาเบิกกว้าง ตั้งแต่ลงมาโลก ดวงดาวน้อยยังมิสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใด นางเชื่อว่าเมรัยและเรไรก็เช่นกัน แล้วเหตุใดจึงมีคนตามล่าพวกนางเล่า น่าสงสัยยิ่งนัก

          “มิต้องห่วงน่า เรไรรับมือไหว”

          เมรัยพูดอย่างมั่นใจเจ็ดส่วน ภาคภูมิใจสามส่วน ใช่ว่านางมิอยากช่วยสหายรัก เพียงแต่สำหรับนักรบแล้ว การประลองกำลังหนึ่งต่อหนึ่งถือเป็นเรื่องเกียรติยศและศักดิ์ศรี มิควรให้มือที่สองหรือมือที่สามเข้าแทรกแซง และยิ่งกว่านั้นคือเมรัยมิอยากรุมรังแกฝ่ายโซฟีที่มาเพียงลำพัก เมรัยหลุบตามองโซฟี ในใจมิรู้คิดอันใด เพียงแต่สีหน้าแลกังวลห่วงใยสี่ส่วน

          นารีมิอยากยอมรับความคิดเมรัย กระนั้นเรื่องรบกวนการต่อสู้ของเรไรและโซฟีก็มิใช่เรื่องที่ควรทำ แต่ละฝ่ายเป็นเด็กน้อยทั้งคู่ ให้พวกนางที่อายุมากกว่าผสมโรงด้วยคงถูกหาว่าใช่คนมากรุมคนน้อยกระมัง หากทำเช่นนั้นฮ่องเต้หญิงคงละอายใจมิน้อย

          “ไว้เรไรมิไหว แค่ไปอุ้มแล้วเผ่นละกัน”เมรัยเสนอแผนลับๆกับนารี ลีโอน่ายืนแอบฟังข้างหลังยังจับต้นชนปลายมิถูก ทว่านางมิทำอันใดวู่วาม ยืนดูอย่างเฉยเมย พลางให้กำลังใจเรไรเงียบๆ

          อีกด้านหนึ่ง เรไรทุ่มกำลังห้าส่วนฟาดฟันกับหุ่นกลแมวมรณะ ดาบสีเงินยวงทอประกายพลังมาโฮสีฟ้าเรืองรอง มันเหวี่ยงสะบัดกระแทงกรงเล็บของเจ้าหุ่นกลแมวมรณะจนบังเกิดเสียงกรีดกระชาก เสียงเหล็กตีกระแทงส่งแรงสั่นสะเทือนสู่พื้นและผิวน้ำสั่นไหว สีหน้าเรไรเย็นยะเยืองด้วยความเย็นชาประหนึ่งดวงตาราชินีน้ำแข็ง นางใช้มือพลิกและเท้ากระโดดเท้าเหยียบกรงเล็บศัตรู ใช้เป็นแท่นส่งตัว พลันพลิกร่างหมุนกลางอากาศเงื้อดาบฟังฉาบตรงใส่หัวหุ่นกลแมว

          พรวด!แรงมหาศาลอัดผ่าหัวหุ่นกลแมวจนมันผงะถอยหนี มันสะบัดศีรษะด้วยความมึนงง กระนั้นรอยยิ้มของมันยิ่งแลน่ากลัวน่าสะพรึงเพิ่มขึ้นพันทวีราวกำลังสนุกสนามกับคู่ต่อสู้ที่มิอาจโค่นได้โดยง่าย มันดีดกระดิกกรงเล็บและหยุดนิ่งมองหาช่องว่างเหยื่อ ปักษาน้อยลดตัวลงสู่พื้นพลางตั้งดาบเตรียมป้องกัน ท่วงท่านักรบของนางช่างสง่างามแข็งแกร่ง ปราณความกล้าหาญและผึ่งผายแตกซ่านรอบตัวดุจผ้าคลุมล่องหน  

          “…”

          “…”

          ฟิ้ว!หนึ่งดาบฟาด หนึ่งอุ้งมือแหลมคมฟาดสวน ทั้งสองอัดกระแทงกันจนหยุดชะงักในเสี้ยวลมหายใจ พลันตามติดด้วยการกระหน่ำตีอย่างดุเดือด พรวด!พรวด!

          สองสัตว์ประหลาดประชันหน้ากันบนลานกว้างอันเงียบสงบดุจสุสานป่าช้า เสียงดาบและกรงเล็บตบตีดังสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดไฟปริแตกทอประกายงดงามปานประหนึ่งดองไม้ไฟในคืนงานเทศกาล เรไรมิยอมถอย หุ่นกลแมวมิยอมเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างหมายสยบอีกฝ่ายโดยเร็ว มิอยากทิ้งเวลาให้ตนหมดแรงเสียก่อน พลังมาโฮเรไรมีมากมายล้วนสถิตในกายนาง ตอนนี้นางใช้แรงเจ็ดส่วนแล้ว ส่วนทางด้านหุ่นกลแมว มันมีแหล่งพลังจากโซฟี ยิ่งสู้นานเท่าไหร่ ภาระยิ่งกดทับบนบ่าโซฟีซึ่งพลังมาโฮของนางมีไม่น้อยเช่นกัน ตอนนี้พลังที่ส่งให้หุ่นกลมรณะ ส่งไปเจ็ดส่วน

          ฝีมือสูสีอย่างน่าประหลาด เรไรยอมรับนับถือฝีมืออีกฝ่ายจากใจจริง กระนั้นนี้มิใช่เหตุให้นางยอมรับความพ่ายแพ้

          “ฝีมือไม่เลว..”เรไรมิเคยชื่นชมใคร โซฟีเป็นคนแรกที่เรไรยอมรับว่าทำให้ตนต้องทุ่มสุดตัวจริงๆ เรไรปิดม่านตา มือกุมด้ามดาบแน่น พลังมาโฮเริ่มแพร่สยาย ออร่าสีน้ำเงินเข้มราวท้องฟ้ารัตติกาลรวบรวมไว้ที่คมดาบเงิน พลางกวาดดาบไปด้านข้างลำตัวพร้อมลำแสงสีเงินเบาบาง

แรงกดดันปะทุ ไอความเย็นทำให้ปักษาน้อยหายใจเป็นควันขาวโพลน

“..ชิ”โซฟีประเมินพลังคู่ต่อสู้ต่ำไป นางนึกมิถึงว่าอีกฝ่ายร้ายกาจถึงขั้นรับมือกับนางได้เป็นเวลานาน โซฟีรับรู้ถึงกระแสพลังมาโฮที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ณ ดาบของอีกฝ่าย ถ้าหากอีกฝ่ายเอาจริง นางอาจตกเป็นเพลี่ยงพล้ำ ดังนั้นแล้วโซฟีสมควรทุ่มสุดตัวเช่นกัน

          “ลุยเลยแคนดี้”โซฟียื่นมือไปข้างหน้า พลันถ่ายทอดพลังมาโฮให้หุ่นกลมรณะ เส้นใยสีแดงโลหิตพุ่งจากปลายนิ้วทั้งห้าสาวน้อยเชื่อมต่อกับร่างหุ่นกลแมว พลันมันรับพลังจากผู้ควบคุม รอยยิ้มยิ่งบิดเบี้ยวราวตัวตลกที่ใกล้สติแตก ร่างกายเหล็กกล้าสั่นโครมครามด้วยความตื้นเต้นราวได้รับยากระตุ้น ดวงตาสัตว์ร้ายเผยแววอาฆาตเฉกเช่นพญายมทูต ไอความตายปรากฏเป็นออร่า

          เปรี๊ยะ! ฉากการต่อสู้ดุเดือดจนมิอาจละสายตา เมรัยและเรไรกลั้นหายใจภาวนาให้เรไรมิพลาดพลั่ง

          ปักษาน้อยหมายปกป้องพวกเมรัยด้วยชีวิต นางมิมีทางพ่ายและล้มลงแน่ “ฮึ”เรไรพุ่งทะยานตวัดดาบฟันกระหน่ำดุจพายุฝนเทโปรยปราย การเคลื่อนไหวหลุดกรอบความเป็นจริงกำลังฟาดฟันปะทะกรงเล็บหุ่นกลมรณะด้วยความเร็วเหนือสายลมสวรรค์ เรไรถีบเท้ากระโจนหลบ พลันเหวี่ยงดาบสาดเสาน้ำแข็งใส่ศัตรู เสาน้ำแข็งก่อกำเนิดจากความว่างเปล่าพุ่งทิ่มร่างหุ่นกลแมวมรณะเต็มสิบส่วน มันถูกกระแทงจนตัวปลิวละลิ่ว

          กระนั้นพริบตามันก็ตั้งหลักพุ่งกระโจนบินเข้าใส่เรไรทันทีโดยไม่มีความลังเล และไม่สนใจรอยร้าวบนผิวเหล็กสีทองคำ มันเหมือนมนุษย์หมาป่าแห่งทุ้งต้องห้ามที่มิสนใจความเจ็บปวด มุ่งเน้นหมายฆ่าและสังหารเหยื่ออย่างแท้จริง ส่วนโซฟีที่เชื่อมสัมผัสกับหุ่นกลแมว สีหน้านางซีดเผือกเล็กน้อย แววตาฉายความเจ็บปวดระริก กระนั้นมิมีแววท้อแท้

          ในเมื่อเล่นกันแรงเช่นนี้ นางขอเล่นแรงเช่นกัน

          “ห้ามถอยนะแคนดี้!”โซฟีตะโกนพร้อมถ่ายทอดพลังเพิ่มขึ้นอีกระดับ หุ่นกลมรณะยิ้มดีใจ มันเคลื่อนไหวเร็วขึ้นจนเรไรมองตามไม่ทัน จู่ๆมันก็สะบัดกรงเล็บฟันใส่แขนขวาเรไร ยังดีที่แม้ตามองไม่ทัน แต่ประสาทส่วนอื่นเรไรตามทัน จึงสามารถยกดาบตั้งฉากรับกรงเล็บได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด แม้แขนไม่ขาด แต่ร่างก็ถูกซัดกระแทงชนระเบียงสะพานจนพังทลาย

          “เรไร!”เมรัยและนารีร้องด้วยความผวา สภาพการณ์ตอนนี้หลุดการควบคุมอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเรไรหรือโซฟีต่างทุ่มกำลังเต็มสิบส่วน  

          ปักษาน้อยได้ยินเสียงพวกพ้องร้องด้วยความกลัวอกสั่นขวัญแขวนก็กัดฟันกรอด ใช้ดาบปักพื้นพยุงร่าง แม้บาดเจ็บจนหัวแตกมีเลือกไหล แต่นางยังสู้ไหว

          “…”เรไรยกดาบขึ้นด้วยสองมือ บ่งบอกเจตนาว่าเรื่องยังไม่จบ นางเริ่มเปิดฉากสวนคืนทันทีโดยไม่ฟังคำห้ามของเมรัยและนารี ตอนนี้นางต้องชนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

          “!!”

          พลังมาโฮสร้างลิ่มน้ำแข็งและเสาน้ำแข็งทุกครั้งที่นางสะบัดดาบใส่หุ่นกลแมวมรณะ บางครั้งมันหลบเลี่ยงได้ บางครั้งมันมิอาจหลบทันจึงโดนทิ่มจนผิวแตกเป็นเสี่ยง ความเสียหายของมันทำให้ผู้เชิดหุ่นบาดเจ็บไปด้วย ยามนี้ทุกฝ่ายเหนื่อยล้าและมีบาดแผลทั่วร่าง เหงื่อกาฬเม็ดเล็กรินไหลบนแก้มเรไร นางอ้าปากหอบหายใจ หุ่นกลแมวมรณะตัวสั่นด้วยความเจ็บปวดทรมาน กรงเล็บบิดงอ หัวมันแตกมีรอยร้าวถึงส่วนดวงตา กระนั้นรอยยิ้มยังคงสภาพเช่นเดิม แลมันรู้สึกร่าเริงเสียด้วยซ้ำ  

          ไม่สนว่าเจ้าของมันจักมีสภาพปางตายเช่นไร

          โซฟีแม้ยืนไม่ไหวแล้ว แต่นางพยายามฝืนรั้งมิให้ตนทรุดเข่า สภาพนางมิต่างจากเรไรแม้แต่น้อย กระนั้นหัวใจสาวน้อยทั้งสองยังเปี่ยมด้วยเปลวเพลิงแห่งความเชื่อมั่นแรงกล้า ไม่ยอมแพ้ให้อีกฝ่าย ศักดิ์ศรีอันหนักอึ้งมิยอมให้ถอยเด็ดขาด  

          คนชนะต้องเป็นข้า!

          กลุ่มคนนอกยืนมองต่างอยากเข้าไปห้าม แต่เมรัยกลัวว่าพอบอกห้ามแล้ว ตนจะถูกเรไรต่อย โซฟีกระทืบซ้ำ  

          “ใกล้จบแล้วๆ”เมรัยกำมืออธิษฐานขอให้การต่อสู้นี้จบโดยเร็ว อย่าให้มันทรมานเด็กตัวน้อยๆเลย

          คำขอเมรัยเป็นจริง เพราะการต่อสู้ดำเนินถึงจุดตัดสิน เรไรงัดไม้ตาย โซฟีงัดเช่นกัน วัดกันไปเลยว่าใครจะรอดใครจะดับสลาย ปักษาน้อยหรี่ตา ดวงตาอบอวลด้วยประกายความบ้าบิ่นและพลังลึกล้ำ นางเหวี่ยงดาบไปข้างลำตัวและตวัดเงื้อสูง ปลายดาบสีฟ้าอมน้ำเงินขี้ท้องเวหา พลังมาโฮฤดูหนาวลายล้อมพร้อมรวบรวมไว้เหนือศีรษะ ฝ่ายโซฟี นางส่งพลังเฮือกสุดท้ายให้หุ่นกลแมวมรณะ หุ่นกลแมงกางแขนและวางกรงเล็บไว้ข้างซ้ายขวาท่าทางเหมือนกำลังรวบรวมพลังเช่นกัน

          คลื่นพลังสองสายตีกระแทงทำให้อากาศรอบด้านแปรปรวน ลมพัดกระหน่ำ เศษหินกลิ้งไถล คราวเวลาตัดสินมาถึง ไอพลังสีน้ำเงินท้องทะเลดาราจักรและไอพลังสีแดงเพลิงขุมนรกอเวจี

          เรไรเบิกตากว้าง โพล่งเสียงดังกังวานพร้อมฟันฉาบผ่าตรง “อัดฟ่าบาบิลอน![คัมภีร์ผนึกแดนนภาลัย]” พลังมาโฮฤดูหนาวแปรเปลี่ยนอณูธาตุให้กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งพุ่งกวาดซัดใส่ศัตรูเบื้องหน้า ภาพภูเขาน้ำแข็งทะลักราวคลื่นน้ำทะเลซัดถล่มชายฝั่ง สูงหกเมตรพร้อมแช่แข็งทุกสรรพสิ่งที่ขวางทาง ความตายสีน้ำเงินไร้ซึ่งผู้ใดสามารถหยุดยั้ง กระนั้นมันยังมิพอสยบโซฟี ฝ่ายหุ่นกลมรณะรับรู้ถึงคลื่นพลังมหาศาล มันไร้แววกริ่งเกรง ปราศจากความกลัวตายโดยสิ้นเชิง

          มันงอแขนและแนบกรงเล็บเหนือส่วนอก พลันมันหมุนตัวราวกางผ้าคลุมราวนักระบำ หัวหมุนหนึ่งรอบพร้อมตวัดกรงเล็บกรีดใส่ภูเขาน้ำแข็งอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน เจ้าพุ่งมา ข้าฟันกลับ

          ฟิ้ว---

          “พจนานุกรมหมื่นอักษร![ประกาศิตสั่งตาย]”โซฟีกล่าวเสียงอำมหิตปานผู้สั่งประหารนักโทษเดนตาย ดวงตาสีแดงทับทิมทอประกายเยียบเย็นดุจหัวใจวิญญาณแค้น พร้อมด้วยกรงเล็บหุ่นกลมรณะที่อาบออร่ามาโฮสีแดงโลหิตฟันสะบั้นภูเขาน้ำแข็งแตกเป็นสองท่อน

          พลังที่สามารถสาปส่งทุกอย่างเป็นน้ำแข็งหมื่นปีปะทะพลังคมกริบที่สามารถฟันหัวเทพสงครามขาดสะบั้น

          ความทักเทียมที่น่าตกตะลึง ทำให้ผลลัพธ์คือความพินาศและความเสียหายทั้งสองฝ่าย

          “อึก”โซฟีกระอักเลือดสาดพื้น

          “..”

          เรไรและโซฟียืนแน่นิ่ง คราวฝุ่นควันขาวจางหายไปทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า ปักษาน้อยก้มหน้าพลางร่างกายหงายหลังล้มช้าๆ “ช่วยนางเร็ว!”เมรัยรีบปลีกเข้ารับเรไรที่สลบไสลไร้สติ เนื้อตัวหนาวเย็นปานศพ นางหลับตาหมดแรง ยังดีที่มีลมหายใจโรยรินให้เมรัยโล่งอก อีกด้านโซฟีแม้ยังยืนไหวแต่สติเริ่มพร่ามัวเลือนรางเต็มที นางมองเรไรหมดสภาพพลางแอบยิ้มน้อยๆ

          “แคนดี้..”

          โซฟีส่งเสียงแผ่วเบาราวเสียงกระซิบเรียกหุ่นกลกลับ มันได้รับความเสียหายสาหัสจนแขนซ้ายขาดกระจุย คราวมันผุดโผล่ประกบข้างสาวน้อยและใช้แขนขวาที่สภาพเละเทะอุ้มนางขึ้น นักเชิดหุ่นน้อยมองส่งพวกเมรัยด้วยความเจ็บใจ และให้หุ่นกลนำพานางหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

          เขตแดนที่โซฟีกางไว้สลายไปพร้อมกัน ส่งทุกคนคืนสู่โลกแห่งความจริง ทุกอย่างจบลง พื้นที่โดยรอบไร้ร่องรอยความเสียหาย

          “เรไรฟื้นสิ”นารีกอดเรไรพยายามเรียกสติ กระนั้นเรไรนอนนิ่งไร้เค้าตอบสนอง ดวงดาวน้อยรู้สึกใจหายยิ่งนัก นางทิ้งความสงสัยเอาไว้ข้างถนนและรีบพาเรไรกลับบ้านเด็กกำพร้า ส่วนเมรัยนั้น มิรู้สึกตัวว่าตนเองใช้สายตาห่วงใยมองโซฟีตราบกระทั่งเงาอีกฝ่ายจากไปไกล…

--

ข้าแบกเอง เมรัยกล่าวพลางรับเรไรแบกไว้บนหลัง หมอผีน้อยมีเรี่ยวแรงพละกำลังมากที่สุดในบรรดาสตรี นางวิ่งหอบเรไรมาถึงบ้านเด็กกำพร้า ครั้นส่งมอบให้แคโรไลน์ แม่วัวสาวตื่นตกใจเมื่อทราบเรื่องปักษาน้อย นางวางงานบนโต๊ะลุกพรวดพราดมาพินิจดูเรไร และบอกทุกคนขึ้นไปห้องชั้นสอง   

          “พี่แคโรไลน์ อาการเรไรเป็นเช่นไรรึ”เมรัยร้องถามแผ่วเบา ปากหมอผีน้อยสั่นเทิ้มยากควบคุม แคโรไลน์คลี่ยิ้มละไมฝ่ามืออ่อนโยนลูบไล้ศีรษะเมรัยประหนึ่งมารดาปลอมประโลมลูกสาว บอกให้พวกเมรัยวางใจ  

          “รอข้างนอกนะจ๊ะ”แม่วัวสาวเอ่ยทำนองนุ่มนวล นางปิดประตูมิหมายให้ใครล่วงรู้เทคนิควิธีการรักษาโรคร้ายแบบฉบับแคโรไลน์ แม่วัวสาวหันหลังพิงประตู ยามนี้นางมิอาจคงรอยยิ้มสง่างาม นัยน์ตาสีหมอกทองมีไอควันลอยอบอวบแฝงความเจ็บปวดรวดร้าวสามส่วน นางเดินอุ้ยอ้ายไปที่ตู้เก็บของและเปิดลิ้นชักหยิบกล่องเครื่องมือประถมพยาบาล

ภายนอกหน้าต่างมีหมู่เมฆเทาขุ่นมัวลอยบดบังดวงเดือนครึ่งซีกแลมีแววฝนตก ภายในแสงไฟเหนือแท่งเทียนส่องสว่างไสวก่อร่างสร้างโครงเงาสลัว

แคโรไลน์หย่อนก้นลงขอบเตียงผู้ป่วย ดวงตาเสน่ห์จับจ้องใบหน้าเรไรด้วยความสงสาร

          เพราะนางคือผู้ใหญ่มีเด็กเป็นฝูงให้ดูแลมิเว้นวัน แต่ละคนล้วนนิสัยบ้าบิ่นรักสนุกมิต่างจากลิงวานร พวกนางก่อเรื่องและบางครั้งได้รับบาดเจ็บมีแผล เลือดไหล ดังนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่แคโรไลน์จักรู้วิชาแพทย์พื้นฐาน นางเปิดกล่องที่ด้านในมีชั้นใส่ขวดยา ผง สมุนไพร หินศิลา และเครื่องบด นางมิรีรอเริ่มลงมืออย่างระมัดระวัง

          ความร้อนรนในกายทำให้ผิวเนียนนุ่มมีเหงื่อไหลชุ่ม แคโรไลน์บางครั้งก็นึกถามว่าเหตุใดคุณแม่จึงประทานก้อนเนื้อท่อนบนใหญ่ๆให้นางนะ เวลานางจักก้มจักเงย ทำอันใดล้วนติดขัดยุ่งยาก อย่างเช่นตอนนี้ นางจนปัญญาต้องแปะปกเสื้อออกกว้าง เปิดให้เนินอกแผ่ผลิบานเพื่อขับถ่ายไอร้อน แคโรไลน์สูดหายใจฟู่มืออังหน้าผากเรไร จับชีพจร ปักษาน้อยนอนแน่นิ่งไร้ความเคลื่อนไหว อุณหภูมิในตัวเรไรเย็นยะเยืองจนแคโรไลน์ขมวดคิ้วนุ่ม นางจำได้ว่าเมรัยเคยบอกเรไรเป็นชาวปักษา ร่างกายปักษามีส่วนคล้ายมนุษย์ กระนั้นก็มิเหมือนกันเสียทีเดียว

          อาการบาดเจ็บภายนอกมีแผลถลอกตามจุดต่างๆ ขมับแตกมีเลือกไหล แคโรไลน์อดชื่นชมร่างกายเหล็กกล้าของเรไรมิได้ เพราะทั่วตัวเรไรภายนอกมีแผลบอบช้ำหลายจุดประหนึ่งถูกค้อนทุบตีอย่างหนัก แต่ภายในมิมีกระดูกชิ้นใดแตกหัก

          สาเหตุหลักที่ทำให้เรไรสลบคือการขาดพลังมาโฮ ใช้มาโฮมากเกินสังขารแบกรับไหว และฝืนดึงพลังจนกระแสมาโฮปั่นป่วนส่งผลให้ผู้ใช้มิอาจรักษาสติสัมปชัญญะ นี่คืออาการทั่วไปของผู้ใช้มาโฮที่มิระวังและประเมินพลังตนเองสูงไป ไม่รู้ว่าเรไรเจอเรื่องอันใดให้ใช้พลังมาโฮเกินตัว แต่แคโรไลน์รู้สึกโกรธนิดๆเพราะสาวน้อยมิรู้จักรักษาชีวิตตนเสียเลย คล้ายจักทุ่มสุดตัวจนมิคำนึงถึงชีวิต ช่างเป็นเด็กดื้อรั้น หยิ่งทระนง ยโสโอหัง บ้าคลั่งมิยอมหยุดจนกว่าจะสำเร็จ ต่อให้วิญญาณต้องพังทลายก็มิเป็นไร  

          เด็กเช่นนี้มักทำให้แคโรไลน์ห่วงพะวง ห่วงแล้วมิอาจทำอันใดนอกจากตักเตือน หากเทียบกับเด็กในบ้านทุกคนล้วนเชื่อฟังนาง นางดุสองสามครั้งก็หยุด แต่สำหรับเรไร ความดื้อในสันดานปักษาน้อยมิสรรหาวิธีเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมีแต่ต้องให้เรไรเรียนรู้วิธีคิดอย่างชายฉลาดดั่งเช่นนักปราชญ์ บทเรียนต้องเน้นความรุนแรงยิ่งกว่าเด็กคนอื่น แคโรไลน์คิด

          เฮ้อ แม่วัวสาวถอนหายใจ นับจากวันนี้นางต้องหมั่นสั่งสอนเรไรให้ควบคุมตัวเองเสียแล้ว ป้องกันมิให้เรไรบุ่มบ่ามใจร้อนแรงเฉกเช่นวัวกระทิง ในหัวครุ่นคิดเรื่องบทเรียนสั่งสอนเรไร ขณะเดียวกันมือไม้ก็ลูบเอวลูบหน้าผากสาวน้อย แคโรไลน์หยิบยาน้ำในกล่องพลางมองเรไรด้วยความลำบากใจ สมองนึกหาวิธีป้อนยาผู้ป่วยนอนสลบ พลันแคโรไลน์ตาวาว ในห้องไม่มีคนอื่น นางจึงเปิดขวดยาและดื่มอมไว้ในช่องปาก พลันยื่นปากไปแนบริมฝีปากเรไร

          รสขมผสมหวานราวน้ำเชื่อม แคโรไลน์ป้อนยาให้เรไรเรียบร้อยจึงถอนริมฝีปากช้าๆ สีหน้าแม่วัวสาวแดงระเรื่อ คราวแสงเทียนสะท้อนใบหน้าทำให้นางแลเหมือนภูตพรายกำลังลักหลับเด็กไร้เดียงสา  

          ยาเมื่อครู่คือยาเพิ่มมาโฮ แคโรไลน์ต้องจัดยาให้เรไรอีก กระนั้นสำหรับคืนนี้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แคโรไลน์ลูบหน้าผากเรไร หยิบผ้าพันแผลและสมุนไพรจากตลับลงมือทำแผลภายนอก คราวสภาพเรไรเปลี่ยนจากลูกหมาโดนกัดเป็นลูกหมาแข็งแรงเรียบร้อยแคโรไลน์จึงลุกยืน มือบีบนวดทรวงอกอ่อนนุ่มพยายามคลายความร้อนรุ่ม พลางหยิบตะเกียงไฟบนหัวเตียงย้ายมันมาวางห่างๆผู้ป่วย ด้วยรู้ว่าเรไรมิชอบความร้อนระอุ ทุกการดูแลล้วนเปี่ยมด้วยความใส่ใจอาทรดุจดังมารดาผู้ให้กำเนิด แม้ไม่มีสายเลือดเชื่อมโยงใย กระนั้นยามนี้แคโรไลน์วางตำแหน่งให้ปักษาน้อยเป็นลูกสาวที่นางต้องดูแลอีกคนหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับเมรัยนารี จักว่าไปเรไรกับนารีก็เป็นเมียเมรัยนี่นา คงต้องเรียกลูกสะใภ้กระมัง แคโรไลน์พยายามคิดอย่างซุกซนทำให้สีหน้าตนเองเปี่ยมด้วนมนสะกดและรอยยิ้มละมุนละม่อม         

อีกฝั่งหนึ่งนารี เมรัยมิอยากก่อปัญหาให้แคโรไลน์ พวกนางจึงยืนเฝ้าหน้าห้องอย่างพะวักพะวน ระหว่างยืนรอ ลีโอน่าเหลือบเห็นศีรษะกลมดิกสีสันแดงชมพูที่ขอบระเบียงบันได พวกเด็กๆทำตัวลับๆล่อๆคล้ายมิกล้าเปิดเผยตัวกลัวใครเห็น ลีโอน่าครุ่นคิดในใจด้วยสีหน้าเรียบเฉย คิดว่าบางทีเวลานี้คงเป็นเวลาเล่านิทานกระมัง ปกติพี่โรไลน์คงรับหน้าที่ กระนั้นยามนี้

ลีโอน่าเงยหน้าใช้หางตามองกลุ่มเด็กสาวอายุเจ็ดแปดขวบที่มิอาจนอนได้หากมิได้ฟังนิทานกล่อม นักไวโอลินสาวแผ่วหัวร่อ คราวปลีกตัวไปดูแลพวกเด็กๆแทนแคโรไลน์ รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแทน  

นางเดินด้วยฝีเท้าเงียบกริบ เงียบจนเมรัยและนารที่ใจแขวนบนเส้นด้ายมิทันสังเกตเห็นและได้ยิน   

คราวหลังจากนั้นมินานนัก แคโรไลน์เปิดประตูพร้อมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มบางๆดวงตาหยาดเยิ้มมีไอหมอกขาวปกคลุม ใบหูเรียวยาวลู่ต่ำ นางจัดเสื้อผ้าให้มิดชิดเก็บซ่อนส่วนล่อแหลม พลางบอกเล่าอาการเรไร “นางมีไข้ ยิ่งสูญเสียมาโฮมากอาการจึงทรุดหนัก”

          แคโรไลน์ลอบเห็นสีหน้าย่ำแย่ของเมรัยและนารีจึงมิคิดปิดบังรายละเอียดสาเหตุ อาการป่วยเรไรหนักพอสงควรหากเทียบกับผู้อื่น กระนั้นตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว มิมีเรื่องน่าห่วง “นอนพักสามสี่วันก็หายจ๊ะ ถ้าเราช่วยกันดูแลมิแน่นางอาจฟื้นภายในสองวัน”แคโรไลน์โอบกอดพวกสาวน้อย นารีและเมรัยซุกหัวจมเนินอกแคโรไลน์ ครั้นความอบอุ่นละมุนละม่อมถ่ายทอดสู่พวกนางจึงคลายใจลงหลายส่วน

          เมรัยหลุบตาใช้จมูกสูดกลิ่นหอมกรุ่นขณะส่ายหน้าซุกไซ้ยอดพรูใต้อาภรณ์สีเขียวไผ่“คืนนี้พวกเรานอนกับเรไรได้หรือไม่”เมรัยถามเช่นนี้ เพราะอยากอยู่เฝ้าเรไรใกล้ๆ แต่แคโรไลน์ส่ายหน้า บอกเพิ่มเติมว่าเรไรมิใช่มีอาการเหมือนเช่นคนทั่วไป เมรัยเข้าใจจึงก้มหน้าหงอย แขนโอบกอดเอวแคโรไลน์“พวกเจ้าเหนื่อยทั้งคืนแล้ว สมควรนอนพักเช่นกัน”พวกเมรัยแม้มิได้ใช้แรงมากเท่าเรไร กระนั้นปัญหาใจทำให้พวกนางรู้สึกเมื่อยล้ามิน้อย เมรัยลอบมองเรไรบนเตียง พลางดึงสายตากลับ นางรู้สึกผิดยิ่งนักที่ปล่อยให้สหายรักสู้เพื่อปกป้องพวกตน

          “พวกเราขอเข้าไปดูได้หรือไม่”นารีถาม แคโรไลน์มิปฏิเสธ ปล่อยเมรัยกับนารีผละจากอ้อมอก พวกนางเข้ามาในห้องอันมีแสงเทียนริบหรี่ ครั้นเห็นสีหน้าปักษาน้อยดีขึ้นแปดส่วนไร้แววเจ็บปวดทรมาน พวกนางจึงโล่งอก “คืนนี้พักผ่อนก่อนเถอะ” นารีหลุบตา แท้จริงนางอยากปรึกษาเมรัย กระนั้นคิดว่ายามนี้มิเหมาะพูด เมรัยคิดเช่นเดียวกันจึงตอบรับ

พวกนางช่วยปรนนิบัติเรไรอย่างเอ็นดู ปลดเสื้อผ้า เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ด้วยน้ำอุ่นๆ คราวจับเรไรนอนหงายและพร้อมห่มผ้าให้ นารีบีบมือเรไรภาวนาให้อีกฝ่ายฟื้นโดยเร็ว ส่วนเมรัยมือตบท้องน้อยเบาๆ ถัดจากนั้นทั้งสองก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ เตรียมตัวนอน  

          “พวกมีโอนอนแล้วรึ”ก่อนรักษาเรไร แคโรไลน์สั่งกำชับพวกเด็กๆในบ้านให้อาบน้ำและนอน วันนี้ไม่มีนิทาน กระนั้นพวกเด็กๆวัยนี้มีความอยากรู้อยากเห็นแรงกล้าจึงสงสัยว่าทำไมแคโรไลน์มิเล่านิทาน พวกนางแอบมาส่องๆแม้มิรู้ว่ามีเรื่องอันใด แต่ก็ได้ลีโอน่าไปเล่านิทานให้ฟัง

          แคโรไลน์และลีโอน่าพบกันที่ห้องครัวยามดึกสงัด แคโรไลน์บอกขอบคุณลีโอน่าที่ช่วยเล่านิทานให้เด็กๆฟัง ลีโอน่าบอกมิต้องเกรงใจ เพราะอย่างไร นั้นก็เป็นเรื่องที่นางสามารถช่วยได้  

          “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ”แคโรไลน์อยากฟังเรื่องจากเมรัย กระนั้นมิใคร่รบกวนพวกสาวน้อย แม่วัวสาวจึงโยนคำถามให้นักไวโอลินสาวที่สีหน้ายังแจ่มใสมิเค้าความง่วง ลีโอน่าเหลียวมองพี่แคโรไลน์ มือนางเกาะกุมสอดแทรกไว้ด้วยกันมิรู้จักอธิบายเช่นไร สำหรับลีโอน่า พี่แคโรไลน์ถือเป็นคนใกล้ชิด และรู้ว่าพี่แคโรไลน์ห่วงเรื่องพวกเมรัยอย่างจริงจัง

          ทั้งสองตกอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ลีโอน่ามิอาจรักษารอยยิ้มดั่งเช่นที่แล้ว กระนั้นนางฝืนยิ้มสู้เพื่อบอกตนเองยังไหว ทั้งสองย้ายก้นไปพูดคุยที่ห้องรับแขก แคโรไลน์ชกชาให้ลีโอน่าและนั่งฟังเงียบๆบนโซฟา สีหน้าแววตาแม่วัวสาวแม้มิย่ำแย่เท่าหมอผีน้อย กระนั้นประกายในดวงตาจางหายไปห้าส่วน นางฟังจบเป็นอันต้องระบายลมหายใจ ในค่ำคืนนี้สิ้นสุดลงด้วยแต่ละคนมีเรื่องต้องคิดอย่างหนักหน่วง ความโศกเศร้าทำให้รสชาติชาฝาดขมประหนึ่งหัวใจแคโรไลน์ยามนี้มิอาจเรียกหาความสุข มีเพียงความกลัดกลุ้มเย็นๆ…ดั่งท้องฟ้ายามนี้ที่มีสายฝนตก…โปรยปราย..

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น