rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 7

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 7

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.4k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2558 07:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 7
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

บทที่ 7 ตัดสินใจแล้ว ว่าจะไม่รักเธอ

ปัณผวาตื่นขึ้นในตอนดึกที่เงียบสงัด เขาฝันร้าย ฝันว่าถูกไล่ออกจากงาน โดนชลาธิปที่กลายร่างเป็นปีศาจกำลังวิ่งไล่ตะเพิดเขาออกมา ชูไม้กระบองหรา พร้อมฟาดลงบนกระหม่อมของปัณให้หัวแบะ ชายหนุ่มร่างบางหนีหัวซุกหัวซุน วิ่งไปจนเจอกับพันธุ์เทพที่ใส่สูทสีขาวทั้งตัวยิ้มสวยรอรับเขาอยู่ พันธุ์เทพโอบกอด ปลอบใจเขา โอบรับเขาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง แรงแขนที่โอบรอบตัวนั้นรัดรึงขึ้นเรื่อยๆ จนปัณเริ่มหายใจไม่ออก เขาพยายามสะบัดตัวออก เงยหน้าขึ้นมอง ปรากฎว่าพันธุ์เทพก็กลายเป็นปีศาจไปแล้วเช่นกัน

ตาแป๋วเหม่อมองในความมืด เขาขยับตัวไม่ได้มากนัก เพราะมีแขนหนักๆของเจ้าของเตียง วางพาดอยู่ที่ลำตัว
            “ปีศาจในฝัน” ปัณคิด ความตกใจยังคงทำให้ร่างทั้งร่างกระเพื่อมขึ้นลงเพราะหายใจแรง และ เหมือนหมอชลาธิปจะรู้สึกได้ถึงการขยับเขยื้อนนั้น เขากอดก่ายร่างบางให้แน่นขึ้นไปอีกทั้งๆที่ยังหลับอยู่
            “อยู่กับผมนะปัณ” ร่างหนาพึมพำ แล้วก็กอดอีกร่างจนตัวเล็กทนไม่ไหว มันเหมือนในฝันเมื่อสักครู่เลย เขาโดนกอดจนหายใจไม่ออก
            “คุณหมอ คุณหมอครับ”
            “หืม?” หมอชลาธิปส่งเสียงงัวเงีย
            “คุณหมอนอนดีๆสิครับ ผมหายใจไม่ออก”
            “ปัณอย่าไปไหนนะ” เขาพึมพำอีกรอบ
            “ผมไม่ไปไหนหรอกครับ แต่ตอนนี้ผมหายใจไม่ออกจริงๆนะ”
            “ครับๆ” หมอว่า แต่ก็ยังคงกอดปัณไว้แน่นๆเหมือนเดิม
            “คุณหมอ”
            “ปัณครับ นอนเถอะ ผมง่วงจริงๆ ปัณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ทำอะไรปัณ และก็ไม่ปล่อยให้ปัณเป็นอะไรด้วย นอนเถอะครับ” ปัณนอนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่บนเตียง ในอ้อมกอด “แน่นๆ” เช่นเดิม ขณะที่เจ้าของอ้อมกอดนั้นเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลัลลึกไปอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว
            ปัณนอนทบทวนถึงสิ่งต่างๆ รวมทั้งตัวคนที่นอนกอดอยู่นี่ด้วย เวลา
1 เดือนที่ผ่านมา คุณหมอย้ำเสมอว่ารู้สึกดีๆต่อกันและเขาก็เชื่อ คุณหมอคงจะรู้สึกดีกับเขาจริงๆ แต่มันเรียกได้ว่า “รัก” หรือเปล่า ปัณคอยระมัดรังความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ เขาเคยมีความรัก ที่ตอนนี้เป็นได้แค่ ... คนเคยรัก แล้วคุณหมอก็ยังไม่ใช่คนเคยรักด้วยซ้ำ ปัณยอมรับว่า ก็รู้สึกดีๆ แต่ก็ไม่กล้าถลำตัวเองไปมากกว่านั้น ความรักนั้นอยู่ด้วยยากยิ่ง บางครั้งเหมือนไฟที่เผาไหม้จนเสียหายยับเยิน แต่บางครั้งก็ปล่อยให้เหน็บหนาว ความพอดีอยู่ที่ไหน ปัณมองเจ้าของจมูกสันโด่งๆที่นอนอยู่ข้างๆ
            เขาตัดสินใจที่จะไม่กระโจนลงไปในวังวนแห่งความรักอีก แล้วก็นึกขำกับตัวเอง ...
            .... จะกลัวอะไร ระหว่างเขา กับ หมอชลาธิป มันยังไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ

 

“ปัณหายโกรธผมแล้วหรือยังครับ” หมอถามขณะนั่งแหมะอยู่บนโต๊ะกลางในห้องครัวที่มีเพียงเขากับพ่อบ้านหนุ่มอีกคนเท่านั้น
            “ครับ”  ฝืนยิ้ม ....  หมอชลาธิปมองก็รู้ แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็นเสีย เพราะไม่อยากจะกวนใจปัณมากไปกว่านี้ “งั้นวันนี้ปัณช่วยทำน้ำผลไม้ให้ผมดื่มได้ไหมครับ เมื่อคืนนอนเยอะ ไม่ต้องใช้กาแฟช่วยแล้ว” ปัณยิ้มให้เขาอีกหน มื้อไม้ก็สาละวนกับผลไม้สองสามชนิด แล้วมือเล็กก็ยื่นแก้วน้ำผลไม้ปั่นเย็นชื่นใจให้ เมื่อรับมาแล้วหมอชลาธิปก็ยกขึ้นมาดื่มก่อนจะวางลงข้างตัวแล้วฮัมเพลงเบาๆ
            ปัณหันหลังให้เขา ใส่ใจกับการทำอาหารเช้าอย่างระมัดระวัง เพราะเฝ้าสังเกตตัวเองมาตั้งแต่ต้องตื่นเพราะฝันร้ายแล้วว่า วันนี้ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งของตรงหน้าเท่าไร จึงตกลงใจที่จะเพิ่มความใส่ใจลงไปอีกนิด จึงทำให้ไม่รู้เลยว่าคนที่นั่งดื่มน้ำผลไม้ทำหน้าตาสำนึกผิดเมื่อครู่ ลุกขึ้นยืนจากโต๊ะ แล้วก็มายืนซ้อนหลังตนเองเสียแล้ว และไม่จบแค่นั้น หมอหนุ่มยังสอดแขนเข้ามากอดเอวร่างบางไว้หลวมๆอีกด้วย
            “ผมกำลังทำกับข้าวนะครับ” ร่างเล็กเอ่ยเตือน
            “ทำไปสิครับ ก็ผมอยากกอดปัณนี่”
            “เดี่ยวก็ไม่เสร็จกันพอดี”
            “เสร็จสิครับ ผมทำให้เสร็จได้ทั้งปัณ ทั้งผมนั่นแหละ”
            “คุณหมอ” ดวงหน้าระบายรอยยิ้มที่เกิดจากการเขินอายอย่างปิดไม่มิด “ทะลึ่ง” เขาพึมพำเบาๆ
            “ถ้าผมทะลึ่งแล้วปัณยิ้มได้แบบนี้ ผมยอมเป็นคนสัปปดนเลยเอา” หมอหนุ่มว่า คราวนี้ร่างบางในอ้อมกอดถึงกับหลุดขำ
            “อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับ แค่นี้ผมก็แย่แล้ว”
            “ผมขอโทษนะครับปัณ ผมก็เป็นอย่างนี้แหละ ใจร้อน เอาแต่ใจ ขี้หึงด้วย” หมอชลาธิปพูดด้วยเสียงจริงจังครั้งแรกของเช้าวันนี้
            “เมื่อคืนที่ผมสะดุ้งตื่น เพราะผมฝันว่าคุณหมอเป็นปีศาจ” ปัณพูดพร้อมมือเบาๆบนลำแขนของหมอที่บริเวณเอวของตัวเองหลังจกตัดสินใจปิดเตาแก๊สไปเลย
            “ผมไม่ใช่ปีศาจหรอกครับ อาจจะเป็นคนโหดๆสักหน่อย พี่จันทร์ก็เคยบอก ตอนเป็นเด็กผมเป็นเด็กน่ารักนะ” เขาหยุดพูดก่อนประทับปากลงบนไรผมร่างบางเรื่อยๆ “แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้ชายเข้ามาวุ่นวาย เหมือนจะเข้ามาจีบพี่จันทร์ ผมกับกูรช่วยกันซัดเจ้านั่นซะหมอบ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่จันทร์ไม่ได้ตั้งใจจะคบหาสมาคมกับเขาอยู่แล้ว”
            “คุณกับคุณกูรนี่เหมือนกันเลยนะครั ดูไม่มีอะไร แต่กลับโหดด้วยกันทั้งคู่”
            “ผมขอโทษนะครับ เรื่องคุณ ผมควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ”
            “ช่างเถอะครับ เลิกขอโทษสักที ผมรับรู้แล้ว แล้วก็ปล่อยเถอะ เดี๋ยวกับข้าวไม่เสร็จกันพอดี” หมอชลาธิปยิ้ม เขาหอมแก้มนุ่มๆนั่นแรงๆทีนึงก่อนจะกลับมานั่งละเลียดน้ำผลไม้ต่อไป

 

ชลาธิป – PART –

แค่นี้ก็ดีมากแล้วสำหรับผม ผมจะบอกยังไงดีล่ะ ใครจะดีได้ตลอดเวลา ไม่มีใครเพอร์เฟ็คหรอกจริงไหม? ผมอยู่ข้างนอกอาจจะเรียบร้อย นุ่มนวล อ่อนโยน แต่ก้ไมได้หมายความว่าผมจะโหดไม่เป็น ผมเป็นคนหวงของ บ้านของผม, ไร่ของผม, ครอบครัวของผม, คนของผม ผมหวงทั้งนั้น อย่าทำอะให้ผมต้องโหดเลยครับ .. นี่ผมเตือน

 

รถยนต์ของชลาธิปเคลื่อตัวออกจากบ้านใหญ่ในเวลาเดิมเช่นทุกวัน และวันนี้เขาก็มีความสุขเหมือนเดิมแล้ว นึกไปถึงเรื่องราวที่คุยกันบนโต๊ะอาหาร
            “ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้าเลย ชีวิตผมไม่มีใครจริงๆ เรียนจบปริญญาตรี ก้ไปเรียนต่อที่เดียวกับกูร พอกลับมาที่นี่ชีวิตก็มีแค่พี่จันทร์ พอกูรกลับมา เราก็มีกันแค่นั้น พวกเราดูแลกันดีมาก ใครจะเข้ามาในครอบครัวของเราแล้วผมเห็นท่าไม่ดี ผมกับกูรจัดการซะเกลี้ยง เพราะหลายคนทีเดียวที่เข้ามาในชีวิตของเราเพราะหวังผลประโยชน์บางอย่าง จนพี่จันทร์บอกให้พวกผมเบามือกันหน่อย”
          “แล้วคุณเวณิกาล่ะครับ เขาดูสนิทกับคุณหมอ”
          “ทำไมครับ หึงเหรอ?”
          “เปล่าซะหน่อย” อีกคนพึมพำแทบไม่ได้ยินเสียง
          “หึหึ นิก้าเจอกับพี่จันทร์ในเมืองน่ะครับ แล้วไปสนิทกันยังไงไม่ทราบ”
          “อ้อ”
          “แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่ต้องหึงดวย ผมไมได้คิดอะไรกับนิก้าแน่นอน”
          “เอ่อ .. ผมก็ไม่ได้หึงสักหน่อย”
          “ครับ ไม่หึงก็ไม่หึง แต่ถ้าปัณหึงผมจะดีใจนะ”
ชลาธิปนึกถึงใบหน้าแดงๆของพ่อบ้านประจำตัวของเขาแล้วอดยิ้มไมได้ หมอหนุ่มไม่แปลใจเลยที่วันนี้ตนเองขับรถไปร้องเพลงไปอย่างสนุกสนาน

 

เสียงโทรศัพท์ของปัณดังขึ้นในเวลากลางวัน ระห่างที่เขากำลังจัดการกับผ้าม่านผืนใหม่ในห้องรับแขก
            “ครับ”
            “ทำอะไรอยู่ครับ” ปลายสายกรอกเสียงทุ้ม “ผมคิดถึงจัง” แม้จะชินกับลูกเล่นประเภทนี้แล้ว แต่ปัณก็ยังหน้าแดงอยู่ดี แล้วพ่อบ้นก็ได้ยินเสียงปลายสายหัวเราะชอบใจ คงจะรู้ว่าเขากำลังเขินอยู่แน่ๆ
            “เดี๋ยวบ่ายนนี้จะมีชาวบ้านเอาไก่สองตัวมาฝากนะครับ และอีกครอบครัวก็จะเอาปลาช่อนมาให้สองตัวเหมือนกันมั้งผมไม่แน่ใจ เขาเอามาให้แทนค่ารักษาน่ะครับ ผมว่าคุณน่าจะมีอะไรทำกับข้าวเลี้ยงแขกพรุ่งนี้แล้ว”
            “ครับ ไม่แน่ใจว่าจะมากี่โมง ผมว่าผมจะเข้าเมืองสักหน่อย ของในครัวขาดหลายอย่างเลยครับ”
            “ไปซื้อค่ำๆในห้างได้ไหมครับ ผมจะเป็นคนพาไปเอง”
            “เอ่อ..คุณหมอครับ พอดีเมื่อเช้าน้องสาวของผมโทรมาหา บอกว่าจะมาเยี่ยมนะครับ พวกพี่ๆก็ตามใจ เลยว่าจะมาหาเดือนหน้า ผมอยากจะขออนุญาตคุณหมอว่าเวลาที่พวกเขามาจะเชิญมาที่นี่น่ะครับ”
            “คุณจนิตกานต์น่ะเหรอฮะ ชื่อเล่นชื่ออะไรแล้วนะ” เมื่อจำได้ว่าปัณณทัตเป็นใคร เขาก็รู้สึกคุ้นกับทุกคนในครอบครัวนี้ทันที ยิ่งน้องสาวคนเดล็กยิ่งเป็นขวัญใจช่างภาพของทั้งทีวีและนิตยสารไฮโซอยู่แล้วด้วย ชื่อยิ่งคุ้นเข้าไปใหญ่
            “ชื่อแจ๋วแหววครับ เขาเป็นห่วงว่าผมจะอยู่ยังไงที่นี่ เลยอยากให้เขามาเห็นกับตา”
            “ได้เลยครับ ให้พักที่ห้องรับแขกฝั่งซ้ายก็ได้ครับ ปัณทำเสร็จแล้วนี่ หรือถ้าต้องการอะไรเพิ่มก็ให้ต้นน้ำช่วย”
            “ไม่รบกวนขนาดนั้นครับ เห็นว่าคุณใหญ่จะมาด้วย ให้เขาไปพักโรงแรมกันจะดีกว่า”
            “ทำไมล่ะครับ พักที่บ้านก็ไม่เห็นเป็นไร ห้องก็เยอะ”
            “อืม ไว้ผมจะลองเกริ่นกับแจ๋วแหววดูนะครับ ขานั้นคงไม่มีปัญหา แต่คุณใหญ่ค่อนข้างถือ เขาขี้เกรงใจน่ะครับ” ปัณบอก โดยเปลี่ยนจาก ไม่ชอบพึ่งพาคนอื่น เป็น ขี้เกรงใจ ซะ
            “ได้ครับ งั้นเอาตามที่คุณปัณสบายใจดีกว่า ผมโทรมาบอกแค่นี้แหละครับ แล้วเดี๋ยวตอนเย็นเจอกัน”

 

กลางดึกคืนนั้นชลาธิปต้องรีบร้อนออกจาก้านเพราะเนื่องจากมีโทรศัพท์มาจากโรงพยาบาลว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เป็นรถจักรยานต์ยนที่ขับสวนเลนส์มาถูกรถกระบะชนเข้าอย่างจังจนตัวลอยไปตกลงที่ทุ่งนาข้างทง หัวฟาดเข้ากับคันนาอย่างแรง ป่านนี้ยังไม่รู้สึกตัว
            “ไม่แน่ใจว่าผมจะกลับมาก่อนที่ญาดาจะมาถึงไหม เห็นว่าจะมาตอนเจ็ดโมงเช้า ยังไงถ้าผมมาไม่ทันปัณตั้งโตะได้เลยนะครับ ฝากดูแลด้วย” เขาว่าเร่งรีบ “แต่ไม่ต้องดูแลใกล้ชิดนะครับ” เขาก้มลงไปหอมหน้าผากคนที่นอนมองเขาแต่งตัวอยู่ ก่อนจะกระโดดแผล็วจากไป

ปัณรู้สึกยิ่นดีมากที่ต้นน้ำสอบเสร็จแล้ว ทำให้วันยุ่งๆอย่างวันนี้พอจะมีคนช่วยอยู่บ้าง เด็กหนุ่มข่างซักช่างถามเหมือนเดิม และนอกจากจะมีความสุขในการทำงานแล้ว การได้พูดคุยกับต้นน้ำก็ป็นความสุขอย่างหนึ่งเมื่อยู่ที่นี่ทีเดียว ทั้งคู่สาละวนกับการทำอาหารตั้งแต่ยังไม่สว่างดี เข้านี้แม้จะมีกาแฟนเหมือนเคย แต่ปัณตั้งใจเสิร์ฟแขกด้วยอาหารเช้าแบบไทยๆสักหน่อย ขนมกินแกล้มกาแฟจึงเป็น ขนมครกชาววัง และมีอาหารเช้าเป็นข้าวต้มปลาช่อนรสเลิศ สูตรเดีวกับที่ทำให้คุณๆทั้งหลายที่บ้านได้ทานกัน จนมีการอ้อนให้ทำให้ทานบ่อยๆโดยเฉพาะแจ๋วแหวว และในระหว่างที่อุ่นข้าวต้มไปเรื่อยๆ ปัณก็ชวนต้นน้ำทำเมนูอาหารกลางวันทันที
            “หอมจังครับ”
            “ใช่ไหมล่ะ แล้วที่ทำไปเมื่อกี้พอจะจำได้ไหม เอาไปทำให้แม่กินด้วยนะ”
            “ขอเวลาอีกสักนิดเถอะฮะ ผมกลัวว่าจะไม่หอมเหมือนที่คุณปัณทำ” ต้นน้ำบอก แล้วหูก็ได้ยินเสียงรถที่วิ่งเข้ามาในบ้าน
            “สงสัยจะมากันแล้วฮะ” ต้นน้ำวิ่งไปรับแขกที่หน้าบ้าน แล้วก็ต้องแปลกใจที่พบกว่าแขกของเขากลายเป็นอังกูร
            “ทำไมเป็นพี่กูรล่ะฮะ”
            “ทำไมเป็นพี่ไมได้ล่ะ ต้องเป็นใคร หืม?”อังกูรูบหัวเด็กน้อยอย่างเอ็นดู แต่ยังไม่ทันที่ต้นน้ำจะพูดอะไร คำตอบก็ขับรถเข้าบ้านมาเสียก่อน
            “นั่นไงฮะ”
            ครู่เดียวต้นน้ำก้นำอังกูรและญาดาที่ปัณเคยเจอหน้าแล้วที่งานบริจาคเงินสร้างอาคารในโรงพยาบาล เจอหน้ากันใกล้ชิดแบบนี้ ปัณรู้สึกชื่นชมอยู่เงียบๆ ผู้หญิงคนนี้อายุน่าจะเลขสี่แล้ว เพราะแม้จะเป็นเพื่อนคุณหมอ แต่คุณหมอก็เคยบอกแล้วว่าเป็นเพื่อนรุ่นพี่ วันนี้ญาดาสวยสง่าสมอายุ ทว่า ใบหน้ากลับอ่อนบาง น้อยกว่าอายุหลายปี
            “สวัสดีครับ ผมชื่อปัณครับ เป็นพ่อบ้านที่นี่ ตอนนี้คุณหมอไม่อยู่น่ะครับ ถูกเรียกตัวไปโรงพยาบาล อีกสักครู่คงจะกลับ เดี๋ยวผมกาแฟไปพรางๆก่อนดีกว่า เชิญที่ห้องรีบแขกเลยครับ”
            “อ้อ เราเคยเจอกันแล้วที่งานเมื่อวันก่อน วันนั้นไม่ได้คุยกันเลย นี่ถ้าวันนั้นไม่เห็นว่าใส่สูทผูกไท คงนึกว่าเป็นผู้หญิง คุณหมอพูดถึงคุณหลายครั้งตั้งแต่ก่อนงานนั้นแล้ว บอกว่าคุณเป็นพ่อบ้านที่ดีมาก อาหารก็อร่อย”
            “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ปัณถ่อมตัว
            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันบอกเองว่าเป็นยังไง แต่คิดว่าเรื่องกลิ่นผ่านนะ หอมมากเชียว” ญาดาบอกอย่างอารมณ์ดี
            ขณะนั้นเองพันธุ์เทพก็เข้ามาสมทบ ปัณสังเกตเห็นเขาตัวเกร็งๆ
            “นี่เทพค่ะ สามีดิฉันเอง เทพเราอาจจะต้องรอหมอธิปแล้วลื่ นี่โดนเรียกตัวด่วน” พันธุ์เทพยิ้มทัก
            “เดี๋ยวเชิญที่ห้องรับแขกดีกว่าครับ ผมจะให้เด้กเอากาแฟไปเสิร์ฟที่นั่นระหว่างรอคุณหมอ” ปัณบอกก่อนที่อังกูร ที่ญาดารู้จักอยู่แล้วจะเดินนำหน้าสามี ภรรยาไปที่ห้องรับแขก ส่วนต้นน้ำก็รีบมาเอากาแฟตามไป

ชลาธิปกลับมาทันร่วมรับประทานอาหารเช้ากับแขกของเขา ญาดาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าทุกๆคนในบ้านมานั่งร่วมรับประทานอาหารที่โต๊ะ ทั้งพ่อบ้าน และเด็กต้นน้ำ ไม่มีใครอธิบาย และญาดาก็มีมารยาทพอที่จะไม่เอ่ยปากถาม
            ปัณเพิ่งรู้ในระหว่างพูดคุยบนโต๊ะอาหารว่า ญาดามีร้านขายไวน์ และเป็นร้านไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบภาคเหนือ นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งธุรกิจที่ญาดาทำและประสบความสำเร็จมากมาย ดังนั้นในวันนี้นอกจากจะเป็นแขกมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว นี่ยังเป็นการเจรจาธุรกิจด้วย

 

ก่อนจะนำทีมออกเดินทางไปดูงานที่ไร่ ชลาธิปสั่งให้ปัณไปหาที่ห้องทำงาน นัยว่ามีงานสำคัญจะให้ทำ แต่พอไปถึง หมอก็คว้าตัวร่างบางไว้ในอ้อมกอด มือกดล็อคประตู ปากก็ซุกไซร้เข้าที่ต้นตอและริมฝีปาก
            “หมอครับ อย่า”
            “เมื่อกี้ไอ้นั่นมันเอาแต่มองปัณตาไม่กระพริบเลย” เขาเอ่ยเสียงดุ ไม่ปิดบังความโกรธและความไม่พอใจ เรียกว่าอยากจะมีเรื่องมากทีเดียว
            “แต่ผมมองแต่คุณหมอนะครับ” หมอหนุ่มชะงัก คิดไม่ถึงว่าจำได้ฟังคำแสนหวานจากร่างบางตรงนี้ ... แค่นี้เขาก็พอใจมากๆแล้ว หมอชลาธิปหอมหน้าผากและแก้มทั้งสองข้าง ก่อนจะเปิดประตูออกไปอย่างอารมณ์ดี


ทักทายกันสักกะนิด ....
นี่มันวันของหมอชัดๆ ^_^
ใครที่กำลังสงสัยว่า ทำไมต้นน้ำเลื่อนระดับมาเรียก อังกูรว่า พี่ เดี๋ยวมีเฉลยในตอนต่อไปในเรื่อง "อังกูร-ต้นน้ำ" นะจ๊ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น