หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 12 คิดคำนวณ

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 คิดคำนวณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 219

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 คิดคำนวณ
แบบอักษร

“อืม ...... วิธีนี้มันก็อาจจะได้ผลกับผู้เล่นผู้หญิงที่มีความเมตตาจนเอ่อล้น” เฟิงปู้เจวี๋ยละสายตาไปจากบนกระดาษ เขากวาดสายตาไปยังลิงที่อยู่ในกรง “หากจำเป็นหรือแม้แต่อยู่ในโลกของความเป็นจริง ฉันก็คงไม่ลังเล...... แล้วนับประสาอะไรกับนี่ที่เป็นแค่เกมเท่านั้น” เขาวางหนังสือพิมพ์ลง เหมือนกับว่าเขาไม่สนใจเนื้อหาของมันอีกแล้ว “แต่ว่านะ ...... ในเมื่อบอกถึงหลักใจความสำคัญที่ชัดเจนแล้ว ก็ถือได้ว่าได้เตือนฉันแล้วละ”

            เขาเดินไปตรงหน้าเครื่องจักร นั่งยองลงไป แล้วชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ สังเกตอย่างละเอียด แล้ววนไปรอบๆ เครื่องจักร กำมือแล้วเคาะไปที่ภายนอกของเครื่อง แล้วก็ใช้ขาถีบไปที่เครื่องอย่างแรงสองที มันชัดเจนมากว่า ภายนอกของเครื่องนั้นไม่ใช่แค่เหล็กห่อหุ้มเท่านั้น แต่มันกลับเป็นแผ่นเหล็กที่แข็งแกร่งมาก ข้อต่อก็ขันสกรูไว้อย่างแน่นหนา มันไม่มีทางถูกรื้ออกมาได้ด้วยมือเปล่าอย่างแน่นอน และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยพละกำลังของคนๆ เดียวอีกด้วย

            ภายนอกของเครื่องแทบหารอยแยกไม่เจอเลย เครื่องชั่งน้ำหนักก็ถูกติดตั้งไว้อย่างแน่นหนา ซึ่งมันเหลือไม่ถึง 3 นาทีแล้ว หากต้องการหาจุดอ่อนจากตัวเครื่อง ดูแล้วคงเสียแรงเปล่า

            ด้วยเหตุนี้ เฟิงปู้เจวี๋ยจึงหันไปดึงกรงที่ขังลิงไว้ แต่มันก็เชื่อมได้แน่นหนามาก ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย เขามองไปรอบๆ ห้อง มันไม่มีอะไรเลยนอกจากกำแพงสี่ด้าน

            เขาเดินกลับไปที่กลางห้อง แล้วหยิบตุ๊กตาของเล่นขึ้นมา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้น เนื่องจากเก้าอี้ไม้ตัวนี้มีขนาดเล็กมาก ท่านั่งของเฟิงปู้เจวี๋ยจึงราวกับกำลังนั่งยองอยู่

            “หากในกรณีที่ไม่ฆ่าเจ้าลิงตัวนั้นในห้องนี้ ...... นอกจากเก้าอี้ตัวนี้และตุ๊กตาของเล่นที่มีน้ำหนักรวมกัน 7.5 กิโลแล้ว ยังจำเป็นต้องหาสิ่งของที่มีน้ำหนักอีก 7.5 กิโล” เขาวางข้อศอกขวาลงบนเข่า เอียงศีรษะ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางนวดคลึงเบาๆ ไปที่หน้าผาก

            “Walkman อย่างมากก็ได้แค่ 2 กิโล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเข็มฉีดยา เสื้อผ้ารองเท้าก็เป็นของที่ระบบกำหนดไว้ว่าถอดไม่ได้ อืม ...... ฉันนึกถึงก้อนหินก้อนนั้นได้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ยังไงซะก็ได้แค่ขีดหรือสองขีดเท่านั้นเองมั้ง” เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ถ้างั้น ...... ในห้องที่ว่างเปล่าแบบนี้ ก็เหลือเพียงสิ่งของเพียงชิ้นเดียวที่ขยับเขยื้อนได้ ......” เขาเงยหน้าขึ้น มองไปยังอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างที่อยู่เหนือศีรษะ

            มันคือโคมห้อยฟลูออเรสเซนต์ หลอดไฟยาวประมาณเมตรกว่าๆ ซึ่งมีรางพลาสติกครอบด้านนอกไว้ แขวนห้อยด้วยสายสองเส้น แขวนห้อยอยู่บนเพดาน สายไฟพันรอบสายแขวนห้อยทั้งสองเส้น

            เพดานในห้องนี้จะต่ำกว่าด้านนอกค่อนข้างมาก แต่ยังไงซะก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ สี่เมตร เมื่อมองดูตัวที่แขวนหลอดไฟก็ไม่ได้ติดกับเพดานมากนัก แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับความสูงของเฟิงปู้เจวี๋ยที่จะสามารถนำลงมาได้

            เขายืนขึ้นแล้วเหยียบไปบนเก้าอี้ เขย่งเท้าทั้งสองบนเก้าอี้ ยื่นแขนจนสุดเพื่อวัดระยะ ปลายนิ้วยังห่างจากหลอดไฟประมาณหนึ่ง ความห่างในส่วนนี้จะว่ายาวก็ไม่ยาว สั้นก็ไม่สั้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะคว้าได้ ขาของเก้าอี้ก็เล็กมาก แค่สองขายืนอยู่บนนั้นก็ฝืนมากพอแล้ว หากคิดจะกระโดดแนวตรงแล้วยื่นมือไปหยิบจับสิ่งของแล้วละก็ คงเป็นไปไม่ได้

            เวลายังคงเดินไปเรื่อยๆ เฟิงปู้เจวี๋ยมีเวลาอีกเพียง 73 วินาทีเท่านั้น

            หลังจากที่เขายื่นมือไปวัดระยะแล้ว ก็เหลือบมองไปยังนาฬิกาจับเวลา เขายิ้มแล้วพึมพำกับตัวเองว่า : “มีความยากขึ้นมาแล้วสินะ  ...... เหอะ ...... ตรงตามที่คิดไว้เลย”

            หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยคิดวางแผนเล็กน้อย สายตาของเขาได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังตุ๊กตาของเล่น เหมือนเขาจะคิดหาวิธีได้แล้ว เขารีบวิ่งไปเก็บตุ๊กตาของเล่นขึ้นมา ถอดชุดสูทสีดำของตุ๊กตาออกแล้วถือไว้บนมือ แล้วย้อนกลับไปยืนบนเก้าอี้ มือซ้ายจับแขนเสื้อสูทเอาไว้ข้างหนึ่ง แล้วเหวี่ยงขึ้นไปด้านบน

            ถึงแม้ว่าชุดสูทจะเป็นขนาดของเด็ก แต่มันก็เพียงพอที่จะข้ามหลอดไฟได้ เฟิงปู้เจวี๋ยยกมือขวาขึ้น แล้วจับแขนเสื้อสูทอีกข้างที่ลอดผ่านหลอดไฟมาแล้ว เสื้อสูทในขณะนี้ราวกับเชือกควบคุมม้ายังไงยังงั้น มือทั้งสองของเฟิงปู้เจวี๋ยดึงปลายทั้งสองไว้ ใช้แรงกระชาก สายแขวนห้อยข้างหนึ่งของหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ก็หลุดออก  ทำให้ปลอกรางหลอดไฟนั้นหลุดออกมาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งยังมีสายแขวนห้อยรั้งไว้อยู่ ราวกับมีไส้กรอกกุนเชียงแขวนห้อยลงมาจากเพดาน

            ในตอนนี้เฟิงปู้เจวี๋ยสามารถจับรางของหลอดไฟได้แล้ว หลอดไฟทั้งสามด้านเป็นปลอกพลาสติก เขาไม่ต้องกังวลเลยว่าจะบีบจับจนกระจกแตก ถึงแม้ว่าในห้องจะขาดแสงสว่างเพราะขาดหลอดไฟไป แต่หากจะต้องคลำหาสิ่งของตรงหน้าที่ “พลิ้วไหว” อยู่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร หลังจากที่เขาได้หลอดไฟมาแล้ว ออกแรงอีกนิดหน่อย ก็สามารถกระชากสายแขวนห้อยอีกข้างหนึ่งให้ขาดหลุดออกมา ก็สามาถเอาหลอดไฟและปลอกพลาสติกคลุมหลอดไฟมาไว้ในมือได้ทั้งหมด

            นับจากนาทีนั้นมา ใจก็เฟิงปู้เจวี๋ยก็กลับไปอยู่ที่เวลาอีก ในตอนนี้น่าจะเหลือเวลาอีกประมาณ 35 วินาทีเท่านั้น ในความมืดนั้น เครื่องจักรยังคงทำงานอย่างเสียงกึกก้องอยู่ เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะเดินตามเสียงนั้นไป แต่กลับค่อยๆ ลงมาจากเก้าอี้อย่างระมัดระวัง แล้วใช้ขาควานหาตุ๊กตาของเล่นบนพื้น หลังจากจดจำตำแหน่งของสิ่งของทั้งสองอย่างได้แล้ว เขาค่อยๆ นับก้าวเดิน ไปตามทางของเครื่องจักร

            เมื่อมาถึงเครื่องจักรก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว แค่ฟังจากเสียงก็สามารถรู้ได้ว่าตำแหน่งของปากวงกลมนั้นอยู่ที่ใด เฟิงปู้เจวี๋ยหันศีรษะจากด้านข้างกลับมา แล้วนำหลอดไฟใส่เข้าไปในเครื่อง ฟันเฟืองทั้งสองด้านอัดบดหลอดไฟจนแตก บีบผ่านร่องตรงกลางเข้าไป ถึงแม้ในระหว่างขั้นตอนจะมีเศษกระจกที่กระเด็นออกมาบ้าง แต่เฟิงปู้เจวี๋ยก็ได้ทำการป้องกันไว้แล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

            หลังจากหลอดไฟเข้าสู่เครื่องจักรไปแล้วสามในสี่ส่วน เขาก็ดึงมือออก หันหลัง แล้วนับก้าวเดินไปตามทางเดิมที่เดินมา การเดินในความมืด เขาตั้งใจควบคุมการเดินของเขาอย่างมาก เพราะกลัวว่าหากเดินก้าวใหญ่เกินไปจะไปเตะโดนสิ่งของเข้า เพราะเขาคงไม่มีเวลาจะคุกเข่าควานหาของที่อยู่บนพื้นอย่างแน่นอน

            พนักพิงเก้าอี้ไม้ยาวกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของปากวงกลมเล็กน้อย ซึ่งเฟิงปู้เจวี๋ยสังเกตเห็นแต่แรกแล้ว และเขาก็จดจำไว้แล้ว หากไม่ได้พิจารณาประเด็นนี้ เก้าอี้ไม้ตัวนี้จะต้องติดอยู่ตรงปากทางเข้าไม่สามารถยัดเข้าไปได้แน่นอน เฟิงปู้เจวี๋ยไม่มีทางทำผิดแบบนั้นโดยเด็ดขาด ก่อนที่เขาจะไปดึงหลอดไฟ เขาคิดวางแผนทุกขั้นตอนในความมืดไว้หมดแล้ว

            เขาฉวยโอกาสที่เครื่องจักรกำลังบดตุ๊กตาของเล่นให้แตกละเอียด ใช้มือจับด้านหลังของพนักพิงเก้าอี้ไม้ วางไปทางแนวขวาง ใช้เท้ากระทืบอย่างแรง เหยียบจนรูปร่างของเก้าอี้นั้นแปรเปลี่ยนไป มันไม่ยากเลยหากจะยัดเก้าอี้ตัวเล็กที่หักแล้วแบบนี้ลงไปในปากวงกลม

            เวลาที่คำนวณไว้ในใจเหลืออีกแค่เพียง 5 วินาทีเท่านั้น เก้าอี้ไม้ที่หักแล้วผ่านเข้าเครื่องไปอย่างราบรื่น หลังจากนั้นประมาณ 3 วินาที เสียงของเครื่องจักรหยุดทำงานลง เนื่องจากอยู่ในความมืด เฟิงปู้เจวี๋ยมองไม่เห็นเวลาในเครื่องจับเวลาว่าเป็นยังไง เขาก็ไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะตัวเขาเองสามารถทำตามเงื่อนไขจนครบ 15 กิโลจนหยุดเกมได้ หรือ ใช้เวลาจนหมดเครื่องเลยหยุดทำงานลง

            วินาทีต่อไปที่แสนจะยาวนานและทรมาน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความรู้สึกในใจของเฟิงปู้เจวี๋ยค่อยๆ ดิ่งลง น้ำหนักของรางโคมไฟไม่พองั้นหรอ? ในชีวิตจริง โคมไฟห้อยพร้อมปลอกรางก็มีแบบที่น้ำหนักไม่ถึง  7.5 กิโล  แต่เมื่อกี้ที่เขาจับนั้น เขารู้สึกว่าน้ำหนักมันน่าจะเกิน ซึ่งเชื่อได้ว่ามันเป็นน้ำหนักที่ตัวเกมได้ตั้งค่าเอาไว้แล้ว หรือว่าวิธีการแก้ปริศนาของเขามันจะผิด ? หรือวิธีแก้มีเพียงทางเดียวคือฆ่าลิงตัวนั้น ?

            ความสับสนต่างๆ นานาจางหายไปพร้อมกับเสียง “แกร็ก” ประตูที่เปิดไปสู่อีกห้องได้เปิดออก จริงๆ แล้วเวลาของกลไกตามระบบมันเว้นระยะราว 10 วินาทีเท่านั้น

            แสงสว่างส่องตามแนวประตูเข้ามา เพื่อประกาศว่าเกมยังคงดำเนินต่อไป ......

ความคิดเห็น