gimmeforever_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 11: ordinary

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.6k

ความคิดเห็น : 146

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2561 20:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 11: ordinary
แบบอักษร

อาการปวดเมื่อยตามตัวที่คิดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากตื่นนอนกลับไม่มี เเทนที่ผมจะตื่นมาท่ามกลางอ้อมกอดอบอุ่นที่รัดนาบทั้งตัว ผมกลับรู้สึกได้ถึงผ้าปูเตียงที่เย็นชืดข้างกายเเทน อ้อมกอดร้อนที่เรียกร้องเเต่จะกอดทั้งคืนหายไปเเล้ว เหลือไว้เพียงเเต่ผ้าห่มยับยู่ยี่บนกาย


ผมมองไปยังโต๊ะข้างเตียง เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลา 8โมงกว่าๆตามที่นาฬิกาดิจิตอลเเสดง ผมมีเรียนคลาสเช้าตอน10โมงจึงรีบลุกขึ้นเพื่อไปอาบน้ำจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ถอดชุดนอนลื่นมือออกก่อนจะโยนมันลงตะกร้าข้างตู้เสื้อผ้าที่คิดว่าเอาไว้สำหรับเสื้อผ้าใช้เเล้ว ก่อนจะพาร่างเปลือยเปล่าของตัวเองไปอยู่ท่ามกลางสายน้ำอุ่นที่ไหลลงมาทั่วตัว อดคิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ 

ห้องน้ำนี้

พวกเขาทั้งสองคน

พร้อมๆกัน

นึกถึงสัมผัสร้อนที่ลากผ่านไปตามร่างกายตัวเองเเล้วอดที่จะวูบวาบไม่ได้ รู้สึกว่าตอนนั้นกลิ่นกายของเราทั้งคู่เป็นกลิ่นเดียวกัน กลิ่นหอมอ่อนๆติดตามผิวกายของเราทั้งคู่ที่เเนบชิดไม่ยอมห่าง ผมเสพติด กับเเค่กลิ่นสบู่เล็กๆน้อยๆของเขาที่ผมได้มีโอกาสใช้ เเค่นี้ผมก็จะเเทบคิดถึงเขาตลอดเวลาอยู่เเล้ว เเบบนี้ยิ่งคิดถึงมากกว่าเดิมซะอีก…


ผมออกมาจากห้องอาบน้ำในเวลาต่อมา ยืนหน้ากระจกบานใหญ่เพื่อล้างหน้าเเปรงฟันตามสเต็ป เเต่กลับต้องตกใจไปกับรอยเเดงรอยช้ำตามลำตัวที่มีมากกว่าครั้งไหนๆ รอยที่เกิดจากการพรมจูบซ้ำๆ ขบกัดซ้ำๆตามลำคอ ลาดไหล่ เเผ่นอกบางไปทั่วตัวเหมือนกลายเป็นภาพคุ้นตา เลิกสนใจรอยต่างๆเเล้วเเปรงฟันต่อตามที่หวัง




ออกมาจากห้องน้ำอีกทีก็เกือบจะเก้าโมงเเล้ว ผมรีบเดินออกไปนอกห้องนอนเพื่อที่จะหยิบกระเป๋าของตนเองที่วางทิ้งไว้ตั้งเเต่เมื่อคืน ไม่ได้คิดว่าจะเห็นคนร่างสูงที่เมื่อกี้โดนบ่นในใจกำลังนั่งทำงานอยู่ท่ามกลางกลิ่นกาเเฟเข้มที่หอมกรุ่นไปทั่วห้อง เสียงกุกกักที่เกิดจากตัวผมเองทำให้คนบนโต๊ะต้องหันมา


ผมมองกลับไปหาคนที่ไม่พูดอะไร คุณพีทเเค่มองมาเฉยๆ มองดูทุกท่วงท่าของผมจนตอนนี้เกร็งไปหมด ผิดกับท่าทางสบายๆจิบกาเเฟในมือของอีกคน ผมยืนอยู่ที่เดิมนิ่งๆเเละเราทั้งคู่ต่างเงียบ ผมที่ไม่รู้จะพูดอะไรก็ได้เเต่รอให้เขาเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน


“เดี๋ยวให้เลขาไปส่ง เข้าเรียนกี่โมงนะ” คุณพีทถามออกมา


“10โมงครับ” คุณพีทเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู พยักหน้าเบาๆเหมือนคิดอะไรไปพลางๆ ก่อนจะเรียกให้ผมเดินเข้าไปหา


ผมหยุดยืนตรงข้ามโต๊ะทำงานของร่างสูง ถือโอกาสนี้พูดออกไปถึงเรื่องรอยบนตัวที่มีมากจนเเทบจะกลบเนื้อนวลจนหมด


“ทำไมทำรอยไว้เต็มเลยครับ”


“จะได้ช่วยเตือนว่าเธอเป็นของใคร”


“ผมเป็นของคุณหรอ?” ผมถามกลับด้วยสายตาล้อเลียนอย่างไม่คิดมาก


“เป็นหรือเปล่าละ?” คุณพีทถามย้อมกลับมาเเบบนี้กลายเป็นผมเเทนที่ไปไม่เป็นเลย ทั้งสายตา น้ำเสียง คำพูด ระยะห่าง กลิ่นกาเเฟ ทุกๆอย่างรอบตัวเขา ทำไมมันดูเหมือนเป็นใจไปหมด


“…” ผมไม่ได้ตอบอะไร ไม่ยอมบอกเขาหรอกนะว่าผมเป็นของเขา ไม่ยอมบอกให้รู้หรอกว่าผมยอมเป็นของเขาคนเดียว


คุณพีทลุกขึ้นยืน เดินข้ามมาหาผมที่ยืนอยู่ไม่ไกลเมื่อไม่ได้ยินคำตอบที่ต้องการได้ยินหลุดออกมาจากปากนิ่ม ร่างสูงกดจูบลงบนใบหน้าเบาๆ ละเลียดจนถึงริมฝีปากบาง จูบย้ำๆบนกลีบปากโดยไม่ได้รุกล้ำเข้าไปด้านใน ก่อนจะค่อยๆซุกไปตามซอกคอหอมกรุ่นกลิ่นเดียวกัน คุณพีทที่ก้มตัวลงมาทำให้หน้าของผมซุกอยู่ตรงซอกคอของร่างสูงพอดี กลิ่นน้ำหอมมิ้นอ่อนๆที่คุ้นชินทำให้ผมซุกเข้ากับซอกคอหอมกรุ่นด้วยความหลงใหลไม่เเพ้กัน มันหอมกว่ากลิ่นกาเเฟ กลิ่นครีมอาบน้ำ มันก็เเค่กลิ่นของเขา กลิ่นประจำของเขาเท่านั้นเอง


ผมพรมจูบเบาๆลงบนซอกคอ คุณพีทชะงักหน่อยๆเเต่ก็ยอมให้ผมทำต่อด้วยการยืนนิ่งๆ เพราะเขาก็ไม่ได้ยอมผละออกมาจากซอกคอผมเหมือนกัน ผมดูดเบาๆ ขบเม้มเหมือนที่เขากำลังทำก่อนจะผละออกมาดูผลงานของตัวเอง เมื่อเห็นสีเเดงจางๆที่ขึ้นก็ผละคนตัวสูงออกด้วยความพอใจ


“เเฟร์เกมส์” ผมบอกออกไป หมายถึงการที่เขาทำรอยทั่วตัวผม ผมก็ได้ทำกลับบ้าง


“เเมวเหมียวซน” คุณพีทพูดขึ้น


“..กับคุณพีทคนเดียว” ผมพูดขึ้นด้วยความเขินอาย 


“…”


“…”

“ไปเรียน ก่อนจะไม่ได้ไป”




(ต่อ)

หลังจากโทรหาเพื่อนๆเพื่อถามว่าอยู่ไหนเเล้วเรียบร้อย ผมก็เดินไปรอทั้งคู่ที่โต๊ะประจำเหมือนเดิม คนที่เดินมาถึงก่อนอย่างวีวี่ก็ส่งเสียงทักทายดังอันเป็นเอกลักษณ์เสมอ วีวี่ผู้เป็นดั่งพลังงานบวกของคณะ เฟรนลี่เข้ากับทุกๆคน เนื่องจากเจ้าตัวชอบเป็นตัวเเทนของภาควิชาในงานมหาลัยต่างๆจึงไม่เเปลกที่จะทำให้วี่มีเเต่คนที่รู้จัก หลังจากเจ้าตัวเดินมานั่งลงได้ไม่นาน นางก็เริ่มพูดเรื่อยเปื่อยถึงคลาสเรียนเมื่อวานที่น่าเบื่อ เพราะผมขาดคาบเมื่อวานเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รวมถึงการที่อาจารย์ประจำภาคไม่ได้พูดถึงผมด้วยซ้ำทั้งๆที่บางทีเขาประจานหน้าห้องไปเเล้ว เเต่ก็นั่นเเหละ


“ธันวา...”


“หะ ว่าไง” เพราะอยู่ดีๆวี่ที่พูดไม่หยุดก็หยุดกระทันหัน ก้มหน้าหากระเป๋าตัวเองพลางค้นหาของข้างในจนผมอดสงสัยไม่ได้


“รอยที่คอมึง เเดงมาก” ได้ยินเท่านั้นเเหละ ผมก็ตะปบมือตัวเองกับซอกคอทันที ก่อนจะต้องรู้สึกโล่งอกที่มีเพื่อนเเบบวีวี่ เพื่อนที่พกทุกอย่างออกมาจากบ้านจนกระเป๋าตัวเองหนักเหมือนเเบกบ้านมา ก็มีครั้งนี้นี่เเหละที่ผมเห็นประโยชน์ของมันสักที ตลับคูชั่นเเบรนด์เกาหลีที่วีวี่บ้าอยู่ถูกยื่นมาตรงหน้า


“…” โอเค ผู้รู้ว่ามันต้องเอาไว้ใช้กลบรอยที่คอเเน่วีวี่ถึงส่งมาให้ เเต่ผมไม่เคยใช้นี่สิ


“โอ๊ยยย มาๆ เดี๋ยวทำให้” เหมือนว่าวีวี่จะเข้าใจว่าหน้าตางุนงงของผมหมายถึงการที่ผมไม่รู้ว่าจะต้องจัดการยังไง มันเลยย้ายตัวมานั่งฝั่งเดียวกันก่อนจะจับหน้าผมให้หันไป


“…” ผมเงียบปล่อยให้วี่จัดการกับลำคอเเดงของตัวเอง พลางเเอบโทษคุณพีทอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ คุณคนนี้นี่จริงๆเลย


วีวี่ผละออกเมื่อพอใจกับผลงานของตัวเองเเล้วเรียบร้อย ถึงเเม้ว่าผมจะขาวกว่าวีวี่นิดหน่อย มันก็ดีกว่าจะต้องโชว์รอยเเดงที่เห็นเด่นชัดกับทุกคนในคณะอยู่ดี ผมบอกขอบคุณมันเมื่อมันกลับไปนั่งที่เดิม พอดีกับที่ธามเดินเข้ามาที่โต๊ะ พวกเราจึงถือโอกาสเดินขึ้นห้องเลยเพราะว่าใกล้ถึงเวลาเรียนเเล้ว


คาบเช้าอย่างวิชา Consumer Behavior ที่พวกเราทั้งสามคนเลือกเรียนเป็นวิชาที่ถือว่าเป็นที่นิยมสำหรับนักเรียนที่เลือกสาขาการตลาดเเบบเรา เห็นได้จากห้องที่เต็มไปด้วยนักศึกษาชั้นปีที่3เเละชั้นปีที่4ที่สามารถเลือกลงเรียนได้เหมือนกัน เพราะว่าหลักสูตรที่ผมเรียนอยู่เป็นหลักสูตรอินเตอร์ จึงไม่เเปลกที่จะเห็นนักเรียนเเลกเปลี่ยนนั่งเกาะกลุ่มอยู่ประปรายในห้อง ยิ่งอาจารย์ของวิชานี้เป็นฝรั่งก็ไม่เเปลกที่หลายคนอยากจะลงเรียนด้วย 


“. . get into groups, discuss about the topics I have mentioned earlier, and list all possible outcomes of the company’s plan” (จับกลุ่มเเล้วปรึกษากันถึงเรื่องที่พูดไปก่อนหน้านี้ ลิสต์ผลที่เป็นไปได้ทั้งหมดของแผนงานบริษัท) เสียงของอาจารย์หน้าห้องที่ดังผ่านไมค์ขึ้นมาหลังจากที่สอนไปเรื่อยๆทำให้ผมที่คิดอะไรอยู่เรื่อยเปื่อยตั้งใจฟังมากขึ้นเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะสั่งงาน


เรื่องที่อาจารย์พูดไปก็คือการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อให้เข้าใจถึงกลุ่มผู้บริโภคในตลาดมากขึ้น ผมชอบนะ กับการที่อาจารย์ปล่อยให้นักเรียนทำความเข้าใจเนื้อหาผ่านการคิดวิเคราะห์ ผมคิดว่าวิธีนี้จะเป็นการที่ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาการเรียนมากขึ้น ผมหันหน้าเข้าหาธามกับวีวี่อัตโนมัติเมื่อรู้ว่าต้องจับกลุ่มคุยกัน เคสที่เราต้องอ่านก็คือบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีเเพลนว่าจะขยายไลน์การผลิตให้ครอบคลุมความต้องการของตลาดเเละผู้บริโภคที่สนใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนมากยิ่งขึ้น


“เที่ยงนี้กินอะไรดีวะ” เเทนที่พวกเราจะโฟกัสกับงาน ธามกลับโพล่งขึ้นมาด้วยคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนเลย เเต่คนที่ง่วงนอนอย่างวีวี่เมื่อเห็นคำถามเเล้วก็ลุกลี้ลุกลนผุดนั่งเเล้วตอบอย่างมุ่งมั่นว่าวันนี้จะกินก๋วยเตี๋ยว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีวี่เเววที่จะสนใจพูดคุยทั้งสิ้น




หลังจากที่เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาของอาหารกลางวัน พวกเราทั้งสามคนก็รีบเดินมาโรงอาหารด้านล่างตึกอย่างเร่งรีบเนื่องจากไม่อยากต่อเเถวรอคนเยอะ พวกเราเลือกที่จะกินก๋วยเตี๋ยวทั้งหมดตามวีวี่จะได้ไม่ต้องยุ่งยากเพราะไม่ทันจะพักให้หายเหนื่อยก็ต้องขึ้นไปเรียนคาบบ่ายต่อเเล้ว


“ธันวา หลังเลิกเรียนเเล้วไปไหน”


“…” ผมเงียบไม่ได้ตอบเพื่อนๆเพราะไม่รู้ว่าจะบอกออกไปยังไง


“กูกลับบ้านเลย” กลับกลายเป็นวีวี่ที่ตอบออกมาเเทน


“ธันวาหละ” ธามถามย้ำขึ้นอีกรอบผมจึงตอบออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


“ไปหาคุณพีท” ผมตอบออกไปตามความจริงก็เพราะไม่อยากจะปิดบังพวกมันทั้งคู่


“ย้ายไปอยู่ด้วยกันละเหรอ ถึงว่ารอยเต็มคอ” วีวี่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นดูปนกระแนะกระแหน


“…” พอได้ยินดังนั้นผมก็อดที่จะมองมันไม่ได้ ธามที่เหมือนยังไม่รู้เรื่องจึงต้องหันมามองหน้าอย่างคาดคั้นคำตอบ


“ก็เปล่า เเค่ไปหาเฉยๆ” พวกมันไม่ได้พูดอะไรต่อ เพีงเเค่ส่งสายตากรุ้มกริ่มเหมือนรู้ทันมาให้ก่อนที่ผมจะไล่ให้พวกมันตั้งใจเรียนต่อ




หลังจากเรียนเสร็จ ผมก็ขอตัวกลับเลยเนื่องจากเห็นว่ารถคันหรูจอดรออยู่หน้าคณะเเล้วเรียบร้อย กว่าจะมาถึงบริษัทของคุณพีทในเมืองได้ก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงกว่าๆเนื่องจากในเมืองเริ่มรถติดเเล้ว เลขาอีกคนของคุณพีทที่เเนะนำตัวเองว่าชื่อคุณตูนบอกว่าให้ผมขึ้นไปหาคุณพีทได้เลยที่ห้องทำงานเมื่อรถจอดสนิทเเล้วเรียบร้อย


ผมชอบใบหน้ายามที่เจ้าตัวกำลังตั้งใจทำงาน สายตาที่จดจ่อไปเเค่งานตรงหน้าไม่ได้สนใจบุคคลอย่างผมที่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ มือหนาตวัดเซ็นลายเซ็นของตัวเองลงบนกระดาษก่อนจะปิดลง เปิดเเฟ้มใหม่ก่อนจะลากสายตาผ่านหน้ากระดาษไปมาตามความเคยชิน สงสัยอยู่ในใจว่าตอนที่เขากวาดตาไปตามตัวอักษรนั้น จะเหมือนตอนที่เขากวาดสายตาไปทั่วผมที่นอนอยู่ใต้ร่างเขาหรือเปล่า ทั้งๆที่รู้อยู่ทั้งใจว่ามันไม่มีทางเหมือนกันหรอก


ผมเดินเข้าไปก่อนจะโน้มตัวเข้าไปหา ร่างสูงที่เริ่มรู้สึกถึงบุคคลอื่นก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากหน้ากระดาษด้วยสีหน้ายุ่งๆ เจ้าตัวคงคิดว่ามีคนเข้ามาโดยไม่ได้เคาะประตูก่อน ผมจึงโน้มหน้าเข้าไปหาเเล้วกดจูบหนักๆลงบนปากหยักนั่นหนึ่งครั้งอย่างรวดเร็ว 


“Hi” ผมผละออกมาเล็กน้อยให้พอมีช่องว่างระหว่างเรา ก่อนจะทักทายเขาอย่างกวนๆด้วยสีหน้าเเย้มยิ้ม เเบบนี้เเหละสายตาที่ผมอยากเห็น สายตางุนงงที่ผมสัมผัสได้


“…”


“…” เราทั้งสองต่างเงียบ จ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่พูดอะไร


“นอนนี่อีกคืนนะ” จนคุณพีทอีกครั้งที่เป็นคนเปิดบทสนทนา


“You are saying it out of nowhere.” (จู่ๆคุณก็พูดขึ้นมาเฉยเลย) ผมผละออกก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่


“I mean it.” (ฉันก็หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ) ผมรู้เเหละ รู้ว่าถ้ายอมกลับมาถึงถิ่นของเขาเเล้ว มันก็คงยากที่จะออกไปอยู่ดี เหมือนบ่วงที่ผมกำลังติดอยู่อย่างไม่มีวี่เเววว่าจะหลุดนี่ไง เหมือนๆกัน


“…”


“Please” ก็อย่างที่บอกนั่นเเหละ คุณพีทน่าหลงใหลเสมอ


ผมผละออกมายังห้องนอน เปลี่ยนเป็นชุดสบายๆที่หาได้จากในตู้ ซึ่งก็คือเสื้อยืดต่างๆที่คุณพีทขยันซื้อมาไว้ให้ ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด ล้างเครื่องสำอางบนลำคอของตัวเองออกด้วยความเหนอะหนะก่อนจะออกมานั่งเล่นโทรศัพท์ที่โซฟาตัวยาวในห้องนอน แล้วความง่วงก็เข้ามาเเทนที่จนผลอยหลับไป




สัมผัสร้อนตามกรอบหน้ากับสัมผัสเบาบางตามร่างกายเหมือนในฝันทำให้ผมต้องครางออกมาในลำคออย่างรำคาญ ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราวทำให้ผมขยับหนีสัมผัสที่กำลังรบกวนการนอนของผม 


“ตื่นเร็ว เด็กขี้เซา” น้ำเสียงกระซิบข้างหูทำให้ผมต้องพลิกตัวหนี เเต่กลับกลายเป็นว่าตัวผมถูกยกขึ้นให้นั่งหลังพิงโซฟาเเทน


“อื้อออ” ผมส่งเสียงประท้วงอยากนอนต่ออีกหน่อย ยังไม่อยากตื่นตอนนี้เลย


“…” ได้ผล เสียงที่น่ารำคาญเงียบไป เเต่แทนที่ผมจะได้สบายใจกลับต้องดิ้นหนีสัมผัสร้อนที่เข้ามารุ่มร่ามใต้ร่มผ้า


ผมลืมตาขึ้นด้วยความรำคาญก่อนจะพบว่าตัวเองนั้นไม่ได้นั่งพิงอยู่บนโซฟาเเล้ว เเต่กลับนั่งอยู่บนตักเเกร่ง ตัวของผมที่อยู่ระหว่างขาของคุณพีททำให้ผมต้องเกร็งตัวไปหมดอย่างเลี่ยงไม่ได้ เเต่เพราะมือหนาที่ยังลูบไล้ไปตามตัวก็ทำให้ผมต้องเเอ่นอกรับสัมผัสร้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้


ทุกสัมผัสระหว่างเรา มันร้อนรุ่มเหมือนกองไฟน้อยๆที่คอยสุมอยู่ในอกตลอดเวลา เเล้วทุกครั้งคุณพีทก็จะเป็นคนที่ทำให้มันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง สัมผัสของคนๆเดียวทั่วร่างกายที่ไม่เคยลืมได้ ไม่เคยลืมว่าสัมผัสเหล่านั้นสร้างความเสียวกระสันให้ตัวเองมากเเค่ไหน


อ้อมเเขนเเกร่งที่ยังคงโอบกอดผมไว้เเนบลำตัวทำให้ผมเเอบจินตนาการถึงยามที่เราอยู่บนเตียงด้วยกัน อ้อมเเขนเเกร่งนี่เเหละที่คอยปลอบปะโลม เเละในขณะเดียวกันก็คอยขย่ำผมให้เเหลกคาร่างหนาของเขา

**“Just couldn’t get enough of you.”** (ไม่เคยจะรู้สึกพอถ้าเป็นเธอ) เสียงกระซิบเเหบพร่าของคนที่อยู่ชิดด้านหลังทำให้ผมต้องกัดปากตัวเองอย่างเเรงด้วยความอดกลั้น 


กับผมก็เหมือนกัน ไม่เคยจะมีคำว่าพอหรอก


. . . ถ้าเป็นเขาคนนี้ 


อ่านอันนี้หน่อยนะคะ please ; ^ ;

สวัสดีจ้าารีดเดอร์ที่น่ารักกก วันนี้มาต่อให้จบเเบบตอนเนิบๆนาบๆไม่มีอะไรวาบหวิวมาก ให้พักผ่อนกับความเเซ่บก่องงน้องธันวาไม่ไหว ตอนนี้เป็นยังไงบ้างบอกไรท์โหน่ยยยยย คือกลัวว่าเรื่องจะดำเนินเร็วเกินไป อยากใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆของชีวิตธันวาเข้าไปด้วย จะพัฒนางานเขียนให้ดีขึ้นเรื่อยๆขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นเเละกำลังใจนะคะ รักสัมเหมอ

คือเรามีเเพลนว่าจะทำรูปเล่มเรื่องแด๊ดดี้ของวา เลยอยากให้ทุกคนช่วยเข้าไปโหวตหน่อย

ช่วยเข้าไปทำหน่อยโพลปิดพรุ่งนี้เเล้ว เอาเป็นว่าใครโหวตไม่ทันก็รีพลายตอบก็ได้ อะไรก็ได้

อยากได้น้องกลับไปกอดก็โหวตให้หนูหน่อยน้า u__u

ในนี้มันโพสต์ลิ้งไม่ได้ ใครว่างๆก็เเวบเข้าไปหาในทวิตหนูหน่อย@gimmeforever_ โลดดเลยน้าาา****

​ขอบคุณมากๆค่ะ


รักทุกคนที่เข้ามาอ่านอยู่ดี ขอบคุณนะคะ

เจอกันตอนหน้าน้า

#DADDYของวา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น