หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 8 พิชิตบอส

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 พิชิตบอส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 116

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 พิชิตบอส
แบบอักษร

“ 10 มกราคม ถ้าไม่เห็นกับตา ฉันก็คงจะไม่เชื่อเรื่องที่เด็กคนนี้ทำแน่ๆ ช้อนซุปลอยขึ้นมา อีกทั้งยังถูกเขาบิดจนผิดรูปได้ดั่งใจ...

13 มกราคม เขาบอกว่ารู้สึกว่ามีคนกำลังมองเขาอยู่ คนหลายๆ คน แล้วยังบอกอีกว่าตนเองนั้นกลัวมาก...

16 มกราคม เขาดูเหมือนจะไม่หวาดกลัวอีกแล้ว แย้มยิ้มบ้างเป็นครั้งคราว แต่กลายเป็นเด็กเงียบขรึม...

17 มกราคม ผลการทดสอบทั้งหมดปกติ พวกเราทั้งหกคนไม่มีใครสามารถอธิบายเรื่องที่เกิดกับร่างกายของเด็กคนนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว...

19 มกราคม เขาเริ่มวาดรูป แม้พ่อแม่ของเขาจะบอกว่า เมื่อก่อนเขาไม่เคยแสดงทักษะการวาดใดๆ ให้เห็นเลย แต่เขากลับสามารถวาดภาพร่างภาพสเก็ตช์ที่เหมือนจริงมากๆ ได้...

22 มกราคม เขาร้องขอกระดาษและดินสอไม่หยุด วาดภาพอย่างไม่หลับไม่นอน เขาวาดแค่ใบหน้าของคนเท่านั้น อีกทั้งภาพใบหน้าคนที่วาดเหมือนตามต้นแบบปกติในตอนเริ่มต้นกลายเป็นแปลกประหลาดน่าสยดสยองขึ้นเรื่อยๆ...

25 มกราคม บนผนังปรากฏใบหน้าคนที่ใช้เลือดวาด พวกเราพบศพของนกกระจอกตัวหนึ่งที่บนพื้นในห้องคนไข้ของเขา แต่มือเขาสะอาดมาก วันนี้ฉันรู้สึกกระวนกระวาย ฉันนึกถึงช้อนซุปคันนั้น...

26 มกราคม หน้าต่างที่อยู่บนทางเดินนั้นหายไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงผนังที่ ผนึกแน่นไม่ให้อากาศเข้า ภาพบันทึกจากมอนิเตอร์ของคืนก่อนถ่ายได้แค่ภาพเงาเบลอๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าควรขอความช่วยเหลือจากใคร ตำรวจหรือ พวกเขาจะคิดว่าฉันบ้าแล้วจับฉันขัง...

30 มกราคม หลี่ฉาหายตัวไป พวกเราห้าคนที่เหลือล้วนรู้สึกกระวนกระวาย บนผนังปรากฏรอยใบหน้าสีเลือดที่มากกว่าเดิมขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเราหาไม่เจอแม้กระทั่ง... ฉันไม่รู้... ศพของเขา?

31 มกราคม ฉันต้องออกไปจากที่นี่... ฉันควรจะขอลาหยุด จนกระทั่งเด็กคนนี้ตายไปเพราะโรค... ไม่... ลาออกดีกว่า

1 กุมภาพันธ์ ฉันคิดว่าฉันหนีออกไปจากที่นี่ไม่ได้แล้ว หาทางออกไม่เจอในตึกนี้... ถ้าหากมีคนอ่านสมุดบันทึกเล่มนี้ โปรดจำคำพูดของฉันไว้ว่า เขากลัว “ที่นี่ถูกทำให้เปรอะเปื้อน”! ถ้ามีโอกาสจงฆ่าเขา! ไม่ต้องลังเล! ไม่อย่างนั้นคนที่ตายจะเป็นคุณ!”

เฟิงปู้เจวี๋ยและหวังทั่นจือผ่านทางเลี้ยวนั้นมาด้วยกัน ทางเดินด้านหน้ายังคงสว่างโล่งไปหมด แต่ครั้งนี้ไม่มีประตู สองด้านข้างล้วนเป็นผนังขาว ทางข้างหน้าอีกสิบเมตรจะมีทางแยกที่เป็นรูปตัวที

ทั้งสองคนเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เฟิงปู้เจวี๋ยเล่าเนื้อหาในสมุดบันทึกหลังจากกลั่นกรองมาแล้วให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เขาพยายามจะเล่าให้ไม่น่ากลัวขนาดนั้น แต่ก็ยังทำให้น้องทั่นตกใจจนหน้าซีด ขนลุกขนพองไปทั้งตัว

“ที่พวกเราต้องเจอนั้นไม่ใช่ผี แต่เป็นหนุ่มน้อยพลังพิเศษที่เป็นโรคร้ายแรงหลังจากได้รับการปนเปื้อนทางจิตใจ” เฟิงปู้เจวี๋ยสรุป “อย่างน้อยๆ ภารกิจก็คงจะประมาณนี้”

“รู้เรื่องพวกนี้แล้วมันช่วยอะไรได้บ้างเนี่ย...” น้ำเสียงของหวังทั่นจือแสดงออกมาว่าความกดดันของเขายังคงมีมาก

“อันดับแรก ภายในใจ รู้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นแค่คน ฉันคิดว่าระดับความกลัวของนายน่าจะลดลงไปบ้าง” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “อีกทั้ง อยู่กับความเป็นจริงที่ว่าพวกเรารู้ว่าเขามีตัวตนจริงๆ สามารถฆ่าได้โดยตรง”

“เอ๋... พี่คิดว่าคนที่เขียนสมุดบันทึก แล้วพวกคนอื่นที่ได้รับบาดเจ็บในภารกิจนี้... ไม่เคยลองฆ่าดูแล้วหรือ” หวังทั่นจือสีหน้าตื่นตระหนก “พวกเขาคงมีมากกว่าสองคนใช่หรือเปล่า”

“พวกเขามีหมัดระเบิดเทวะหรือ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

“พี่เจวี๋ย ฉันมีคำถาม... ถ้าพวกเราไม่เจอทักษะนี้ หรือช่องชำนาญการต่อสู้ของพวกเราสองคนยังไม่ปลดล็อคพอดี หรือไม่ก็จริงๆ แล้วไม่ได้กำลังแก้ปริศนา ถ้าอย่างนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น”

“ถ้าอย่างนั้นหลังจากที่พวกเราพบกับเขา จะเจอกับตัวเลือกสองตัวเลือก” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “จะสู้กับเขา หรือว่าวิ่งหนี” เขาพิจารณาสักพัก “ถ้าไม่เคยแก้ปริศนา พวกเราก็คงจะถูกโยงเข้ากับสถานการณ์อื่น เช่นตัดสินใจเลือกหลังจากได้รับบาดเจ็บสูญเสียค่าพลังชีวิตไปเท่าไหร่ ท่ามกลางการคุกคามของความกลัวและความตาย ระดับความยากก็จะสูงขึ้น

แต่หลังจากที่เข้าใจในภารกิจแล้ว ตอนนี้ฉันมั่นใจว่าไม่ต้องโยงไปไหน... ถ้าพูดถึงทักษะการต่อสู้ของพวกเรา ทำได้แค่วิ่งหนี ถ้าเสี่ยงสู้ต้องตายแน่ๆ ดังนั้นฉันคิดว่า... วิธีการผ่านของภารกิจนี้ น่าจะเป็นการวิ่งหนีออกมา”

“ถ้างั้นระดับความอันตรายของพวกเราตอนนี้ไม่ใช่ว่าเหมือนกันกับไม่เคยแก้ปริศนาหรอกหรือ!” หวังทั่นจือพูด

“ไม่ มันมีความแตกต่าง อย่างน้อยห้องที่สอง นายได้ก็รับทักษะมาแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “ห้องที่สาม พวกเรายังได้รู้ถึงจุดอ่อนของเขา ฉะนั้นตอนนี้ไม่ว่าจะเลือกฆ่าเขาหรือว่าวิ่งหนี เปอร์เซ็นต์การสำเร็จล้วนเพิ่มขึ้น”

“งั้นฉันจะไม่พูดถึงทักษะ 20% นั่นก่อนนะ พี่ไม่ได้บอกว่าจุดอ่อนของเขาถูกรอยเลือดปิดบังไว้หรอกหรือ”

“ระบบได้ให้เหตุผลที่ง่ายมากๆ ไว้ตรงนี้แล้ว หากรวมเนื้อหาทั้งหมดของบันทึก วิเคราะห์ชุดการกระทำที่เด็กคนนี้ทำลงไป... ตัดส่วนที่ไม่สำคัญหรือส่วนที่ทำให้คนสับสนออกไป เนื้อหาของงานเขียนนี้เหมือนกับบันทึกสัตว์ประหลาดชัดๆ ” ขณะที่เฟิงปู้เจวี๋ยพูด พวกเขาก็ผ่านทางเลี้ยวไปอีกครั้ง ด้านหน้าปรากฏห้องโถงกว้างห้องหนึ่ง ความสูงของเพดานเพิ่มสูงขึ้น แสงยังคงสว่างไสว แต่รอบๆ ยังคงเป็นผนัง

“10 มกราฯ พลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของ 16 มกราฯ การแปรผันทางบุคลิก 19 มกราฯ สัญชาติญาณผิดปกติเริ่มตื่นขึ้น 25 มกราฯ ใช้พลังจิตส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต 30 มกราฯ สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่และคน 1 กุมภาฯ ใช้พลังจิตสังหาร” เฟิงปู้เจวี๋ยวิเคราะห์อย่างใจเย็นจนถึงขั้นไร้ความรู้สึก “แต่คำใบ้เกี่ยวกับจุดอ่อนของเขา อยู่ตรงย่อหน้าของ 26 มกราฯ อีกทั้งยังเป็นสถานการณ์ที่พวกเราเจออยู่ตอนนี้” เขาเว้นช่วง “เขากลัวแสง”

“แต่ที่นี่...” คำว่า ‘สว่าง’ ของหวังทั่นจือยังไม่ได้พูดออกมา เฟิงปู้เจวี๋ยก็ขัดขึ้น

“แสงแดด ไม่ใช่แสงไฟ” เฟิงปู้เจวี๋ยอธิบาย “ตอนที่เข้าไปในห้องที่คล้ายกับห้องคนไข้ห้องแรกนั้น ฉันรู้สึกไม่ดีเอามากๆ ไม่ใช่เพราะสภาพกลิ่นคาวเลือด ห้องคนไข้และตลอดทางเดินล้วนไม่มีหน้าต่าง ไม่สมเหตุสมผลกับพื้นฐานสิ่งก่อสร้างที่เรารู้จัก ตอนนั้นฉันสงสัยว่าตึกนี้จะอยู่ใต้ดิน ต่อมาฉันพบว่าห้องที่สอง ห้องที่สาม ก็ล้วนไม่มีหน้าต่าง ทำไมกันล่ะ” เฟิงปู้เจวี๋ยเว้นช่วง “ฉันเข้าใจว่าภาพความแปลกประหลาดที่อยู่ในห้องเหล่านี้ อันที่จริงตึกในภารกิจนี้... น่าจะเป็นโรงพยาบาล หลังจากเกิดการบิดเบือนช่องว่างแล้วพวกเราเปิดประตูเข้ามาอาจจะเห็นภาพต่างๆ แต่พอหลังจากอ่านบันทึกจบ ฉันก็เข้าใจแล้วว่า นี่คือคำใบ้”

เขาชี้นิ้วไปที่แสงสว่าง “จริงๆ แล้วแสงไฟเหล่านี้ก็บอกใบ้เหมือนกันว่าเขากลัวแสงแดด แต่ทำไมต้องการแสงไฟกันล่ะ? มีความเป็นไปได้อยู่สองแบบ แบบแรก คือเขาเองก็ต้องการแสงไฟถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาเหมือนกับพวกเราที่มองไม่เห็นในที่มืด แบบที่สอง เขาเกรงกลัวแสงแดด แต่ก็หวาดกลัวความมืด เพราะว่าจะมีบางสิ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ท่ามกลางความมืด...”

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะที่คล้ายกับเด็กผู้หญิงที่ทั้งสองคนได้ยินในตอนแรกสุดดังขึ้นอีกครั้ง อยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ไกล

ตอนนี้ พวกเขาแน่ใจถึงที่มาของเสียงหัวเราะนั่นแล้วว่าแท้จริงแล้วเป็นเสียงเด็กผู้ชาย อีกทั้งยังไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชอบใช้ ‘เลือด’ วาดภาพเท่านั้นเอง

แต่ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนความคิด เสริมสร้างแนวป้องกันในจิตใจให้เข้มแข็งขึ้นแล้ว แต่หวังทั่นจือก็ยังใจเต้นเร็วขึ้น หายใจหนักหน่วง มือกำมีดปอกผลไม้ไว้แน่น เหงื่อออกเต็มฝ่ามือ

เฟิงปู้เจวี๋ยกลับบอกว่า “เก็บมีดไปเถอะ ไม่ได้ใช้หรอก”

“พะพะพี่เจวี๋ย... พะพะ... พี่มี...”

“ใช่ ฉันมีแผนแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยชี้ไปที่โถงใหญ่ด้านหนึ่ง “ใช้ทักษะต่อยไปที่กลางผนังนั่น”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กน้อยที่กลายเป็นบอสของภารกิจปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาประมาณสามเมตร เขาสวมชุดคนไข้ อีกทั้งร่างกายและใบหน้าล้วนถูกเงาปกคลุมไว้ภายใต้แสงไฟ ในเวลาเดียวกันกับที่เขาปรากฏตัว ทั้งผนัง เพดาน บนพื้นของห้องโถงก็ปรากฏใบหน้าสีเลือดนับไม่ถ้วนขึ้นไปทั่วในเวลาชั่วอึดใจ แม้กระทั่งดวงไฟก็เปลี่ยนเป็นสีแดง

ฉากตรงหน้าก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ชายฉกรรจ์ตกใจจนกรีดร้องออกมา แต่เฟิงปู้เจี๋ยไม่มีความลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วและกระโจนไปที่ตรงหน้าของเด็กชายสูงร้อยยี่สิบเซนติเมตร “โจมตีไปที่ผนังเร็ว!”

หวังทั่นจือกระโจนพุ่งไปที่ทิศทางที่เฟิงปู้เจวี๋ยวิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่ แม้จริงๆ แล้วที่กระโจนไปตอนแรก จะเป็นเพราะว่าตกใจก็เถอะ วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว รู้สึกเหมือนขาอ่อนแรง ผ่านไปครึ่งทางหันหัวไปดูแวบหนึ่ง เห็นแค่เฟิงปู้เจวี๋ยยังไม่ทันได้แตะตัวเด็กชายก็ถูกแรงที่ไร้รูปร่างผลักให้กระเด็นออกไป พูดง่ายก็เหมือนกับรถยนต์สองคันที่แล่นมาชนกัน เขากระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต

แม้ว่าดูแล้วจะเหมือนกับการคุยโวโอ้อวด แต่จริงๆ แล้วนี่คือเกม ผู้เล่นไม่ถึงกับจำเป็นต้องไปอดทนและเจ็บปวดเหมือนกับของจริงทั้งหมด ในเกมจิงส่งเล่อหยวน ไม่ว่าตัวละครจะได้รับการโจมตีรุนแรงแบบไหน แม้ว่าจะถูกรถไฟทับ ความรู้สึกเจ็บปวดของผู้เล่นจะอยู่ในขอบเขตที่คล้ายกับความรู้สึกถูกค้อนตอกตะปูเข้าที่มือแรงๆ

 หวังทั่นจือเห็นฉากนั้น ก็วิ่งไปที่ผนังด้านนั่นสุดกำลัง หนุ่มน้อยเองก็ระวังระมัดอย่างชัดเจนว่าเขากำลังอะไร ทว่าหนุ่มน้อยไม่ได้หายตัวไปหา แต่กลับไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วนั้นแน่นอนว่าไม่ใช่ความเร็วที่เด็กน้อยจะทำได้ ท่าทางการวิ่งนั้นก็แปลกมาก เหมือนกับหุ่นกระบอกที่ถูกเชิดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

ทันใดนั้นเอง มีมือหนึ่งคว้าจับเข้าที่ข้อเท้าของเด็กชาย บอสของพวกเราก้มหัวลงไปดู พบว่าเป็นเฟิงปู้เจวี๋ยคลานมาจากพื้นด้วยความรวดเร็ว ไล่ตามจับเขามาอย่างแข็งขัน เฟิงปู้เจวี๋ยที่จริงแล้วมีสมรรถภาพร่างกายที่สูงกว่า เป้าหมายที่สูงร้อยยี่สิบเซนติเมตร แม้จะวิ่งเร็ว แต่ช่วงระยะห่างสั้นๆ ถึงอย่างไรก็ตามทัน

ในเวลาเดียวกัน หวังทั่นจือก็ใช้ทักษะ หมัดขวาปกคลุมไปด้วยแสงสีส้มเรืองรอง ต่อยไปที่ผนัง

แม้ความสำเร็จในการใช้ทักษะจะมีแค่ 20% แต่ที่เขาต่อยไปคือผนังที่พลาดเป้าได้ยาก อีกทั้งคุณสมบัติประจำตัวของเขาชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่เลว ดังนั้นการโจมตีครั้งนี้ของเขาจึงประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย

บนผนังเกิดผลลัพธ์ที่เหมือนกับระเบิดขึ้นจริงๆ ถูกระเบิดเป็นรูใหญ่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเมตร แสงแดดที่สว่างจ้าผิดปกติส่องจากด้านนอกเข้ามาด้านใน

ชั่วพริบตานั้น ใบหน้าสีเลือดทั้งหมดในห้องโถงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เด็กชายคนนั้นก็ถอยหลังออกมาอย่างตื่นตระหนก พยายามอยู่ห่างจากแสงแดดที่ส่องเข้ามา

แต่เขาก็หนีไม่พ้น... เพราะว่าเฟิงปู้เจวี๋ยยังจับข้อเท้าเขาไว้อยู่...

“เมื่อกี้นี้โจมตีฉันจนค่าพลังชีวิตหายไป 84% ...ครั้งนี้คงเป็นตาฉันแล้วล่ะสิ” เฟิงปู้เจวี๋ยยืนขึ้น ถือโอกาสดึงขาบอสขึ้นกลับหัววางไว้บนพื้น เด็กชายในตอนนี้สูญเสียแรงต่อต้านไปอย่างสิ้นเชิง

เฟิงปู้เจวี๋ยใช้มือที่ว่างอยู่เช็ดเลือดที่ปาก จับขาของเด็กชายลากเขาไปที่แสงแดดก่อนหน้านี้ “เขาคงจะเป็นบอสที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง นี่เท่ากับว่านายใช้ทักษะโจมตีไปที่เขาโดยตรง กลัวเขาไปก็ไม่จำเป็น เขาจะต้องตายด้วยการโจมตีนี้”

หวังทั่นจือตอนนี้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ถ้าฉันไม่สามารถต่อยกำแพงทะลุได้ หรือว่าด้านนอกเป็นทางเดินอีกเส้นหนึ่ง แล้วจะทำอย่างไร”

“ถ้าด้านนอกเป็นตอนกลางคืน นายก็เข้าไปซ่อนท่ามกลางความมืดนั้น ถ้าด้านนอกเป็นทางเดินนายก็เข้าไป แล้ววิ่งหนี ถ้าต่อยกำแพงไม่ทะลุอย่างนั้นหรือ... นายก็หาทางหนีให้กับตัวเองอีกทางก็ได้แล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปด้วยพูดไปด้วย “ฉันค่อนข้างมั่นใจ ถึงจะให้นายใช้ทักษะ ห้องโถงโรงพยาบาลแบบนี้ ดูจากโครงสร้างทั้งหมดแล้ว สามารถคาดเดาตำแหน่งเดิมที่ประตูตั้งอยู่ออกมาได้ นายดู ด้านข้างของพวกเราสองด้านล้วนเป็นผนัง ด้านหลังฉัน แม้ว่าถูกปิดตาย แต่ยังมองออกว่าเมื่อก่อนติดตั้งพวกหน้าต่างเอาไว้...” ระหว่างพูด เขาก็ยกบอสขึ้น ตากแสงแดดที่หน้ารูบนกำแพง

“อืม... พี่เจวี๋ย... พี่ทำอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะโหดเหี้ยมไปหน่อยหรือ” หวังทั่นจือมองเด็กชายที่ปิดสองตาอย่างเจ็บปวด ร่างกายขดงอเป็นก้อนกลม

“นายพูดถูก ฉันทำเกินไป” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ แต่การกระทำของเขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

นี่คือสไตล์เขามาแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่เล็กจนโต ต้องยอมรับด้วยใจที่เปิดกว้าง เพราะอบรมสั่งสอนหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ปรับปรุงแก้ไข

“ตอนนี้ฉันสามารถปล่อยเขาได้ ให้เขากลับไปซ่อนในโรงพยาบาล แล้วพวกเราสองคนก็หนีออกไปจากรูนี้ ภารกิจก็คงจะเสร็จสมบูรณ์” เฟิงปู้เจวี๋ยบอก “แต่ฉันบอกแล้วว่า ตามการวิเคราะห์ของฉัน นี่คือบอสที่แข็งแกร่งมาก แม้ว่าพวกเราจะใช้ภารกิจค้นพบถึงระดับความสำเร็จที่สูงมาก ขณะที่เผชิญหน้ากับเขา การสู้กันจนรู้ผลโดยตรงนั้นก็ยังคงยุ่งยากมาก ถ้าจัดการเขาเพื่อผ่านด่านละก็ ค่าประสบการณ์ที่ได้คงจะสูงกว่าวิ่งหนีเพื่อผ่านด่านอยู่มาก”

“เอ๋? พี่เริ่มสนใจค่าประสบการณ์ของผู้เล่นตั้งแต่เมื่อไหร่” หวังทั่นจือพูดอย่างประหลาดใจ

เฟิงปู้เจวี๋ยทำปากยื่น แล้วจับบอสออกไปอาบแดดอีกครั้ง “ตอนนี้ฉันมีอย่างน้อยสามเหตุผล ที่จะตั้งใจเล่นเกมจิงส่งเล่อหยวน”

ข้อแรก ก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่าอัฐยายซื้อขนมยาย[1] ฉันอยากจะผ่านด่านของเกมด้วยตัวของฉันเองแล้วนำค่าใช้จ่ายของเครื่องเล่นเกมรวบรวมกลับคืนมา ข้อสอง การสุ่มภารกิจพวกนี้นั้นไม่เลว อ่านคำอธิบายของเว็บทางการ ระบบใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาทำเป็นตัวสนับสนุน รวมกับความทรงจำที่แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยที่มาจากความทรงจำของผู้เล่นจำนวนนับไม่ถ้วน รูปแบบเอาชีวิตรอดแบบกลุ่มหลังจากนี้ จะมีการติดตั้งและเรื่องราวที่ซับซ้อนคล้ายๆ กัน ดังนั้นฉันสามารถรวบรวมข้อมูลผ่านการเล่นเกมได้ ข้อสาม หาทางนำความหวาดกลัวกลับคืนมาต่อไป...

เฟิงปู้เจวี๋ยพูดถึงตรงนี้ ก็ยื่นมือออก แล้วดีดนิ้ว หลังจากนั้นก็แบมือ

หวังทั่นจือเข้าใจทันที ยกมีดปอกผลไม้ขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นลองดู... ประสบการณ์การผ่านด่านหลังจากฆ่าบอสกันเถอะ” เฟิงปู้เจวี๋ยรับมีดมา แล้วแทงลงไป...


[1]*ภาษาจีนใช้คำว่า 羊毛出在羊身上มีความหมายใกล้เคียงกับสำนวนไทยว่า อัฐยายซื้อขนมยาย หมายถึง การได้รับสิ่งของหรือทรัพย์สินจากผู้ใดผู้หนึ่ง แล้วนำทรัพย์นั้นๆ มาใช้กับผู้นั้น โดยที่ตนเองไม่ต้องลงทุนอะไร

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น