หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 4 หวังทั่นจือ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 หวังทั่นจือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 153

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 หวังทั่นจือ
แบบอักษร

หลังจากตัดการเชื่อมต่อระบบประสาท ปลดล็อคเครื่องเล่นเกม เฟิงปู้เจวี๋ยลุกขึ้นมา พร้อมถอนหายใจ

ตอนนี้เป็นเวลาบ่าย นอกห้องสว่างจ้า

ที่ที่เฟิงปู้เจวี๋ยอาศัยอยู่คือห้องเช่าในอพาร์ทเม้นท์ชั้นที่สิบสาม(ชั้นบนสุด) อาศัยอยู่คนเดียว พอพ่อแม่ของเขารู้ว่าพวกท่านไม่มีโอกาสได้ปรากฏตัวออกมาในหนังสือเล่มนี้ก็โกรธมาก เลยลาจากโลกนี้ไปเมื่อหลายปีก่อน ทิ้งลูกชายเอาไว้ให้เป็นตัวเอกที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวและลำบากยากแค้น เพียงเพื่อให้ผู้เขียนประหยัดความยุ่งยากเกี่ยวกับชื่อสองชื่อนี้ไปหลายหน้า เรียกได้ว่าเปิดหนังสือผ่านไปอย่างแท้จริง ซ่อนชื่อและความสำเร็จไว้ลึกๆ

เมื่อมองดูเวลา เฟิงปู้เจวี๋ยพบว่าเมื่อสักครู่ตนเองใช้เวลาเล่นเกมแค่สิบห้านาทีเท่านั้นเอง ภายใต้โหมดนอนหลับ (การเล่นต่อเนื่องเรียกว่าโหมดนอนหลับ แต่โหมดตื่นนอนจะเล่นเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น) ของสวนสนุกสยองขวัญเวลาในเกมและเวลาจริงจะเป็นแบบ 2:1 พูดได้ว่า เมื่อสักครู่นี้เขาอยู่ในเกมเป็นเวลาสามสิบนาที แต่ภายใต้รูปแบบปกติ ระดับความลึกที่เชื่อมต่อกับระบบประสาทไม่เหมือนกัน เวลาจะมีความแตกต่างกันถึง 10:1 เรียกได้ว่า ‘ในฝันไร้เวลา’ ถ้าผู้เล่นยังเล่นต่อเนื่องแบบไม่ออฟไลน์ หลับหนึ่งตื่นสามารถเล่นได้ถึงแปดสิบชั่วโมงตามเวลาในเกม อย่างนี้ก็เท่ากับว่าคืนหนึ่งฝันติดต่อกันแปดสิบชั่วโมง แต่เมื่อตื่นขึ้นมาวันถัดไปจะปวดหัว บนคู่มือที่เครื่องเล่นเกมก็เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่าไม่แนะนำให้ผู้เล่นใช้โหมดนอนหลับเข้าเล่นเกมเกินสี่ชั่วโมงขึ้นไป ประโยคนี้เฟิงปู้เจวี๋ยจำได้ชัดเจนเลยว่าเคยอ่าน...

ตอนนี้เฟิงปู้เจวี๋ยออกมาจากเครื่องเล่นเกม ไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการจะพักผ่อน แต่ว่าเขาตกลงกันกับเพื่อนคนหนึ่งไว้แล้วว่าจะเล่นเกมด้วยกัน วันนี้คือวันทดสอบระบบวันแรก เปิดให้เล่นตั้งแต่แปดโมงแล้ว แต่เพื่อคนนั้นวันนี้ตอนกลางวันไม่ว่างพอดี ดังนั้นเฟิงปู้เจวี๋ยจึงอยากจะรอเขา ที่ออนไลน์เมื่อสักครู่เพียงเพื่อทำความคุ้นเคยกับเกมนิดหน่อย ยังไม่อยากจะเพิ่มระดับให้สูงมากนัก จะได้เพิ่มระดับตามกันทัน

หรือจะพูดว่า เวลากลางวันอย่างนี้ เฟิงปู้เจวี๋ยไม่มีอะไรทำใช่ไหม

ใช่ เขาไม่มีอะไรทำ...

ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าเขาเป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ตอนนี้ต้องมีคนคิดแน่ๆ ว่า หนุ่มน้อยคนนี้คงไม่ใช่พวกที่ไม่เขียนนิยายก็สามารถเป็นยอดนักเขียนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องใช้แล้วใช่หรือเปล่า

แน่นอนว่าไม่ใช่...

เฟิงปู้เจวี๋ยนั้นมีชื่อเสียงเล็กๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นที่รู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมือง หนังสือของเขานั้นไม่เลว ทุกเล่มล้วนได้ตีพิมพ์ สำนักพิมพ์ก็ยินยอมร่วมงานกับเขา แม้ว่าเขาจะไม่ถึงขนาดที่จะหาเงินได้มากมาย แต่ก็ไม่ทำให้เขาเป็นนักเขียนที่ต้องอดตาย

เขาเขียนนิตยสารรายสัปดาห์อยู่สองคอลัมน์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน ทุกเดือนต้องส่งต้นฉบับหนึ่งครั้ง ส่งเนื้อหาที่จำเป็นทั้งหมดของเดือนหน้า ถ้าคุณภาพต้นฉบับไม่ดีก็จะถูกตีกลับ อย่างช้าที่สุดปลายเดือนต้องแก้ให้เสร็จ ค่าต้นฉบับของงานก็จะคิดเป็นเดือนๆ ไป

แต่ถ้าแค่พึ่งพารายได้นี้ เขาคงทำได้แค่มีชีวิตรอดแบบวันต่อวันในเมือง S เมืองนี้เท่านั้น ดังนั้นเขาจึงเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวนที่เป็นเรื่องยาวขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง ตีพิมพ์ขายออกมาเป็นเล่มๆ เหมือนกับเขียนหนังสือทุกอย่าง เฟิงปู้เจวี๋ยถึงจะสามารถเก็บเงินได้ ถือว่าเป็นกำไรนิดๆ หน่อยๆ

แล้วทำไมเขาถึงไม่มีอะไรทำในตอนกลางวันกันล่ะ

อันนี้เข้าใจได้ง่ายมาก ถ้าหากใช้คำพูดของเฟิงปู้เจวี๋ยมาบรรยายงานเขียนและชีวิตของเขาจะได้ว่า ‘เมื่อแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม ต้นฉบับจะส่งตามเวลา อาหารร้อนๆ รสเลิศเกินจำเป็น แต่เมื่อความคิดสร้างสรรค์เหือดหาย จะเหลือแต่ตัวอักษรไร้หนังสือ มีเพียงน้ำซุปใสถ้วยหนึ่งเอาไว้ต้มมาม่า’ ชัดเจนอยู่แล้วว่า ช่วงนี้เขากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังเขียนไม่ออก

คนคนนี้ช่างเป็นคนที่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่เสียจริง เขียนไม่ออก กดดันก็ไม่มีความหมาย ดังนั้นเขาจึงไปเล่น... ไม่ใช่แค่เล่น เขาเรียกว่ามันว่า ‘รวบรวมข้อมูล’

ด้วยเหตุนี้ หากพูดตามปกติแล้ว การหวังว่าจะให้เฟิงปู้เจวี๋ยส่งต้นฉบับให้ตรงเวลานั้นคงเป็นนิทานปรัมปราเรื่องหนึ่ง

เมื่อถึงช่วงกลางเดือนของทุกๆ เดือน ก็จะเห็นบรรณาธิการกองนิตยสารถือดาบขี่ม้าตะลุยสังหารเข้ามาถึงหน้าประตู และจะเห็นป้าผู้ดูแลหอของเขา มือหนึ่งถือสามง่ามสีทอง อีกมือถือกุญแจสำรอง ผลักประตูเข้ามาได้ก็ฟันดะ

ทุกวันนี้เฟิงปู้เจวี๋ยปกติจะเตรียมพร้อมไว้เสมอ ระมัดระวังข้าศึกทุกวินาที เรียกรวมผลทหาร รัวกลองศึก แค่รอให้สองคนนั้นจู่โจมมาสามร้อยเพลงรบ สู้กันจนมืดฟ้ามัวดิน ท้องฟ้าเปลี่ยนสี และหลงเหลือไว้เพียงตัวอักษรไม่กี่ตัวท่ามกลางท้องฟ้าที่ว่างเปล่าว่า ถ้าไม่มีเงิน จะถูกลงโทษด้วยด้ามไม้กวาด

เอาเถอะ มันก็ไม่ได้เว่อร์อะไรถึงขนาดนั้น กลับกันชีวิตของเขาก็สงบสุขขนาดนี้

มาพูดถึงเพื่อนของเฟิงปู้เจวี๋ยคนนั้นกันเถอะ ถ้าคนดีชอบอยู่กับกลุ่มคนดี และคนไม่ดีนั้นก็ย่อมชอบอยู่กับกลุ่มคนไม่ดี หรือว่าเพื่อนของเฟิงปู้เจวี๋ยคนนั้นหล่อรวยมากใช่ไหม?

ใช่ เขาหล่อรวยมาก...

เพื่อนคนนี้สกุลหวัง ชื่อทั่นจือ เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันกับเฟิงปู้เจวี๋ย หากใช้ภาษาถิ่นของเมือง S จะเรียกว่าเป็น ‘พี่น้องกางเกงแดง’ (หมายถึงโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก) เขาสองคนเป็นเพื่อนร่วมห้องกันตั้งแต่สมัยเริ่มเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หวังทั่นจือสอบติดคณะแพทยศาสตร์ แต่เฟิงปู้เจวี๋ยกลับเป็นคนว่างงานของสังคม

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้นั้นแน่นแฟ้นมาก สามารถใช้เรื่องจริงและเรื่องสมมติสองแบบมาอธิบายได้ พูดเรื่องจริงก่อน ทำไมหวังทั่นจือถึงสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ นั่นก็เพราะเพื่อเฟิงปู้เจวี๋ยผู้ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นเชอร์ล็อค โฮล์มส์ตั้งแต่เด็ก แต่ผู้ช่วยของเชอร์ล็อค โฮล์มส์นั้นเป็นแพทย์ทหารเก่า ดังนั้นเขาจึงไปเรียนแพทย์...

หากพูดถึงเรื่องสมมติ สมมติว่าหวังทั่นจือเป็นผู้หญิง งั้นประเภทนิยายเล่มนี้ก็คงต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าแม่นางหวังคงจะเสียตัวให้กับเฟิงปู้เจวี๋ยมาหลายปีแล้ว

จากที่สมมติเมื่อสักครู่ ประกอบกับความคิดฟุ้งซ่านภายในหัวของแต่ละท่าน ผู้เขียนคงต้องพูดอะไรเสียหน่อย วางใจเถอะ นั่นมันเป็นเพียงเรื่องสมมติ พวกเขาล้วนเป็นผู้ชายแท้ที่รักเพศตรงข้าม

ที่บ้านของหวังทั่นจือนั้นรวยมาก แม้มันจะไม่สำคัญเท่าไหร่ ในทางกลับกันชีวิตนี้เขาไม่ต้องทำงานก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย เขามีรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างหล่อเหลา สูงกว่าเฟิงปู้เจวี๋ยนิดหน่อย ร้อยแปดสิบเซนติเมตรพอดี นิสัยอบอุ่น จิตใจดีงาม ค่อนข้างขี้กลัว ไม่ชอบออกหน้าออกตา และยอมคนง่าย

สรุปแล้ว เป็นคนที่จะสร้างปัญหาได้ยาก เป็นขั้วตรงข้ามของตัวประหลาดเฟิงปู้เจวี๋ยอย่างชัดเจน หวังทั่นจือเรียกได้ว่าเป็นหนุ่มรุ่นเยาว์ที่ใครพบเห็นต่างชื่นชม แต่เฟิงปู้เจวี๋ยมักจะได้รับผลตอบรับเป็น คำเยาะเย้ยถากถาง ดูถูกเหยียดหยาม เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ศิลปินอันธพาล

แต่ว่าบนโลกนี้มันก็ประหลาด เพราะสองคนนี้กลายเป็นเพื่อนรักกันได้

ภาพช่วงเวลากลางวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฟิงปู้เจวี๋ยก็ใช้เวลาอีกสักพักเข้าไปในเว็บเพื่อเขียนวิจารณ์ข้อมูล เพราะว่าเข้าไปเล่นเกมมาแล้ว ทั้งยังผ่านกระบวนการสอนผู้เล่นใหม่แล้วด้วย เมื่ออ่านคู่มืออีกครั้งมีหลายจุดที่เข้าใจชัดเจนมากขึ้นแล้ว

ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เขากำลังทำเส้นก๋วยเตี๋ยวอยู่ ไม่ใช่เพราะว่าเขาชอบกินเป็นพิเศษ เขาแค่อยากจะประหยัดเงินค่าซื้อมาม่าก็เท่านั้น จึงไปซื้อแป้งหมี่มาทำเส้นเอง...

สัตว์ประหลาดตนนี้ ไม่นึกเลยว่าเขาจะคำนวณปริมาณการกินของตนเองในทุกๆ มื้อออกมาอย่างแม่นยำ รวมไปถึงค่าตัวเลขที่แน่นอนว่าจำเป็นต้องกินเท่าไหร่ถึงจะไม่หิวตาย หลังจากนั้นก็ใช้เงินเก็บ (ที่จริงก็มีไม่เท่าไหร่) ในธนาคารทั้งหมดไปซื้อเครื่องเล่นเกม เงินที่เหลือก็นำมาซื้อแป้งหมี่ จ่ายค่าน้ำค่าไฟต่างๆ...

คุณว่าเขาคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนสินะ กลับกลายเป็นว่าเขาใช้ค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับขอบเขตความอดทนของเขาเพื่อไปซื้อของฟุ่มเฟือย (เครื่องเล่นเกมรูปแบบใหม่แพงมาก) คุณว่าเขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายสินะ เขาก็ไม่เคยที่จะให้ตนเองลำบากถึงขนาดที่ต้องอดอยากมาก่อนหรอก

พริบตาเดียวก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยซัดมาม่าที่ทำเส้นเองลงท้องไปหนึ่งชาม ถือว่าแก้ปัญหาเรื่องข้าวเย็นไปได้

หวังทั่นจือโทรมาหาบอกว่าเขาเข้าไปเล่นเกมมาแล้ว เพิ่งจะผ่านกระบวนการสอนผู้เล่นใหม่ ตกใจกลัวแทบตาย เหงื่อไหลพลั่กไปทั้งตัว ออฟไลน์มาก็เลยโทรหา อารมณ์เพิ่งจะสงบลงพอดี

เฟิงปู้เจวี๋ยคิดในใจว่า ‘ข้าล่ะอิจฉาเอ็งจริงๆ ไอ้เหงื่อไหลพลั่กคืออะไร ฉันไม่ได้สัมผัสมันมาหลายเดือนแล้ว’

สองคนพูดคุยกันต่อไปอีกหลายประโยค บอกชื่อที่ใช้ในเกมของกันและกัน แล้วก็ไปเตรียมตัวออนไลน์


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น