หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 2 ศพโชกเลือด

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ศพโชกเลือด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.พ. 2561 15:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ศพโชกเลือด
แบบอักษร

การนับถอยหลังที่คาดไม่ถึงเมื่อสักครู่ ถือว่าเป็นแค่การเริ่มทักทายผู้เล่นของกระบวนการสอนผู้เล่นใหม่ในเกมนี้

ในขณะที่สภาพรอบตัวจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นสีดำอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แล้วตามมาด้วยการได้ยินเสียงพูดอันน่าขนพองสยองเกล้านั้น หากเป็นคนปกติก็คงจะตื่นตระหนก ในใจจะต้องรู้สึกหวาดกลัวไปแล้วแน่ๆ และในช่วงเวลาที่ลิฟต์เคลื่อนลงไปข้างล่างในทันทีอีกครั้ง แม้จะพูดได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกหล่นลงในช่วงเวลาสั้นๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจเต้นระรัว ตกใจกลัว

ทว่าเฟิงปู้เจวี๋ยนั้นกลับนิ่งสนิท ไร้การตอบสนอง...

หลังจากลิฟต์สั่น ก็เคลื่อนที่ลงด้วยความเร็วปกติ ตอนนี้ ตรงหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยปรากฏหน้าต่างเมนูเกมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

เมนูเกมจะปรากฏแค่ท่ามกลางวิสัยทัศน์ของผู้เล่นเท่านั้น ไม่มีทางฉายไปสู่สภาพรอบตัวได้ อีกทั้งท่าทางที่อ่านเมนูจะไม่ถูกทำให้เป็นสาธารณะ กล่าวคือในขณะที่เรียกดูเมนูอยู่นั้น จะเหมือนกับการยืนเฉยๆ ข้างๆ ผู้เล่นคนอื่น ฝ่ายตรงข้ามจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้วคุณกำลังดูตัวเลือกหรือว่ากำลังเหม่อ

ตอนนี้ไม่มีเสียงของระบบดังขึ้น แต่ว่าเฟิงปู้เจวี๋ยมองเห็นข้อความเตือนในเมนูว่า ท่านสามารถเปิดเมนูนี้ได้ตลอดเวลา คุณสมบัติพิเศษของตัวละคร สถานะ ไอเทม สิ่งของล้วนสามารถตรวจสอบได้ในหน้าต่างนี้

เฟิงปู้เจวี๋ยมองเห็นช่องในเมนูส่วนใหญ่จะถูกคลุมไว้ด้วยเงาอยู่ จนกระทั่งข้อความนั้นหายไป ช่องด้านซ้ายบนของเมนูก็สว่างขึ้น ปรากฏเป็นแถบสี่เหลี่ยมยาวสามแถบ รูปคล้ายกับหลอดเลือด

ลูกศรอันหนึ่งปรากฏขึ้น ชี้ไปที่แถบแรกก่อน เป็นแถบค่าสถานะสีเขียวที่มีอยู่เต็มหลอด ทันใดนั้นหน้าต่างข้อความก็ปรากฏขึ้นมา นี่คือค่าพลังชีวิตของท่าน แสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถบอกตัวเลขที่แน่นอนได้ หากค่าพลังชีวิตเหลือ 0% ตัวละครของท่านจะถือว่าเสียชีวิต ค่าพลังชีวิตปัจจุบัน : 100% สถานะผิดปกติ  : ไม่มี

ลูกศรเคลื่อนไปที่แถบค่าสถานะแถบที่สอง เป็นแถบสีเขียวรูปแบบเดียวกัน แต่ว่าด้านบนไม่ใช่อัตราร้อยละ กลับเป็นตัวเลข นี่คือค่าความแข็งแกร่งของท่าน แสดงเป็นตัวเลขที่แน่นอน การกระทำต่างๆ เช่น วิ่ง เดินเป็นเวลานาน แบกของหนักๆ ต่อสู้ หรือใช้ทักษะเป็นต้น ล้วนทำให้ค่าสถานะนี้ลดลง แต่หากได้รับการพักผ่อนหรือใช้สิ่งของจะฟื้นคืนกลับมา ค่าความแข็งแกร่งปัจจุบัน : 100/100

แถบค่าสถานะแถบที่สามเป็นแถบเปล่า แต่ว่าเป็นแถบที่เฟิงปู้เจวี๋ยให้ความสนใจมากที่สุด นี่คือค่าความสยองขวัญของท่าน แสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน หากค่าความสยองขวัญของท่านสูงถึง 100% เป็นเวลาเกินกว่า 3 วินาที ท่านจะถูกตัดการเชื่อมต่อออกจากเกม ตัวละครของท่านจะถือว่าเสียชีวิต ค่าความสยองขวัญปัจจุบัน : 0%

เพราะว่าก่อนหน้านี้เคยอ่านคำอธิบายพื้นฐานบนอินเตอร์มาแล้ว ดังนั้นเนื้อหาพวกนี้เฟิงปู้เจวี๋ยเพียงแค่กวาดตามองก็อ่านเสร็จแล้ว เขาคิดว่าเดี๋ยวต่อไปช่องว่างในเมนูก็จะถูกปลดล็อคเอง แต่เมนูกลับปิดไปเองหลังจาก 10 วินาทีให้หลัง เขาเรียกเมนูขึ้นมาอีกครั้ง ตำแหน่งที่เป็นเงาเมื่อสักครู่ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ชัดเจนเลยว่า กระบวนการสอนผู้เล่นใหม่นี้คงไม่ใช่แค่อ่านข้อความในลิฟต์ที่มืดสนิทหรือว่าทำความคุ้นเคยกับการเชื่อมต่อเพียงแค่นั้น แต่กลับกันก่อนที่จะเข้าเล่นเกม ระบบก็คงไม่สมมติเรื่อง ‘ตัดการเชื่อมต่อเมื่อค่าความสยองขวัญสูงเกิน’ออกมาเล่นๆ แน่

ดังคาด ลิฟต์หยุดลงในไม่นาน รอบข้างยังคงมืดสนิท เฟิงปู้เจวี๋ยได้ยินเพียงแค่เสียงหายใจของตนเอง

ทันใดนั้น ดวงไฟก็กระพริบขึ้น เพียงแวบเดียว และมืดลงอีกครั้งในชั่วอึดใจ

ชั่วเวลาเพียงพริบตาเดียว ตรงหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ย ก็ปรากฏภาพที่ทำให้ผู้คนจะต้องกรีดร้องออกมา

ทุกคนคงจะจำได้ ลิฟต์มีผนังด้านหนึ่งที่เป็นกระจก แต่ว่าช่วงเวลาชั่วอึดใจที่ดวงไฟสว่างขึ้น เฟิงปู้เจวี๋ยมองเห็นภายในกระจกสะท้อนเงาสองเงาขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

เงาหนึ่งชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องเป็นเงาของตนเอง แต่อีกเงา... แม้ว่าจะเป็นเพียงแวบเดียว แต่ว่าเฟิงปู้เจวี๋ยสามารถยืนยันได้คร่าวๆ ว่านั่นคือสิ่งมีชีวิตที่ร่างทั้งร่างโชกไปด้วยเลือดยืนอยู่

ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะมืดไปตลอดก็เท่านั้น ตั้งใจให้เห็นอย่างนี้ ยังไม่เท่าไม่เห็น

หากเป็นคนอื่น เมื่อกี้คงกรีดร้องออกมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้คงขดตัวอยู่ที่มุมลิฟต์ มันคือการเขย่าขวัญหรือกระตุ้นให้นึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับเลือด

เฟิงปู้เจวี๋ยกลับยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ พูดกับตนเองว่า “อืม... แม้จะเป็นกระบวนการสอน คงไม่ทำให้ผู้เล่นเสียชีวิตตั้งแต่เริ่มต้น อย่างมากก็เป็นการลดค่าพลังชีวิตนิดหน่อยหรือไม่ก็ทำให้ฉันตกใจเล่น ต่อจากนั้นคงจะมีเรื่องคาดไม่ถึงต่างๆ มาให้ผู้เล่นได้เล่นต่อไป”

คิดได้ดังนั้น ก็มีลำแสงเส้นหนึ่งสะท้อนเข้าไปในลิฟต์จริงๆ และขยายออกกว้างอย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วคือประตูลิฟต์ถูกเปิดออกนั่นเอง กลิ่นของที่เน่าเสียพุ่งเข้าจมูก ด้านนอกเป็นทางเดินที่ตรงดิ่งเส้นหนึ่ง เพดานทำมาจากไม้ บนผนังสองด้านล้วนมีวอลเปเปอร์แปะอยู่ ลวดลายที่อยู่บนวอลเปเปอร์ค่อนข้างแปลก คล้ายดวงตาของมนุษย์ บนพื้นไม้ปูด้วยพรมสีเขียว ทางเดินทั้งสองด้านไม่มีแม้แต่หน้าต่างสักบานเดียว ไม่มีประตูห้อง มีแต่แค่โคมไฟติดผนังที่ส่องแสงเลือนลางวางห่างกันเป็นช่วงๆ

ทางเดินดูเหมือนว่าจะยาวมาก โคมไฟติดผนังเหล่านั้นมองจากไกลๆ เหมือนกับดวงไฟที่มีขนาดเท่าเมล็ดข้าว ภาพระยะห่างไม่ถึง 20 เมตร ที่ไกลออกไปอีกแอบซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ในเงา ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้นถึงจะเห็นชัด

คนปกติจะกลัวจนไม่รอให้ประตูลิฟต์เปิดให้หมดก่อน ก็รีบพุ่งตัววิ่งออกมาแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยกลับไม่รีบร้อน เขาคิดว่า ทางสลัวๆ ตรงหน้าเส้นนี้ ต้องปลอดภัยกว่าลิฟต์ตัวนี้แน่ๆ ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่ภาพมืดสนิทแล้ว เขาอยากจะหันไปดูให้ชัดๆ ว่าเงาที่อยู่ข้างตัวเขานั้นแท้จริงแล้วคืออะไร

ผลที่ได้เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยหันไป ก็เห็นกรงเล็บเลือดสิบนิ้วงองุ้มเหมือนตะขอพุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้าของตนเอง เขาหดคอวูบ พอจะเลี่ยงได้ ย่อตัวลง แล้วหลบออกมาจากลิฟต์ หันกลับไปมองอีกครั้ง ในที่สุดก็ได้เห็นเงานั่นอย่างสมบูรณ์

มันคือศพโชกเลือดไร้ผิวหนัง คล้ายๆ กับหุ่นจำลองกายวิภาคที่อยู่ในห้องพยาบาล แต่ว่านี่มันมีชีวิต ทั้งยังเต็มไปด้วยเลือด

ประตูลิฟต์กำลังค่อยๆ ปิดสนิท ศพโชกเลือกเอียงหัวแสยะยิ้มกว้าง คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม สายตาจ้องเฟิงปู้เจวี๋ยเขม็ง ในช่วงเวลาที่ประตูกำลังปิดลง มันยื่นมือขึ้น แทรกตัวออกมาจากด้านใน

“หากอ้างอิงตามหลักแนวคิดคนปกติ ตอนนี้ฉันควรวิ่งหนี...” เฟิงปู้เจวี๋ยคิด “แต่เจ้าหมอนี่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยแข็งแกร่งมาก ลองสู้ดูได้ไหมนะ...”

ตอนนี้ศพโชกเลือดเดินออกมาจากลิฟต์พอดี พร้อมกับคำรามออกมาอย่างน่ากลัว โบกมือกระแทกเข้าใส่ด้านผนังของทางเดิน ไม้กระดานด้านหลังวอลเปเปอร์แตกเป็นชิ้นในชั่วแวบเดียว แมลงสาบประมาณหนึ่งกระสอบที่อยู่ด้านใน ‘ไหลทะลัก’ ออกมาเป็นสายน้ำ

“ถือว่าแกแน่จริง!” เฟิงปู้เจวี๋ยเห็นดังนั้นก็หันหลังวิ่งทันที

ในเมื่อเป็นกระบวนการสอนผู้เล่นใหม่ โดยธรรมชาติแล้วต้องชี้แนะให้ผู้เล่นดำเนินเรื่องต่อ การฆ่าผู้เล่นไม่ใช่เป้าหมายหลัก ท่าทางของศพโชกเลือดจริงๆ แล้วเป็นท่าทางที่ค่อนข้างเสียเวลา แน่นอนว่าเพื่อให้ผู้เล่นที่วิ่งหนีห่างออกมาไกลหน่อย แต่ว่าระบบก็พิจารณาถึงความเป็นได้อื่นๆ เช่นผู้เล่นกลัวจนก้าวขาไม่ออก หรือว่ามีผู้เล่นที่หลังจากมองเห็นศพโชกเลือดแล้วพยายามค้นหาที่ที่มีแสงแล้วลองเสี่ยงชีวิตกับมันดู ภายใต้สถานการณ์รูปแบบนั้น ท่าทางของเจ้าศพโชกเลือดจะทำให้ผู้ที่ตกใจกลัวจนอ่อนเปลี้ยหลบหนีออกมาอย่างล้มลุกคลุกคลาน แล้วก็จะกำจัดความหวังที่จะต่อสู้ของพวกที่แข็งแกร่งเหล่านั้น

แน่นอนว่า ถ้าผู้เล่นตกใจจนลุกไม่ขึ้น หรือว่าไม่ต้องการที่จะมีชีวิตแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เกรงว่าจะได้ GAMEOVER  ไปเริ่มสุ่มเลือกฉากกระบวนการสอนผู้เล่นใหม่ตั้งแต่ต้น

‘อันดับแรก ฉันคงจะต่อยกำแพงไม่พังแน่ๆ สอง ถึงต่อยพังแล้วก็ไม่มีทางออก สาม สู้กับสัตว์ประหลาดตัวนี้ต้องตายแน่ ดีมาก...’ เฟิงปู้เจวี๋ยจัดการยืนยันสถานการณ์เงียบๆ อยู่ภายในใจ ดูแล้วในกระบวนการสอนผู้เล่นใหม่ เขามีตัวเลือกไม่มากนัก

หลังจากผ่านเส้นทางระยะห่างกันเป็นช่วงๆ ที่ยาวเท่ากันมาแล้วนั้น เฟิงปู้เจวี๋ยมองเห็นปลายทางของทางเดิน ตรงนั้นมีประตูอยู่หนึ่งบาน ดูแล้วเหมือนเป็นประตูไม้ที่หนามากๆ !

เขาจึงเอื้อมมือบิดประตู เปิดออกในทันที! เขาไม่มีเวลาพิจารณาว่าฝั่งตรงข้ามประตูมีอันตรายหรือไม่ ทำได้แค่เข้าไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน เพราะว่าร่างศพโชกเลือดไล่ตามมาติดๆ เขาชักช้าไม่ได้เลย ตอนนี้เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าใจแล้ว หน้าประตูลิฟต์เมื่อสักครู่พอเปิดแล้วเขาก็ควรวิ่ง ถึงจะเป็นการเลือกปกติ การหยุดเพียงชั่วแวบเดียวทำให้อากัปกริยาของเขาในตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นเร่งรีบมาก

เมื่อแทรกตัวเข้าไปในห้อง แล้วปิดประตู เขาพบว่าด้านหลังของประตูมีเหล็กเส้นที่นำมาใช้เป็นกลอนประตู เฟิงปู้เจวี๋ยลงกลอนประตูโดยไม่ลังเล เกือบจะเป็นเวลาเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ด้านนอกนั่นเริ่มชนประตู

เฟิงปู้เจวี๋ยไม่สนใจมัน หันตัวเริ่มมองสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ นี่คือห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดประมาณ 60 ตารางเมตร ด้านในไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย มีเพียงโคมไฟติดผนังหนึ่งดวง ประตูสองบาน หนึ่งในนั้นกำลังถูกศพโชกเลือดพุ่งชน อีกบานหนึ่งอยู่ที่กลางผนังฝั่งตรงข้ามของห้อง

เขาเดินมาถึงหน้าประตูที่น่าจะเป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวบานนั้น เมื่อลองดึงลูกบิดดู พบว่ามันล็อคไว้อย่างแน่นหนา ลองถีบที่ลูกบิดไปหนึ่งที ดูเหมือนจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่แรงถีบของเขานั้นชัดเจนว่าไม่พอ คิดว่าจะต้องลองพยายามอีกหลายครั้งถึงจะเห็นผล

วินาทีถัดมา เมนูเกมจู่ๆ ก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า ในเมนูมีช่องที่เป็นเงาช่องหนึ่งถูกปลดล็อค แสดงออกมาเป็นตัวเลข แต่ตอนนี้คือเลข 0 นี่คือค่าทักษะของท่าน แสดงเป็นตัวเลขที่แน่นอน ค่าทักษะสามารถใช้เป็นเงินได้ เก็บสะสมได้จากการกระทำต่างๆ ของตัวละคร ทุกๆ การกระทำที่ส่งผลให้ทักษะภายในเกมเพิ่มขึ้นจะได้รับค่าทักษะเป็นรางวัล ค่าทักษะปัจจุบัน : 0

“แสดงค่าทักษะขึ้นมาในตอนนี้ คือจะบอกใบ้ทางลัดที่มีอยู่บางอย่างหรือเปล่า...” เฟิงปู้เจวี๋ยตอนนี้ถือโอกาสดูค่าความสยองขวัญของตนเองในเมนูไปด้วย ซึ่งยังเป็น 0% เหมือนไม่เคยขยับขึ้นมาก่อน

เขาถอนหายใจ หันไปมองประตูที่กำลังถูกชนอยู่บานนั้น เหล็กเส้นเหมือนจะเบี้ยวไปแล้วนิดหน่อย ดูแล้วคงจะทนไม่ได้นาน ภายใต้สถานการณ์ความกดดันที่สัตว์ประหลาดตัวนี้จะพุ่งเข้ามาฆ่าคนได้ตลอดเวลา ท่านผู้อ่านคงไม่สามารถใจเย็นได้เหมือนกับเขา

เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปรอบห้องอย่างละเอียดใหม่อีกครั้ง เหมือนว่าในห้องโล่งๆ ห้องนี้ มีคำใบ้ให้ดังคาด ที่ผนังสูง วอลล์เปเปอร์แผ่นหนึ่งที่มีรอยพับที่มุมหนึ่ง มองขึ้นไปจะเห็นไม่ชัดมาก แต่ถ้าตั้งใจมองจะไม่มีทางมองข้าม เฟิงปู้เจวี๋ยยืนเขย่ง เอื้อมมือไปคว้ามุมนั้นได้พอดี เขาฉีกวอลล์เปเปอร์ออก ที่บนไม้กระดานด้านหลัง มีสัญลักษณ์หนึ่งที่ถูกวาดด้วยเลือดดังคาด ลักษณะของสัญลักษณ์เป็นวงกลมวงหนึ่ง เชื่อมอยู่กับรูปทรงที่เป็นตัวอักษร “卜” น่าจะเป็นรูปภาพกุญแจ

ตอนนี้ เสียงคำรามที่มากับเสียงของไม้ที่แตกกระจายดังขึ้นจากด้านหลัง เฟิงปู้เจวี๋ยหันกลับไปมอง พบว่ากรงเล็บข้างหนึ่งของศพโชกเลือดนั้นทะลุบานประตูมาแล้ว มือที่ยื่นเข้ามาผ่านรูที่มีขนาดเท่าชามข้าวแกว่งไปมามั่วซั่ว ไม่รู้ว่าสติปัญญาของมันจะถูกตั้งค่าให้สามารถเอื้อมมือไปยกกลอนประตูเป็นไหม

เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แสดงว่าศพโชกเลือดจะพุ่งเข้ามาในเวลาไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปริศนาก็ดี หรือถีบประตูก็ดี เวลามีไม่มากแล้ว

เฟิงปู้เจวี๋ยรีบปล่อยหมัดเข้าใส่ไม้กระดานที่วาดสัญลักษณ์กุญแจนั่น ซึ่งได้รับกลับมาแต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่เกือบจะเหมือนจริง แต่ว่าไม้กระดานแผ่นนั้นค่อนข้างเปราะ ถูกต่อยครั้งเดียวก็พังแล้ว เขาคิดว่าแมลงจำนวนมากจะทะลักออกมา ผลที่ได้กลับไม่ใช่ มีแค่ฝุ่นฟุ้งออกมา ด้านหลังไม้กระดานแผ่นนั้น เป็นช่องว่างแคบๆ ตรงกลางมีกุญแจดอกหนึ่งวางไว้อยู่

เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยหยิบกุญแจขึ้นมา เมนูเกมก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ปลดล็อคเงานั่นอีกหนึ่งช่อง ท่านได้รับของหนึ่งชิ้น เนื่องจากช่องไอเทมและสัมภาระยังไม่ถูกเปิดผนึก ท่านสามารถทำได้แค่ถือไว้ในมือหรือทิ้งเท่านั้น

หลังจากนั้นเขาก็มองเห็นคุณสมบัติสิ่งของที่ช่องใหม่ที่แสดงอยู่ในเมนู :

ชื่อสกุล : กุญแจเหล็กที่ขึ้นสนิม

ประเภท : ของใช้

คุณภาพ : ธรรมดา

หน้าที่ :  เปิดประตูที่ล็อค

สามารถนำออกจากภารกิจนี้ได้หรือไม่ : ไม่

หมายเหตุ : ฉันคิดว่าคุณรู้ว่าควรทำอย่างไร

เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่าช่องหมายเหตุของสิ่งนี้เต็มไปด้วยเจตนาร้าย แต่ว่าเขาไม่มีเวลาคิดมากนัก หลังจากกวาดตามองคุณสมบัติสิ่งของ ก็ปิดเมนูแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูที่ล็อคบานนั้นอย่างรวดเร็ว หลังจากประตูถูกเปิด กุญแจก็หายไป เป็นเวลาเดียวกันกับเสียงเตือนของระบบที่ไม่ได้ยินมานานดังขึ้น ท่านได้รับค่าทักษะ 30 แต้ม จะแจ้งเตือนครั้งนี้แค่ครั้งเดียว หลังจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของค่าทักษะได้ที่เมนูเกม

ของที่ไม่สามารถใช้ได้ในเวลาอันสั้น เฟิงปู้เจวี๋ยไม่มีเวลามาสนใจ เขาเดินต่อไปข้างหน้า ด้านหลังประตูเป็นบันไดหินที่เป็นทางเดินขึ้นไป สองด้านล้วนเป็นผนังหิน ไม่มีเพดาน สามารถมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงจันทร์ส่องให้บันไดข้างหน้าสว่างไสว แต่ว่าเขาคงไม่มีทางหนีออกจากที่นี่จากทางด้านบน เพราะว่าผนังถูกสร้างไว้สูงมาก ผิวหน้าเรียบลื่น อีกทั้งสองด้านยังห่างกันเกินกว่าสองเมตร ชัดเจนอยู่แล้วว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เขาปีนขึ้นไป

ก้าวขึ้นไปทีละขั้นๆ หลังจากวิ่งมาช่วงหนึ่ง เฟิงปู้เจวี๋ยสูดอากาศพลางอ่านค่าความแข็งแกร่งของตนเองแวบหนึ่ง พบว่าลดลงไปเหลือ 24/100 แล้ว เขาคำนวณในใจ ตนเองวิ่งออกมาจากลิฟต์ประมาณหนึ่งร้อยเมตร  หลังจากนั้นถีบประตู พังกำแพง บวกกับที่ขึ้นบันไดอยู่ตอนนี้ การกระทำเหล่านั้นใช้ไปสามในสี่ของค่าความแข็งแกร่ง ความเร็วในการใช้นี้เร็วกว่าที่เขาคำนวณไว้มาก อีกทั้งค่าพลังชีวิตก็เปลี่ยนเป็น 98% ดูเหมือนว่าการต่อยกำแพงเมื่อสักครู่นั้นจะถูกระบบตัดสินว่าเป็นการสร้างความเจ็บปวด

ส่วนศพโชกเลือดด้านหลังก็ชนประตูจนหักหลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยปลดล็อคประตูได้ประมาณห้าวินาที ก็ไล่ตามหลังมาติดๆ ตอนนี้มันเริ่มที่จะแสยะยิ้มออกมา เสียงนั่นเหมือนจะดังขึ้นมาที่ข้างๆ หู สยดสยองเหนือคำบรรยาย แต่เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้รู้สึกอะไรกับเสียงรบกวนระดับนี้เลย

ที่ปลายสุดบันไดเป็นเชิงเขา บนยอดเขามีดาบยักษ์เล่มหนึ่งปักอยู่ ใต้แสงจันทร์ คมดาบสะท้อนแววเยือกเย็นน่ากลัว และในตอนที่สายตาของเฟิงปู้เจวี๋ยสบเข้ากับดาบเล่มนั้น ศพโชกเลือดดูเหมือนจะค่อนข้างระมัดระวังมากขึ้น แล้วจู่ๆ ความบ้าคลั่งของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ระยะห่างจากดาบประมาณร้อยกว่าเมตรถูกย่นระยะลงมาในชั่วพริบตา

เฟิงปู้เจวี๋ยเวลานี้ต้องเอาตัวรอดอย่างล้มลุกคลุกคลานโดยแท้จริง เขาไม่อยากจะถูกฆ่าในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เพียงแค่มองก็สำเร็จแล้วหรอก เขาพุ่งตัวไปที่ด้านข้างดาบอย่างทุลักทุเล สองมือกุมที่ด้ามดาบ ที่คาดไม่ถึงคือเขาสามารถถืออาวุธขึ้นมาได้อย่างสบายๆ อันที่จริงดูเหมือนจะไม่ได้หนักขนาดนั้น

พอหมุนตัวไป ศพโชกเลือดตั้งท่าต่อสู้อยู่ใกล้ๆ เสียงร่ำไห้ที่โหยหวนทะลุเข้าไปในแก้วหู กรงเล็บเลือดจู่โจมเข้ามาที่ใบหน้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น