Thichadad3938

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนนะคะ หากนิยายมีคำผิด หรือ ข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยที่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่านค่ะ (Puingfungfing.)

บัวหลงจันทร์ ๑๖

ชื่อตอน : บัวหลงจันทร์ ๑๖

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 89

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2561 23:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บัวหลงจันทร์ ๑๖
แบบอักษร

image


บัวหลงจันทร์ ๑๖

“คืนนี้พี่สายหยุดมานอนเป็นเพื่อนข้าทีหนาจ๊ะ”เจ้าบัวว่า ยังมิทันพ้นวันก็คิดถึงพระภัสดาเสียแล้ว มือน้อยลูบครรภ์ตนไปมาปลอบลูกน้อยที่คงจักคิดถึงพ่อมิแพ้แม่เลย

“พระเจ้าค่ะ”

“...แลพี่สายหยุดกินโอสถของแม่เฒ่าท่านไปกี่ถ้วยแล้วจ๊ะ”

“สายหยุดเพิ่งจักกินไปเพียงสองถ้วยพระเจ้าค่ะ ที่พระชายาประทานให้หนึ่งถ้วย แลวันนี้อีกหนึ่งถ้วย”

“กินไปเรื่อยๆหนาจ๊ะ หากพ่อเหมกลับมามิแคล้วพี่สายหยุดคงจักท้องทันที เพราะบำรุงไปเสียเยอะ”

“พระชายา...”สายหยุดหน้าแดงระเรื่อ

“คิกๆ”

“....ทรงรับน้ำนมโคอุ่นๆก่อนบรรทมสักหน่อยดีหรือไม่พระเจ้าค่ะ จักได้บรรทมสบาย”

“ก็ดีจ้ะ”

“เยี่ยงนั้นหม่อมฉันจักให้นางข้าหลวงนำถวายหนาพระเจ้าค่ะ”

“จ้ะ”

****

.

.

.


“บัวร้อยเยี่ยงนี้ถูกหรือไม่พระเจ้าค่ะเสด็จแม่”เจ้าบัวงามว่าพลางยื่นมาลัยดอกมะลิที่ร้อยใส่เข็มให้มารดาดู รุ่งอรุณวันใหม่เจ้าชมนาด แลเจ้าบัวงาม พร้อมด้วยสายหยุดต่างก็มารวมตัวกันร้อยมาลัยถวายตำหนักศาสน์เพื่อขอพรให้เหล่าพระภัสดา โอรส แลคู่หมั้นหนุ่มที่ไปต่างบ้านต่างเมืองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง แลมีชัยกลับมาฝากลูกเมีย

“อืม..ถูกแล้วลูก งามแล้วจ้ะ”เจ้าชมนาดว่าพลางยิ้มหวานให้ลูก

“พระเจ้าค่ะ”

“...สายหยุดนี่ร้อยมาลัยงามเชียว”

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะพระชายาชมนาด ก่อนที่จักมารับใช้พระชายาบัวงามสายหยุดเคยร้อยมาลัยเข้าวังหลวงศศิมณฑลถวายตำหนักศาสน์มาก่อน ก็เลยร้อยได้งามพระเจ้าค่ะ”พนมมือกราบก่อนจักแจ้งแก่พระมารดา

“เยี่ยงนั้นหรือ ดีจริง”



                หลังจากที่ร้อยมาลัยแล้วแล้ว ทั้งสามก็เข้าตำหนักศาสน์ขอพรให้ลูกผัวตัว เจ้าชมนาดสวดมนต์ขอพรให้พระภัสดา โอรส แลชามาดาอยู่นาน หากแต่เจ้าบัวงามที่กำลังท้องกำลังไส้กลับนั่งสวดมนต์ได้เพียงมินานก็ถูกมารดารับสั่งให้กลับตำหนักในเพื่อพักผ่อน โดยมีสายหยุดติดตาม


“ไปพักผ่อนเถิดเจ้าบัว ท้องไส้เช่นนี้นั่งสวดมนต์นานๆมิไหวดอก ประเดี๋ยวแม่จักสวดมนต์ขอพรให้ทุกคนแทนเจ้า แลสายหยุดเอง”

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะเสด็จแม่”

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะพระชายาชมนาด”


                เจ้าบัวงาม แลสายหยุดหมอบกราบเจ้าชมนาดก่อนจักออกจากตำหนักศาสน์ สายหยุดประคองนายเหนือหัวคอยระแวดระวังทุกฝีก้าว

“พี่สายหยุด....”

“พระเจ้าค่ะพระชายา”

“ข้าใคร่ไปสูดอากาศที่สวนพฤกษาก่อนค่อยกลับเข้าตำหนัก พาข้าไปที”

“พระเจ้าค่ะ”

****

.

.

.


“...ป่านนี้แล้วเสด็จพ่อ พระเชษฐา แลพระภัสดาจักเป็นเช่นไรหนอ จักกินอิ่ม นอนหลับหรือไม่หนา”เจ้าบัวรำพึงกับคนสนิท

“อย่าได้กังวลไปเลยเพคะประเดี๋ยวรัชทายาทในพระครรภ์จักทรงกังวลตามมารดาไปด้วยหนาพระเจ้าค่ะ”

“....”

“...สายหยุดหรือก็กังวลเป็นห่วงพี่เหมหนักหนา หากแต่สายหยุดเชื่อในพี่เหม แลสายหยุดเชื่อว่าทุกพระองค์เก่งกาจ แลปรีชาสามารถ มิมีใครทำกระไรฝ่าบาททั้งสามพระองค์ได้ดอกพระเจ้าค่ะ ขอพระชายาอย่าได้กังวลไป”

“..จ้ะ”

“เยี่ยงนั้นกลับตำหนักหนาพระเจ้าค่ะ บรรทมกลางวันสักตื่น ประเดี๋ยวสายหยุดจักให้ข้าหลวงห้องเครื่องนำผลมูลละมั่ง แลเยื่อเคยถวายดีหรือไม่พระเจ้าค่ะ”

“ดีจ้ะ..ข้าก็ชักจักเบื่อผลอัมพวา แลเกลือแล้ว เปลี่ยนเป็นผลมูลละมั่ง แลเยื่อเคยบ้างก็ดี”

“เยี่ยงนั้นสายหยุดจักให้ข้าหลวงนำถวายพระเจ้าค่ะ”

“จ้ะ”

****

.

.

.


หลังกายาหารค่ำพระชายาชมนาด แลเจ้าบัวงามก็ร่วมพูดคุยกันตามประสาแม่ลูก โดยมีสายหยุด แลอุ่นคนสนิทของสองพระองค์อยู่รับใช้

“ทูลพระชายาชมนาด แม่เฒ่าขอเข้าเฝ้าเพคะ”ข้าหลวงสาวหมอบคลานเข้ามากราบทูลความแก่นายเหนือหัวทั้งสอง

“เชิญแม่เฒ่าเข้ามา”

“เพคะ”ข้าหลวงสาวหมอบกราบก่อนจักคลายถอยออกจากห้องบรรทมเพื่อเชิญแม่เฒ่า

“ถวายพระพรพระชายา แลเจ้าน้อยเพคะ”

“มิต้องมากพิธีดอกจ้ะแม่เฒ่า”เจ้าชมนาดรุดจากตั่งเข้าประคองร่างผอมบางของแม่เฒ่า โดยมีสายหยุดช่วยอีกแรง ค่อยๆประคองหญิงชราให้นั่งลงบนตั่งตัวเล็กที่อยู่ต่ำกว่าตั่งที่พระชายาประทับ

“ขอบพระทัยเพคะ”

“กราบท่านยายจ้ะ”เจ้าบัวงามพนมมือไหว้หญิงชรา

“มิได้เพคะเจ้าน้อย”

“แลแม่เฒ่าเข้าเฝ้าข้าเยี่ยงนี้มีเรื่องอันใดหรือจ๊ะ”

“...บัวหลงจันทร์ไปแล้ว...”สิ้นเสียงแหบพร่าเจ้าบัวก็พระพักตร์แดงซ่าน

“ก็ถึงคราว ***‘ภุชงค์เล่นแสง’*** แล้วเพคะ”

“หมายความว่าอย่างไรจ๊ะ”

“..หึหึ..หึหึ...ทรงเตรียมของรับขวัญสุณิสาเถิดเพคะ หม่อมฉันทูลลา”พนมมือสั่นๆขึ้นไหว้ก่อนจักเดินออกจากห้องบรรทมโดยมีนางข้าหลวงประคอง

“หมายความว่าอย่างไรกัน...สุณิสา...ไปการเวกครานี้เจ้าภุชงค์จักได้เมียกลับมาหรือ!!!”เจ้าชมนาดพระเนตรเบิกกว้าง

“เสด็จแม่..ภุชงค์ไปการเวกครานี้คงจักได้เมียกลับมาเป็นแน่แท้พระเจ้าค่ะ ท่านยายมิเคยทำนายสิ่งใดผิดเพี้ยนแม่แต่น้อย”เจ้าบัวว่า มือบางก็ลูบหน้าท้องตนไปมา

“แม่ควรจักตกใจ ดีใจ หรือ รู้สึกเยี่ยงไรดีเจ้าบัว”

“..ท่านยายท่านว่าให้เสด็จแม่เตรียมของรับขวัญเมียภุชงค์...”

“หากเจ้าภุชงค์ไปคว้าคนไม่ดีเข้าเล่าเจ้าบัวงาม”

“อย่าได้กังวลไปเลยพระเจ้าค่ะ ลูกเชื่อว่าชายาของภุชงค์จักต้องเป็นคนดีเป็นแน่ มิเช่นนั้นท่านยายท่านคงจักให้ท่านแม่เตรียมรับมือเสียมากกว่าเตรียมของรับขวัญหนาพระเจ้าค่ะ”

“.....แม่ก็หวังเช่นนั้น”

“อย่ากังวลไปเลยพระเจ้าค่ะ”

“จ้ะ”

****

.

.

.


เจ็ดวันผ่านไป อีกมิเกินครึ่งวันคณะขององค์ภุมรินก็จักถึงการเวกแล้ว แน่นอนว่าการที่เจ้าหลวงภุมริกา แลองค์รัชทายาท พร้อมด้วยเจ้าหลวงศศิมณฑลเสด็จมาการเวกแล้วเป็นไปมิได้ที่ทางการเวกจักมิรู้ถึงการมาเยือน

“เร่งเข้าเถิดข้าใคร่อยากเห็นหน้าให้ตัวที่มันบังอาจกล้ารังแกลูกข้าเต็มทนแล้ว”องค์ภุมรินว่าขณะบัวคับอาชาประจำพระองค์ให้เร่งฝีเท้า

“พระทัยเย็นก่อนเถิดพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ อีกมิเกินครึ่งวันก็ถึงแล้ว”องค์รัชทายาทภุชงค์ตรัสกับบิดา

“นั่นสิพะย่ะค่ะ พระทัยเย็นก่อนเถิด”องค์จันทร์ว่า

“.....”

“การที่เรามาการเวกเช่นนี้คงรู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณเจ้าหลวงสิงห์เข้าแล้ว หากวู่วามบุกเข้าไปคงมิเป็นผลดีแก่เราเป็นแน่พะย่ะค่ะ”องค์จันทร์กราบทูลพระสัสสุระ

“จริงดังองค์จันทร์ว่า...ข้าก็ร้อนใจไปหน่อย”องค์ภุมรินตรัส

“มิได้พะย่ะค่ะ**เสด็จพ่อ** หม่อมฉันเข้าพระทัยว่าทรงเป็นห่วง แลคับแค้นใจที่การเวกรังแกน้องบัว”ตรัสพลางแย้มพระโอษฐ์ให้พระสัสสุระ

“.....”พระขนงกระตุกกับสรรพนามที่ชามาดาเรียก เสด็จพ่อเยี่ยงนั้นหรือ...อืมม ภัสดาลูก บิดาหลาน ได้....ได้ เสด็จพ่อก็เสด็จพ่อ

****

.

.

.


“อีกมิถึงครึ่งวันขบวนเสด็จขององค์ภุมริน แลคณะคงจักถึงวังหลวง”

“.....”

“...ครานี้การเวกคงราบเป็นหน้ากลอง สมใจเจ้าหรือยังเจ้าสิน!!”

“เสด็จพ่อ ใยเราจักต้องกลัวมันหัวหดเช่นนี้ด้วยพะย่ะค่ะ”

“ภุมริกาได้ชื่อว่าเป็นแคว้นที่มีกองกำลังทหารแข็งแกร่งเป็นที่หนึ่ง แลเจ้ายังกล้าไปทำเรื่องระยำกับเจ้าน้อยบัวงาม แก้วตาขององค์ภุมรินท่าน...แลไหนจักศศิมณฑล เจ้าคิดว่าทั้งองค์ภุมริน แลองค์จันทร์จักปล่อยการเวกให้รอดปลอดภัยเยี่ยงนั้นหรือ เช่นนี้เจ้าก็บอกข้าเถิดว่าเหตุใดเราจึงต้องกลัวหัวหดเช่นนี้!!”องค์สิงห์บริภาษองค์รัชทายาทตนด้วยความกริ้วโกรธ ก่อนจักเสด็จออกจากตำหนักทรงงานกลับตำหนักหลวง

****

.


“เสด็จพ่อ ลูกขอเข้าเฝ้าได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ”เสียงหวานของโอรสองค์เล็กดังขึ้นหน้าพระทวารห้องโถงตำหนักหลวง

“เจ้าแสงเข้ามาเถิดลูก”พระสุระเสียงอ่อนลง

“กราบเสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ”

“ไหว้พระเถิดเจ้า”

“ลูกเข้าห้องเครื่องทำขนมลืมกลืนมาถวายเสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ”

“ขอบใจเจ้า”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“......”

“เสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ”

“หืม”

“ลูกได้ยินมาว่าวันนี้จักมีขบวนเสด็จจากแคว้นภุมริกามาที่วังหลวง จึงได้จัดเตรียมกายาหารคาวหวานไว้ต้อนรับอาคันตุกะหลายอย่างเทียวพระเจ้าค่ะ”

“ขอบใจหนาเจ้าแสง เหนื่อยเจ้าแล้วแล”

“มิได้พระเจ้าค่ะ กระไรที่ลูกช่วยได้ลูกก็เต็มใจจักช่วยพระเจ้าค่ะ”

“...เจ้าช่างเหมือนมารดาของเจ้านัก เสียดายที่นางมิมีโอกาสได้อยู่เคียงข้างข้า มองดูเจ้าเติบโตอย่างสวยงาม”

“.....”

“ประจบประแจงเก่งได้แม่เจ้านักหนาเจ้าแสง”สุระเสียงหวานของพระชายาในองค์สิงห์ แห่งการเวกดังขัดบทสนทนาของสองพ่อลูก

“ถวายพระพรพระชายาพระเจ้าค่ะ”หมอบกราบสตรีผู้เป็นชายาของบิดาตน


  องค์สิงห์นั้นเดิมทีรักใคร่อยู่กับนางข้าหลวงห้องเครื่องตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งการเวก หากแต่ถูกบังคับให้ตบแต่งกับบุตรีของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ด้วยเรื่องการเมือง จนมีองค์รัชทายาท นั่นก็คือ องค์สิน จากนั้นจึงได้แต่งตั้งหญิงอันเป็นที่รักขึ้นเป็นสนมเอกเป็นรองมารดาเจ้าสินแค่ขั้นเดียวเท่านั้น มินานนางข้าหลวงห้องเครื่องก็ให้กำเนิดโอรสให้องค์สิงห์ แต่หาได้สมชายชาตรีไม่ เมื่อเจ้าแสงมีอายุได้เพียงขวบเศษมารดาก็เสียชีวิตลง เนื่องจาก ร่างกายอ่อนแอจากการคลอดบุตร เจ็บออดๆแอดๆมาร่วมปีจึงได้สิ้นใจทิ้งลูก ทิ้งผัว มีข่าวลือว่านางถูกลอบวางยาพิษจากพระชายา แต่ก็หาได้มีใครกล้าพูดไม่ เนื่องด้วย รักตัวกลัวตายกัน องค์สิงห์รักใคร่เอ็นดูเจ้าแสงเป็นอย่างมาก ทรงเลี้ยงดูราวกับไข่ในหิน เป็นโซ่ทองคล้องใจของพระองค์กับนางอันเป็นที่รัก เป็นสิ่งมีค่าที่นางทิ้งไว้ให้พระองค์ องค์สิงห์จึงดูแล รักใคร่เจ้าแสงมาก แต่นั่นก็ทำให้พระชายา แลองค์รัชทายาทมิใคร่ชอบใจเจ้าแสง หาเรื่องกลั่นแกล้ง เจ้าแสงหรือก็แสนดีถูกรังแกเยี่ยงไรก็มิปากฟ้องบิดา อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตน ทั้งวังหลวงกว้างใหญ่เจ้าแสงมีสหายอยู่สองคน หรือก็คือคนสนิทที่คอยรับใช้ดูแลตนนั่นแล


“จักไปห้องเครื่องทำกายาหารต้อนรับอาคันตุกะของฝ่าบาทมิใช่หรือ แลใยยังจักมานั่งเสนอหน้าอยู่นี่”

“...ยะ เยี่ยงนั้นหม่อมฉันขอตัวพระเจ้าค่ะ กราบลาเสด็จพ่อ ทูลลาพระชายาพระเจ้าค่ะ”หมอบกราบก่อนจักค่อยๆคลานเข้าออกไป

“คงจักถนัดงานก้นครัวเหมือนแม่มัน ต่ำ”บริภาษตามหลังร่างอรชร

“...ข้าก็มิรู้เหมือนกันว่าปากของเจ้ากับเวจสิ่งใดจักสกปรกกว่ากัน”เมื่อลับร่างเจ้าแสง องค์สิงห์จึงหันมาตรัสกับชายา พลางเสด็จหนีไปที่อื่น

“ฝ่าบาท!!!”กรีดร้องอย่างคับแค้นใจ

****

.

.

.


  เจ้าแสงขลุกอยู่ในห้องเครื่องรังสรรค์พระกายาหารคาวหวานเพื่อต้อนรับอาคันตุกะต่างบ้านต่างเมืองเสียจนเหงื่อไหลตามกรอบพระพักตร์หวาน

“ซับพระเสโทสักหน่อยหนาพระเจ้าค่ะเจ้าน้อย”ชงโค คนสนิททูลพลางใช้ซับพระพักตร์ที่อบบุหงารำไปจนหอมซับตามพระพักตร์งาม

“ขอบใจจ้ะชงโค”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“ทูลเจ้าน้อย ขบวนเสด็จของอาคันตุกะต่างแคว้นมาถึงวังหลวงแล้วพระเจ้าค่ะ”ยี่สุ่น คนสนิทอีกคนของเจ้าน้อยแสงรีบรี่เข้ามาทูลนายตน

“ยี่สุ่นวิ่งเข้ามาเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ประเดี๋ยวชนข้าวของเสียหายเข้าดอก ดีมิดีจักเจ็บตัวเอาหนา”

“ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ ยี่สุ่นรีบมาทูลความแก่เจ้าน้อยพระเจ้าค่ะ”

“ว่ามาเถิด”

“ขบวนเสด็จของอาคันตุกะต่างแคว้นมาถึงวังหลวงแล้วพระเจ้าค่ะ”

“...เยี่ยงนั้น พวกเจ้าก็เร่งมือกันหน่อยเถิด ประเดี๋ยวคณะอาคันตุกะที่มาเยือนท่านจักรอเอา”

“เพคะเจ้าน้อย”เหล่าข้าหลวงห้องเครื่องรับพระบัญชา พลางเร่งมือ


.

.

.

                เจ้าแสง แลคนสนิทขลุกอยู่ในครัวจนเหงื่อไหลไคลย้อย เร่งมือทำสำรับพระกายาหารของเหล่าอาคันตุกะ ทั้งคาวหวาน

“กระไรกัน ป่านนี้แล้วสำรับยังมิแล้วอีกหรือ”พระชายาเสด็จมาห้องเครื่อง ทำเอาเจ้าแสง แลเหล่าข้าหลวงต้องวางมือจากงานตรงหน้าแลรุดหมอบกราบ

“ใกล้แล้วแล้วพระเจ้าค่ะพระชายา”

“ชักช้านัก...แลก็มิต้องพาสารรูปมอมๆของเจ้าออกไปให้คณะอาคันตุกะทอดพระเนตรเสียล่ะ ไว้พระพักตร์เจ้าหลวงแลข้าเสียด้วย”

“...พระเจ้าค่ะ”

“....”สะบัดพระพักตร์ สาวพระบาทออกจากห้องเครื่องอย่างรังเกียจรังงอน

“เจ้าน้อย มิเป็นไรหนาพระเจ้าค่ะ”

“ข้ามิเป็นไรดอก เร่งมือเข้าเถิด”

.

.

.

“สำรับแล้วหมอแล้ว เจ้าน้อยทรงเสด็จกลับตำหนักพักผ่อนเถิดเพคะ ประเดี๋ยวหม่อมพวกฉันจักทำที่เหลือเองหนาเพคะ”

“...เยี่ยงนั้นรบกวนพวกเจ้าแล้วหนา”

“มิได้เพคะ”

“เจ้าน้อยเสด็จกลับตำหนักเถิดพระเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวหม่อมฉัน แลยี่สุ่นจักเตรียมอ่างทรงลอยดอกมัลลิกาหอมๆให้”ชงโคว่า

“จ้ะๆ...เยี่ยงนั้นข้าไปก่อนหนา”

“เพคะเจ้าน้อย”หมอบกราบ ส่วนเจ้าแสงก็เสด็จกลับตำหนักตนโดยมีคนสนิททั้งสองขนาบข้างมิห่าง

.

.

.

“เป็นเกียรติยิ่งนักที่ทรงเสด็จมาเยือนถึงการเวก”องค์สิงห์ตรัสพร้อมค้อมพระเศียรให้องค์ภุมริน

“มิได้ๆ..หากแต่พระองค์คงจักทราบแล้วว่าหม่อมฉันมาเยือนการเวกด้วยสาเหตุใด”

“...พะย่ะค่ะ หม่อมฉันทราบแล้ว”

“หึ..ดีพะย่ะค่ะ”

“..ทรงมาเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อนเถิดพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเตรียมตำหนักรับรองให้แล้ว ทรงพักสรงน้ำให้คลายเหนื่อยเสียก่อนค่อยเสด็จรับพระกายาหารเย็นด้วยกันเถิดพะย่ะค่ะจักได้พูดคุยกัน”

“ได้พะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้น...”

“หม่อมฉันได้เตรียมตำหนักรับรองให้พระองค์แล้วพะย่ะค่ะ...หากแต่คงจักต้องให้องค์รัชทายาทภุชงค์พักตำหนักเดียวกับองค์ภุมริน แลองค์จันทร์พำนักอยู่ตำหนักข้างเคียงพะย่ะค่ะ”ยังมิทันที่องค์สิงห์จักตรัสจบ องค์รัชทายาทสินก็ตรัสแทรกขึ้นอย่างไรมารยาท

“เจ้าว่ากระไรเจ้าสิน ก็ข้า...”

“เสด็จพ่อ หม่อมฉันจัดเตรียมไว้แล้วก็ตามนี้เถิด หวังว่าองค์ภุมรินจักมิว่ากันหนาพะย่ะค่ะ”

“มิเป็นไร ข้าพักกับเจ้าภุชงค์ได้ อันที่จริงจักให้พวกข้าพักตำหนักเดียวกันทั้งสามคนก็ย่อมได้ มิได้มีปัญหาอันใด”

“มิได้พะย่ะค่ะ..ตามนี้เหมาะสมแล้วพะย่ะค่ะ”

“เยี่ยงนั้น...ขอบใจพวกท่านมากที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี”

“มิได้พะย่ะค่ะ”

.

.

.

                ค่ำนี้มีเพียงองค์สิงห์ พระชายา แลองค์สินเท่านั้นที่ร่วมต้อนมื้อกายาหารรับอาคันตุกะทั้งสามพระองค์

“ตามสบายหนาพะย่ะค่ะ”องค์สิงห์ตรัสเมื่อข้าหลวงนำสำรับถวายแด่อาคันตุกะทั้งสามพระองค์แล้ว “ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”

“มิได้พะย่ะค่ะ”พูดคุยกันเพียงมิกี่คำก็เริ่มเสวยพระกายาหาร องค์สิงห์เหลือบพระเนตรขึ้นมองก็เห็นองค์รัชทายาทภุชงค์ที่ดูท่าจักพอพระทัยสำรับพระกายาหารอยู่มิน้อยเลย

“เป็นเยี่ยงไรบ้างพะย่ะค่ะ สำรับถูกพระโอษฐ์หรือไม่พะย่ะค่ะ”

“พะย่ะค่ะ รสมือแม่ครัวของการเวกเป็นเลิศนัก”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ แต่สำรับทั้งหมดนี่หาใช่ฝีมือแม่ครัวห้องเครื่องไม่”

“.....”

“หากแต่เป็นฝีมือเจ้าแสง บุตรคนเล็กของหม่อมฉัน เจ้าน้อยแห่งการเวกพะย่ะค่ะ”

“เจ้าน้อยแสงหรือพะย่ะค่ะ..จริงสิ ตั้งแต่มา ข้ายังมิเห็นหน้าค่าตาของเจ้าน้อยแสงเลยหนาพะย่ะค่ะ”

“ต้องขออภัยองค์ภุมริน ที่เสียมารยาทพะย่ะค่ะ...หากแต่เจ้าแสงลงครัวทำสำรับถวายตั้งแต่บ่าย หม่อมฉันจึงได้ให้ลูกไปพักพะย่ะค่ะ หากแต่วันพรุ่งหม่อมฉันจักพาเจ้าแสงมากราบพระองค์แน่พะย่ะค่ะ”

“มิได้พะย่ะค่ะ หม่อมฉันเพียงใคร่อยากรู้จักเจ้าน้อยเพียงเท่านั้น”

.

.

.

“องค์รัชทายาท”เจ้าแสง แลคนสนิททั้งสองทรุดหมอบกราบองค์รัชทายาท

“จักไปไหนหรือเจ้าแสง”พระสุระเสียงอ่อนโยนผิดแผกไปจากเดิมทำเอาเจ้าแสงชะงัก

“...หม่อมฉันจักไปเก็บดอกแก้วมาลอยน้ำฝนพระเจ้าค่ะ”

“เยี่ยงนั้นหรือ....”

“.....”

“เจ้าแสง..หากพี่จักวานกระไรน้องสักหน่อยจักได้หรือไม่”เจ้าแสงนิ่งชะงัก ตั้งแต่เกิดมามิมีสักคราที่องค์รัชทายาทจักนับญาติกับเจ้าแสงว่าเป็นพี่เป็นน้อง หากแต่บัดนี้กลับแทนตนเองว่าพี่

“พะ พระเจ้าค่ะ”

“เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าแคว้นเรามีอาคันตุกะมาเยือน”

“พระเจ้าค่ะ”

“หากมิใช่เจ้าที่มีสายเลือดของเสด็จพ่อ พี่ก็มิไว้ใจใคร”

“จักให้หม่อมฉันทำกระไรหรือพระเจ้าค่ะ”

“...เจ้าช่วยนำน้ำจัณฑ์ไปถวายองค์จันทร์ เจ้าหลวงแคว้นศศิมณฑลที่ตำหนักรับรองหน่อยเถิด พี่นำน้ำจัณฑ์ไปถวายองค์ภุมริน แลองค์รัชทายาทภุมริกาด้วยตนเองมาแล้ว หากแต่เสด็จพ่อมีรับสั่งให้พี่เข้าเฝ้าเป็นการด่วน เช่นนั้นขอแรงน้องนำน้ำจัณฑ์ไปถวายองค์จันทร์ท่านทีเถิด”

“.....”

“..ได้หรือไม่เจ้าแสง”พระสุระเสียงเข้มบีบบังคับกลายๆ

“พระเจ้าค่ะ”

“ดี...เอาสำรับน้ำจัณฑ์ให้เจ้าน้อยเสียสิ”รับสั่งองค์รักษ์ประจำพระองค์ให้นำพานทองเหลืองบรรจุกา แลจอกน้ำจัณฑ์ให้เจ้าแสง

“ประเดี๋ยว พวกเจ้าจักแห่ตามไปเพื่อการใด...มิต้องตาม เกรงพระทัยองค์จันทร์ท่านบ้างเถิด วังหลวงหรือก็มีทหารยาม แลข้าหลวงเดินกันให้ควั่ก มิมีใครกล้าทำกระไรเจ้าน้อยดอก”

“..ตะ แต่”

“ข้าบอกว่ามิต้องตามเยี่ยงไรเล่า ขัดรับสั่งข้าใคร่อยากถูกโบยหรืออย่างไร”ตวาดจนชงโค แลยี่สุ่นตัวลีบ ตัวสั่น

“มะ มิได้พระเจ้าค่ะ..ชงโค แลยี่สุ่นไปเก็บดอกแก้ว แลกลับไปรอข้าที่ตำหนัก”

“เจ้าน้อย..”

“..ไปเถิด มิเป็นไร”

“พระเจ้าค่ะ”หมอบกราบก่อนจักคลานเข้าออกไป

“เยี่ยงนั้น หม่อมฉันขอตัวหนาพระเจ้าค่ะ”

“ไปเถิด ขอบใจเจ้ามากหนาเจ้าแสง...ปรนนิบัติองค์จันทร์ท่านให้ดีล่ะ

“.....”เจ้าแสงนิ่งงันอย่างสงสัยในคำตรัสนั้น

“ไปเถิด”

“พระเจ้าค่ะ”หมอบกราบก่อนจักประคองพาสำรับน้ำจัณฑ์ไปทางตำหนักรับรอง

“.....ขอบใจหนาเจ้าแสง...ที่ช่วยข้าแก้แค้นพวกมัน ฮึๆ ฮ่าๆๆๆ”

                มันคงจักมิมีกระไร หากในกาน้ำจัณฑ์นั้นมิได้ผสมหญ้าเสน่ห์ลงไป ครานี้ละนอกเสียจากจักทำให้เจ้าบัวงามเจ็บช้ำน้ำใจแล้ว ยังได้ทำลายเจ้าแสงน้องนอกไส้ที่พระองค์ แลมารดาเกลียดแสนเกลียดอีก

.

.

.

“แปลกเสียจริง...ใยจึงมิมีองครักษ์ คอยอารักขาเจ้าหลวงท่านเลยหนา" รอบตำหนักรับรองมีเพียงกลุ่มควันคบเพลิงลอยกรุ่น แลทหารยามที่มีอยู่บางตาเท่านั้น เจ้าแสงกระชับผ้าคลุมไหล่ให้มิดชิด ก่อนจักก้าวเข้าไปใกล้พระทวาร

“ทูลฝ่าบาท องค์สินให้หม่อมฉันนำสำรับน้ำจัณฑ์มาถวายพระเจ้าค่ะ”เสียงหวานเอ่ย

“...เอาเข้ามา”

“พระเจ้าค่ะ”เจ้าแสงผลักบานประตูให้เปิดออกก่อนจักประคองพานสำรับน้ำจัณฑ์เข้าไปในห้องบรรทม หมอบกราบอ่อนช้อยมิให้ขายหน้าเสด็จพ่อ แลแคว้นการเวก

“ปิดประตูด้วยสิเจ้า ประเดี๋ยวมดแมงก็เข้ามากันพอดี”

“...พระเจ้าค่ะ”

“องค์สินให้เจ้านำสำรับน้ำจัณฑ์มาให้ข้าเยี่ยงนั้นหรือ”

“พระเจ้าค่ะ”

“อืม..เยี่ยงนั้นเจ้าก็รินให้ข้าทีเถิด”

“พระเจ้าค่ะ”

.

.

.

ปั่ก!!


“ฮึก..อึก”

“..ฝะ ฝ่าบาทเป็นกระไรไปพระเจ้าค่ะ”

“อึก..ร้อน อ่า ขะ ข้า ระ ร้อน”

“ระ ร้อนหรือพระเจ้าค่ะ”เจ้าแสงหันรีหันขวางก่อนจักคว้าพัดหางนกยูงบนโต๊ะเครื่องพระสุคนธ์มาพัดให้ชายสูงศักดิ์

“อ่า..ฮึก”

“เป็นเช่นไรบ้างพระเจ้าค่ะ”

“...ในน้ำจัณฑ์มีกระไร”พระสุระเสียงตรัสกระท่อนกระแท่น

“..หา..”

“..เจ้า..ใส่กระไร..ในน้ำจัณฑ์!!”

“มิได้พระเจ้าค่ะ!!”

“ฮึก..”

“หม่อมฉันมิรู้เรื่องว่าในน้ำจัณฑ์มีกระไร”เจ้าแสงส่ายหน้าพลางกระถดกายหนี เมื่อชายสูงศักดิ์ทรงลุกจากพระแท่นบรรทมดำเนินมาที่ตน

“อ่า..”

“อ๊ะ”พระหัตถ์ร้อนคว้าที่ต้นแขนนุ่มทั้งสองข้าง ก่อนจักคว้าร่างบางลากไปที่พระแท่นบรรทม เหวี่ยงร่างแน่งน้อยลงบนพระยี่ภู่

“อั่ก...”เจ้าแสงกุมท้องด้วยความจุก หากแต่มิทันได้ตั้งตัวก็ถูกพระวรกายกำยำคร่อมเสียแล้ว พระหัตถ์จับตรึงข้อมือเล็กไว้กับพระยี่ภู่

“จะ จักทรงทำกระไร ปล่อยหม่อมฉันหนาพระเจ้าค่ะ”

“..ฮึก..”

“อ๊ะ...”เจ้าแสงหวีดร้องเมื่อถูกทึ้งผ้าคลุมไหล่ แลผ้าแถบที่นุ่งอยู่ออกจากตะกรุมตะกราม หน้าอกถูกบีบเค้นเสียเป็นรอยแดง เจ้าแสงที่มิเคยต้องมือชายใดได้แต่นอนไร้เรี่ยวแรงให้ชายสูงศักดิ์ย่ำยี

“มะ อื้อ...”ริมฝีปากอิ่มที่ร้องห้ามปรามถูกพระโอษฐ์ร้อยครอบครอง ดูดดึง พลางสอดพระชิวหาพลิกพลิ้ว ทรงบีบเค้นกายขาวเสียจนช้ำ

“อ่า...”







ความคิดเห็น