rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 2

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 2

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.1k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2558 22:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 2
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 2
Writer : Rani รานี

อังกูรมาถึงไร่เจริญตาในตอนบ่ายแก่ๆ เขาเข้ามาสิงสถิตอยู่ที่นี่ทันทีที่กลับมาเมืองไทย  นั่นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ ทำให้ที่นี่กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวของเขา โลกภายนอกมันน่าเกลียด น่าขยะแขยงเกินไปสำหรับเขา อังกูรจำไม่ได้ว่า เขาชอบอะไรข้างนอกนั่น อาจจะไม่มีสิ่งที่เขาชอบอยู่เลยก็ได้ ความมืดบอดในจิตใจของเขาไม่เคยถูกเปิดขึ้นเลย หลังจากที่ถูกลากออกไปจากที่บ้านใหญ่เมื่อสิบกว่าปีก่อน แม้ในใจของเขาจะรู้สึกขอบคุณชลาธิปและจันทร์รวมไปถึงคุณเจริญกับแม่งามตาอยู่เสมอที่เลี้ยงเขาประหนึ่งคนในครอบครัว แต่ความเจียมตนบางอย่างก็ย้ำอยู่ตลอดว่าเขาเป็นเพียงลูกของฆาตกรที่บบังเอิญตายก่อนที่จะเข้าคุกเพราะดื่มเหล้าหนักมากจนเกินไป
            กระนั้นกระแสน้ำใจของคนบ้านไร่เจริญตาก็ดึงเขาขึ้นมาจากขุมนรกในใจ และทำให้ชีวิตยังคงเป็นชีวิต สถานที่นั้น ... บ้านใหญ่แห่งไร่เจริญตา ... คงจะเป็นที่เดียวที่เขาอยากให้เป็นจุดหมยเมื่อต้องออกจากไร่ ที่อื่นที่เขาจะไปก็ต่อเมื่อมีประโยชน์ต่อไร่เจริญตาเท่านั้น
            โทรศัพท์สั่นตัวเองอยู่ในกระเป๋ากางเกง อังกูรไม่ชอบเสียงโทรศัพท์ หากต้องการเปิดเสียงก็เลอืกให้เป็นเสียงที่ธรรมดาที่สุด เพราะไม่เห็นว่าจะมีความแตกต่างอะไร ไม่ว่าจะตั้งเสียงเรียกเข้าแบบไหน ก็ได้ยินเหมือนกันหมด แต่ถ้าจะให้เลือก เขาเลือกที่จะไม่เอาเสียงเสียมากกว่า
            “ครับ คุณธิป” อังกูรกรอกเสียงลงไป
            “กูร ฉันอยากรู้ความคิดเห็นของนายเกี่ยวกับไวน์เมื่อเช้าหน่อย นายว่าไงบ้าง พอจะเอาไปลงร้านได้หรือยัง?”
            “ถ้าต้องเอาล็อตเมื่อเช้าลง ผมว่าเรายังมีสินค้าไม่มากพอนะครับ อีกอย่างไวน์ตัวนี้ผมมองไปถึงงานประกวดไวน์นานาชาติ เพราะฉะนั้น ที่เรามีอยู่มันจึงยังไม่ดีพอ”
            “แต่เรามีออเดอร์จากต่างชาติเข้ามาแล้วนะ แค่เพราะเราบอกเขาไปว่าเราจะผลิตไวน์ชนิดใหม่ ฉันไม่คิดว่ามันจะดีไปได้มากกว่านี้อีกน่ะกูร ที่นายให้ฉันชิมเมื่อเช้า มันก็ดีกว่าทุกๆอันที่เรามีแล้ว”
            “อดเปรี้ยวไว้อีกนิดเถอะครับ คุณธิป มันยังดีได้มากกว่านี้ และเจ.ที ปัจจุบันก็ไม่ได้ขี้เหร่ อย่างไรซะตัวหลักของเราก็ยังขายได้”
            “ใช่ ฉันรู้ มันดี มันดีมากเลยด้วยซ้ำ ฝีมือนายนี่”
            “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับคุณธิป แต่ถ้าเราจต้องการพัฒนาจไปไกลระดับนั้น เราจำเป็นต้องส่งเสริมเจ.ทีในตอนนี้ด้วย เพราะมันยังคงสร้างรายได้ให้เราอยู่มาก และในระหว่างที่เรากำลังพัฒนาตัวใหม่ เราก็ต้องใช้งบประมาณ ผมไม่อยากให้เราละเลยกำลังการผลิตสินค้าปัจจุบันควบคู่ไปกับสินค้าที่เราจะผลิตขึ้นมาใหม่
            “อืม นี่นายเป็น ด๊อกเตอร์ทางด้านเกษตรกรรม หรือ การบริหารจัดการกันแน่เนี่ย” อังกูรหัวเราะเบาๆกับคำเยินยอนั้น แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
            “ผมทราบมาว่ากลางปีนนี้จะมีการรจัดงานฉลองของจังหวัด ผมอยากให้คุณธิปช่วยผมตรงนี้”
            “ช่วย ไม่เห็นต้องช่วยเลย ยังไง เจ.ทีก็เป็นไวน์ที่ได้รับเลือกให้ใช้ในงานของจังหวัดมาตลอดอยู่แล้ว”
            “ไร่อื่นเขาก็พัฒนาของเขาเหมือนกันนะครับคุณธิป”
            “ได้ๆ นายนี่จริงจังเสมอเลยนะ แล้วฉันจะลองเข้าไปคุยกับู้ว่าดูก็แล้วกัน”
            “ครับ ถ้าทำได้ ผมอยากจะเอาไวน์ตัวใหม่ของเราไปเปิดตัวในงานนั้น ก่อนที่จะส่งเข้าประกวด ผมเชื่อว่าระหว่างนี้จนถึงกลางปีเราน่าจะได้รสชาติที่เราอยากได้ และคุณภาพที่เราต้องการแล้ว”
            “เรื่องนั้น แล้วแต่นายแล้วกัน อยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกมาเลย”
            “ได้ครับ ขอบคุณมาก”
            “เอ่อ..แต่ตอนนี้นายเป็นฝ่ายช่วยฉันก่อนจะได้ไหม?”
            “เรื่องอะไรครับ?”
            “พรุ่งนี้ นิก้าจะมาทานข้าวเช้าที่บ้านน่ะ นายช่วยมาทานข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม?”
            “คุณนิก้าเหรอครับ เอ่อ ผมปฏิเสธได้ไหม” อังกูรพึมพำ เขาไม่ชอบผู้หญิงจอมจุ้นจ้านคนนั้นเลย ถ้าโลกทั้งโลกนี้เป็นสีเทา เวณิกาก็คือจุดสีดำในโลกของเขาเลยล่ะ
            “อย่าปฏิเสธเลย เห็นแก่ลูกนกลูกกาอย่างฉันเถอะ” อังกูรแทยจะหัวเราะก๊ากออกมาเมื่อด้ยินเสียงออดอ้อนนั้น “นายคิดดูนะกูร รอบตัวฉันพรุ่งนี้จะมีป้าแก่ๆขี้บ่นกับสาวเสียงสูงเจ้าอารมณ์ แล้วสองคนนั้นก็ดันไม่ถูกกันซะอีก เฮ้อ...นายรู้จักนรกมั๊ยกูร”
            “แล้วเด็กต้นน้ำล่ะครับ ให้เป็นตัวห้ามทัพไม่ได้เหรอ?”
            “โอยยยย สงสารเด็กเถอะกูร เด็กนั่นแค่อ้าปากก็จะโดนทั้งสองฝ่ายเหยียบแล้ว”
            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... สงสัยคราวนี้คุณธิปจะต้องการความช่วยเหลือจริงๆ”

            “มานะ มานะ แค่นี้” แล้วหมอที่แสนจะบุคลิกดีเมื่ออยู่ในโรงพยาบาลก็วางหูโทรศัพท์ทันที อังกูรพอจะรู้ว่าชลาธิปกลัวเขาปฏิเสธ ซึ่งเขาก็ยอากจะปฏิเสธจริงๆนั่นแหละ แต่ขืนเบี้ยว ไม่ยอมไปขึ้นมา มีหวังบ้านใหญ่คงพังแน่ๆ หน้าโหดๆของเขาก็มีดีตรงนี้แหละ แค่เห็นหน้าทั้งเวณิกาและป้าศรีแม่บ้าน ต่างก็ขยาดกันแล้ว หลายคนแค่เพียงเห็นหน้าก็ไม่กล้าสบตาด้วยซ้ำ แต่ทำไมเด็กคนนั้นถึงได้ไม่กลัวนะ แถมยังจ้อเป็นต่อยหอยได้อีก
            เด็กคนนั้น   เด็กคนนั้น
            .... ต้นน้ำ ...
 

เสียงสากกระทบครบดังตั้งแต่ยังไม่ทันเช้า เด็กน้อยที่เพิ่งลงรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนบ้านมาทำงานที่บ้านใหญ่ของไร่เจริญตา งัวเงียมาเปิดแก๊สเพื่อต้มน้ำโดยไม่รู้สักนิดว่าอาการสลึมสลือของตนนั้นเรียกวงค้อนจากป้าศรีได้ไม่ขาดระยะ แต่เพราะต้นน้ำแล้วก็ไม่มีใครอื่นที่จะช่วยเป็นมือเป็นไม้ได้อีก ป้าจึงเลือกที่จะเก็บความไม่พอใจเอาไว้เสีย แล้วไประบายเป็นน้ำหนักมือในการตำน้ำพริกในครกแทน
            ต้นน้ำเคยถามป้าแม่บ้านว่า ทำไมต้องเสียงแรงตำเองในเมื่อพริกแกงในตลาดก็มีขาย หรือจะเป็นพริกแกงที่มียี่ห้อในห้างก็ถมเถ ก็ได้คำตอบเป็นอารมณ์เบื่อหน่ายก่อนจะบอกว่า ปรุงเอง ตำเอง อร่อยกว่าเป็นไหนๆ ตามประสาคนที่แสนจะภาคภูมิใจในฝีมือการทำกับข้าวของตัวเอง
            ป้าตำน้ำพริกละเอียดจนเป็นที่น่าพอใจ น้ำที่ต้มไว้ก็เดือดพอดี ป้าศรีสั่งให้ต้นน้ำหยิบนั่นหยิบนี่ให้ ปาก็ทั้งบ่น ทั้งสอนไปด้วย ระหว่างรอแกงเดือด ป้าศรีก็เปิดเตาอีกหัวตั้งกระทะใส่น้ำมัน มือก็หยิบไข่มาตีอย่างคล่องแคล่ว ไข่นี้ไม่ได้เอามาจากที่ไหนเลย ก็มาจากไร่เจริญตานั่นแหละ อังกูเพิ่งจะยอกมาวางแหมะไว้เมื่อเช้าก่อนจะหายเข้าห้องทำงานของหมอชลาธิปไป ป้าตำน้ำพริกจิ้มสูตรตัวเองเสร็จก้หันกลับมาบอกให้ต้นน้ำที่ค่อยๆล้างอุปกรณ์ในครัวพรางๆ ให้มาแจ้งชลาธิปกับอังกูรได้แล้วว่าอาหารพร้อมตั้งโต๊ะ โดยไม่สนใจว่าแขกคุณหมออีกคนยังไม่ “โผล่” มาเลย
            “แล้วไม่รอคุณนิก้าเหรอป้า”
            “ไม่รอหรอก สายป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาก็รอกินตอนเย็นเลยแล้วกัน” ป้าพูดตะคอกจนต้นน้ำต้องย้ำกับตัวเองอีกครั้งว่า มีหน้าที่ทำตามก็ทำ อย่าสงสัยไต่ถามอะไรเลยจะดีกว่า

ประตูห้องทำงานของหมอปิดสนิท เหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้ต้นน้ำรู้ว่ามีอีกคนอยู่ข้างใน เด็กชายขอบให้อังกูมา เพราะถึงแม้ว่าอังกูจะเป็นเสือยิ้มยาก แต่บ้านกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีที่มีเขาอยู่ อย่างเช้าวันนี้ป้ศรีก็ทำอาหารมากกว่าปกติตั้งเยอะ แม้ป้าศรีชอบบ่น แต่ก็ชอบสอนและหใความรู้แบบไม่เคยหวงวิชา และต้อนน้ำก้ชอบแอบมองท่าทางของป้าตอนที่ทำกับข้าวมากด้วย “คุณกูร น่าจะมาบ่อยๆน้า...” ต้นน้ำคิดก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ
            “เปิดเลย” เสียงหมอชลาธิป
            “ป้าศรีให้มาเรียนว่า ข้าวพร้อมตั้งโต๊ะแล้วฮะ เชิญคุณหมอกับคุณกูรได้เลยฮะ”
            “เอาสิ วันนี้ป้าศรีทำอะไรทานล่ะ”
            “มีแกงส้มปลาสลิดฮะ กับไข่ของคุณกูรเอามาทอด แล้วก็ผัดผักฮะ” เด็กชายสาธยาย แต่เจ้าของไข่ทำไมหน้าแดงก็ไม่รู้ แล้วคุณหมอก็หัวเราะเสียงดังด้วย
            “ไป กูร ไปกินไข่นายทอดกัน” ว่าแล้วชลาธิปก็กอดคออังกูรออกไป

 

ต้นน้ำ – PART
มีอะไรกันเหรอฮะ คุณหมอหัวเราะทำไม แล้วทำไมคุณกูรต้องทำหน้าประหลาดแบบนั้นด้วย ผมสงสัยมาก ผมก็เลยจ้องหน้าคุณกูรนานไปหน่อย แต่ผมเพิ่งรู้นะฮะ ว่าคุณกูรเนี่ย ดวงตาสีดำสนิทเชียว ไม่ใช่สีเจือน้ำตาลแบบของคุณหมอ คิ้วก็ดกมากด้วย จมูกก็เป็นสันโด่ง แต่ลำตัวน่ากลัวเชียวฮะ ผิวคุณกูรค่อนข้างคล้ำ มีกล้ามเยอะ แล้วตัวก็ใหญ่กว่าคุณหมอ ทั้งที่ผมก็รู้สึกว่าคุณหมอก็ตัวใหญ่มากแล้วด้วย จะว่าไป ผมก็อิจฉานะฮะ ขนาดคุณกูรใส่เสื้อเชิ้ตปิดหมดยังดูรู้เลยว่ามีกล้าม ผมนี่ถอดเสื้อออกมาเห็นแต่ซี่โครง โรมเคยบอกว่ามันเป็นเพราะอายุยังน้อย แต่ผมรู้ว่ามันเป็นแค่คำปลอบใจ เพราะโรมก้เริ่มมีกล้ามแล้ว และผมกับโรมก็อายุเท่ากัน ผมเคยขอจับกล้ามแขนของโรมแล้ว ตอนนี้ผมอยากขอจับของคุณกูรบ้างจัง

 

ต้นน้ำเก็บความอยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัสเอาไว้อย่างยากลำบาก อังกูรที่รู้ตัวว่าถูกจ้องมองอยู่หันขวับมาหาสายตาที่ยังไม่ได้เลยไปจากเขา ต้นน้ำก้มหน้าหลบสายตาทันที ก่อนจะเดินนำหน้าสองหนุ่มมาที่โต๊ะทานข้าว แล้วเดินเลยไปช่วยป้าศรีจัดโต๊ะอาหาร
            “ต๊าย ไม่รอนิก้าเลยเหรอคะ นิก้ามาช้าไปนิดเดียวเอง มัวแต่ทำกุ้งผัดพริกเกลือมาฝากธิปน่ะค่ะ เห็นว่าป้าศรีไม่ค่อยทำอะไรใหม่ๆดีๆให้ธิป มาทีไรก็เมนูเดิมๆ” เด็กชายชำเลืองมองป้าศรีเห็นกำลังเคี้ยวฟันกร้วมๆ เหมือนกับคิดว่ามีผู้หญิงคนนั้นถูกสูบไปอยู่ใต้ฟันของป้ายังงั้นแหละ
            “ไม่น่าต้องลำบากเลยนิก้า วันนี้ป้าก็ทำอาหารเยอะแยะแล้ว แต่ก็ขอบคุณนะครับ”
 
           “ไม่เป็นไรค่ะ นิก้า เต็มใจ อ้าวนี่กูรก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ บังเอิญจัง ปกติไม่เห็นมา”
            “ครับ พอดีวันนี้ ไม่ปกติ” เสียงตอบนั้น นิ่ง เย็น จนคนฟังเสียวสันหลังวาบ
            “เอ่อ .. ธิปคะ เรามาทานข้าวกันเถอะค่ะ นี่ต้นน้ำจ๊ะ เอาอาหารนี่ไปจัดใส่จานมานะ ธิปกับกูรจะได้กินข้าวซะที”
            ซะที ซะที ก็หล่อนเองไม่ใช่เหรอยะ ที่มาสาย ป้าศรีเบ้ปาก
            “ธิปคะ นิก้ามีเรื่องปรึกษานิดค่ะ”
            “ครับ?”
            “คือ นิก้าจะเปิดผับแอนด์เรสเตอรอง ที่เป็นไฮเอ็นด์หน่อย พอดีเห็นว่าที่จังหวัดนี้ยังไม่มีน่ะค่ะ เลยอยากจะขอความรู้เรื่องไวน์กับธิปหน่อย”
            “เรื่องนี้น่าจะต้องคุยกับกูรนะครับ เก่งกว่าผมเยอะ” อังกูรแทบจะสำลักข้าวเมื่อได้ยินคำเยินยอที่ดูจะผิดที่ผิดเวลาเหลือเกินนั้น แต่ก็ทำตัวเฉยๆเล่นตามเกมของชลาธิปไปเรื่อยๆ
            “แต่ .. เอ่อ แต่ว่า”
            “คุณผู้หญิงเขากลืนข้าวไม่ลงแล้วคุณธิป” อังกูรตั้งใจกวนประสาท ส่วนคนที่ถูกกวนก็ถลึงตาใส่จนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
            “เชื่อผมครับนิก้า เรื่องนี้ต้องกูรจริงๆ”
            “แต่ถ้าคุณนิก้าอยากจะปรึกษาคุณธิปจริงๆ ผมแนะนำให้เปลี่ยนจากเปิดผับแอนเรสเตอรอง เป็นเปิดโรงพยาบาลแทนนะครับ”  คราวนี้เวณิกาแทบจะกรีดร้องออกมาเลยทีเดียว
            อังกูรวางช้อนไม่สนใจใดๆอีก เขาขอกาแฟดำจากแม่ย้าน แล้วละเอียดมันโดยไม่สนใจจะใส่น้ำตาล หรือเครื่องปรุงรสอื่นใดทั้งสิ้น ซ้ำยังประดิษฐ์สีหน้าเคร่งขรึมอีกด้วย แต่ขณะนั้นเองก็หันไปมองด้านที่เด็กชายยืนอยู่ อยากจะถามเหลือเกินว่าเมื่อครู่นี้จ้องหน้าเขาทำไม แต่ก็ไม่เห็นตัวแล้ว กว่าจะกลับออกมาอีกทีก็ตอนที่ชลาธิป และ เวณิกาเรียกหากาแฟหลังอาหารนั่นแหละ
            ต้นน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดนักเรียนเรียบร้อยแล้ว เนื้อตัวก็หอมกลิ่นสบู่อ่อนๆ อังกูรนึกไม่ออกเลยว่าเวลาสั้นๆเพียงแค่นั้นจะทำให้เด็กน้อยมีกลิ่นสะอาดอย่างนี้ได้อย่างไร
            “นี่จะไปโรงเรียนแล้วเหรอ?” อังกูรถามขึ้น
            “ฮะ เดี๋ยวเก็บจานชามล้างหมด ก็ไปแล้วฮะ”
            “วันนี้ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวข้าทำเอง เอ็งจะสายแล้ว เฮ้อ..พากันสายไปกันหมด”
            “เอ๊ะ ป้า ป้านี่ไม่เลิกนะ” เสียงแว๊ดดังขึ้นเมื่อรู้ว่าคนแก่กว่าตั้งใจว่าเหน็บตน “แล้วพูดจาน่ะ ให้มันมีสมบัติผู้ดีบ้างเหอะ อุตส่าห์ได้อยู่กับคนดีๆ”
            “นี่คุณ เอาเวลาที่จะมาวุ่นวายกับฉันไปคุยเรื่องไวน์กับคุณกูรเถอะนะ ฉันจะข้า จะเอ็งกับใคร คุณไม่ต้องมาสนใจเลย
            “ป้าไม่ต้องมาบอกฉันหรอกว่าฉันควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร” เวณิก้า วางแก้วกาแฟบนโต๊ะอย่างแรง
            “นิก้าครับ อย่าเอะอะโวยวายเลยนะ ผมขอร้อง” ชลาธิปรีบห้ามทัพก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนอังกูรได้แต่ถอนใจ แล้วส่ายหัวอย่างเอือมระอา
            “คุณธิปรีบไปทำงานเถอะ ผมจะไปดูงานของผมแล้วเหมือนกัน” ชลาธิปยิ้ม เขารอให้ใครสักคนที่ไม่ใช่เวณิกาพูดคำนี้มานานเหมือนเป็นชาติแล้ว ความสามารถในการจัดการผู้หญิงนี่มันไม่ได้อยู่ในสปีชีส์ของเขาจริงๆ ต้องให้คนอื่นคอยช่วย ซึ่งที่ผ่านมา อังกูรก็เป็นตัวช่วยที่ดีเสมอ
            “แล้ววันนี้จะไปพร้อมกันหรือเปล่า?” เขาหันมาถามต้นน้ำ
            “ได้เหรอฮะ ไม่กวนคุณกูรเหรอฮะ?”
            “ไม่กวนหรอก ไปกันเถอะ” เขาว่าก่อนจะลากคนตัวเล็กไปขึ้นรถ คล้ายๆจะทนไม่ได้ที่จะต้องยืนอยู่ตรงนั้นแม้อีกสักวินาทีเดียว

“อืม อืมมมมมมมมม” เสียงพึมพำในลำคอของคนอ่อนวัยกว่าทำให้อังกูรต้องหันมามองด้วยความสงสัย
            “มีอะไรรึเปล่า ต้นน้ำ เหมือนอยากจะพูดอะไร หรืออยากร้องเพลง ถ้าจะพูดอะไรก็พูดนะ แต่อย่าร้องเพลงเลย ฉันไม่มีอารมณ์จะฟัง”
            “คุณกูรฮะ วันนี้อาหารอร่อยมั๊ยฮะ” ต้นน้ำพูดแล้วก็อยากจะกัดริมฝีปากตัวเอง ก็มันใช่เรื่องที่เขาอยากพูดซะที่ไหนล่ะ?
            “ก็ใช้ได้นะ ทำไม เธอทำเหรอ?”
            “ไม่ฮะ ป้าทำ ป้าศรีน่ะฮะ ผมแค่ช่วยนิดๆหน่อยๆ” เด็กน้อยตอบก่อนจะกลับไปพึมพำอะไรในลำคอต่อ
            “มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ มาอ้ำอึ้ง พึมพำอยู่ข้างๆหู ฉันไม่ชอบ”
            “คุณกูรฮะ ผม เอ่อ..ผม..”
            “ถ้ายังไม่พูดอะไรให้รู้เรื่อง ฉันจะจับเธอโยนลงข้างทางแล้วนะ”
            “อย่าเพิ่งโกรธนะฮะคุณกูร” เด็กน้อยละล่ำระลัก  “ผมแค่อยากจะขอเอ่อ ขอจับกล้ามคุณกูรได้ไหมฮะ”
            รถที่ขับตามรถของอังกูรคงจะตกใจไม่น้อยเมื่อจู่ๆ รถที่ขับอยู่ดีๆก็เซถลาเกือบจะตกไหล่ทาง
            “จะบ้าหรือไงต้นน้ำ จะจับทำไม”
            “ก็ผมอยากรู้นี่ฮะ ว่ามันใหญ่ขนาดไหน”
            .... โอย เด็กหนอเด็ก วันนี้จะพูดจาสองแง่สามง่ามไปอีกแค่ไหนเนี่ย ... อังกูรยกมือกุมหน้าผากตัวเอง
            “คุณกูรเป็นอะไรเหรอฮะ?”
            “เปล่าๆๆๆ”
            “แล้วนี่อยากจับส่วนไหนบ้างล่ะ”
            “เอ่อ แขนก็ได้ฮะ”
            “อืม เอาสิ” อังกูรพูด แต่มือก็ยังไม่ปล่อยจากพวงมาลัย ต้นน้ำค่อยๆเอานิ้วจิ้มแขนบริเวณกล้ามของชายหนุ่ม
            “โอ้โห ใหญ่จังเลยฮะ” คราวนี้เด็กน้อยเอามือทั้งมือไปกำรอบแขนด้านบนของอังกูรไว้เลย “โรมก็มีกล้ามนะฮะ แต่ไม่ใหญ่ขนาดนี้” เขาจับไปจิ้มไปอย่างชอบอกชอบใจ
            “ชอบเหรอ ทำไมดูตื่นเต้นจัง”
            “ฮะ ผมอยากมีแบบนี้บ้าง”
            “อยากมีกล้ามเยอะแบบฉัน ก็ต้องทำไร่แบบฉันสิ”
            “แล้วผมจะทำยังไงล่ะฮะ ไม่มีไร่ให้ไปซะหน่อย”
            “งั้นก็ไปไร่ฉันสิ”
            “ได้เหรอฮะ ไปได้เหรอฮะ” ต้นน้ำแสดงอาการตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้า “งั้นวันนี้ผมแวะไปหาคุณกูรได้ไหมฮะ วันนี้โรงเรียนเลิกเร็วแล้วผมก็ไม่ได้บอกป้าศรีไว้ด้วย นะฮะ ได้ไหมฮะให้ผมไปหานะ แล้วคุณกูรก็สอนผมว่าทำยังไงถึงจะมีกล้าม” อังกูรหันมามองหน้าเด็กน้อยแล้วต้องรีบกลับไปมองถนนต่อ ไม่ใช่เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ แต่สายตาขี้อ้อนเหมือนแมวหลงทางนั้นมันทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบพิกล
            “อืมๆๆ ก็ไปสิ”

 

 

คุยกันสักกะนิด
ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ สำหรับคู่นี้
^__^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น