อุธิยา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

5 เมื่อดาวเริ่มส่องแสง

ชื่อตอน : 5 เมื่อดาวเริ่มส่องแสง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 249

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2561 11:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
5 เมื่อดาวเริ่มส่องแสง
แบบอักษร

5

            ถึงแม้อรรณพจะได้รับตำแหน่งในรัฐบาล แต่ชีวิตประจำวันของวลีรักษ์ไม่ต่างจากเดิมนัก ความเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ผู้เป็นพ่อ เพราะเธอเห็นผู้ชายอีกคนมาทำหน้าที่บอดีการ์ดแทน ถึงแม้พ่อจะเป็นนายทหารใหญ่ประสบการณ์สูง แต่ด้วยตำแหน่งและเพื่อความไม่ประมาทจึงต้องมีคนตามคุ้มกัน ซึ่งหญิงสาวคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ส่งผลอะไรกับเธอ

            จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน

            วลีรักษ์ถูกคนกระชากกระเป๋าที่ลานจอดรถในห้างซึ่งเธอกับเพื่อนไปเที่ยวกันในวันหยุดหลังจากทำรายงานเสร็จ ลุงมั่นซึ่งเป็นคนขับรถในตอนนั้นวิ่งตามไปพร้อมกับรปภ. คนร้ายเห็นจวนตัวจึงโยนกระเป๋าทิ้ง ได้ไปแค่โทรศัพท์กับเงินสดในกระเป๋าสตางค์ซึ่งมีพลเมืองดีเก็บมาคืนให้ในเวลาต่อมา

            ถึงแม้จะเป็นแค่ความโชคไม่ดี ไม่มีใครต้องบาดเจ็บ ไม่มีใครผิด แต่อรรณพกับวลัยกรนั้นตกใจไม่น้อย และทำให้ผู้เป็นพ่อต้องกลับมาทบทวนเรื่องสวัสดิภาพของลูกสาวคนเดียวอีกครั้ง

“พ่อจะให้ธนุสขับรถให้วาว”

            วลีรักษ์คิดว่าตัวเองหูฝาดและเกือบจะร้องออกไปว่า ‘อะไรนะคะ’ เสียแล้ว ดีว่ายั้งตนเองไว้ทัน สิ่งที่แสดงออกไปคือเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ และมันคงเป็นธรรมชาติที่สุดที่จะซ่อนการเต้นโครมครามของหัวใจไว้ได้

            “แล้วลุงมั่นล่ะคะ...”

            “มั่นก็ขับให้พ่อเหมือนเดิม แต่บางวันก็อาจจะไปรับวาวบ้าง” อรรณพจิบชา

            พอได้คำตอบที่แน่นอน หญิงสาวกลับไม่แน่ใจ พยายามกักกั้นความยินดีไม่ให้ปรากฏด้วยการตั้งคำถามเพื่อให้บิดาอธิบายรายละเอียด

            “ทำไมอยู่ดีๆ คุณพ่อถึงได้ให้ธนุสมาขับให้วาวล่ะคะ เป็นลุงมั่นก็ดีอยู่แล้วนี่คะ”

            เพราะผู้เป็นพ่อเอ่ยปากมาก่อน วลีรักษ์ถึงได้มีโอกาสออกตัวเพื่อไม่ให้ออกนอกหน้า เหลือบมองไปยังผู้เป็นแม่เห็นสีหน้าแจ่มใส อาจเป็นผลพวงมาจากข่าวดีเรื่องหน้าที่การงานของพ่อส่วนหนึ่ง

            “เพราะพ่อต้องการให้ธนุสดูแลความปลอดภัยให้ด้วย”

            หัวใจอบอุ่นวูบหนึ่ง รู้สึกเหมือนได้รับความห่วงใย ทั้งจากบุพการีและจากผู้ชายคนนั้น เธอจะอยู่ในสายตาของเขา

“วาวไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณพ่อ แค่ไปเรียน อาจจะมีแวะไปกับเพื่อนบ้างนิดหน่อย จะมีใครมาทำอะไรล่ะคะ”

“ไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้ทุกคนรู้จักพ่อมากขึ้น ก็แปลว่าคนที่จะรู้ว่าวาวเป็นลูกพ่อก็มีมากขึ้นด้วย อย่าประมาท เรื่องคราวก่อนน่ะอาจจะแค่โชคไม่ดี แต่ถ้ามีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีก พ่อว่าศักยภาพธนุสน่าจะดีกว่ามั่น”

“แล้วทำไมคุณพ่อไม่จ้างการ์ดให้วาวเลยล่ะคะ” วลีรักษ์หยั่งเชิง เห็นสีหน้าค่อนไปทางจริงจังของอรรณพก็รีบพูดต่อ “อ้อ วาวไม่ได้ประชดนะคะคุณพ่อ วาวถามจริงๆ น่ะค่ะ” ท้ายประโยคเธอทำเสียงอ่อย เกรงจะถูกเข้าใจผิด บิดามีรอยยิ้มในแววตา

“เรื่องนั้นพ่อคิดอยู่แล้ว แต่สถานะของวาวคือนักศึกษา การจะมีการ์ดเดินไปไหนมาไหนมันเป็นเป้าสายตามากกว่า เป็นจุดเด่นไปเสียอีก ธนุสเป็นคนมีฝีมือ สามารถทำงานที่เสี่ยงได้ในสถานการณ์คับขับ แต่วาวควรจะให้คนอื่นเห็นว่ามีแค่คนขับรถเพื่อไม่ให้เอิกเกริก ดังนั้น ธนุสเหมาะสมแล้ว”

ฟังเหตุผลของพ่อแล้วก็ต้องยอมรับว่าตนเองได้กลายเป็นลูกสาวนายพลที่กลายเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน ตำแหน่งสำคัญรองเพียงนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศ ว่ากันกลายๆ ก็เป็นเสมือนหัวหน้ากระทรวงเสียด้วยซ้ำ ตามที่เคยดูในภาพยนตร์และอ่านหนังสือมา บุคคลผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลล้วนแล้วแต่มีบอดีการ์ดอารักขาด้วยกันทั้งสิ้น

“แล้ว...คุณแม่เห็นด้วยเหรอคะ”

วลัยกรนิ่งเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า คนเป็นลูกมองเห็นความกังวลในแววตามารดา หากจะพูดให้ตรงก็คือ แม่ไม่สามารถคัดค้านคำสั่งหรือความเห็นของพ่อได้อยู่แล้ว

แน่นอน เธอก็เช่นกัน

“ค่ะ” วลีรักษ์ตอบเรียบๆ อย่างรักษากิริยา

“เดี๋ยวพ่อขอตารางเรียนของวาวหน่อยนะ”

“คะ?”  คราวนี้หญิงสาวตกใจจริงๆ ตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมา บิดาไถ่ถามเรื่องการเรียนอยู่บ้าง สอบถามเวลาเลิกเรียนบ้าง เพราะต้องคำนวณเวลาให้คนขับรถทั้งสอง แต่ไม่เคยขอรายละเอียดขนาดนี้ หัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในคราแรกอ่อนแรงลงทันใด นี่แปลว่าทุกอย่างไม่ได้เกิดจากภาวะจำยอมหรือไม่มีทางเลือก แต่ล้วนแล้วแต่ผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบมาแล้วทั้งสิ้น

ภาพที่เธอวาดเอาไว้ว่าจะฉวยจังหวะ ‘เถลไถล’ ไปกับผู้ชายหน้าขรึมคนนั้นมลายโดยพลัน

“ได้ไหม”

แล้วจะตอบอะไรได้อีก “เดี๋ยววาวจะเอามาให้ค่ะ” วลีรักษ์บอกและลุกออกไปจากห้องโถง วลัยกรมองตาม ขณะที่อรรณพมีรอยยิ้มชัดเจนกว่าเดิม

ลูกสาวเขาอยู่ปีสามแล้ว คุ้นเคยกับประเทศไทยแล้ว เฉลียวฉลาดจนมองเห็นเล่ห์เหลี่ยมนิดๆ ในแววตา คงจะดีใจที่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนขับรถคนนั้นแล้วสิ พอเขาเอ่ยปากเรื่องตารางเรียน แสงในตาจึงวูบลงจนเขานึกขำและเอ็นดู

ความจริงแล้ว เขาไม่กลัวว่าธนุสจะทำอะไรวลีรักษ์เท่ากับความคิดของลูกสาวตัวเอง นั่นเพราะว่าเขายังมีไพ่ที่เหนือกว่าคนในอาณัติ ธนุสมีน้องชายกับแม่นมที่ต้องรับผิดชอบ อรรณพจึงวางใจว่าชายหนุ่มคงไม่ทำอะไรวู่วามเป็นแน่ พิจารณาแล้วจึงได้ตัดสินใจที่จะโยกย้ายให้อดีตนายทหารไปทำหน้าที่คนขับรถให้ลูกสาวของเขา

อีกประการหนึ่ง เขาก็ไม่ได้วางใจปล่อยธนุสไปจนลับสายตาอยู่แล้ว ชายคนนั้นยังอยู่ในการควบคุมของเขาเสมอ

ธนุสไม่รู้สึกอะไรกับคำสั่งใหม่เพราะตลอดเวลาหลายปีที่เขาอยู่ที่นี่ หน้าที่ก็มีแค่ทำตามคำสั่ง การเสนอความเห็นเป็นสิ่งท้ายๆ ที่จะคิด หรือถ้ามีก็เพียงเพราะผู้เป็นนายถามเท่านั้น แต่รู้สึกได้ถึงว่าสิ่งต่อไปนี้อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ‘จริงจัง’ เมื่ออรรณพมาบอกว่าเขาต้องขับรถให้วลีรักษ์

นายทหารผู้ได้ตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ส่งกระดาษใบหนึ่งให้ บอกสั้นๆ ว่าเป็นตารางเวลาเรียนของลูกสาว เสมือนเป็นการบอกกลายๆ ว่าหากมีอะไรผิดเวลาไปมากกว่าตัวเลขในนั้น คนเป็นพ่อก็จะรู้ได้ทันที

ธนุสจึงได้แต่ตอบรับเพื่อรับรู้คำสั่งนั้น และมากินกาแฟหนึ่งแก้วในครัว ก่อนจะมายืนรอ ‘คุณหนู’ ตามเวลาในชุดเสื้อเชิ้ต สวมทับด้วยสูทดำ กับกางเกงสแล็กส์สีดำ เครื่องแบบประจำไม่ต่างอะไรกับตอนทำหน้าที่ขับรถให้อรรณพ

เจ็ดโมง เวลาที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างบอกสัญญาณเริ่มต้นของวันใหม่

วลีรักษ์ในชุดนักศึกษาเดินออกมาหน้าบ้านพร้อมวลัยกร เธอมีกระเป๋าสะพายและถือสมุดโน้ตกับหนังสือเรียนไว้ พอมาถึงรถหญิงสาวก็หันไปไหว้มารดา แต่พอเห็นแม่บ้านที่ชื่อนางยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ด้วยก็เลิกคิ้ว

“เดี๋ยววันนี้นางไปด้วย” มารดาบอก

“ทำไมคะ” เพราะเช้านี้อากาศดี และด้วยความตื่นเต้นที่จะได้มีธนุสมาเป็นคนขับให้เป็นครั้งแรกในรอบสามปี ครั้งแรกที่สิ่งที่รอคอยกำลังจะสมปรารถนา แต่กลับมีข้อติดขัดบางประการจึงทำให้วลีรักษ์ถามออกไปเร็วกว่าใจคิด

“อ๋อ พอดีแม่ฝากนางซื้อของน่ะ ธนุสเดี๋ยวส่งวาวแล้วแวะร้านขนมที่เคยไปหน่อยนะ”

ธนุสพยักหน้า วลีรักษ์มอง เห็นนางยืนกุมมือสงบเสงี่ยม จึงระงับตนเอง สูดลมหายใจลึก พยักหน้าทำทีเข้าใจและยิ้มออกมา

“งั้นวาวไปก่อนนะคะ คุณพ่อสวัสดีค่ะ”

อรรณพลูบศีรษะลูกสาวก่อนจะเดินไปขึ้นรถอีกคันที่มั่นยืนรออยู่ ชายคนขับสองคนจึงเข้าประจำที่และขับยานพาหนะแล่นออกไป

วลีรักษ์รู้แล้วว่าสถานการณ์คืออะไร เธอจึงเลือกเดินไปตามสายน้ำที่กำลังไหล นางนั่งอยู่เบาะหน้าข้างธนุส ส่วนหญิงสาวที่มีฐานะเป็นลูกเจ้านายนั่งอยู่เบาะหลังและอยู่เบื้องหลังคนขับ องศาที่ทำให้เธอสามารถมองเห็นเสี้ยวหน้าของเขาผ่านทางกระจกมองหลังได้

หญิงสาววางท่านิ่งๆ ความตื่นเต้นที่จะได้ใกล้ชิดธนุสลดลงไปเล็กน้อยเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย วันนี้เป็นวันแรกที่ชายหนุ่มทำหน้าที่ขับรถให้เธอ เธอกับเขานั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน ใช้อากาศร่วมกัน ได้เห็นในระยะใกล้แค่นี้เอง แต่ตั้งแต่ออกจากบ้านเหมือนมีกระจกบางๆ กั้นราวกับรถควบคุมผู้ต้องหา โดยมีผู้คุมเป็นตัวแทนจากพ่อกับแม่ซึ่งก็คือนาง

วลีรักษ์เหลือบมองกระจกมองหลังเป็นระยะ ทุกครั้งที่เห็น แม้เพียงแค่ดวงตาที่กำลังมองไปข้างหน้า หรือแม้แต่หางคิ้ว ลมหายใจจะสะดุด ธนุสเป็นดั่งธนูที่มาปักหัวใจเธอดั่งความหมายของชื่อไม่ผิดเพี้ยน ยามเลือดสูบฉีด ก้อนเนื้อนั้นก็จะเจ็บแปลบปลาบ

วันที่สองมีพ่อนั่งมาด้วย เนื่องจากวลีรักษ์เข้าเรียนสาย อรรณพจึงให้ธนุสไปส่งเขาก่อน ลูกสาวแอบมองเป็นเรื่องขบขันและลอบยิ้ม นี่เธอถูกปฏิบัติเหมือนนักโทษกิตติมศักดิ์ รู้สึกเป็นคนสำคัญที่ต้องได้รับการจับตามองเป็นพิเศษอย่างไรอย่างนั้นเลยเชียว

            “วันนี้เลิกกี่โมงล่ะ” นายทหารถามลูกสาว วลีรักษ์ตอบตามจริง “แล้วจะมีทำรายงานหรือไปไหนไหม”

            “ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ วันนี้คงไม่มี”

            “ถ้ามีต้องทำหรือไปไหน โทร. บอกพ่อหน่อยนะ ส่งข้อความมาก็ได้” อรรณพพูดเชิงสั่งขณะที่ธนุสจอดรถตรงด้านหน้าสำนักนายกรัฐมนตรี วลีรักษ์รับคำและยกมือไหว้บุพการีอีกครั้ง ก่อนที่รถจะแล่นไปยังจุดหมายต่อไป

            พอเหลือกันสองคน วลีรักษ์ก็ผ่อนคลายได้กลับมาเป็นตัวเอง เธอขยับกายนั่งเอนอย่างสบายอารมณ์ มองหน้าคนในกระจกมองหลังอย่างเคย พอสารถีหนุ่มรู้สึกว่าถูกจับจ้องก็เหลือบตามองกลับ หญิงสาวอมยิ้มและมองท้องถนนอย่างบันเทิงใจ ถ้าจะมีอะไรน่าเสียดายก็คงเป็นช่วงเวลาแบบนี้มันสั้นนิดเดียว ได้ใช้เวลาด้วยกันก็แค่ตอนเดินทาง ระหว่างวันธนุสจะอยู่ในส่วนของเขา บางครั้งอาจจะต้องไปส่งแม่เธอบ้าง จนบางครั้งนึกอยากจะให้การจราจรเป็นอัมพาตไปเสียเลย

ไม่มีทางหรอกที่พ่อกับแม่จะส่ง ‘สาย’ มาคอยดูได้ตลอดไป ถึงเวลานั้น โอกาสที่จะไปผูกร้อยความสัมพันธ์ให้เหมือนเดิมก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว วลีรักษ์คิดอย่างมุ่งมั่น

            มื้อค่ำวันนี้มีแขกมาเยือนครอบครัวนายทหารใหญ่ วลีรักษ์ได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับนักธุรกิจชื่อเฉลิมชัยกับภรรยาชื่ออัจฉรา เธอทำความเคารพชายหญิงสูงวัย ซึ่งแทนสรรพนามทั้งคู่ว่าคุณอา รวมทั้งยกมือไหว้ผู้ชายอีกคนซึ่งมาด้วยกันในฐานะลูกชาย

ภรัญญูคือชื่อของเขา วินาทีแรกที่เห็นวลีรักษ์เปรียบเทียบกับธนุสทันใด ชายคนนี้ไม่เหมือนคนขับรถคนนั้นเลย ชายหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ สวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงแสล็กส์ ความสูงตามมาตรฐาน หุ่นบางสมส่วนอย่างคนสมัยนี้ ผิวขาวสะอาด ใบหน้าฉาบรอยยิ้มน้อยๆ ตาเป็นประกายใต้คิ้วเฉียง ทำให้ดูเหมือนมีความนัยซ่อนอยู่

            “น้องวาวใช่ไหมครับ ไม่ได้เจอกันนาน พี่เกือบจำไม่ได้แน่ะ”

            น้ำเสียงนั้นฟังดูเป็นมิตรและอบอุ่น เธอพยายามคิดว่าเคยเจอกับชายหนุ่มเมื่อไร กว่าจะคิดออกก็ได้คำตอบจากเขาเสียก่อน

            “ตอนโน้นที่เราเคยเจอกัน น้องวาวยังเพิ่งหกเจ็ดขวบเอง ที่งานเปิดไร่องุ่นของพ่อพี่ เห็นอีกทีเป็นสาวแล้ว สวยน่ารักด้วย” ท้ายประโยคเขาพูดอย่างเขินๆ วลีรักษ์ผิดคาดกับท่าทางที่ดูเอียงอาย ได้แต่ยิ้มรับและแก้มร้อน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความตรงกันข้ามกับธนุส ภรัญญูดูร่าเริง แจ่มใส เป็นมิตร สะอาดสมภาพลักษณ์นักธุรกิจ ขณะที่ชายอีกคนเข้มแข็ง ลึกลับ สงวนคำ และกร้าวแกร่งแบบชายชาตรี

            “หืม เจ้าพอล นี่พ่อตั้งใจจะมาแสดงความยินดีกับคุณอรรณพนะ ไม่สิ ต้องเรียกว่าท่านนายพลต่างหาก แกดันมาขโมยซีนตัดหน้าเฉยเลย”

            เฉลิมชัยซึ่งเป็นชายร่างเล็กเช่นเดียวกันลูกชายของเขาพูดอย่างอารมณ์ดี คนเป็นลูกชายก้มหน้าเชิงสำนึกผิดแต่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้ม ตรงนั้นทำให้วลีรักษ์เห็นว่าเขาไม่ใช่คนขี้อายเสียหน่อย ที่จริงแล้วออกจะมั่นใจด้วยซ้ำ ถึงได้กล้าชมเธอต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสี่คน เจ้าของบ้านหัวเราะชอบใจ

            “นี่ครับ ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับตำแหน่งใหม่ ของเล็กๆ น้อยๆ หวังว่าท่านคงชอบ”

            นักธุรกิจยื่นตะกร้าหวายใบใหญ่ ข้างในบรรจุขวดทรงกลมสีทึบซึ่งรองด้วยผ้ากำมะหยี่อย่างดี ประดับด้วยโบสีทองดูหรูหรา มองดูก็รู้ว่าเป็นเครื่องดื่มราคาแพง ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของเฉลิมชัยเพราะเขาเป็นเจ้าของธุรกิจไวน์อันดับต้นๆ ของประเทศ

            “ขอบใจนะ ไม่เห็นต้องลำบากเลย อีกอย่าง ท่านเทิ่นอะไรกัน เราคนกันเองทั้งนั้น”

            “ไม่ได้หรอกครับ ตำแหน่งนี้ไม่ได้มากันได้ง่ายๆ ผมไม่ลืมว่าท่านมีพระคุณกับครอบครัวผมขนาดไหน” เฉลิมชัยตอบอย่างนอบน้อม วลีรักษ์เห็นริมฝีปากเขามีรอยยิ้มปริศนา หากแวบเดียวก็หายไป

“อ้อ ภรรยาผมมีของมาให้คุณวลัยกรด้วย” เขาพูดและเบี่ยงกายให้อัจฉาก้าวเข้ามายื่นกล่องที่ห่อด้วยผ้าให้ คราวนี้ภรรยาเจ้าของบ้านเป็นคนรับ

            “พอดีไปญี่ปุ่นมาค่ะ เห็นผ้าไหมสวย สีนี้น่าจะเหมาะกับคุณ”

            “ขอบคุณนะคะ เกรงใจจังเลย” วลัยกรรับด้วยกิริยาเกรงใจอย่างมีมารยาทเช่นกัน แม้จะเอ่ยเกรงใจแต่สีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด “อย่ามัวแต่คุยกันเลยค่ะ ให้แม่บ้านตั้งโต๊ะแล้ว ไปทานข้าวกันดีกว่าค่ะ” วลัยกรกล่าวตัดบทและเชิญชวน คนทั้งหกจึงทยอยเดินไปที่ห้องอาหาร

            วลีรักษ์คุ้นเคยกับการไปงานสังคมกับแม่อยู่แล้ว ดังนั้นการรับแขกของบุพการีตามหน้าที่ลูกที่ดีก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าไม่มีคำสั่งอะไรหรือไม่หนักหนาจริงๆ หญิงสาวรับมือไหว ตอนนี้เธอควบคุมตัวเองให้นิ่งได้ดีกว่าครั้งเมื่อกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ

            ภรัญญูเล่าถึงกิจการของครอบครัว นอกจากไร่องุ่น ครอบครัวของเขายังเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอีกหลายแห่ง เขารับหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายส่งออก พ่อของเขาสนิทสนมกับพ่อของเธอมาหลายปีเพราะพี่ชายของอัจฉรานั้นเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพ่อของเธอนั่นเอง

            “เรียนบริหาร ดีจังเลยครับ เดี๋ยวเรียนจบทำงานบริษัทพ่อพี่เลยนะครับ ขอจองตัว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ วลีรักษ์ได้แต่ยิ้ม มารดาของคนทั้งสองนั่งอยู่ไม่ไกล สองหนุ่มสาวอยู่ในสายตา

“ไม่แน่นะคะ ถึงจะเรียนบริหารมา บางทีวาวอาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้” วลีรักษ์ตอบ แววตาแพรวพราว

            “ทำอะไรครับ”

            “ยังไม่รู้ค่ะ ไม่มีอะไรแน่นอน วาวแค่เปรียบเทียบ”

            “หรือน้องวาวจะเข้าวงการบันเทิงครับ”

            “วาวเนี่ยนะคะ” เธอเอ่ยเสียงสูง

            “ก็น้องวาวหน้าตาน่ารักแบบนี้ พี่ว่าไม่ช้าไม่เร็วต้องมีคนมาทาบทามแน่ๆ เชื่อเถอะ”

            วลีรักษ์ยอมรับอย่างหนึ่งว่าวิธีการพูดและน้ำเสียงของเขาเป็นธรรมชาติ ไม่บ่งชัดว่าจะจีบหรือเกี้ยวพา มีความเอ็นดูและอยากทำความคุ้นเคยมากกว่า แต่อะไรบางอย่างทำให้เธอรู้สึกคาใจ แต่ยังหาไม่พบ หรือบางทีเธออาจจะคิดไปเอง

            “ไม่เอาค่ะ เรียนจบแล้ววาวว่าจะไปทำสวน” เธอตอบหน้าตาย

            ภรัญญูนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะ และลากเรื่องไร่องุ่นของครอบครัวเข้ามาเป็นหัวข้อได้อีก ถึงแม้จะเพิ่งคุยกัน แต่หญิงสาวก็เพลิดเพลินกับการพูดคุยครั้งนี้ไม่น้อย อาจเพราะเธอชอบที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และเรื่องราวใหม่ๆ จึงไม่รู้สึกอึดอัดกับแววตาบางคราวของชายหนุ่มตรงหน้าเท่าไรนัก

            ไม่มีพ่อนั่งมาด้วย และไม่มี ‘สาย’ คนไหนรับคำสั่งจากแม่มาอีกพักใหญ่แล้ว นับดูเวลาก็เกือบเดือน การที่เธอไม่ไปเดินเตร็ดเตร่แถวสระน้ำหรือสวนที่มีเรือนหลังเล็ก พ่อกับแม่จึงไม่พูดเรื่องธนุสอีกแล้ว สายตาสอดส่ายก็น้อยลงไปทำให้วลีรักษ์สบายอกสบายใจ เช้านี้อากาศแจ่มใสดี เธอเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าสะพาย

            “ธนุส”

            ธนุสซึ่งกำลังปล่อยความคิดให้ล่องลอยแทนการเคลื่อนตัวของรถที่ยังติดนิ่งอยู่เกือบสะดุ้งที่จู่ๆ คุณหนูที่เบาะหลังก็เรียกชื่อขึ้นมา เพราะหลายครั้งหลายคราที่มารับส่งเธอก็ได้เฉย เล่นโทรศัพท์ หรือได้แต่มองจนเขาคิดว่าเธอคงไม่อยากเสวนาด้วยเท่าไร

            “ครับ”

            “ธนุสเป็นไงบ้าง”

            “ก็ดีครับ”

            “ดีนี่คืออะไรดี”

            “คุณหนูหมายถึงเรื่องไหนล่ะครับ”

วลีรักษ์ฉีกยิ้มกว้าง สนุกสนานสมใจหวังที่ได้ต่อบทสนทนาให้ยาว แทนความเงียบที่จะกัดหัวใจให้แหว่งและลมหายใจติดขัด จึงกวนเขาเล่นไปอย่างนั้นเอง

“ทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับธนุสน่ะสิ”

ชายหนุ่มกะพริบตา เรื่องของเขาไม่มีอะไรน่าสนใจ ชีวิตประจำวันมีแค่การขับรถ เว้นว่างหน่อยก็แค่ไปหาน้องชายกับแม่นม ช่วงเวลาที่มีความสุขของเขาคือการได้คิดถึงสองคนนั้น บุคคลที่ยังแทนสายใยของคำว่าครอบครัวให้ยังคงอยู่

“โดยรวมก็ไม่มีอะไรแย่ครับ”

กว่าที่จะได้ยินคำตอบจากปากชายหนุ่ม วลีรักษ์เกือบจะลืมหายใจ เหมือนต้องลุ้นไปทุกๆ วินาที

“อืม ดีแล้ว” เธอพยักหน้า  “จะบอกว่าวันนี้ฉันเลิกเกือบห้าโมงเย็น ธนุสจะไปไหนก่อนก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องมานั่งรอทั้งวัน”

“ครับ”

วลีรักษ์ขมวดคิ้ว รับคำสั้นแค่นั้นแปลว่าอะไร คือ เข้าใจ จะไปที่อื่น หรือจะรอ หญิงสาวไม่คาดหวังว่าระหว่างกันจะมีบทสนทนาที่สนุกสนาน เพราะชายหนุ่มช่างสงวนคำพูดเหลือเกิน แต่เธอก็อยากจะให้แต่ละนาทีควรค่าแก่การจดจำ

“ครับคืออะไร อยู่รอ หรือแอบไปเที่ยว” เธอถามด้วยน้ำเสียงรื่นเริง พยายามสร้างบรรยากาศสดใส “แล้วตอนที่ขับรถให้พ่อ ธนุสทำอะไร”

สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นไฟเขียว รถเคลื่อนตัวออกไป “ส่วนใหญ่อยู่รอครับ ถ้าท่านไม่สั่งอย่างอื่น”

“ทั้งวันเลยเนี่ยนะ”

“ครับ”

“ไม่แอบแวบไปไหนบ้างเหรอ ไม่จริงมั้ง” เธอยิ้มให้เงาตัวเองในกระจกมองหลัง ชายหนุ่มเหลือบมองวูบเดียว แต่วลีรักษ์ทันเหมือนได้เห็นรอยยิ้ม ก่อนตามมาด้วยความเงียบ หญิงสาวเดาเอาว่านั่นคือคำตอบ เธอรู้สึกรื่นรมย์ขึ้น

“แล้วถ้าธนุสไม่ได้ไปไหน ระหว่างรอพ่อธนุสทำอะไร”

สารถีหนุ่มเตรียมตัวเอาไว้แล้วสำหรับการถูกซักถาม ช่วงเกือบสามปีที่คุณหนูคนนี้กลับมาคงอัดแน่นไปด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม เธอมักจะหาเวลาเหมาะๆ แวะเวียนมาคุยกับเขาเสมอยามที่ไปกินข้าวที่เรือนครัว หรือถ้าไม่ก็จะเอาของมาฝากไว้ที่หน้าบ้าน ส่วนใหญ่เป็นจำพวกขนม ธนุสไม่มีโอกาสได้ขอบใจหรือจะบอกห้ามมากนัก ดูว่าเธอเองก็รู้ตัวว่าถูกจับตามองจึงพยายามรักษาระยะห่างไม่ให้คนใช้กระโตกกระตาก ขนาดได้อยู่กันตามลำพัง หญิงสาวยังไม่รีบร้อนคว้าโอกาสไว้ วางตัวนิ่งๆ อยู่พักใหญ่จนกระทั่งวันนี้ จะว่าไปแล้วพลตรีอรรณพยังไม่เอ่ยคำกับเขามากเท่าลูกสาวเลยด้วยซ้ำ

คิดมาถึงตรงนี้ ในอกธนุสก็ร้อนวูบ เพราะอีกฝ่ายเลือกวางตัวให้ห่างเหิน ลบลืมความสัมพันธ์ที่ครั้งหนึ่งเคยมองเขาด้วยสายตาเอ็นดู เขาเองก็เคารพอดีตลูกน้องคนสนิทของพ่อคนนี้เช่นกัน

“ธนุส...”

“ครับ”

วลีรักษ์ถอนใจ “ถามว่า...”

“ส่วนใหญ่ก็อ่านหนังสือ หรือไม่ก็นอนครับ”

“ต้องรอเสียเป็นส่วนใหญ่ ดูเป็นงานที่น่าเบื่อเนอะ คนขับรถเนี่ย” เธอว่า

ชายหนุ่มไม่ตอบ บังคับพวงมาลัยไปเรื่อยๆ วลีรักษ์ก็หมดคำถาม ไม่สิ เธอจะต้องเหลือคำพูดไว้บ้าง ถ้าถามหมดวันนี้เดี๋ยววันอื่นก็ไม่มีหัวข้อมาพูดคุยกันพอดี ดังนั้นเมื่อคนขับรถนิ่ง หญิงสาวก็เลือกมีความสุขกับอากาศเย็นภายในรถที่เบื้องหลังของเขาแทน

วันศุกร์มาเยือนอีกหน หลังจากหมดคาบเรียนและไม่มีรายงาน วลีรักษ์ก็นั่งรถกลับบ้านโดยใช้เส้นทางเดิม ธนุสกำลังจะขับรถผ่านสี่แยก แต่หญิงสาวเอ่ยขึ้นมา

“เดี๋ยวแวะห้างหน่อยนะ ธนุส”

ชายหนุ่มเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลัง “คุณหนูบอกคุณท่านหรือยังครับ”

หญิงสาวเป่าปากเหมือนไม่พอใจ “แค่จะแวะซื้อของนิดหน่อย ไม่นานหรอก เดี๋ยวฉันบอกพ่อเอง ไปเถอะ”

พอได้ยินการเอ่ยประโยคที่เหมือนจะเป็นคำสั่งกลายๆ ธนุสจึงต้องทำตาม เขาหมุนพวงมาลัยและขับรถไปตามถนน มุ่งตรงไปยังห้างสรรพสินค้า วนรถอยู่ไม่นานก็หาที่จอดรถได้

วลีรักษ์สะพายกระเป๋า แต่ก่อนจะเปิดประตูรถก็พูดให้สารถีหนุ่มได้ยิน

“ลงมาด้วยกัน”

ธนุสคิดว่าเขาคงจะต้องไปรับหน้าที่ช่วยเธอถือของหรืออะไรทำนองเดียวกับที่แม่หรือพ่อของเธอเคยทำ จึงเปิดประตูรถแล้วตามลงมาโดยไม่ได้พูดอะไร แต่แอบคิดว่าท่าทางการออกคำสั่งของเธอดูน่าเอ็นดู

แต่ชายหนุ่มที่เดินตามมาตลอดแปลกใจเล็กน้อย เพราะหญิงสาวเดินไปยังแผนกเสื้อผ้าผู้ชาย

  12.2.18

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น