เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 28 คราปักษาสดับฟังเสียงความเงียบสงัด [จบบทที่ 6]

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 คราปักษาสดับฟังเสียงความเงียบสงัด [จบบทที่ 6]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 241

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 คราปักษาสดับฟังเสียงความเงียบสงัด [จบบทที่ 6]
แบบอักษร

ตอนที่ 28 คราปักษาสดับฟังเสียงความเงียบสงัด

“คำสัญญาหรือคำสาบาน สิ่งใดมีค่ามากกว่ากัน จิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งแต่ไม่รู้คืออะไรเดินทางร่วมกับสาวน้อยวัยใสเพื่อตามหาอีกครึ่งของสายเลือดในกายนาง ความฝันนั้นมิต้องเอ่ยถึง เพราะตำนานนี้คือเรื่องราวของความรักอันยิ่งใหญ่เหนือบทประพันธ์ทั้งปวง”

“(เจ้าน่ารักกว่านะ เวลาเจ้ายิ้มน่ะ)”

          ยามเช้าตรู่ ลีโอน่าตื่นจากความฝัน นางฝันถึงช่วงเวลาที่ยังเดินทางร่วมกับคุณพ่ออีกครั้ง คำพูดของท่านยังคงดังก้องในหัวหญิงสาว น้ำเสียงทุ้มต่ำแลอ่อนแอสองส่วน ทว่าก็อ่อนละมุนละไมเย็นใสราวลมฤดูหนาว และเปี่ยมด้วยความรักแรงกล้า คุณพ่อและเด็กสาวตัวกระจิ๋วนั่งคุยกันริมถนนในศาลา พวกนางนั่งรอรถม้าผ่านทางเพื่อหวังขอติดสอยไปด้วย ในยามนั้นทุกประโยค ทุกความรู้สึกหวนคืนมาอีกครั้งในความฝัน ‘ลีโอน่ามิอยากเป็นเจ้าหญิงเหมือนเพื่อนๆลูกหรือ’ คุณพ่อยิ้มถามพลางมือลูบไล้กระเป๋าไวโอลิน ลูกสาวทำหน้าเฉยชา สั่นหัวดิกๆตอบเสียงใสด้วยความระอา หนูอยากเป็นนักดนตรีเหมือนคุณพ่อ อยากเล่นดนตรีให้ทุกคนฟัง ทำให้ทุกคนมีความสุข

          เช่นนั้นรึแม่สาวน้อยนักดนตรีของพ่อ

          เสียงท่านเลือนหายไปคราวม่านโปร่งใสปลิวไสว

          “หนูมาถึงแล้วนะคะคุณพ่อ..”ลีโอน่าแง้มหน้าต่างห้อง กระจกแก้วใสต้องแสงทิวาสาดส่องประกายระยิบระยับ นักไวโอลินสาวยักยิ้มพราย ดวงตาสีแดงทับทิมเปล่งแสงวูบวาบด้วยความตื่นเต้น นางสูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดและค่อยระบายเบาๆ ลีโอน่าบิดยืดกล้ามเนื้อพลางกวาดตามองภายในห้องนอน เตียงยับยู่ กาน้ำ และโต๊ะเขียนหนังสือ หญิงสาวใช้มือปัดปอยผม และเริ่มกิจวัติยามเช้าอย่างกระตือรือร้น

          เดินลงบันไดพลันพบผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้า แคโรไลน์ส่งยิ้มหวานทักทาย นักไวโอลินสาวผงกศีรษะและยิ้มรับ ทั้งคู่พูดคุยกันครู่หนึ่ง แคโรไลน์อธิบายเรื่องต่างๆภายในบ้านเด็กกำพร้า บ้านเด็กกำพร้าตั้งติดริมถนนในซอยรันเวย์สิบสอง ตัวบ้านเป็นอาคารสูงสามชั้น อาคารขนาดใหญ่เท่าสองตึกรวมกันกินพื้นที่มากกว่าตึกอื่นรอบด้าน ด้านซ้ายเป็นบ้านพักธรรมดา ด้านขวาเป็นร้านผ้าแพร ภายในบ้านเด็กกำพร้าประกอบด้วยห้องมากมาย เมื่อเปิดประตูเข้าบ้านเด็กกำพร้าจะพบทางเดิน เดินไปจะเจอทางแยกสองทาง ทางแยกฝั่งซ้ายนำไปสู่ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องกิจกรรม ส่วนหากเลือกเดินตรงไปเรื่อยๆก็จะถึงประตูด้านหลังเชื่อมต่อกับสวน ก่อนถึงประตูหลังสุดมีบันไดขึ้นชั้นสอง

อาคารแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือพื้นที่หน้าอาคารติดริมถนน ส่วนที่สองคืออาคารห้องครัว ห้องอาหาร และส่วนที่สามคือเรือนพักของพวกเจ้าหนูตัวแสบ มีห้องนอน และห้องอาบน้ำใหญ่

ใจกลางระหว่างอาคารสามมีสวนกว้างกั้นเป็นพื้นที่สีเขียวขจี ปูพื้นด้วยแผ่นอิฐแลเห็นใบหญ้าประปราย อาคารห้องครัวอยู่ฝั่งซ้ายมือติดสวน

อาคารห้องครัวมีชั้นสอง เรือนพักเด็กๆมีสามชั้น

จำนวนเด็กกำพร้าในบ้านมียี่สิบสองคน ส่วนมากอายุเจ็ดถึงแปดขวบ มากสุดคืออายุสิบสองขวบ น้อยสุดอายุสอง แปดส่วนเป็นเด็กผู้หญิง ไม่มีเด็กผู้ชายมากนัก ทุกคนรักใคร่ปรองดองกันอย่างเหนี่ยวแน่นราวพี่น้องร่วมสายเลือด แม้บางเวลาชอบทะเลาะตบตีแย่งตุ๊กตาและขนม แต่ก็เล่นตบกันตามประสาเด็กวัยกำลังโต มิเคยเกิดเรื่องใหญ่จนแคโรไลน์รับมือมิไหว

ห้องนอนที่แคโรไลน์จัดให้พวกเมรัยพักผ่อนคือห้องด้านบนที่ชั้นสอง ห้องติดริมถนนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกชัดเจน เวลาใครไปไหนมาไหน พวกนางเห็นหมด รวมถึงแคโรไลน์ด้วย เพราะห้องนอนนางก็อยู่ที่ชั้นสอง ใกล้ๆห้องน้ำ

“ห้องหนังสืออยู่ชั้นสองของห้องครัวนะจ๊ะ”

          น้ำเสียงแม่วัวสาวราวเสียงนักร้องขับขานกล่อมลีโอน่าให้หลงมัวเมา ท่วงทำนองอ่อนหวาน นุ่มนวล น่าฟังจนหญิงสาวหัวใจอิ่มเอมเคลิบเคลิ้ม “เข้าใจแล้วค่ะ”ลีโอน่าผงกหัวเก็บข้อมูล นางต้องพักที่นี่อีกหลายวัน สมควรรู้ว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน

          เวลาเช้าเป็นเวลาจ่ายตลาดซื้อวัตถุดิบเตรียมทำอาหาร ปกติแคโรไลน์จักไปซื้อจับจ่ายพร้อมกับเด็กๆสองสามคน แต่ว่าวันนี้ลีโอน่าอาสาช่วยไปซื้อแทน โดยให้เด็กสาวนามว่าไวโอเล็ตเป็นผู้ช่วยนำทาง ลีโอน่าอยากช่วยแคโรไลน์ แบ่งเบาภาระเจ้าบ้าน เพราะว่านักไวโอลินสาวมีใจบริการ และอยากช่วยเหลืออีกฝ่าย พวกนางอาศัยบ้านแคโรไลน์ แคโรไลน์ช่วยดูแลพวกนางด้วยไมตรี ลีโอน่าจึงอยากตอบแทนด้วยไมตรีเช่นกัน หากไม่ทำงานหรือช่วยอันใด ลีโอน่าคงอึดอัดกระสับกระส่าย  

          “ม่า-ลีโอน่าจังละก็”น้ำเสียงเย้ายวนพร้อมด้วยอมยิ้มน่ารัก แคโรไลน์หยีตามือประครองพวงแก้มสีชมพูระเรื่อ นางยอมรับว่าตนมีงานมากมาย เรื่องบางเรื่องต้องขอความช่วยและความร่วมมือจากเด็กๆและแบ่งงานให้ผู้ช่วยจัดการ ตอนแรกแคโรไลน์จัดให้พวกเมรัยเป็นแขกเหรื่อ มิต้องสนใจเรื่องงานของนาง แม่วัวสาวอยากให้พวกเมรัยสนุกสนามกับการท่องเที่ยว แต่ถ้าลีโอน่ามีใจปรารถนาอยากช่วย ซึ่งดูเหมือนพวกเมรัยมีความคิดนี้เช่นเดียวกัน แคโรไลน์จึงมิอาจห้ามความหวังดี แม่วัวสาวน้อมรับความอาทรห่วงใย ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาช่วยเหลือกัน ถ้าพวกนางอยากช่วย แคโรไลน์ย่อมหางานให้พวกนาง

          “รายการของที่ต้องซื้อ และนี้แผ่นป้ายรับขนมปังร้านคุณเม้าส์จ๊ะ”

          แคโรไลน์ส่งตะกร้าพร้อมจำนวนเงินเหรียญ แม่วัวสาวก้มศีรษะเนินอกหย่อนต่ำสะบัดไหว มือลูบไล้ศีรษะเด็กสาวผู้นำทาง

          “ฝากพี่ลีโอน่าด้วยนะจ๊ะ ไวโอเล็ต”

          “หนูจักดูแลพี่ลีโอน่าให้ดีที่สุด!”

          “..”ผู้ดูแลและเด็กน้อยอมยิ้มขบขัน ลีโอน่ามิรู้จักร้องไห้หรือหัวเราะดี นี่ตนดูพึ่งพามิได้เลยหรือ จึงให้เด็กอายุเท่าน้องสาวดูแล

          ปกติต้องเป็น ลีโอน่าฝากไวโอเล็ตด้วยนะจ๊ะ แต่นี่ตรงข้ามเสียอย่างนั้น

          “ไปก่อนนะคะ”

          “เดินระวังๆด้วยนะจ๊ะ”เด็กสาวอายุเก้าขวบ ไว้ทรงผมหางม้าผูกริบบิ้นสีแดง โบกมือบายๆแคโรไลน์ ลีโอน่ากำกระดาษพลางกระชับตะกร้าในมือ ภารกิจวันแรกคือจ่ายตลาดเช้า นางไล่มองอักษรลายมือสวยงามวิจิตรดุจดั่งผู้เขียนมัน คำว่าเนื้อ ผัก ขนมปัง เรียงรายต่อกันพร้อมระบุจำนวนที่ต้องซื้อ หญิงสาวใบหน้าโฉมสะคราญแลมีออร่าเดินไล่หลังเด็กสาวผู้ร่าเริง ลีโอน่าเดินถึงตลาด ผู้คนพลุ่งพล่าน บรรยากาศเร่งรีบแลสับสนวุ่นวาย  

          ดวงตะวันลอยเด่นสูงเหนือยอดกำแพงบอกถึงเวลางาน ลีโอน่ารับฟังเสียงสีซอเป็นเสียงดนตรีแรกของวัน นางเอียงคอเงี่ยหูฟังท่ามกลางความชุลมุน ราวโลกทั้งใบมีเพียงนาง ผู้บรรเลง และเสียงซอดังสวบสาบดั่งหลงอยู่ในยุคไทยอารยะ

          “ขอเนื้อ”

          “โอ้ อรุณสวัสดิ์ยัยหนูตะกละ วันนี้คุณแคโรไลน์มิมาด้วยรึ”

          “ไม่จ๊ะ วันนี้พี่แคโรไลน์ต้องรับแขกจึงให้หนูกับพี่ลีโอน่ามาแทน”

          คุณลุงคนขายเนื้อย่นคิ้ว เขามองพินิจหญิงสาวเบื้องหลังไวโอเล็ตด้วยสายตาเป็นมิตร ลีโอน่าสบตาคุณลุงพลางคลี่ยิ้มราบเรียบเปี่ยมด้วยมารยาทคุณหนูผู้ดี พวกลีโอน่าจ่ายตลาดเรียบร้อยจึงเดินไปร้านขนมปังเม้าส์เพื่อรับขนมปังร้อนๆจากเตาอบ ยามเดินกลับบ้าน ไวโอเล็ตอุ้มถุงขนมปังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ภาพนางวิ่งตะลอนเหมือนลูกลิงทำให้ลีโอน่าอดยิ้มส่ายหัวมิได้ คิดว่าเป็นคุณครู คนเลี้ยงเด็กก็มิเลวนัก ทั้งวันได้ใช้เวลาร่วมกับเด็กได้เห็นรอยยิ้มพวกเจ้าหนู ลีโอน่าพลอยใจอบอุ่นมีความสุข เล่านิทาน เล่นเปียโน สอนพวกเขาเล่นดนตรี  

          กระนั้นคงวุ่นวายปวดหัวมิน้อย หากต้องรับมือเจ้าพวกตัวแสบ ลีโอน่านึกภาพตัวเองถูกเด็กดึงผมเกาะขา ขอให้ทำนู่นทำนี้มิให้นางหยุดพักหายใจ พลันรู้สึกสะพรึงขนลุกชัน อาชีพรักเด็กต้องมีใจรักงานจริงๆกระมัง มิใช่นั้นได้ตัวแตกเป็นฟองอากาศ  

          “พี่ลีโอน่า ยินดีต้อนรับกลับ”

          นารีเปิดประตูให้พวกลีโอน่า นารีและเรไรพึ่งตื่นตอนลีโอน่าออกไปข้างนอก ดวงดาวน้อยและปักษาน้อยอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนชุด นารีสวมอาภรณ์แขนยาว กระโปรงยาวเช่นเดิม ส่วนที่ผิดจากเดิมคือลวดลายและสีสันเข้มขรึม แลภูมิฐาน มีปัญญาหลักแหลมดั่งบัณฑิต ดวงตากลมใสสีเขียวเกล็ดพญานาคอบอวบด้วยความลึกล้ำเฉกเช่นก้นสมุทร มีความอ่อนโยนสามส่วน นางแต่งตัวเช่นนี้เพื่อให้เด็กๆเคารพและเพื่อมิให้เด็กรบกวนนาง ใช้ความเป็นผู้ใหญ่ขับไล่เบาๆหวังว่าแผนนี้จักได้ผล ส่วนเรไรแต่งชุดเดรส กระโปรงลูกไม้ หัวไหล่เปิดโชว์ผิวขาวไข่มุก แขนเสื้อยาวจรดฝ่ามือ นางสวมที่คาดผมสีน้ำเงินครามไว้กักผมมิให้ลู่ต่ำปิดบังดวงตาใสบริสุทธิ์  

          เรไรเริ่มร้อน นางคิดว่าหากอยู่เมืองแบลดแอน์อีกสิบวันเสื้อผ้าที่นางสวมต้องลดจำนวนชิ้นลงเรื่อยๆแน่แท้ สุดแล้วอาจเหลือเพียงชุดชั้นในตัวเบาวาบหวิว

          “เมรัยยังมิตื่นหรือ”ลีโอน่าวางตะกร้าบนโต๊ะพลางโพล่งถามนารี ดวงดาวน้อยถอนหายใจ มิต้องตอบเป็นคำพูด ลีโอน่าก็เข้าใจ

          “ฮึ นอนเหมือนหมูมิยอมลุกเสียที”เรไรรับหน้าที่ปลุกเมรัย กระนั้นนางเขย่าๆแอบลูบไล้ แอบดึงแก้ม แอบลักจูบ ทำเช่นไรเมรัยก็นอนนิ่ง สีหน้าเปี่ยมสุข จนเรไรเห็นแล้วหมั้นไส้ยิ่งนัก กระนั้นมิอยากรบกวนเวลาอีกฝ่ายฝันดี เรไรจึงยกธงขาวยอมแพ้ นางมองค้อนให้หนึ่งที และก่อนลงมา ก็ลักจูบอีกฝ่ายอช่างชำนาญ

          “พวกหนูอยากไปชมเมืองหรือ เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าปลุกเมรัยให้จ๊ะ”

          แคโรไลน์ออกจากห้องครัวพร้อมหม้อซุปเนื้อ นางแว่วยินพวกนารีคุยกันจึงเสนอตัวช่วยเหลือ แม่วัวสาวมีวิธีปลุกเมรัย ทุกคนต่างอยากรู้ว่าวิธีนั้นต้องทำเช่นไร แต่แคโรไลน์ยกนิ้วแนบปาก เจตนามิเปิดเผยความลับนี้ให้ใครฟัง เพราะมันคือวิธีรับมือเมรัยเฉพาะแคโรไลน์เท่านั้น คนอื่นห้ามลอง

          หญิงสาวเดินอุ้มอกอวบขึ้นบันได ไม่นาน เมรัยก็กลิ้งไถลตกบันไดลงทีละชั้น ตุบ ตุบ ตุบ

          “อิไต…”

          สภาพสีหน้าแววตาหมอผีน้อยมีแววเจ็บปวดรวดร้าว เหงื่อกาฬไหลแตกพลั่ง นัยน์ตาเลือนลายด้วยทรมานแสนสาหัสปานพึ่งถูกจับย่างไฟ “เป็นอันใดหรือไม่”นารีถามด้วยความห่วงใย เมรัยส่ายข้อมืออย่างอ่อนแรง “ม ไม่เป็นไร”นางจับเสาระเบียงบันไดพยุงตัว แต่ตอนก้าวเท้ากลับเข่าทรุดทันที

          “เมรัย..”นารีจักยื่นมือช่วยเหลือ แต่เมรัยร้องอย่าๆ ห้ามสหายแตะตัว

          “ห้ามจับนะ!”

          “อาเร๊ะ”

          “ย อย่าจับ”เมรัยสีหน้าแตกตื่นผวา นางพยายามลุกอีกครั้ง แต่เข่าพลันทรุดพับลงทันใด เมรัยรู้สึกแสบยิ่งนัก ขานางอ่อนระทวยปานพึ่งวิ่งอ้อมเมือง หมอผีน้อยสูดหายใจ ขนทุกเส้นลุกพรึบเมื่อเสียงแคโรไลน์ดังจากข้างหลัง “ม่า-เมรัยละก็”แม่วัวสาวยิ้มหวานเยิ้ม มือตบอกเบาๆท่วงท่ากลัดกลุ้มใจกับเมรัยเด็กดื้อ หมอผีน้อยอยากกรีดร้องให้ลั่นเมือง แต่กลัวสีหน้าจึงหุบปาก นางนั่งแปะพื้น ตัวสั่นระริก จำใจปล่อยให้แคโรไลน์อุ้มตนซุกอก ภาพเหมือนคุณแม่มารับลูกสาว “ประเดี๋ยวข้าพาเมรัยไปอาบน้ำ ทุกคนนั่งรอที่ห้องอาหารก่อนนะจ๊ะ วันนี้มีเมนูพิเศษ”

          “เรไร…”ก่อนสหายสาวจักจากไป เมรัยเอ่ยเตือนเรไร “คราวหลังจักปลุกข้ามิต้องลักจูบหรอกนะ…ลากข้าลงจากเตียงเถอะ..”

          อย่าให้พี่แคโรไลน์ปลุกข้าอีกนะ เมรัยอ้อนวอนนารีและเรไรทั้งน้ำตา นารีเพียงระบายยิ้มร่า รู้สึกสะใจในความทุกข์ของเมรัย

          “เมรัยคนบ้า..”เรไรพึมพำเสียงแค้นเคือง มือกำหมัดบิดกระโปรง สีหน้าแดงชมพูราวลูกท้อ ถ้ารู้ว่านางจูบแล้วยังนอนต่อ ก็โดนพี่แคโรไลน์จับไปเชือดเถอะ ฮึ

          ทุกคนรับประทานมื้อเช้าหลังเมรัยและแคโรไลน์มาถึงห้องอาหาร เจ้าพวกตัวยุ่งนั่งบนเก้าอี้พร้อมทานมื้อเช้าแสนอร่อย วันนี้แคโรไลน์ทำซุปเนื้อรสพิเศษ ซึ่งนางปลุกแต่งรสชาติเฉพาะตัวให้หวานหอม กรุ่นไอรักเช่นนี้ก็ยามมีงานเลี้ยงเท่านั้น ที่นางทำวันนี้เพราะพวกเมรัยมาเยี่ยม แคโรไลน์จึงปลุกรสพิเศษต้อนรับเมรัย นารี เรไร และลีโอน่า

          รสชาติซุปเนื้อที่มิรู้ว่าใช้สิ่งใดปลุกแต่ง ลีโอน่าให้สงสัย แต่มิกล้าถามแคโรไลน์ นางคาดว่าตนจักตกใจคำตอบ

          “เมรัยทานเยอะนะเรา มีอีกเยอะ”

          “ค ค่ะ”เมรัยนั่งข้างแคโรไลน์และนารี หมอผีน้อยหน้าเจื่อนมือถือช้อนค้างชะงัก นางรีบกระถบถอยหนีแคโรไลน์ทันใด สีหน้าแลหวาดกลัวเจ็ดส่วน นารีรับรู้ความกลัวสหายรักอย่างชัดเจน นางส่ายหน้าพลางตักชิ้นเห็ดแตะปากทานเงียบๆ มุมปากลอบยิ้มน้อยๆอย่างมิให้ใครสังเกต เรไรยามทานซุปครั้งแรกสีหน้าแตกตื่น ตกกะใจรสชาตินุ่มลิ้น นางมิเคยทานอาหารชนิดใดแล้วรู้สึกนุ่มลื่น อร่อยจนใจละลายเช่นนี้ ปักษาน้อยยิ้มแก้มบาน ลงมือทานเยอะกว่าใคร นางทานหมดชามแรกกก็ขอแคโรไลน์เพิ่ม เรไรทานจนซุปหมดหม้อ

          ปักษาน้อยขมวดคิ้วอย่างมิพอใจ นางมองความว่างเปล่าในหม้อซุบ ใคร่อยากเลียยิ่งนัก

          “ยังมีขนมปังและแยมผลไม้นะจ๊ะ”แคโรไลน์ลูบหัวเรไรด้วยความสงสาร หากรู้แต่แรกว่าปักษาน้อยทานเยอะเช่นนี้ นางควรทำเผื่อไว้มากกว่าปกติ  

          เรไรพยักหน้าเชื่อฟัง นางเก็บความอายไว้ในกระเป๋าและนั่งแทะขนมปังไปพลาง ดื่มนมไปพลาง

          “เฮ้อ มิรู้จักหายเจ็บเมื่อไหร่”

          เมรัยลูบก้นด้วยความรู้สึกปวดร้อน นารีช่วยสหายสาวบีบนวด แต่เมรัยหดขาถอยหนีก่อนมือสหายรักจะแตะ นารีให้โมโหทันใด “ข้าลูบมิได้หรือ”ปกติเมรัยชอบกอดจักตาย แค่ลูบนิดหน่อยทำเป็นเล่นตัวปฏิเสธ เมรัยส่ายหน้าระรัว กระซิบหูสหายรัก “อย่าพึ่งแตะตัวข้ายามนี้นะ”

          หมอผีน้อยเล่าเรื่องเมื่อตอนเช้าให้นารีฟัง บอกว่าเห็นพี่แคโรไลน์สวยสง่าเหมือนนางโลม แลเป็นนางฟ้าน้ำนมเช่นนี้ แต่วิธีการที่นางใช้ยามมีปัญหา หรือยามผู้ชายมาจีบน่ะ เป็นวิธีรุนแรง..แรงมาก

          “พี่แคโรไลน์ตีก้นเจ้าหรือ ก็สมควร”นารีดัดเสียงสูง ตอบน่าตาย ดวงตาแง่งอน

          เมรัยทำนิ้วกากระบาท สีหน้าบ่งบอกว่า ใช่ตีก้นที่ไหน หนักกว่าอีก

          นารีเลิกคิ้วล้อเลียน เพราะนางมิเชื่อคำพูดทำให้เมรัยโกรธบ้าง หมอผีน้อยกระตุกแขนเสื้อสหายรักพลันกระซิบกระซาบเสียงเบาหวิว “อย่างไรนะ!”นารีฟังจบก็ตกใจโดยพลัน นางเบิกตากว้างหน้าซีดเผือก เมรัยยิ้มเยาะ “อืม ทีหลังเจ้าอย่าดื้อดีกว่า”

          เมรัยปั้นสีหน้าอึมครึมราวฟ้ามีฝน ไร้แววล้อเล่น นารีเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง กระนั้นสภาพเมรัยตอนเช้าถือเป็นหลักฐานยืนยัน ส่วนล่างสะดือจรดเท้าแถบหัก ขาก้าวเดินไม่ได้ ย่องหน่อยก็เข่าพับ อาการเช่นนี้บอกถึงความจริงหกส่วน “เจ้าเอาไปขู่เรไรด้วย บอกให้อย่าเชื่อพี่แคโรไลน์มากนัก ประเดี๋ยวโดนหลอกจับไปขาย”เมรัยส่งสัญญาณให้นารีหันมองเรไรที่นั่งทานขนมปังสีหน้าเปี่ยมสุข มีดอกไม้เบ่งบานรอบตัว ขาแกว่งกระหวัด ท่าทางเหมือนเด็กไร้เดียงสามิรู้กลลวงผู้ใหญ่

          “ข้าจักบอกนาง”

          “ดีมาก ว่าง่ายๆโตไวๆ”เมรัยยิ้มโล่งอกมือลูบหัวนารี พลันนางลืมตัวแตะต้องผู้อื่น “อ๊ะ”เมรัยตัวสั่นเทิ้มชักมือกลับทันควัน นารีเห็นแล้วยิ้มแห้งแล้ง รู้สึกทึ้งในพลังมาโฮพี่แคโรไลน์

          กระตุ้นสัมผัสรับรู้หรือ อือ น่ากลัวจัง

“พี่ลีโอน่าอยากไปในเมืองหรือไม่”เมรัยสบโอกาสถามลีโอน่า หลังหญิงสาวช่วยแคโรไลน์เก็บกวาดทำความสะอาด ล้างจาน เช็ดพื้น นักไวโอลินสาวนั่งลงใกล้พวกเมรัย มือกุมแก้วกาแฟลาเต้ ควันขาวลอยฟุ้ง ลีโอน่าสูดกลิ่นหอมพลางตอบเมรัยด้วยโทนเสียงเสียดายสามส่วน “พี่แคโรไลน์บอกว่าพวกเราไม่สามารถเข้าชมงานแสดงยามเช้า”

ขณะที่ลีโอน่าช่วยแคโรไลน์ล้างจาน แม่วัวสาวก็เล่าข่าวในเมืองแบลดแอน์ให้ฟัง จุดเริ่มต้นของงานแสดงเกิดขึ้นเพราะ ในวันหนึ่งมีดวงดาวตกนับร้อยตกร่วงหล่นสู่โลกมนุษย์ มีดวงดาวจำนวนมากถึงสิบห้าดวงตกใกล้บริเวณเขตเมืองแบลดแอน์ นอกกำแพง ในกำแพง บนภูเขา และในแม่น้ำ เจ้าเมืองแบลดแอน์สั่งระดมคนค้นหาดวงดาว โดยตั้งค่าตอบแทนเป็นเงินรางวัลมหาศาล มีนักผจญภัยและนักล่าสมบัติจำนวนมากรับงาน พวกเขาเสาะหาดาวตกใกล้ๆเมืองและนำมามอบให้เจ้าเมืองทั้งหมด เก้าดวง ส่วนดาวตกที่เหลือโดนขโมยและแย่งชิงไปตามความโลภไร้ที่สิ้นสุด

เจ้าเมืองมิเสียใจกับการสูญเสียดาวตกที่เหลือ ท่านดีใจด้วยซ้ำที่เก็บมันได้ถึงเก้าดวง เรียกว่าจำนวนไม่น้อยสำหรับคนคนหนึ่ง ท่านขอพรกับดาวตกทั้งเก้า คำขอพรบางอย่างดาวตกมิอาจทำให้ได้ กระนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ดาวตกทำให้เป็นจริง คือการชุบชีวิตเครื่องเสียง หรือทำให้เครื่องดนตรีในตำนานบรรเลงเพลงอีกครั้ง

เครื่องดนตรีมากมายในคลังสะสมเมืองแบลดแอน์ต่างหมดอายุขัย มิสามารถส่งเสียง พรวิเศษของดาวตกทำให้พวกมันสามารถขับร้องและเปล่งเสียงอีกครั้ง ในจำนวนสิบเครื่องดนตรี มีไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลเป็นที่น่าจับตามองมากที่สุด เนื่องด้วยชื่อเสียงและเรื่องเล่าของมันดึงดูดผู้คนไม่น้อย

เครื่องดนตรีทุกชิ้นจักมีเสียงอีกครั้งเมื่อพบกับผู้ถูกเลือก คนแห่งโชคชะตา ผู้มีวาสนาเหมาะสมกับเครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีทุกชิ้นเจอผู้เหมาะสมด้วยพรวิเศษ นอกจากไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลที่ไม่ปรากฏตัวผู้ถูกเลือกเสียที เจ้าเมืองกลุ้มใจยิ่งนัก จึงนำมันไปจัดวางแสดงที่โรงละครควีนแอน์ รอให้นักดนตรีจากทุกมุมโลกมาหามัน เผื่อมีใครสักคนถูกเครื่องดนตรีเลือก กระนั้นนักดนตรีนับพัน ไม่มีใครสามารถทำให้ไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลตอบรับ เจ้าเมืองเชื่อมั่นในคำสัญญาของดาวตก ท่านเฝ้ารอคืนแล้วคืนเล่า ผ่านไปสองสัปดาห์ ปาฏิหาริย์พลันบังเกิด

ไวโอลินโครงสีขาวโพนดุจปุยหิมะแห่งเทือกเขาเหมันต์เปล่งแสงมาโฮภายในกำแพงกระจงใส ไอพลังวิเศษแตกซ่านเป็นริ้วคลื่นแพรวพราว เจ้าเมืองที่นั่งเฝ้ารอดูในคืนนั้นตกตะลึงจนเนื้อตัวสั้น ในที่สุดผู้มีวาสนาก็ปรากฏกาย

ทว่าไม่มีใคร ในห้องจัดแสดงเครื่องดนตรี ปราศจากผู้ใด เจ้าเมืองสับสน ในห้องไม่มีนักดนตรีสักคนนอกจากท่าน และท่านเองก็นั่งเฉยๆมิได้เล่นดนตรีแต่อย่างใด เหตุใดไวโอลิตค่ำคืนแห่งรัตติกาลถึงเปล่งแสงขานรับผู้ถูกเลือก ใครคือผู้ถูกเลือกยังเป็นปริศนาลี้ลับ กระนั้นต้องเป็นใครสักคนในเมือง นักดนตรีสักคนที่เล่นบทเพลงแล้วทำให้ไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลขานรับ

ความกดดันและความกังวลของเจ้าเมืองลดลงอย่างมาก ท่านรู้แล้วว่าคนที่ต้องการอยู่ที่บ้านแบลดแอน์ เพียงแต่ต้องรอสักหน่อย รอให้เขามาหาเครื่องดนตรีวิเศษ

“ไวโอลินขานรับเสียงผู้เล่น กระนั้นยังไม่รู้ว่าคือใคร”ลีโอน่าจิบลาเต้ร้อน พลางเล่าให้ฟังต่อ

เจ้าเมืองขยายขอบเขตการรับชมยิ่งขึ้น ปกติใครอยากชมเครื่องดนตรีต้องจ่ายเงินค่าเข้าชมราคาสูงลิ่ว ซึ่งมีแต่ลูกคุณหนูคุณชายเท่านั้นถึงมีสิทธิ์เห็นเครื่องดนตรีในตำนาน ผู้อื่นไม่มีโอกาส ท่านเปลี่ยนเป็นยามเช้าหากอยากเข้าชมต้องจ่ายเงิน ส่วนยามกลางคืนจะเปิดให้ทุกคนเข้าชมอย่างอิสระ ไม่คิดเงิน ทั้งนี้ก็เพื่อจัดการจำนวนนักท่องเที่ยง และหัวขโมย

การทำเช่นนี้ทำให้มีโอกาสเสาะหาผู้ถูกเลือกมากขึ้นหลายเท่า กระนั้นยังคงไร้วี่แววคนผู้นั้น เจ้าเมืองไม่รีบร้อน เฝ้ารอต่อไป โดยในแต่ละวันจัดมีงานจัดแสดงดนตรีอย่างสนุกสนาม เชิญนักดนตรีจากทุกสารทิศมาสร้างสรรค์ความสนุกสนาม กลายเป็นงานฉลองในชื่อ งานฉลองการฟื้นคืนเสียงตำนาน

ทุกเช้าเย็น มีการแสดงในโรงละครควีนแอน์ โดยนักดนตรีฝีมือฉกาจ รวยชื่อเสียง โด่งดัง และมากประสบการณ์

“พี่แคโรไลน์บอกว่างานจักดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าจักหาคนที่ไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลเลือก”

เพราะไม่อาจปล่อยให้เครื่องดนตรีแสนสำคัญนี้รู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยวไร้ผู้เล่น เจ้าเมืองจึงต้องพยายามเสาะหาผู้ที่มันเลือกให้เจอ เครื่องดนตรีชิ้นอื่นต่างเฝ้ารอคอยเช่นกัน รอให้เพื่อนของพวกมันมีคนหยิบไปเล่น…

--

กาลครั้งหนึ่งในยุคที่ศิลปะ ดนตรี จิตกรและนักกวีรุ่งโรจน์ถึงจุดสูงสุด ณ กาลเวลาที่เสียงเพรียกขับร้องกังวานกึกก้อง ทรงพลัง เกรียงไกร และนุ่มนวล ผู้คนเติบโตพร้อมบทเพลง ภาพวาด นิทาน และกลอนสุภาพ ทุกศิลปะศาสตร์หยั่งรากในหัวใจ สายเลือด และวิญญาณ มนุษย์ มังกร ปักษา และเผ่าป่าพันธุ์ลูกผสม พวกเขาสามัคคีร่วมใจกันอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข กาลยุคสมัยที่ทุกสรรพชีวิตมีความสุข มีอิสระ มีอนาคต และความรักใสสะอาด  

          ตำนานอันไกลพ้นมีชายผู้หนึ่งนามว่า แกนนอน เขาเป็นมนุษย์ธรรมดา สมัยเด็กรักการเรียนรู้ วัยหนุ่มวิ่งไล่ตามความฝันอย่างมิละลด และพอเขาอายุเจ็ดสิบปี ความฝันเขากลายเป็นจริง เขาสร้างตำนานและจารึกนามของตนในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดกาล ในโลกแห่งสรรพเสียงมีค่าไพรศาล มิมีใครไม่รู้จักชื่อแกนนอน ช่างซ่อมเครื่องดนตรี ผู้สร้างเครื่องดนตรีนับร้อยซึ่งแต่ละชิ้นล้วนสร้างสรรค์เสียงอันไพเราะ และเล่าขานตำนานอันเปี่ยมด้วยความรู้สึกนับพันประการ

          ก่อนวาระสุดท้ายมาถึง เขาได้สร้างเครื่องดนตรี ไวโอลินสามตัว นั้นคือซีรีย์สุริยัน

          ไวโอลินตะวันแห่ง[นภาไร้ดวงดาว] ราชา ผิวสีดำล้วน

          ไวโอลินค่ำคืนแห่ง[รัตติกาล] ราชินี ผิวสีขาวบริสุทธิ์

          ไวโอลินพลบค่ำแห่งการ[อำลา] ราชัน ผิวสีน้ำตาลเงางาม

          เครื่องดนตรีชุดสุดท้าย พวกมันทั้งสามสร้างสรรค์ทำนองร่วมกันส่งเสียงอำลาผู้สร้าง ราชาแห่งเสียงเสนาะทรงอนุภาพ ไพเราะประหนึ่งเสียงร้องปักษาสวรรค์ทำให้พวกมันสร้างชื่อเสียงลือลั่นยิ่งกว่าเครื่องดนตรีใด

          กาลเวลาล่วงเลยถึงปัจจุบัน ณ เมืองแบลดแอน์ ยามราตรีกาล ลีโอน่าสวมภูษาแขนยาวและสวมกระโปรงสีแดงชมพูสั้นถึงหัวเข่า ถุงน่องสีดำยาวสวมปกปิดเรียวขาขาวผ่องราวผิวทารก ผ้าพันคอผืนโปรดสวมไว้ปกปิดรอยยิ้มน้อยๆและช่วยเพิ่มความอบอุ่น ดวงตาสีแดงทับทิมปิดลงข้างหนึ่ง หญิงสาวยืนส่องตนเองในกระจงร้านขายรองเท้า เงาสะท้อนคือตัวลีโอน่าที่มีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื้นเต้นดีใจ แม้พยายามปิดซ่อนไว้ด้วยสีหน้าเฉยเมย กระนั้นแววตายากเก็บง่ำความรู้สึกแท้จริง

          มือลูบเรือนผมจัดให้เข้าทรง กระนั้นยังมีปอยผมหนึ่งชี้ล่อเป้าราวเสาหอคอยประภาคารที่ตั้งตระหง่านส่องแสงนำทางเรือประมง

          กระดิกดุ๊กดิ๊กจนหญิงสาวถอนหายใจปลงตก

          “พี่ลีโอน่ารอนานหรือไม่”

          “ไม่เลย”นักไวโอลินสาวส่งยิ้มให้พวกเมรัย เพราะก่อนออกจากบ้านเด็กกำพร้า เรไรมิได้เข้าห้องน้ำ พอทุกๆคนเดินผ่านสะพานข้ามแม่น้ำปักษาน้อยแลเห็นน้ำสีน้ำเงินเข้มจึงเกิดอาการปวดเบา เมรัยและนารีจึงต้องอุ้มสหายรักไปทำธุระหลังพงไม้ ปล่อยให้ลีโอน่ายืนคอยหน้าร้านขายรองเท้า หญิงสาวมิคิดมาก นางยินดีรอพวกเมรัย และคราวทุกคนพร้อม การเดินทางสู่โรงละครควีนแอน์จึงเริ่มขึ้น

          ที่พักพวกเมรัยอยู่ห่างโรงละครควีนแอน์ไกลเกือบเรียกว่าอยู่คนละฟาก เพราะบ้านเด็กกำพร้าอยู่ในเขตใต้ด้านทิศตะวันตก ส่วนโรงควีนแอน์เป็นที่ทราบกันว่าอยู่ทางตะวันออก จึงต้องใช้เวลาเดินราวๆหนึ่งถึงสองชั่งโมง ความจริงการเดินจากฟากตะวันตกไปฟากตะวันออกมิใช่เรื่องยาก เพราะมีรถม้าโดยสารคอยรับผู้โดยสารตลอดเวลา ณ จุดรอรถ กระนั้นเนื่องด้วยกลางวันมีนักท่องเที่ยวมากมาย กลางคืนก็มีมากมิแพ้กันจึงทำให้รถม้าทุกคันแน่นขนัด ลีโอน่ามิชอบเบียดเสียดกับผู้อื่น นางจึงลองเสนอความคิดให้คอยๆเดินไป เดินชมทิวทัศน์ความงามเมืองแบลดแอน์ยามไร้แสงตะวัน บนถนนเส้นสำคัญ พวกเมรัยมิมีใครขัดค้าน ไม่เชิงว่าไม่ เพราะความจริงเมรัยโพล่งปากค้านคนแรกด้วยซ้ำ เนื่องด้วยนางขี้คร้านเดิน อยากกลิ้งมากกว่า นางมิอยากนั่งรกม้าหรอก หมอผีน้อยอยากให้ตนเองแวบไปโผล่ที่โรงละครเลยมากกว่า ถ้าทำได้

          แต่ด้วยเสียงข้างมาก และแรงบีบบังคับของนารี เมรัยจึงกัดฟัน แสร้งปั้นหน้าน้อยใจ

          “เมรัยมิชอบเดินหรือ”

          ลีโอน่าถามด้วยความสงสัย นางพอรู้นิสัยเมรัยระดับหนึ่ง รู้ว่าหมอผีน้อยขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนหมู

          “เปล่าเลยพี่ลีโอน่า ข้าชอบเดิน ยิ่งในวันที่กลางคืนมีดวงดาวส่องริบหรี่บนท้องฟ้า”

          สมัยก่อนเมรัยชอบเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ณ เมืองที่นางอาศัย ท้องฟ้ายามกลางคืนมิคอยปรากฏดวงดาวให้แลมากนัก มันมืดสนิท และถูกแสงสว่างของเมืองลบเลือนหายไป เหล่าดวงดาวที่ในอดีตเคยส่องสว่าง แลเห็นเป็นเส้นทางช้างเผือกระยิบระยับ กระนั้นในยุคของเมรัย ในเมืองของหมอผีน้อย ทุกค่ำคืนนางต้องถอนหายใจ และคาดหวังว่าสักวัน ท้องฟ้าที่นางมองจะมีดวงดาวนับล้านอีกครั้งดั่งเช่นท้องฟ้าในยุคที่ไดโนเสาร์ปกครองแผ่นดิน

          และตอนนี้ นางสามารถเห็นท้องฟ้าที่มีดาวเต็มผืนแล้ว

          “ยิ่งตอนนี้มีดวงดาวเดินข้างๆด้วย”

          เมรัยตบบ่านารี สหายรักส่งค้อนให้ ทั้งกลุ่มเดินข้ามสะพาน เดินผ่านอุทยาน สถานที่เปลี่ยน เสียงดนตรีก็เปลี่ยนแปลง ลีโอน่าเงี่ยหูฟังทำนองต่างๆที่ราวกับเส้นทางชีวิตของนางที่ทุกครั้งที่ก้าวเท้าไปข้างหน้า เสียงที่ได้ยินจักบังเกิดขึ้นในรูปแบบใหม่ที่มิเคยซ้ำซาก ฤดูร้อนมีเสียงร้อนผ่าว สนุกสนาม แม้บางครั้งมีพายุฝนเทกระหน่ำ ฤดูหนาวช่างหนาวเหน็บ กระนั้นเสียงพายุหิมะก็ดังขรมปัดเป่าความเงียบเหงา ฤดูฝนไม่เคยวังเวง เพราะทุกวันมีหยดน้ำฝนเทโปรยปราย ส่งเสียงร่ำร้องและชำระล้างซึ่งความทุกข์โศกจากผืนปฐพี  

          มนุษย์ธรรมดามิมีใครสนใจฟังเสียงดนตรีมากกว่าที่พวกเขาอยากฟังในเวลาที่ต้องการ กระนั้นสำหรับลีโอน่า นางเป็นนักเดินทาง และที่สำคัญกว่านั้นนางคือนักดนตรี เสียงคือชีวิตของนาง หากขาดมันนางก็ตาย ดับสลายเพราะมิอาจเล่นหรือได้ยิน นางยึดติดชีวิต หัวใจร่วมเป็นหนึ่งกับดนตรี มีเป้าหมาย มีกิจวัตรอยู่กับมันจนมิอาจแยกจากกัน นางมีความสุขคราวได้ทำตามใจปรารถนา แม้บางครั้งจะเหงานิดหน่อย แต่พอหยุดนิ่งและสดับฟังเสียง นางก็สามารถยิ้มแย้มได้อีกครั้ง

          รอยยิ้มกว้างขึ้นเสมือนโลกกว้างใหญ่เรื่อยๆมิมีรู้จบ ประหนึ่งพื้นที่สีดำที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นพี่สีขาว แดง ฟ้า ระบายด้วยสีสันมากมายราวรุ้งกินน้ำ

          สิ้นเสียงร้องผสานของนักเรียนสาวกปักษาแห่งเสียงเพลงในวิหารบูชา ลีโอน่าลืมตา นางยิ้มละไม หัวใจผ่องโต “พี่ลีโอน่าระวัง” นารีกรีดร้องห้าม แต่มิทันหยุดหญิงสาว ลีโอน่าเบิกตากว้างหันมองนารี พลันนางเดินเอาหัวชนเสาไฟดังโครม “โอ๊ย”นักไวโอลินสาวตกใจพลันกลับสู่โลกความเป็นจริง พร้อมรับความเจ็บปวดที่หน้าผากอย่างขัดเขิน

          ทุกคนรอบด้านหันมองลีโอน่าเป็นตาเดียว หญิงสาวหัวเราะแห้ง ยิ้มโง่งม มือนวดขมับพลางรีบสอยเท้าหนี

          “ถ้าเมื่อครู่เจ้ามิทักพี่ลีโอน่า พี่เขามิเอาหัวไปทักทายเสาไฟหรอก”

          เมรัยยักยิ้มกอดอก นารีหรี่ตายื่นมือเขกหัวเมรัยหนึ่งทีเป็นการระบาย เรไรยืนใช้มือลูบหน้าผากลีโอน่า ใช้พลังมาโฮทำให้ความเจ็บปวดทุเลา ทั้งกลุ่มมาถึงโรงละครควีนแอน์ ผู้คนจำนวนมากนับราวๆสี่ร้อยคน บรรยากาศคลึงครื้นมีเสียงเปียโน กลอง ฟรูตแววดังตลอดยาม ลีโอน่ายืนนิ่งราวรูปสลักข้างริมถนน บริเวณหน้าโรงละคร พื้นปูแผ่นอิฐกว้างใหญ่ไพรศาลลานสนามฝึกทหาร โคมไฟมีเปลวเพลิงส่องไสว สายลมฤดูฝนพัดเป็นระยะ นักไวโอลินสาวยกนิ้วเกี่ยวผมให้ลู่ลงซ่อนรอยแดงเหนือคิ้วเรียวยาว นางคลายผ้าพันคอให้หลวมๆเผยให้เห็นใบหน้าส่วนล่าง และรอยยิ้มนุ่มนวล

          “ไม่ค่อยมีคนเลยนะ”

          “อืม”

          เรไรเหลียวซ้ายแลขวา ปักษาน้อยคิดว่าจะมีคนเยอะกว่านี้เสียอีก ภาพสะท้อนในดวงตาใสปรากฏเงาคน แลเห็นความว่างเปล่าในบางจุด อาทิ ใต้ต้นไม้ สนามหญ้า บนทางเดินไม่มีรถม้าแล่นผ่าน เรไรได้รับคำตอบจากลีโอน่า หญิงสาวกล่าวว่าเพราะงานเริ่มจัดตั้งแต่เดือนก่อน ทำให้ผู้คนส่วนมากมาชมเครื่องดนตรีแล้ว อย่างชาวเมืองแบลดแอน์ก็มิคอยเห็นยืนที่นี้มากนัก ที่พบว่าเดินสัญจรคือนักท่องเที่ยว นักกวี และนักประพันธ์ มีเด็กและคนแก่ด้วย กระนั้นมีเพียงสามส่วน ล้วนมิใช่คนพื้นเมือง

          พอถึงเวลานอนผู้คนยิ่งทวีลดลง ซึ่งก็ใกล้ถึงแล้ว

          เรไรผงกหัวเข้าใจโดยพลัน นางถามต่อว่าพวกตนสามารถเข้าชมได้จริงหรือ ลีโอน่าลูบหัวเรไรและตอบอย่างมั่นใจสิบส่วน หญิงสาวชอบใช้การกระทำแสดงเจตนามากกว่าคำพูดปากเปล่า นางนำทั้งกลุ่มเดินขึ้นบันไดโรงละครควีนแอน์ ณ ลานด้านหน้าโรงละครมีประตูสามบาน สองบานเล็กเปิดให้ผู้คนธรรมดาเข้า อีกหนึ่งบานใหญ่เป็นประตูต้อนรับแขกเหรื่อสูงศักดิ์ ทางปูพรมแดงหรูร่าโออ่า ยาวลากลงจรดพื้นด้านล่างโรงละคร

          พวกลีโอน่าต้องต่อแถวรอให้ทหารตรวจเช็ดร่างกาย พวกสาวๆยืนรวมกับกลุ่มคนอื่นๆด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เพราะการตรวจมีความละเอียดถี่ถ้วน มิยอมให้ใครพกอาวุธหรือวัตถุอันตรายเข้าโรงละคร นักดาบ นักรบ คนที่มีอาวุธต่างทำหน้าลำบากใจ เนื่องด้วยพวกเขาต้องส่งมอบอาวุธให้ทหาร เช่นนั้นถึงมีสิทธิ์เข้าโรงละคร ดาบของนักรบเปรียบเหมือนอีกครึ่งชีวิตพวกเขา มิอาจแยกห่างกัน ยิ่งมิอาจยอมให้ผู้ใดนำไปเก็บรักษา พวกนักดาบและนักรบต่างผิดหวัง พวกเขายอมจากไป มากกว่ายอมพลัดจากดาบคู่กาย

          “เรไรมิพกอาวุธใช่หรือไม่”เมรัยใช้ศอกถากแขนเรไร ปักษาน้อยหรี่ตาปัดแขนหมอผีน้อย “ไม่มี”

          “พี่ลีโอน่าเอามีดที่ซ่อนไว้ ฝากไว้กับนารีก่อนก็ได้นะคะ”

          “…”ลีโอน่าเบิกตากว้าง ส่ายหัวปฏิเสธบอกว่า ตนไม่มีมีดที่เมรัยกล่าวอ้าง

          กลุ่มคนแต่ละกลุ่มมีจำนวนสมาชิกประมาณสองถึงสามคน แต่ใช้เวลาตรวจนานพอสงควร ชั่วขณะที่ความโกรธของเมรัยใกล้ระเบิดและลงไปดิ้นคลุกๆ นางพลันแววยินเสียงม้าร้อง พร้อมด้วยมองเห็นการปรากฏของรถม้าหรูวิ่งทะยานตัดผ่านความมืด และแสงเสาไฟ รถม้าสีแดงกุหลาบ ดำเขม่า และมีธงสีทองปักบ่งบอกถึงว่านั้นคือรถม้าของตระกูลใด

          รถม้าวิ่งพลางลดความเร็วลง กระทั่งจอดสนิทตรงหน้าพรมแดง

          คนขับวางเชือกและก้าวลงจากที่นั่ง เดินมาเปิดประตูให้ผู้โดยสารด้วยกิริยานอบน้อม พลันประตูแง้มเปิดให้กลุ่มสตรีลูกคุณหนูเยื้องย่าง

          ในบรรดาสตรีสามนาง มีคนหนึ่งสวยสดงดงามราวเจ้าหญิงจากเทพนิยาย ร่างกายสัดส่วนอรชรอ้อนแอ้นแลวิจิตรราวภาพวาด เรือนผมลอนยาวสีเหลืองนวลมีน้ำหนัก พลิ้วไหวเบาๆดุจคลื่นน้ำทะเลซัดกระทบชายหาด ดวงตานกกระเรียนเรียวยาวสีฟ้านภาครามดุจท้องนภาฤดูร้อนมีแสงแดดโอบอุ้มภายในจางๆ ชุดราตรีสีน้ำเงินมอครามผสมฟ้าน้ำไหลขับให้นางเปล่งประกายราวเพชรเม็ดเอกในงานเต้นรำ สิ่งที่ดำรงเหนือความงามของสายเลือดคือออร่ามาโฮระยับ และปราณสงบนิ่งเย็นชา ความสูงส่งราวเจ้าหญิงฉายชัดข่มให้ทุกผู้ต้องชมโฉมด้วยความลุ่มหลง

          สีหน้านางประดับความเฉยเมยเจ็ดส่วน กระนั้นกลับยิ่งทำให้นางแลงดงามยิ่งกว่าสตรีใด แม้แต่เหล่าสกุณา มัจฉายังมิกล้าเหลียวพินิจความงามเลิศหล้า

          ดวงจันทร์ต้องหลบหน้ามิกล้าประลอง ดวงตะวันต้องยิ้มรับพึ่งพอใจในความงามเล่อค่าเยี่ยงงานศิลป์

          สตรีนางนี้อาจเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในสายตาลีโอน่า หากนักไวโอลินสาวมิเคยเจอแคไรไลน์

          “นางเป็นใครน่ะ”เมรัยมองจนตาค้าง ปากอ้าพะงาบด้วยความตะลึงเช่นคนรอบด้าน นารียอมรับว่าตนเองตกใจเช่นกัน กระนั้นมิมีความรู้สึกใดฉายบนสีหน้าชัดเจน นางไม่เคยคิดว่าบนโลกมีคนงามมากมายเช่นนี้

          “ว้าย ท่านพี่เมเบลดูทุกคนสิค่ะ ช่างเสียมารยาท”

          “..”สตรีอีกนางแม้มิอาจใช้ความสวยเทียบเคียง กระนั้นน้ำเสียงแววตาทรงเสน่ห์มิน้อย คำพูดลอยๆของนางทำให้ทุกคนละอายใจในความสะเพร่าและรู้สึกผิดที่บังอาจจ้องมองเมเบล ต่างคนต่างก้มหน้าเบือนหนี พยายามไม่มองความงามเป็นที่หนึ่งของแคว้นแมรี่

          กลุ่มสตรีผู้สูงศักดิ์เดินด้วยท่วงท่าสง่างามประหนึ่งราชินี ก้าวขึ้นบันไดพลางเดินผ่านเข้าไปในโรงละครทางประตูบานใหญ่ที่เปิดต้อนรับพวกนางด้วยความเคารพ ไม่มีการตรวจสอบ มิมีระวังภัยแต่อย่างใด พวกนางเขาไปชมงานศิลป์ง่ายๆแตกต่างจากกลุ่มคนที่เหลือลิบลับ

          ลีโอน่ายืนนิ่งมองเมเบล หญิงสาวผู้ครอบครองดวงตาหนาวยะเยืองราวดวงตาราชินีน้ำแข็ง เมเบลหลุบม่านตาพลันเหลียวมองลีโอน่าด้วยรับรู้ถึงสายตาสืบเสาะ

          ประหนึ่งเวลาหยุดนิ่ง โลกทั้งใบเหลือแค่เมเบลและลีโอน่า…

สองนักดนตรีสาวสบนัยน์ตาอย่างเปิดเผยซื่อตรง แววตาเฉยเมยแฝงความอบอุ่นสามส่วน ละลานด้วยความรู้สึกลึกล้ำ เรียบง่าย ขัดแย้งและผสมเข้าด้วยกันอย่างมหัศจรรย์ แววตาของลีโอน่าเปี่ยมด้วยพลังที่พร้อมรับมือกับทุกเรื่องราวร้อยพัน ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง แววตาเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้านภาเปี่ยมด้วยความเย็นชาสามส่วน โอหัง ทระนงดุจนักรบในสมรภูมิ เป็นดวงเนตรของนักดนตรีที่ดูมิเหมือนนักดนตรีสักนิด กระนั้นมันก็งดงามราวมณีสวรรค์

          “…”เพียงชั่วพริบตา ลีโอน่าคลี่ยิ้มให้อีกฝ่าย

          เมเบลเลิกคิ้วน้อย พลางชักสายตากลับทำราวมิเห็นรอยยิ้มนั้น

          อยากฟังเสียงดนตรีของนางจัง ลีโอน่าส่ายหน้าได้แต่หวังลมๆแล้งๆ ครั้นถึงตาพวกนางรับการตรวจอาวุธ ใช้เวลาไม่นาน ทหารเปิดทางให้พวกสาวๆด้วยด้วนสีหน้าเข้มขรึม เมรัยพอลับหลังประตู หมอผีน้อยแลบลิ้นล้อเลียนทหารทันที ส่งถ่ายความรู้สึกหมั้นไส้โดยมิให้อีกฝ่ายรับรู้

          “สำรวมหน่อย”นารีกระแอมตักเตือนพฤติกรรมเมรัย เรไรเดินเกาะลีโอน่า พวกนางไม่เคยเที่ยวโรงละคร และเพราะโรงละครใหญ่โต มีห้องโถง ห้องรับแขก ห้องจัดการแสดง ห้องฝึกซ้อม อื่นๆ เดินประเดี๋ยวหนึ่งพวกนางก็หลงทิศ ลีโอน่าพยายามใช้สายตาสำรวจกลุ่มคนอื่น ดูพวกเขาเดินไปทางไหน หากพวกนางเดินตามไปแล้วอาจเจอห้องจัดแสดงเครื่องดนตรี

          “ทางนี้ๆ”นารีขอแผนที่จากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ดังกล่าวมิใช่ทหาร แต่เป็นพนังงานส่วนดูแลโรงละครควีนแอน์ พวกเขามีจิตใจดีงาม และมีใจช่วยเหลือสาวน้อย เขามอบกระดาษแผนที่ให้นารี ทำให้ดวงดาวน้อยสามารถเดินนำทางทุกคนไปถึงห้องเป้าหมาย…

--

อากาศหนาวมีสายลมพัดพาหอบกลิ่นใบชาอบอวล ลีโอน่าเดินหลังท้ายพวกเด็กสาว นางปรายตาแลสวนอุทยานหลังโรงละครพื้นที่สำหรับชนชั้นสูงและขุนนาง บริเวณอุทยานตกแต่งด้วยพรรณไม้นานาชนิดให้ความสวยงามร่มเย็นปานประหนึ่งสวนดอกกล้วยไม้ในพระราชวัง ภายในประกอดด้วยเรือนพักรับรอง ห้องอาหารกลางแจ้ง ลานกิจกรรมปูหญ้าเขียวชอุ่มเอาไว้จัดงานเต้นรำ งานฉลอง และนอกจากใช้เป็นแหล่งชุมนุมพ่อค้าวาณิช แขกสูงศักดิ์ต่างแดน ในเวลาที่ไม่มีงานสำคัญยังใช้เป็นแหล่งพบปะของบรรดาคุณหนูคุณชายอีกด้วย

          หญิงสาวแลสบกลุ่มสตรีอายุเท่านางจับกลุ่มสนทนากันอย่างหรรษา ลับหลังพุ่มดอกไม้  

          ภาพฝั่งโน้นละลานด้วยแสงสีทองแลสนุกสนามด้วยความสุขสำราญ บนโต๊ะเรียงรายด้วยจานอาหารเย็นและรอบกายมีพี่น้องเพื่อนฝูงประกอบเกาะเกี่ยว เทียบกับภาพฝั่งนี้ ฝั่งลีโอน่าช่างแตกต่างลิบลับ ความสูงต่ำที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ความเรียบง่ายและความซับซ้อน แม้ดำรงอยู่บนโลกใบเดียวกัน กระนั้นก็มิอาจนับนางและพวกเขาเป็นคนเช่นเดียวกันอย่างแท้จริง ชีวิตลีโอน่าราบเรียบและมีเสียงเพลงเป็นเพื่อนแก้เหงา ส่วนพวกเขามีเงินทอง และงานเลี้ยงน้ำชาเป็นงานอดิเรก

          ลีโอน่ามิเคยจมปลักกับความคิดเรื่องฐานะ นางเพียงแต่คิดตามแบบฉบับของนาง ซึ่งเส้นทางของนางก็มีความสุขมิต้องแสวงสิ่งใดเพิ่มเติม    

          “ห้องนี้หรือ”

          “อือ”

          “ดูสะอาดสะอ้านโล่งดีจัง”

          นารีนำเมรัย เรไร และลีโอน่าเดินลอดใต้ช่องประตูวงเดือน ห้องจัดแสดงขนาดใหญ่ประหนึ่งปากมังกร เพดานสูงมีโคมระย้าแก้วห้อยแขวน พื้นใต้เท้ามีสีน้ำตาลครีมเฉกเช่นเดียวกับสีผนังห้อง รูปปั้นนักกวี รูปสลักใบหน้าแกนนอนตั้งเด่นเป็นสง่า ณ ปลายห้อง ด้านหน้ามีแท่นแผ่นหินเขียนประวัติและข้อมูลรายละเอียดสำคัญ เล่าพรรณนาว่าท่านคือใคร ทำอันใด และมีชื่อเสียงเช่นไร เมรัยลอบมองลีโอน่า พลางหมอผีน้อยสะบัดก้นพุ่งไปอ่านประวัติแกนนอนคนแรก

          “ว้าว”

          นางตกใจมิใช่เพราะประวัติท่านช่างแปลกพิสดาร แต่เพราะแท่นหินที่เขียนเนื้อหาตั้งสูงเหนือหัวเมรัยทำให้นางชะโงกหัวไม่ถึง “เจ้าแท่นหินโง่ เจ้าทำให้ข้าดูแย่”เมรัยเบ้ปากยกมือตบแท่นหินด้วยความโมโห เรไรเหลือบมองพลางยกมุมปากหัวร่อคิกคัก ลีโอน่ากับนารีเดินสำรวจเสาะหาไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาล ครั้นพบเจ้าเครื่องสีแอบซ่อนหลบมุมในด้านลึกสุดเขตห้อง ช่างน่าแปลกที่ดาวเด่นของงานจัดแสดงไว้ในบริเวณมิคอยสะดุดตานัก

          ภายในห้องมีกลุ่มเมรัย และกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนั้นมีสมาชิกครอบครัวสี่คน พ่อ แม่ ลูกสาว และคุณตา พวกเขากำลังยืนชมเครื่องดนตรีเครื่องสายอยู่อีกมุมหนึ่ง โดยตอนนี้คุณพ่อวัยสามสิบกำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับเครื่องดนตรีให้ลูกสาวฟัง

          ลีโอน่ามิสนใจเสียงใดอีก เมื่อนางมายืนตระหง่านตรงหน้าไวโอลินในตำนาน กล่องแก้วกระจงใสใช้ป้องกันหัวขโมยภายในมีไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลวางจังเรียงอย่างเรียบร้อย แสงตะเกียงไฟส่องสว่างกระทบบานกระจกบังเกิดเป็นเงาวูบวาบ ตัวเครื่องดนตรีมีสีขาวโพลนเปล่งประกายพราวระยับแลบริสุทธิ์ดุจเกล็ดหิมะ ใสสะอาดราวหยดน้ำค้างและหยาดน้ำฝน ไร้สิ่งใดเจือปน ปราศจากคาบสกปรก มิปรากฏรอยร้าวแต่อย่างใด

          กาลเพลามิอาจสร้างความเสียหายและฝากรอยชราบนตัวไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาล ลีโอน่าลดผ้าพันคอ พ่นลมหายใจฟู่ ปากอ้ายิ้มสดใส ดวงตางามเปล่งไสวด้วยหัวใจเต้นตึกตัก

          สักครั้งในชีวิตมีโอกาสได้เห็นเครื่องสายในตำนานเล่าขาน เรียกว่าชีวิตนี้มิเสียชาติเกิดแล้ว

          “…”ไร้คำบรรยาย ลีโอน่าเพียงยิ้มนุ่มนวลให้ภาพที่ราวกับเป็นความฝัน นางจำได้ว่าเครื่องดนตรีนี้ยังมิมีพบผู้มีวาสนา มันกำลังมองหาผู้เหมาะสม ซึ่งคนคนนั้นอาจใช่นางหรือไม่ ลีโอน่ามิมั่นใจนัก กระนั้นนางอยากลองสัมผัสมันสักครั้ง มิใช่แค่ชื่นชมห่างๆแต่อยากจับคันชัก อยากเช็ดดูแล อยากทำให้มันส่งเสียงไพเราะ นางทำได้หรือไม่นะ

          มันจักยอมรับนางรึเปล่า ถ้าหาก

          “หยุดก่อนพี่ลีโอน่า!”นารีเกาะขานักไวโอลินสาวไฟแรงที่จู่ๆก็เดินฝ่าเขตหวงห้ามหมายทุบกระจกแก้ว ขโมยไวโอลินในตำนานหน้าตาเฉย ลีโอน่าพลั่งลืมตัวถูกความใคร่ครอบงำจนมิอาจแยกแยะความจริงกับความคิด นางถอนหายใจถอนขากลับ นักไวโอลินสาวชายตามองไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาล คิดว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม กระนั้นเหมือนว่าอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

          “เฮ้อ..”หญิงสาวหลุบตาด้วยความโศกเศร้า พลันส่ายหน้าโดยพลัน

          เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเลือกเจ้านาย ลีโอน่าแม้หมายอยากลองเล่นสักครั้ง กระนั้นต่อให้นางสามารถเล่นได้ นางก็มิอาจนับมันเป็นคู่หูคู่กรรม เพราะลีโอน่ามีเครื่องดนตรีประจำตัวแล้ว หญิงสาวก้มต่ำมือลูบกระเป๋าไวโอลินด้วยความห่วงใยและรักถนอม  

          ช่างเถิด เพียงเห็นก็นับว่าดีแล้ว ลีโอน่าปล่อยว่างจากด้านมืดของปีศาจร้ายภายในใจ นางมิเคยพ่ายแพ้ความโลภ คราวนี้ก็เช่นกัน

          “ใครทำนมหกใส่ไวโอลินน่ะ”เมรัยเบิกตากล่าวให้ไวโอลินราคามิอาจประเมิน ลีโอน่าสูดหายใจลึก มิรู้จักตอบอย่างไร

          เมรัยย่างกรายมาลากสหายรักนารีให้ไปช่วยแปลภาษาโบราณ เรไรและเมรัยไม่มีใครชำนาญด้านภาษาศาสตร์เท่านารี พวกนางอ่านหนังสือลายไก่เขี่ยไม่ออกจึงต้องขอความช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญ นารีส่ายหน้าเอือมระอา พลางยิ้มขอโทษลีโอน่า หญิงสาวใจดีพยักหน้าให้เบาๆกล่าวเป็นนัยให้พวกเมรัยไปเดินชมตามความต้องการพวกนางเถอะ ลีโอน่าขอยืนเก็บภาพความทรงจำในคืนนี้เพียงลำพักมิหมายให้ใครรบกวน  

พวกเมรัยเดินชมทั่วห้องพลันไปซุ่มหัวที่หน้าศิลาโบราณ ลีโอน่ามองครู่หนึ่ง เห็นทุกคนมีความสุขดีแล้วจึงผละสายตากลับมองไวโอลินในกล่องกระจก

เวลาเนิ่นนานเพียงใด นางมิทราบ กระนั้นนางอยากให้ความสงบเงียบงันดำเนินเรื่อยไปเสมือนมนตร์วิเศษแห่งกาลตักษณีตักษัย

 “ยืนขวางผู้อื่น ช่างไร้มารยาทเสียจริง”

“…”

น้ำเสียงดัดสูงประหนึ่งหวังประชดดังด้านหลังลีโอน่า นักไวโอลินสาวพลิ้วหน้ามองพลันสายตาเหลือบเห็นกลุ่มสตรีนำโดยเมเบลเดินใกล้เข้ามา เจ้าของประโยคเสียดสียังเป็นสตรีด้านข้างเมเบล อิสตรีผู้มีเพื่อนเป็นปากกระบอกเสียงแทนตน เมเบลมิเคยพูดจาดูถูกใคร กระนั้นนางก็มิเคยเอ่ยห้ามปรามเพื่อนให้พูดลบหลู่ผู้อื่น

ลีโอน่ามิมีนิสัยชอบก่อกวน นางจึงก้มหน้าเคลื่อนกายหลบฉาก ปล่อยให้กลุ่มสตรียืนดูเครื่องดนตรีในตำแหน่งเดิมที่ลีโอน่ายืนเมื่อครู่ นักไวโอลินสาวลอบพินิจสตรีสามนางด้วยความสงสัยว่าพวกนางเป็นใคร กระนั้นลีโอน่ามิมีล่วงรู้ เพราะว่านางมิเคยสุงสิงกับชนชั้นสูง นางเป็นนักดนตรีพเนจร เรื่องที่รู้ส่วนมากย่อมมิพ้นเรื่องดนตรี บทเพลง และตำนานประจำเมือง ส่วนเรื่องอื่นๆเช่นเรื่องการเมืองนางมิเข้าใจแม้แต่ขั้นพื้นฐาน  

เสียงพูดเจื้อยแจ้วแฝงด้วยคำชม คำสรรเสริญ สตรีสองนางที่ติดตามเมเบล ล้วนคือเครือญาติห่างๆ เป็นลูกสาวเจ้าเมืองแบลดแอน์ และลูกขุนนางคนสนิท ส่วนตัวเมเบลมิค่อยมีความสัมพันธ์กับทั้งคู่มากนัก เรียกว่าเป็นคนรู้จัก แต่มิใช่สหาย วันนี้ทั้งคู่เพียงมาดูชมงานศิลป์เป็นเพื่อนเมเบลเท่านั้น ตามคำสั่งของบิดาพวกนาง

ให้รับรองเจ้าหญิงแห่งแคว้นให้ดี อย่าสร้างความรำคาญและปัญหาให้เมเบล

“ปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียวเถอะ”

คำพูดยกย่องเชิดชูมิช่วยให้เมเบลระรื่นใจ หญิงสาวเกลียดคนชอบประจบประแจง นางจึงสาดคำเย็นชาขับไล่ลูกสาวเจ้าเมืองและเพื่อนรักนางไล่พวกนางไปให้ไกล ปล่อยให้เมเบลยืนชมงานศิลป์เงียบๆ สตรีทั้งสองโกรธแต่มิอาจระบายสร้างความขุ่นเคืองให้เมเบล พวกนางก้มหน้าสะบัดกายจากไป

“…”

“…”

คราวเสียงนกเสียงกาหายไป ความเงียบย่อมเข้าแทนที่ บรรยากาศระหว่างเมเบลและลีโอน่าแลแปลกประหลาด ต่างฝ่ายต่างมิพูดจา ยืนดูเครื่องดนตรีตามแต่ความคิดส่วนตน มิยุ่งเกี่ยวกับอีกฝ่าย กระนั้นความสงสัยยังเกาะติดหนึบในตัวสองสาว เมเบลมีคำถามอยากถามลีโอน่า ลีโอน่ามีคำตอบที่อยากฟังจากเมเบล

“เจ้ามีนามว่ากระไรหรือ”

“…”เมเบลหรี่ตา นางมิคิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากก่อนจึงให้รู้สึกตกใจเบาๆ

“เมเบล”

“เมเบล…”ลีโอน่าปิดม่านตายักยิ้มนุ่มนวล ลองเสาะหาความหมายของชื่อจากฐานความทรงจำ ทว่าสิ่งที่เจอมิใช่ความหมายลึกซึ้งของชื่อ แต่เป็น

เมเบล..เมเบล..อาเร๊ะ

ย้อนกลับตั้งแต่นางเริ่มเรียกอึ้งอ่างว่าคางคก นางต้องเดินทางร่วมกับคุณพ่อ ถัดมาเดินทางร่วมกับคณะละครสัตว์ นางรู้จักคนมีชื่อเสียงมากมาย ซึ่งในจำนานร้อยนามมีชื่อสตรีนางหนึ่งที่ลีโอน่าจดจำได้มิเคยลืม แต่ด้วยระหว่างเดินทางมีเรื่องให้จดจำมากมาย ทำให้นางหลงลืมชื่อนี้ไปเสียสนิท

เจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งแคว้นแมรี่ เมเบล แมรี่ เจ้าหญิงแห่งสุรเสียงสุรางคนา[ทำนองนางฟ้าแสงยานุภาพ]

“…หม่อมฉันต้องขอภัย”

“…ช่างเถิด”

ลีโอน่ารับรู้ว่าการกระทำของตนเสียมารยาทต่อบุคคลสำคัญแห่งแคว้น เมเบลมิใส่ใจการกระทำลีโอน่าและมิเคยเหลียวแลผู้ใด เจ้าหญิงจึงตอบอย่างเฉยเมยดั่งน้ำเสียงปกติของนาง

เงียบกริบ หลังจากนั้นลีโอน่าเก็บกิริยาและครุ่นคิด นางคือประชาชนธรรมดาตาดำๆ มีรายได้พอหยั่งชีพ นางมิเคยข่มเหงใคร และมิกล้าท้าทายเชื้อพระวงศ์ เมื่อรู้ความแตกต่างของฐานะแล้ว หญิงสาวจึงสำรวมท่วงท่า พยายามให้ความเคารพอีกฝ่ายสิบส่วน มิคิดรบหลู่ลูบคมเมเบล ถ้าหากเมเบลต้องการดื่มน้ำตอนนี้ ลีโอน่าพร้อมวิ่งไปเอามาให้ด้วยซ้ำ คราวเอามาให้แล้วก็แสร้งมีธุระและเผ่นหนีไป   

ความคิดเล่นๆของลีโอน่ามิเหมือนสิ่งที่เมเบลรับรู้ เจ้าหญิงรู้สึกว่าลีโอน่านิ่งมาก หญิงสาวผู้นี้แสดงความตกใจชัดเจนหลังทราบพื้นเพฐานะของเมเบล กระนั้นใช้เวลามินานนัก ลีโอน่าก็กลับเป็นเหมือนเดิม ไม่มีความเกรงกลัว ไร้แววคุกคามและมิวางท่าสนิทสนม ไม่มีสิ่งที่คนธรรมดามี อาทิ ความเกรงใจ ความน้อยเนื้อต้อยต่ำ บรรยากาศรอบตัวลีโอน่านิ่งเฉยจนผิดปกติราวว่าเมเบลและลีโอน่ายืนอยู่ในจุดเดียวกัน ขั้นบันไดเดียวกัน ไร้แววขัดเขินเจียมตัว  

เมเบลลอบมองลีโอน่า ลีโอน่าก็ยิ้มตอบอย่างสง่างามไร้ที่ติ

นางสามารถส่งยิ้มได้อย่างมิขวยเขิน รอยยิ้มราบเรียบมีมารยาทดั่งสามัญชน เย็นใสราวน้ำตกและอบอุ่นราวน้ำพุร้อน ทำให้ฝ่ายตกใจเป็นเมเบลเสียเอง

“เจ้าได้รับเชิญมาแสดงเช่นกันหรือ”

“เชิญมาแสดง”

“?”

“ไม่ค่ะ หม่อมฉันเพียงเดินทางมาเมืองแบลดแอน์เพื่อชมเครื่องดนตรี”ลีโอน่าไม่ทราบว่าอันใดคือได้รับเชิญมาแสดง กระนั้นนางมาที่เมืองแบลดแอน์ด้วยประสงค์ส่วนตน มิได้รับเชิญจากผู้ใด หากเชิญนางมาแสดงดนตรีนางอาจตอบรับ แต่หากเชิญมางานเลี้ยงนางขอปฏิเสธ

เมเบลนิ่งอึ้งชั่วครู่ อีกฝ่ายเป็นนักดนตรีพเนจรจริงเสียด้วย  

“เจ้าไม่เหมือนใครที่ข้าเคยเจอ”

“เช่นนั้นหรือเพคะ”ลีโอน่า เมเบล สายตาสองคนต่างจับจ้อง ณ เงาสะท้อนบนผิวกระจก ลีโอน่ามิรู้ว่าเมเบลหมายถึงสิ่งใด ตัวตนของนาง หรือลักษณะท่วงท่านาง นักไวโอลินสาวอยากตอบกลับเช่นกันว่า ท่านก็ดูมิเหมือนเจ้าหญิงในความคิดหม่อนฉัน  

เวลากลางคืนช่างเงียบสงบ กระนั้นสวนด้านหลังมีเสียงเพลงคลอเบาๆพวกเมรัยโผล่มารับลีโอน่า นักไวโอลินสาวค้อมศีรษะกล่าวขอลาและลับจากไปพร้อมพวกเมรัย คราวก่อนนางจักจากไปอย่างมิทันได้ตอบข้อสงสัยในใจเมเบล เจ้าหญิงจึงตัดสินใจโพล่งถาม “เจ้ามีนามว่ากระไรหรือ” “หม่อมฉันชื่อลีโอน่าเพคะ”

ลีโอน่ารึ เมเบลจักจดจำชื่อนี้ไว้ พร้อมกับอมยิ้มนุ่มนวล และปอยผมที่ปักเด่นบนศีรษะนาง…

มันสั่นๆน่าจับยิ่งนัก…

--

โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น