repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 18 ปลอบใจ

ชื่อตอน : บทที่ 18 ปลอบใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 323

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.พ. 2561 18:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 ปลอบใจ
แบบอักษร


ผมไม่ได้ไปเล่นเกมอย่างที่บอกแม่ แต่กลับขับรถไปตามหัวใจไปที่ร้านสะดวกซื้อในตลาด ไม่ได้มีอะไรจะซื้อหรอกครับ แต่แค่อยากเห็นหน้าพนักงานให้เป็นแรงในการใช้ชีวิตอยู่ต่อ

“ตื้อดึง เซเว่นอีเลฟเว่นยินดีต้อนรับครับ”

“สวัสดีคร้าบบบบ” ทันทีที่ประตูอัตโนมัติของเซเว่นเปิดอ้าออก ผมก็ได้ยินเสียงตอบรับที่คุ้นเคยดังขึ้นหน้าเคาท์เตอร์

“อ้าว มาทำไม”

เวลาที่ผมมาไม่ใช่เวลาที่คนจะเยอะมากนัก เห็นแล้วก็สบายใจที่พี่บอยไม่ต้องทำงานงกๆแลกค่าแรงเท่าขี้เล็บมด

“คิดถึงอะ” ผมพูดไปตามความรู้สึกจริงๆ แต่ก่อนจะพูดก็มองซ้ายชวาดูแล้วว่าไม่มีคนอื่น เห็นพนักงานอีกคนไปจัดของอยู่ข้างในนู่น

“เหมือนกัน”

ช่วงนี้ไม่ได้เจอกันเลย แม้ตอนกลางคืนจะโทรคุยกันก็จริงแต่มันก็ไม่เหมือนได้เจอหน้านี่ ผมคิดถึงเขา ไม่ได้คิดถึงเสียงเขาสักหน่อย

พี่บอยทำตามที่พูดทุกอย่างจริงๆตั้งแต่วันที่เราตกลงคบกัน เขาบอกรักไม่ก็บอกคิดถึงผมทุกวัน ตอนโทรคุยหรือไม่ก็ในไลน์จนเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง เขาไม่ได้พูดพร่ำเพรื่อหรือโรแมนติกอะไรเลย เหมือนแค่บอกให้รู้ตอนที่กำลังจะวางสายหรือต้องแยกกันไปทำงานแล้ว

แต่ผมก็ไม่เคยชินเลย แม่งเขินทุกครั้ง

“เลิกกี่โมงอะวันนี้” ผมเดินไปเลือกของแถวหน้าเคาท์เตอร์พลางคุยกับเขาไปด้วย รู้ว่ามากวนแบบนี้ไม่ดีเลย แต่ทำไงได้ล่ะ ก็คนมันอยากเจอนี่

“สามสี่ทุ่มนู่น แล้วมึงไม่ทำงานหรือไง”

“วันนี้โดดมา ว่างตลอดบ่ายเลย” ผมเดินไปหยิบพลาสเตอร์ยา ชุดปฐมพยาบาล ถ่านรีโมตแล้วก็อะไรก็ตามที่ตั้งโชว์ไว้มาใส่ตะกร้าให้หมด อยากยื้อเวลาอยู่ด้วยกันนานๆ

“ก็เลยเอาเวลามาซื้อของพวกนี้?” พี่บอยชี้มือไปในตะกร้าของผมที่มีของมากขึ้นเรื่อยๆทุกประโยคที่คุยกัน

“ซื้อไปยังไงก็ได้ใช้”

“เห้อออ มึงนี่นะ” พี่บอยส่ายหน้ายิ้มๆ รู้หรอกว่าเขาก็ชอบให้ผมมาหาแบบนี้

ผมก็ชอบ แต่ติดที่มาทีไรเสียเป็นร้อยเลยน่ะสิ ตอนนี้บ้านผมมีพลาสเตอร์ยาหลายแบบหลายลายกองรวมกันไว้จนคิดว่าชาตินี้ไม่ต้องซื้อเพิ่มแล้วล่ะ

“เอาซาลาเปาไส้ครีมสองลูกด้วยครับ” ผมบอกรายการของที่จะซื้อเพิ่มเติม เพราะออกมานี่ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย บวกกับอยากกินอะไรหวานๆด้วย

"ไปหยิบน้ำมาด้วยเดี๋ยวติดคอ แล้วก็เอาไส้หมูสับไข่เค็มเพิ่มไปลูกหนึ่ง” พี่บอยตีหน้าขรึมก่อนจะชี้นิ้วไปที่ตู้แช่น้ำ ผมแอบยิ้มดีใจที่เขายังคงเป็นห่วงว่าผมจะกินซาลาเปาแล้วติดคอ พอรู้ว่าห่วงกันในฐานะอะไรแม่งก็เขินอีกแล้วเนี่ย

“กินสามลูกไม่หมด เบ๊บอยากกินอะไรหวานๆ” ผมเถียงขณะที่มือพี่บอยก็ค่อยๆคิดเงินของในตะกร้า

“จะกินแต่ขนมหรือไง ความจริงมึงควรซื้อข้าวด้วย กินของแช่แข็งทำไม”

“ขี้บ่นอะ” ผมหันหลังเดินไปเปิดตู้หยิบน้ำออกมาขวดหนึ่ง แล้วเดินกลับมายื่นให้พนักงานคิดเงิน

“ก็เลิกทำตัวน่าบ่นสักที มึงนี่นะ”

“พี่บอย คิดเงินช้าๆหน่อย” ผมรีบท้วงเมื่อเห็นว่าพอพี่บอยหงุดหงิดผมเขาก็หยิบของออกมาจากตะกร้าอย่างรวดเร็ว ไหนจะเดินไปหยิบซาลาเปาอย่างคล่องแคล่วอีก จะรีบไปไหนเนี่ยยยยย

“อ้าว นี่งานกูไง”

“ก็อยากอยู่นานๆ แอร์มันเย็นดี” ผมเถียงหน้าตาย แต่กลับเรียกรอยยิ้มของอีกคนได้ทันที

“โว้ะ เพ้อเจ้อ” ผมพอจะจับทางได้แล้วว่าเวลาเขาด่าว่าเพ้อเจ้อแปลว่าเขากำลังเขินน่ะครับ สังเกตว่าเวลาผมพูดอะไรเลี่ยนๆสายตาพี่บอยจะไม่สบกับผมตรงๆ แต่จะมองเลยไปไม่ก็มองอย่างอื่น ผมเชื่อว่านั่นเป็นอาการของคนเขิน แต่ผมไม่แซ็วให้เขายิ่งเขินหรอกครับ

“ถ้าเลิกงานแล้วโทรมานะ เดี๋ยวเบ๊บมาหา” ผมยืนรอพี่บอยคิดเงินอีกสักพัก ถุงที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายก็ถูกยื่นมาข้างหน้าผมทันที

“มาทำไม กูเลิกก็มืดค่ำแล้ว”

“ก็อยากมาอะ มาไม่ได้หรอ”

“เพื่อ?”

“ยังไม่อยากกลับบ้านอะ” ความจริงผมก็แค่ไม่สบายใจเรื่องที่คุยกับพ่อแม่เมื่อตอนเที่ยง แต่เรื่องนี้จะให้ไปคุยกับคนอื่นก็ไม่ได้ เลยอยากรอคุยกับพี่บอยมากกว่า

“อือ งั้นถ้าเลิกแล้วเดี๋ยวโทรหา ตอนนี้กลับไปก่อนไป”

“บ๊ายบาย” พอคิดเงินอะไรเรียบร้อยผมก็โบกมือลาพี่บอยทันที เนื่องจากมีลูกค้าเดินเข้ามาพอดี ถ้ามีคนเห็นยืนคุยกันอย่างนี้เดี๋ยวเขาจะหาว่าพี่บอยอู้งานอีก

ผมเดินทอดน่องออกมาจากเซเว่น แต่ไม่มีอารมณ์อยากจะกลับบ้านไปทำอะไร เลยทิ้งตัวนั่งลงบนทางเท้าตรงที่จอดรถ หยิบเอาของกินในถุงขึ้นมาแกะกินอย่างไร้อารมณ์

ตั้งใจว่าจะไม่คิดมากเรื่องนี้ แต่ถ้าคนเราปลงได้เร็วขนาดนั้นโลกนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากมาย







[Boy’s part]

“ไว้เจอกันเว้ย” ผมบอกลาเพื่อนร่วมงานก่อนจะยกมือไหว้พี่ที่เข้ามาเปลี่ยนกะ งานของผมเสร็จสิ้นลงแล้วสำหรับวันนี้ แม่งโคตรเมื่อยเลย ผมยืนตั้งแต่บ่ายจนตอนนี้สามทุ่มแล้ว สาเหตุที่ทำให้ผมต้องยืนนานขนาดนั้นก็เพราะเป็นพนักงานใหม่ แถมพาร์ทไทม์ด้วย พี่เลี้ยงที่สอนงานเลยยังไม่ไว้วางใจให้ผมรับผิดชอบส่วนอื่นมากนัก

ไม่ใช่ว่างานแคชเชียร์กับทำความสะอาดง่ายกว่าเช็คสต็อก แต่เพราะมันไม่ได้ซับซ้อนเท่า ดังนั้นตอนนี้ผมที่ทำงานมาได้เดือนกว่าๆก็ยังคงอยู่ในช่วงปรับตัว

เอาจริงๆผมไม่ได้อยากจะมาทำงานแบบนี้นักหรอกครับ เหมือนใช้แค่แรงงานไม่ได้ใช้ความสามารถเท่าไร แต่เพราะวุฒิสายอาชีพยังไม่พอที่จะไปสมัครงานที่ได้เงินเยอะพอจะเลี้ยงตัวเอง ผมเลยต้องเปลี่ยนแผนเป็นใช้วุฒิม.สามเพื่อสมัครงานนี้ ไว้เรียนต่อปวส.จบก็คงจะไปสมัครงานที่เฉพาะทางมากขึ้น

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์วะ” ผมบ่นกับตัวเองเพราะพอเดินออกมาจากหลังร้านก็ต่อสายหาไอ้เบ๊บทันที เห็นหน้ามันเครียดๆเดินเข้ามาตั้งแต่บ่าย คิดว่าคงจะมีเรื่องอะไรไม่สบายใจนั่นแหละถึงกับต้องมาให้เห็นหน้าขนาดนั้น

ผมพยายามโทรอีกครั้ง แต่ปลายสายก็ไม่รับอยู่ดี ไอ้เบ๊บเป็นพวกไม่ค่อยรับโทรศัพท์เพราะมันไม่พกติดตัว เปิดเสียงไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ ยิ่งวันไหนปิดเสียงปิดสั่นล่ะก็ไม่ต้องหวังเลยว่าจะได้คุย

วันนี้ก็คงเป็นเหมือนกัน

ผมตัดสินใจเลิกโทร เก็บโทรศัพท์แล้วรีบเดินไปที่จอดรถ หวังว่าจะไปหามันที่บ้านทีเดียวเลย สงสัยคืนนี้คงต้องนอนค้างบ้านมันแล้วล่ะ

ครืด ครืด

ก่อนที่รถจะได้เคลื่อนตัวออกจากหลังร้านบริเวณที่จอดรถพนักงาน โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขึ้นมาอีก ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าใคร

“ฮัลโหล ทำอะไรอยู่ทำไมไม่รับสาย”

(เผลอหลับไปแป๊บนึง ว่าแต่พี่อยู่ไหน)

“เพิ่งเลิกงาน กำลังจะกลับแล้ว เดี๋ยวกูแวะไปหาที่บ้าน”

(เห้ยอย่าเพิ่ง! พี่อยู่ตรงไหนของร้าน) ไอ้เบ๊บถามเสียงดัง ผมลองฟังดีๆก็พบว่าเสียงที่ได้ยินจากสายค่อนข้างมีเสียงรบกวนมาก ทั้งจากมอเตอร์ไซค์และเสียงคนคุยกัน ไอ้เบ๊บไม่น่าจะอยู่บ้าน

“กูอยู่หลังร้าน มึงอะอยู่ไหน”

(ผมอยู่หน้าร้าน) กูว่าแล้ว แล้วที่บอกว่าเผลอหลับเมื่อกี้หมายความว่ายังไง ไหนมันบอกจะกลับบ้านไปตั้งแต่บ่ายแล้วไง


ผมกดตัดสายทันทีก่อนจะขับรถอ้อมไปหามันที่หน้าร้าน พอไอ้เบ๊บเห็นผมก็ทำหน้าตาตื่น รีบจัดผมเผ้าแล้วเดินมาหาผมอย่างรวดเร็ว

“อย่าบอกว่ามึงนั่งอยู่นี่ตั้งแต่ตอนมาหากู” ผมถามแต่ในใจก็ภาวนาไม่ให้เป็นแบบนั้น

ไอ้เบ๊บสบตาผมอย่างรู้สึกผิด แค่นี้ก็เดาได้แล้วว่าความจริงเป็นยังไง

“ทำเหี้ยไรของมึง” ผมถามนิ่งๆ มองไปที่เก้าอี้หน้าร้านซึ่งคงเป็นที่ที่ไอ้เบ๊บนั่งรอตั้งหลายชั่วโมงแล้วก็รู้สึกอยากไปเด็ดก้านมะยมมาฟาดมันให้เลิกทำตัวน่าเป็นห่วงเสียที

“เบ๊บขอโทษ ก็ออกมาแล้วยังไม่อยากกลับบ้านก็เลยนั่งเล่น สักพักมันก็ง่วงอะเลยหลับไปเลย” ไอ้เบ๊บก้มหน้ายอมรับผิด ความโกรธลดลงนิดหน่อยเพราะมันแทนตัวเองว่าเบ๊บ

ไม่ใช่สิว้อยยยยยย! ยังโกรธอยู่

ผมสังเกตมาตั้งแต่เมื่อบ่ายแล้วว่ามันพูดว่าไม่อยากกลับบ้านหลายครั้งแล้ว คงจะมีปัญหาจริงๆ “แล้วทำไมไม่อยากกลับบ้าน”

“...ไว้ไปคุยที่บ้านนะ ตอนนี้กลับกันเถอะ” มันเงียบไปอึดใจก่อนจะเดินมาลากแขนผมไปที่รถ ส่วนตัวเองก็เดินหน้ามุ่ยไปที่รถตัวเอง

ไม่ได้ต่อความอีกเพราะคิดว่าตอนนี้คนที่ไม่โอเคไม่น่าจะใช่ผมแล้วล่ะ







เรากลับมาถึงบ้านไอ้เบ๊บตอนสามทุ่มครึ่ง พบว่าพ่อกับแม่มันกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขกชั้นล่าง ผมจึงเดินเข้าไปสวัสดี พ่อผมกับพ่อมันรู้จักกันมานาน แม่มันก็เลยพลอยสนิทกับบ้านผมไปด้วย

“ที่แท้ก็ไปอยู่กับบอยนี่เอง ฉันก็นึกว่าแกหายหัวไปไหน” แม่มันพูดแนวโล่งอก เพราะเขาค่อนข้างไว้ใจผมมาก ตั้งแต่เด็กๆที่ปล่อยให้ไอ้เบ๊บไปไหนกับผม ไม่ใช่สิ เพราะไอ้เบ๊บมันติดผมมากจนแม่มันก็ห้ามไม่ได้ สุดท้ายก็กลายเป็นความเคยชิน

“แล้วกินข้าวกันมาหรือยัง คืนนี้บอยนอนนี่เปล่า”

“พี่บอยนอนด้วย” ไอ้เบ๊บตอบให้ ไม่รู้ว่าตอบแม่หรืออ้อนให้ผมอยู่เป็นเพื่อนกันแน่ แต่ถึงไม่ขอก็ตั้งใจอย่างนั้นอยู่แล้ว สัมภาระผมอยู่ที่นี่เยอะอยู่แล้ว ผมก็มานอนบ้านมันบ่อยเหมือนกัน ถึงช่วงนี้จะห่างๆไปก็เถอะ

ผมยังไม่ได้กินข้าวแน่ๆ พอหันไปสบตาไอ้เบ๊บที่ยืนนำอยู่สองก้าว มันก็ส่ายหัวมาให้เหมือนกัน “ยังครับ” ผมตอบ

“กับข้าวอยู่ในครัว จะกินก็กินนะ” พูดจบแม่มันก็หมดห่วง แล้วหันกลับไปดูทีวีต่อ

“ครับ” ผมพยักหน้าให้แม่มันอีกครั้ง ก่อนจะดันหลังให้ไอ้เบ๊บเดินนำไปทางห้องครัว

ผมรู้ว่าตอนนี้ไอ้เบ๊บไม่โอเค พูดน้อยแถมหน้าบูดตลอดเวลา ถ้ามันปกติหรอป่านนี้บ้านไม่เงียบขนาดนี้หรอก

“กินไรกัน” พ่อไอ้เบ๊บหรือลุงโชติเดินเข้ามาในครัว แวะลงนั่งข้างๆผมก่อนจะแกะถุงขาไก่ที่ตั้งไว้มุมโต๊ะมากินเล่นไปชวนผมคุยไป “แล้วพ่อเอ็งเป็นไงบ้างวะ”

ตอนนี้บนโต๊ะมีกับข้าวหลายอย่างที่แม่ทำไว้ ผมเดินเข้ามาก็แค่เปิดฝาชีออกแล้วตักข้าวสองจารยื่นไอ้เบ๊บ ทุกอย่างคล่องมือไปหมดเพราะผมมาที่นี่จนชินแล้ว อะไรอยู่ตรงไหนก็รู้หมด

“ก็สบายดีครับ แต่ช่วงนี้เหนื่อยหน่อยเพราะครั้งที่แล้วขาดทุนด้วย” ผมตอบ ส่วนมือก็แกะเนื้อปลาช่อนทอดใส่จานไอ้เบ๊บไปด้วย มันน่ะไม่กินอะไรที่ยุ่งยาก อย่างต้มกระดูกหมูมันก็ซดแต่น้ำซุปเพราะขี้เกียจแทะกระดูก ปลาก็ไม่เคยแกะเองเพราะขี้เกียจหลบก้าง

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะเว้ย คนกันเอง” ลุงโชติตบบ่าผมเบาๆก่อนพูดต่อ “แล้วนี่ทำไมใส่ชุดนี้”

“ก็ทำงานครับ ผมว่าจะต่อปวส.เลยต้องเริ่มทำงานบ้างแล้ว”

“เออก็ดี แต่มันจะพอใช้หรอวะ วันนึงได้กี่บาทกันงานแบบนี้ ค่าเรียนสมัยนี้ก็ไม่ใช่ถูกๆ”

“ผมคุยกับพ่อไว้ว่าถ้าปีนี้เงินไม่พอก็จะทำงานก่อนแล้วปีหน้าค่อยเรียนต่อก็ได้ ยังไงก็รับสมัครทุกปีอยู่แล้ว” ผมชี้แจงก่อนจะหยิบทิชชู่มาเช็ดมือที่มันเพราะปลาทอด

“เอางี้ไหมล่ะ มาทำงานที่โรงสีกับข้านี่ ช่วงนี้มีคนงานจะออกเพราะเมียจะคลอดลูกพอดี” ลุงโชติเอ่ยชวนผม นั่นทำให้ผมรีบหันไปมองเขาอย่างรวดเร็ว

“ผมไม่...” ผมกำลังจะปฏิเสธเพราะรู้ว่าลุงโชติก็คงแค่อยากช่วยเหลือผมอย่างที่เป็นมา ครอบครัวนี้มีน้ำใจเสมอ แต่เรื่องเงินผมคงรับไว้ไม่ได้

“พี่บอยมาทำเหอะ พ่อไม่ได้ให้พี่ไปแบกข้าวสารเหมือนคนอื่นหรอกใช่ป่ะ งานมันมีตั้งหลายอย่าง” ไอ้เบ๊บที่นั่งจ้วงข้าวเข้าปากเงียบมานานเอ่ยแทรก

“เออ ข้าไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหรอก ก็เห็นว่าจบช่างกลมาไม่ใช่หรือไง ไปช่วยดูเครื่องสีก็ได้”

“ไม่เกี่ยวป่ะพ่อ เครื่องสีพ่อพังทุกวันหรือไง” ไอ้เบ๊บขมวดคิ้วถาม นั่นทำให้พ่อมันเอื้อมมือไปตบหัวลูกชายอย่างแรง

“เงียบไปเลยไอ้เบ๊บ”

“ผมทำอะไรก็ได้ครับ แบกข้าวสารก็ได้” ผมไม่ได้เกี่ยงงาน งานที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ใช่จะสบายที่ไหน แถมได้เงินก็ไม่มาก วันไหนไม่ได้เข้าร้านก็ไม่ได้เงินด้วย          

นี่เป็นข้อเสนอที่ดีทีเดียว หนึ่งคือผมจะได้เก็บเงินได้เร็วขึ้น สองคือได้อยู่ใกล้ไอ้เบ๊บด้วย ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหากันอย่างตอนนี้

“ความจริงคนที่นี่มันทำเป็นทุกอย่างนั่นแหละ แต่เดี๋ยวให้ไอ้แจ่มสอนเริ่มจากง่ายๆไปก่อน” ลุงโชติพูดย้ำอีกครั้งก่อนจะมัดมือชกผม “ไปลาออกจากไอ้ที่ทำอยู่ตอนนี้ด้วย”

“สุดยอดไปเลยพ่อ ดีแล้วที่ได้พี่บอยมาช่วย พี่บอยนะทั้งขยัน ไม่อู้งาน ตั้งใจทำอะไรทำจริง” ไอ้เบ๊บหยุดกินข้าวแล้วหันมาปรบมือช่วยเชียร์พ่อตัวเอง

“ฮ่าๆ ก็ไม่เห็นจะเคยว่ามันไม่ดีตรงไหนเลย ชมมาเป็นสิบๆปีแล้ว”

“อ้าว ก็มันเรื่องจริงนี่หว่า” ไอ้เบ๊บยักคิ้วให้พ่อสองทีก่อนจะหันมาสบตาผม “สรุปพี่มาทำนะ”

“อ่า ก็ได้” ผมยอมตกลงเพราะเห็นว่าก็ไม่มีใครเสียหายอะไร ผมไม่ได้รับเงินมาฟรีๆ ถึงแม้จะรู้ว่าลุงโชติพร้อมจะจ่ายค่าเทอมให้ผมเลยด้วยซ้ำ








“ไหน เป็นอะไรของมึง” หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็นั่งคุยกับลุงโชติต่อจนไอ้เบ๊บขี้เกียจร่วมวงด้วย เพราะเรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องที่บ้านผมทั้งนั้น มันเลยเก็บจานไปล้างแล้วขึ้นมาอาบน้ำก่อน

กว่าลุงโชติจะถามไถ่เสร็จก็เกือบห้าทุ่มเข้าไปแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองสกปรกมากถึงขีดสุด เรื่องที่ตั้งใจว่าจะคุยจึงถูกยกยอดไปไว้หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ

“ความจริงมันก็ไม่มีไรมากอะ ผมแค่คิดมากไปเอง” ผมเดินไปนั่งลงบนเตียงข้างๆมัน ไอ้เบ๊บเห็นเลยขยับตัวมานอนหนุนตัก

“เรียกแทนตัวเองว่าเบ๊บ” ผมแย้ง เพราะตอนนี้ก็อยู่กันสองคนแล้ว ชอบให้มันแทนตัวเองด้วยชื่อมากกว่า

“เอ้อ เบ๊บคิดมากไปเอง แต่จะให้หยุดมันก็หยุดไม่ได้อะ”

“เรื่องที่บ้านหรอ” ผมลองเดา เพราะถึงมันจะคุยกับพ่อแม่ แต่เท่าที่เห็นก็ไม่ปกติอยู่ดี เพราะถ้าปกติคือมันจะไม่ได้หยุดปากเลย

“อืม วันนี้พี่เต้มาที่บ้าน”

“ฮะ? มาทำไม!” ไหนว่าเลิกติดต่อกันไปแล้วไง แล้วนี่มันมาหาถึงบ้านทำไมไม่บอกสักคำ

“ใจเย็นๆพี่ มันไม่มีอะไร เขาแค่มาบอกลาแหละ เห็นว่าถ้าติดมหาฯลัยในกรุงเทพฯแล้วคงไม่ได้กลับมานี่อีก”

ไอ้เบ๊บเล่าให้ฟังว่าไอ้เต้เข้ามาทำอะไรบ้าง แค่มันมาถึงนี่ก็ถือว่ามากไปแล้ว ไหนจะมาร้องเพลงให้พ่อแม่มันได้ยินอีก เรื่องนี้ผมไม่ปล่อยไว้แน่! แต่ขอเคลียร์กับไอ้เบ๊บก่อน

“พี่อย่าไปทำอะไรพี่เต้นะ เขาไปดีแล้วจริงๆ อีกอย่างเบ๊บก็รู้สึกผิดต่อเขาด้วย” ไอ้เบ๊บรีบดักคอเพราะเห็นหน้าผมมุ่งมั่นจะไปเอาเรื่องไอ้เต้แน่ๆ “รับปากมาเลย”

“ไรวะ”

“อย่าไปมีเรื่องเลย มันจบไปแล้วนะ นะๆๆๆ” ไอ้เบ๊บพูดอ้อนๆ แถมยังจับมือผมไปถูแก้มเล่นอีก

อะไรวะ ทำไมกูหายโกรธแล้วล่ะ

“เออๆ แล้วไงต่อ” ผมรีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

“ทีนี้แม่ก็เลยถามว่าเบ๊บเป็นแบบนั้นไหม เบ๊บเลยโกหกไปว่าไม่ได้เป็น” ไอ้เบ๊บเล่าต่อ “ก็เลยลองใจแม่ดูว่าถ้าเบ๊บเป็นจะทำยังไง จะเกลียดไหม”

“...”

“แม่กับพ่อไม่ได้บอกว่าจะโกรธหรือเกลียด แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะรับได้”

“...” ผมนิ่งไปเพราะรอลุ้นคำที่ออกจากปากมัน

“เบ๊บก็เลยกังวลไปหมด กลัวว่าสักวันพ่อกับแม่จะรู้แล้วเขาจะรับไม่ได้ เขาจะโกรธ จะด่า จะสั่งให้เราเลิกกัน มันกลัวไปหมดเลย” มันพูดพร้อมกอดมือผมแน่น แถมยังซุกหน้าลงมาด้วย

“อย่าคิดมาก มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย” ผมลูบหัวมันช้าๆ ไม่รู้จะปลอบยังไงเพราะใจจริงผมก็กลัวเรื่องนี้เหมือนกัน กับพ่อผมไม่เท่าไรเพราะเขาคงไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไร แค่ผมไม่ทำผู้หญิงท้องพ่อก็ดูจะโอเคหมด แต่กับบ้านไอ้เบ๊บ ผมไม่มั่นใจเลย

“ก็ไม่ได้อยากคิดนะ แต่มันก็อดไม่ได้ เหมือนเป็นตะกอนขุ่นๆในใจอะพี่”

“กูเข้าใจ เบ๊บเงยหน้าก่อน” ผมจับมันลุกขึ้นนั่งให้หันมองหน้ากันดีๆ ไอ้เบ๊บก็ว่างายยอมลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิจ้องหน้าผมตาแป๋ว

“กูเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอะไรที่เป็นความสุขของมึงกูก็จะทำ ที่เรารักกันแบบนี้มึงมีความสุขไหม” ผมถามมันด้วยสีหน้าและแววตา อยากจะบอกให้มันรู้ว่าผมจริงจังแค่ไหน

“มากๆ”

“อืม กูก็เหมือนกัน เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคนรู้ก็ไม่เป็นไร กูก็จะอยู่ข้างๆมึงแบบนี้เหมือนเดิม ถึงพ่อแม่มึงจะโกรธ จะด่า จะกีดกัน กูก็จะพามึงผ่านไปให้ได้” กูจะไม่ยอมให้ใครมาตัดสินความรักของกูอีกทั้งนั้น ผมไม่ได้พูดไป มันเป็นเพียงคำสัญญาในใจของผมเท่านั้น

ผมจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เบ๊บจะต้องอยู่กับผมตลอดไป

“แต่กูเชื่อนะว่าพ่อกับแม่มึงมีเหตุผลพอ เขาจะต้องรับได้”

ลุงโชติกับป้าไม่ใช่คนหวงหน้าตา ผมรู้จักเขามานานเท่าอายุตัวเองทำไมจะไม่รู้ว่าเขาแคร์อะไร ถ้าไม่ใช่ลูกตัวเอง ที่สำคัญแต่ก่อนตอนที่ผมยังเป็นคนไม่เอาไหนเขาก็ยังคอยเป็นห่วง รักเหมือนลูกอีกคน ตอนนี้ก็มาหยิบยื่นโอกาสทำงานให้ ผมเชื่อว่าถ้าผมโตขึ้นอีกนิด ได้เรียนต่อ ทำงาน มีเงินและมั่นคงพอจะเลี้ยงไอ้เบ๊บได้ เขาจะต้องยกมันให้ผม

“แต่ไม่ว่ายังไง กูก็ต้องใช้เวลาทำงานเก็บเงิน สร้างเนื้อสร้างตัวให้พ่อกับแม่มึงเชื่อมั่นในตัวกูให้ได้กว่านี้”

ผมรู้ว่าเงินทองมันของนอกกาย พิสูจน์ความดีหรือความรักไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยความมั่นคงก็เป็นเหมือนหลักประกันหนึ่งอย่างที่จะช่วยแสดงว่าผมพร้อมจะดูแลคนอื่นได้แล้ว และพ่อแม่ทุกคนก็คงไม่ได้อยากให้ลูกมีแฟนร่ำรวย เขาก็แค่อยากได้หลักประกันเบื้องต้นว่าถ้าปล่อยไปลูกเขาจะไม่ตกต่ำ

ซึ่งตอนนี้ผมรู้ดีว่าผมยังไปไม่ถึงจุดนั้นแน่นอน มันต้องใช้เวลาอีกมากทีเดียว ผมจึงพยายามเก็บความลับเรื่องนี้เอาไว้ก่อน

“อืม เบ๊บเชื่อว่าพี่จะทำได้ พี่เป็นคนดี ถ้าพ่อกับแม่เห็นสักวันพ่อกับแม่จะรับได้” ไอ้เบ๊บมีสีหน้าดีขึ้นมานิดหน่อย แถมยังส่งยิ้มมาเป็นกำลังใจให้ผมอีกด้วย

แหม เห็นอย่างนี้มันก็ชื่นใจ

“กูสัญญาว่ามันจะไม่เป็นไร” ผมจับมือมันขึ้นมาทั้งสองข้าง เอ่ยคำสัญญาอีกครั้ง และสัญญาที่สองนี้ผมก็มั่นใจว่าจะทำได้

ผมจะไม่ปล่อยมือคู่นี้ให้ลำบากอะไรเพื่อผมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมจะเป็นคนทำทุกอย่างเพื่อเราเอง

“เบ๊บรักพี่นะ”

ทำไมวันนี้มันแย่งผมพูดก่อนล่ะ ปกติผมจะเป็นคนบอกรักมันก่อนนะ ตามที่เคยบอกว่าจะพูดทุกวัน

“กูชักไม่อยากแค่จับมือแล้วสิ มึงนอนไปเลยนะ” ผมรีบผลักไอ้เบ๊บออกจากตัวมันเหมือนโดนของร้อนแถมขยับตัวออกห่างนิดหน่อย ตอนแรกไอ้เบ๊บมีสีหน้าตกใจ แต่สุดท้ายก็เหมือนจะค่อยๆเข้าใจว่าผมเป็นอะไร

แม่งเอ๊ย ใครใช้ให้มาทำตัวน่ารักกัน แววตาเศร้าๆตอนกลับมาถึงบ้านมันหายไปไหนหมดแล้ว

อยากล่วงเกินแม่งฉิบหาย

“...พี่อยากเอาเปรียบผมเหรอ”

“เออ!” ไม่ปฏิเสธใดๆทั้งนั้นเพราะรู้ว่าพูดไปก็ทำไม่ได้ ผมยังรู้สึกผิดกับมันเมื่อคราวนั้นอยู่ ตอนที่มันเมาแล้วผมที่ไม่เมาเสือกไม่ควบคุมตัวเอง จนเผลอไปทำมันร้องไห้น่ะ

“...”

“...”

กูขอโท้ดดดดด กูไม่น่ายอมรับไปอย่างนั้นเลย เพราะพอผมพูดไปไอ้เบ๊บก็นิ่งไปเลย เหมือนกับว่าผมไปปิดสวิตช์การขยับตัวของมันเข้า

“เห้อ ไปนอนไป พรุ่งนี้ทำงานนี่” สุดท้ายผมก็พูดตัดบทให้ พร้อมกับขยับตัวจะลุกไปปิดไฟ

ในเมื่อคุยกันเข้าใจแล้ว ไอ้เบ๊บหายเครียดแล้ว ตอนนี้ก็ดึกแล้วด้วย ดังนั้นการปิดไฟใส่กลอนแล้วเข้ามุ้งนอนก็คงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

หมับ

“เดี๋ยว” แต่ไอ้เบ๊บไม่ให้ผมทำดั่งใจง่ายๆ มันเอื้อมมือมาคว้าแขนผมเอาไว้จนต้องเลิกคิ้วถาม

“ทำไร”

“นั่งก่อนเลย นั่งๆๆๆ” มันบังคับให้ผมนั่งพิงกับหัวเตียง แล้วจัดแจงท่านั่งให้เรียบร้อย ก็สงสัยนะครับว่าอะไรของมัน แต่ก็รอมันพูดออกมาเองดีกว่า

“เห้ย”

“พี่นั่งนิ่งๆเลย”

นิ่งเหี้ยไรล่ะ ลงไป๊!

ผมตกใจมากที่อยู่ๆคนที่จัดที่นั่งให้ผมเสร็จก็ลุกขึ้นมานั่งตัก ครับ! อ่านไม่ผิดหรอก นั่งตัก! นั่งตักแล้วหันหน้าเข้าหากันด้วย จริงอยู่ที่ปกติมันชอบนอนหนุนตักผม หรือไม่ผมก็หนุนตักมัน แต่นั่งตักนี่ไม่เคยแน่นอน เพราะทุกอย่างที่ไม่ควรสัมผัสมันจะสัมผัสกันน่ะสิ...

“ทำไรของมึงเนี่ย” ผมตกใจแต่ก็พยายามข่มใจไว้เพราะมือมันเลื้อยมาคล้องคอผมไว้แล้ว ไหนจะหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้มากๆ

ไอ้เหี้ยเอ๊ย ท่องไว้ว่านี่น้อง มันเป็นน้องไง

“เอาเปรียบพี่อยู่”

“...”

พอจะเข้าใจแล้วว่ามันจะทำอะไร แต่ผมทำไม่ได้หรอก ผมรู้ว่ามันยังกลัวสัมผัสอยู่เสมอ ที่ผ่านมาผมถึงพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือบรรยากาศแบบนี้ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมามากสุดก็แค่จับมือ

“พอเถอะเบ๊บ กูรู้ว่ามึงกลัว กูไม่ได้บ้ากามขนาดที่จะไม่รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ” ผมพูดตามที่คิด ไม่อยากเอาความใคร่ส่วนตัวมาทำให้ความสัมพันธ์มันแย่ลง

ไม่มีผู้ชายคนไหนไม่อยากทำกับแฟนหรอก แต่เพราะรักไง คำว่ารักของผมไม่ใช่แค่คำที่พูดให้ฟังทุกวัน แต่มันคือรักจริงๆ และผมไม่ต้องการทำร้ายคนที่ผมรัก

ผมจับแขนสองข้างที่กอดคอผมเอาไว้แล้วพยายามดันออกห่างจากตัว

“พี่บอย...”

“กูทนได้เบ๊บ ไม่ต้องทำขนาดนี้ แล้วก็อย่าทำแบบนี้อีก” เพราะเดี๋ยวกูทนไม่ด้ายยยยย เดี๋ยวกูตายยยยยยย

ออกไป๊!

“พี่ไม่ฟังเบ๊บพูดอีกแล้วนะ” มันยื้อแขนตัวเองไว้ที่เดิม ไม่สนใจท่าทางของผมแม้แต่น้อย

“...”

“พี่ทนได้ แต่เบ๊บทนไม่ได้นี่” ไอ้เบ๊บไม่ได้พูดในระยะปกติ แต่มันโน้มหน้าไปข้างๆหูผม แล้วกระซิบเบาๆ “เบ๊บก็เป็นผู้ชายนะ”

ไอ้เหี้ยยยยย มึงทนอะไร? มึงต้องทนอะไร? ตอนนี้คนที่ต้องทนมีแค่กูเท่านั้นแหละ

“เบ๊บมึง...”

“ใช่ เบ๊บกลัว กลัวโดนสัมผัส...แต่จากพี่เป้”

“...”

“ไม่ใช่จากพี่บอย”

“ใครสอนมึงพูดแบบนี้วะ” ตอนนี้ผมหัวเสียมาก ไหนคือเบ๊บที่วิ่งร้องไห้มาฟ้องผมเมื่อตอนเด็กๆ ร่างนั้นหายไปไหนแล้ววะ

“ชอบหรือไม่ชอบล่ะครับ” ไอ้เบ๊บไม่พูดเปล่า แต่เลื่อนหน้ากลับมาสบตาถามผมในระยะประชิด ตอนนี้ร่างกายเราทั้งสองคนแนบชิดไปทุกส่วน มือสองข้างข้องผมที่ตอนแรกวางไว้ข้างตัว ก็โดนคนขี้ยั่วจับมาวางบนเอวตัวเองทั้งสองข้าง

เกินไปจริงๆ

“จะตายแล้ว” ผมตอบพร้อมจ้องตามันกลับ อยากให้รู้ว่าที่พูดไปนี่ไม่ได้ล้อเล่นแม้แต่น้อย

“งั้นก็ทำสิครับ ลบรอยที่ตัวเบ๊บออกไปหน่อยได้ไหม”

“...”

.

.

.

“ให้มันมีแค่ความทรงจำจากพี่ จากพี่คนเดียวเท่านะ...อื้อ”

ผมไม่ปล่อยให้ไอ้เบ๊บเป็นคนคุมเกมนานไปกว่านี้ เพราะไม่งั้นหัวใจผมอาจจะวายไปจริงๆก็ได้ พอปากว่างก็จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาอย่างน่าไม่อาย ดังนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้ปากมันว่าง

ผมใช้มือข้างหนึ่งรั้งเอวมันให้เข้ามาใกล้มากขึ้น ส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นมาสัมผัสท้ายทอยของอีกคนไว้แล้วจัดการประกบริมฝีปากเข้าไป

คราวนี้คนที่ตกใจไม่ใช่ผม แต่กลายเป็นคนที่เริ่มต่อต้านบนตัก ไหนบอกว่ายอมไงวะ

“อื้อออออ”

ในเมื่อไอ้เบ๊บเป็นคนเริ่มเอง และไฟที่จุดติดแล้วมันก็ดับยากเหลือเกิน ผมไม่ปล่อยมันเป็นอิสระง่ายๆอย่างแน่นอน เพียงแต่ผละริมฝีปากออกมาคลอเคลียซอกคอที่หอมกลิ่นสบู่ฟุ้งไปหมด กลิ่นมันแม่งสดชื่นกว่าอะไรทั้งหมดบนโลกใบนี้

“ยอมแพ้หรือยัง” ผมถามเชิงให้โอกาสมันนิดหน่อย ถ้ามันยอมแพ้ตอนนี้ผมก็จะปล่อยมันไป เอาง่ายๆคือไม่ว่ามันจะเลือกอะไรผมก็ตามใจมันนั่นแหละ

“ไม่” แต่ไอ้เบ๊บกลับตัดช่องทางของตัวเองหมดสิ้น และท่าทางมั่นใจของมันทำให้ผมเลิกสูดดมกลิ่นหอมจากตัว กลับมาชิมรสชาติจากปากอีกคนน่าจะดีกว่า

คราวนี้ไอ้เบ๊บก็คงหายตกใจจากการกระทำอุกอาจ มันปล่อยตัวให้สบายมากขึ้นก่อนจะเอียงหน้ารับสัมผัสผมอย่างอ่อนโยน

“อืออออ” ไม่เคยจริงๆหรอวะ ยั่วเก่งไปแล้ว

สิ้นเสียงหวานผมก็ถือโอกาสลุกล้ำเข้าไปในปากอีกคน ไอ้เบ๊บไม่ห้ามอะไรทั้งนั้น มีแต่จะเปิดทางให้ผมทำอะไรได้สะดวกมากขึ้น

เสียงที่เกิดขึ้นฟังดูน่าเกลียด แต่ในขณะเดียวกันก็ปลุกความร้อนในตัวเราทั้งสองคนออกมาอย่างดีทีเดียว ผมเคยกับผู้หญิงมาก็มาก ส่วนใหญ่มันเรื่องทางกายตามประสาวัยรุ่น แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะตื่นเต้นเท่าครั้งนี้ หัวใจผมเต้นแรงมาก

“แฮ่ก พอก่อน” ไอ้เบ๊บดันหน้าผมออกห่าง เพราะเหมือนมันจะหายใจไม่ออกแล้ว ผมก็ยอมผ่อนแรงออกแล้วหันมามองหน้ามัน

เพิ่งรู้ว่าอาการหน้าแดงเป็นลูกตำลึงคืออะไรก็วันนี้

“อย่าบอกนะว่าตอนไอ้พี่เป้ทำมึงก็ทำหน้าอย่างนี้น่ะ” ผมจะต้องอกแตกตายแน่ๆที่รู้ว่ามันไปทำหน้ายั่วอารมณ์คนอื่นที่ไม่ใช่ผมน่ะ ไม่มีใครรู้หรอครับว่าหน้าตอนมีอารมณ์ของแฟนน่ะยิ่งกว่ายาปลุกชั้นไหน

แล้วตอนนี้ไอ้เบ๊บก็กำลังมีอารมณ์

“ไม่รู้อะ ตอนนั้นปิดไฟ”

“เวรเหอะ”

ผมทนฟังต่อไม่ได้แล้ว ในเมื่อทุกอย่างที่พี่เป้ทำมันยังฉายชัดอยู่ในความทรงจำของไอ้เบ๊บขนาดนี้ ผมก็คงจะต้องลบร่องรอยนั้นออกจากมันให้ได้เสียก่อน ไม่ได้เพื่อความสุขของตัวเอง แต่เพื่อความสบายใจของเบ๊บเอง

ผมประกบปากลงไปอีกครั้ง ก่อนที่จะค่อยๆเลื้อยมือเข้าไปเข้าไปในเสื้อของอีกคน เบ๊บสะดุ้งตัวทันทีที่รับรู้แต่มันก็ไม่ว่าอะไร ผมจึงพยายามดึงความสนใจทั้งหมดของมันไปอยู่ที่การจูบ ให้เบ๊บเป็นคนชักนำจูบเอง

ผ่านไปไม่นานเสื้อยืดที่มันใช่ใส่นอนก็หลุดออกจากตัวอย่างง่ายดาย ปากที่เคยแนบชิดอยู่ตลอดเวลาผละจากกันเพียงแค่ตอนที่ผมบอกให้มันยกแขนขึ้นเพื่อถอดเสื้อออกเท่านั้น

“อื้ออออ” เสียงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของผม แต่เป็นของคนที่ยังนั่งอยู่บนตักไม่ขยับไปไหน เมื่อผมผละจากริมฝีปากไปขบเม้มส่วนอื่นๆของผิวกายที่อยู่ตรงหน้าแทน

เบ๊บเป็นคนขาว ผอม และเตี้ย มันถือว่าตัวเล็กสำหรับเด็กวัยเดียวกัน สาเหตุก็ไม่ยากเลย เพราะนิสัยขี้เกียจของมัน แทบจะไม่ออกไปไหน การไปไหนกับผมทีก็คือการไปเล่นเกมในร้านแอร์เย็นๆ ดูไก่ก็ในร่ม แล้วไหนจะแว้นก็ตอนกลางคืน ตัวมันแทบจะไม่โดนแดดเลย

สองคือมันเป็นคนเลือกกินที่สุดในโลก กินแค่ของที่อยากกิน แต่แปลกที่มันกินผักแต่ไม่ชอบกินเนื้อ นั่นแหละครับร่างกายมันถึงขาดโปรตีน

แต่ตัวเท่านี้ก็ดีเหมือนกัน จับพอดีมือ

“มันต้องทำแบบนี้ด้วยหรอ” เบ๊บถามเสียงสั่นตอนที่ผมดูดเม้มทั่วอกไปเรื่อย สิ่งที่ผมทำคงจะสร้างความเสียวส่านให้มันพอสมควร และที่แน่ใจก็คือพี่เป้ต้องไม่เคยทำแบบนี้ให้

“อืม” ผมตอบรับเบาๆ ก่อนจะกลับมางับริมฝีปากบางต่อ คงต้องเบี่ยงความสนใจกันหน่อย เพราะตอนนี้เราควรจะไปขั้นต่อไปได้แล้ว

ผมค่อยๆล้วงมือไปในกางเกงนอนขาสั้นของมัน ยังไม่ทันถึงส่วนที่พึงประสงค์ ไอ้เบ๊บก็รีบตะปบมือผมไว้ทันที

“เดี๋ยว!”

ผมรู้ว่ามันกลัว แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นหน้าตาตื่นขนาดนี้ “ไหวไหม ไม่ไหวก็พอ” ผมพูดเบาๆพลางเอามืออีกข้างที่ไม่ได้อยู่ในกางเกงมันมาปาดคราบน้ำลายที่ไหลยืดออกมาตามริมฝีปากอีกคน

“เบ๊บ...ผม...ผมกลัว” ตอนนี้มองจากหน้าปากซอยยังรู้ว่าอารมณ์ต่างคนต่างไปไกลแล้ว แต่ถ้ามันไม่พร้อมผมก็ไม่เร่งเร้า จะให้หยุดทุกอย่างก็ได้หากมันต้องการ

“เท่าที่มึงไหว” แม้ว่ากูจะต้องอดทนอดกลั้นมากมายจนาดไหนก็ตาม เอื้ออออออออ

“พี่จะไม่ทำให้ผมเจ็บใช่ไหม”

“ไม่มีวัน”

พอผมตอบไปอย่างนั้น ไอ้เบ๊บก็หลับตาเหมือนกำลังตัดสินใจอยู่ ผมก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่กลับไปซุกไซ้ซอกคอขาวของอีกคนอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้เบ๊บใช้เวลากับตัวเองก่อน

จนสุดท้ายเมื่อมันเคลิบเคลิ้มตามผม มือที่เคยจับค้างอยู่ก็ปล่อยออกเหมือนเป็นการอนุญาตให้ผมทำต่อ

“ยกขาหน่อย” ผมเอ่ยบอกคนที่นั่งอยู่บนตัก เพื่อถอดกางเกงขาสั้นตัวน้อยออกไปให้พ้นทาง ซึ่งเบ๊บก็ยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี

อ่า อันนี้ขอเป็นความลับนะครับว่าเวลานอนที่ห้องตัวเอง เบ๊บมันจะไม่ใส่กางเกงใน มันเคยบอกผมว่าเพราะขี้เกียจซัก และการนอนโดยไม่ใส่นั้นสบายกว่าปกติเป็นไหนๆ

ดังนั้นตอนนี้เมื่อกางเกงนอกตัวเดียวที่ปกปิดช่วงล่างของอีกคนหายไปพ้นทาง ร่างกายมันก็เปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้าผม

“ฮื่อออ จะมองอะไรนักเล่า” เพราะผมมัวแต่หลงไปกับทุกอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน จนลืมสนใจจูบเร่าร้อนที่คลอเคลียกันเมื่อกี้ไปสนิท ไอ้เบ๊บถึงกับต้องเอามือมาดันหน้าผมให้เงยขึ้นไปมองเพดาน

แต่ก่อนตอนยังไม่ขึ้นมัธยมผมจำได้ว่าเรายังแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันอยู่เลย อย่าว่าแต่เห็นหนอนกันและกัน ถูให้กันก็ทำมาแล้ว แต่ทำไมมาเห็นของมันตอนนี้แล้วหน้าผมร้อนขึ้นมาก็ไม่รู้  

แม่งจะขาวไปไหนเนี่ย

“ไม่มองจะทำได้ไงล่ะ” ผมไม่รอช้า สะบัดหน้าออกจากมือมันแล้วจับแกนกลางลำตัวนั้นเป็นตัวประกันแทน ส่วนอีกข้างก็ยังรั้งเอวบางเข้าหาตัวเองไว้

“ยิ้มอะไร!”

ผมไม่ได้ตอบแต่ยังคงยิ้มต่อไป ไม่ได้อะไรนะครับ แค่พอใจที่ของมันเล็กกว่าของผมน่ะ

“ขยับนะ” ผมถามดูก่อนเพราะไม่แน่ใจว่ามันพร้อมหรือเปล่า อยากจะให้ทุกๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“จะบอกเพื่ออะไร พี่จะทำไรก็ทำไปเถอะ...อ๊ะ”

ตามคำขอทุกประการ ในเมื่อคนดีบอกมาอย่างนั้นพี่ก็จัดให้ครับ ผมเป็นผู้ชายเหมือนกันยังไงก็รู้ว่าตรงไหนที่ทำให้รู้สึกดี

ผมเริ่มจากค่อยๆขยับมือขึ้นลงช้าๆก่อนให้เบ๊บผ่อนคลาย ตอนแรกทำไปก็สบตากัน แต่เพราะผมเอาแต่ยิ้มที่ได้เห็นหน้าตอนนี้ของมัน เบ๊บถึงซบหน้าลงไปกับบ่าผมแทนที่จะมองหน้ากันต่อ

“อือ...ทะ...ทำไม...ทำเก่งจัง อะ”

ผมไม่ได้มีรสนิยมชอบผู้ชาย ที่ผ่านมาแฟนทั้งหมดของผมเป็นผู้หญิง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมจะเคยไปทำให้ผู้ชายคนอื่นนะครับ ยังไงเบ๊บก็คนแรกที่ผมทำให้

“มึงคนแรก” ผมกระซิบตอบข้างหูคนที่ตอนนี้มุดหน้าลงไปใหญ่แล้ว ยิ่งผิวขาวเท่าไรตอนเขินมันก็ยิ่งแดงเท่านั้น แม่งโคตรเกินไปเลย

“จริงอะ...แฮ่ก เบาๆหน่อย”

ผมไม่ฟังมันอีก การที่ผมชักหนอนน้อยให้อยู่แล้วมันยังมาถามนู่นนี่แปลว่ายังทำไม่ดีพอ ผมเลยเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นไปอีก ตอนนี้ทั้งห้องมีแค่เสียงของไอ้เบ๊บเท่านั้นที่ครางเสียงหวาน สลับกับเสียงมือผมที่เสียดสีอยู่กับส่วนกลางของมัน

.

.

.

ในที่สุดผมก็พอจะรับรู้ได้ว่ามันใกล้จะถึงแล้ว ผมใช้มือข้างที่พยุงร่างมันก่อนหน้านี้จับคางคนข้างบนให้เงยขึ้นมาสบตากัน ผมไม่ยอมให้มันเสร็จสมอารมณ์หมายไปโดยไม่เห็นหน้าผมหรอกนะ เพราะผมอยากเห็นหน้ามันไงล่ะ อยากรู้ว่าตอนเบ๊บรู้สึกมากที่สุดจะเป็นยังไง

“เบ๊บ เงยหน้าหน่อย”

“อ๊ะ อื้ออออ ไม่!”

“มองหน้ากู”

“อะ...อย่า...” ไอ้เบ๊บส่ายหน้ายิก แต่พอสู้แรงผมไม่ไหวมันก็ยอมเงยหน้าขึ้นมา แต่กลับหลับตาลงแทน

วันนี้นอนแบบไม่ปิดแอร์ เพราะงั้นทั้งห้องก็ร้อนไปหมด แต่ตรงหน้าผมแม่งร้อนแรงกว่าอากาศอีก เหงื่อซึมลงมาตามใบหน้าจนชุ่ม ไม่ใช่เพราะร้อนแต่เพราะมันกำลังเกร็ง แล้วไหนจะปากที่เผยอออกเพื่องับลมเข้าไป อื้อหือ ภาพนี้ถ้าใครเห็นไม่ตายก็เผาไปเลย

โคตรฮ็อต โคตรน่าเอา

“ลืมตา” ผมบอกมันอีกครั้ง แต่ไม่ว่ายังไงเบ๊บก็ดื้อด้านอยู่เหมือนเดิม มันหลับตาปี๋จนคิ้วขมวด

ได้ ถ้าเลือกอย่างนี้ก็ได้

ผมหยุดการกระทำทุกอย่าง เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้แม่งค้างตายไปเลย

“แฮ่ก...พี่บอยหยุดทำไม”

ในที่สุดไอ้เบ๊บก็ยอมลืมตามามองผมด้วยความสงสัย “กูไม่ทำแล้ว มึงดื้อ”

“ค้างงงงงง ทำต่อเลย” ไอ้เบ๊บเถียงไปหน้าแดงไป ผมรู้ว่ามันเขินที่พูดแบบนี้ออกมา แต่ความอายก็คงจะสู้ความอยากในตอนนี้ไม่ได้

“ทำเองดิ”

“ก็ได้วะ” อ้าวเห้ย แม่งไม่ง้อจริงๆด้วยเว้ย

ไอ้เบ๊บสะบัดเสียงใส่ผมก่อนจะปล่อยมือจากรอบคอผมมาชักรูดของตัวเองต่อ โลกสวยด้วยมือเบ๊บต่อหน้าต่อตาผมเลย

“อ่า อ๊ะ...อื้ออออออ” แค่นั้นไม่พอ พ่อคุณยังมาครางใส่หน้าผมอีก เห้ยนี่มันไม่หยามกันไปหน่อยหรอวะ

แต่บอกเลยนี่สเปเชียลวิวมาก มุมดีแม่งโคตรสุดของชีวิตลูกผู้ชาย

ผมปล่อยให้เบ๊บปลุกอารมณ์ดิบของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง โดยสายตายังสอดส่องไปทั่วร่างกายมัน เน้นหนักลงไปที่ช่วงล่าง ส่วนสองมือก็ลูบไล้ช่วยปลุกอารมณ์อีกคนไปด้วย

“เห้ยยย”

จนในที่สุดผมก็ทนไม่ไหว จับพลิกตัวไอ้เบ๊บให้ล้มลงนอนกับเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าไปแทรกกลางระหว่างขาสองข้างของเบ๊บที่กำลังตั้งชันขึ้น

นี่ก็ท็อปวิว

“พี่จะทำไรอะ...เห้ยอย่า”

ธรรมดาโลกไม่จำ แต่ไอ้เบ๊บต้องจำ ผมบอกแล้วว่าจะต้องล้างร่องรอยทุกอย่างที่เป็นตราบาปบนตัวมันออกให้ได้ ดังนั้นถ้าใช้มือยังไงก็คงต้องทับรอยพี่เป้อย่างแน่นอน

“พี่บอย...อา”

ผมค่อยๆใช้ปากครอบครองส่วนหัวของเบ๊บน้อยช้าๆ ดูดดุนเข้าไปอย่างไม่เร่งรีบ ซึ่งเรียกเสียงครางอย่างดี และเพราะก่อนหน้าทุกอย่างถูกปลุกเร้ามานาน สะกิดนิดเดียวไอ้เบ๊บก็ใช้สองมือเอื้อมมากดหัวผมให้ของมันเข้ามาในปากมากขึ้น เท้าสองข้างจิกลงบนผ้าปูที่นอนจนยับไปหมด

ผมเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น ก่อนที่อีกคนจะจิกเล็บแน่นแล้วกระตุกร่างเกร็ง

“อ๊ะ ไม่...ไหว...อื้ออออออ”

เบ๊บปล่อยทุกหยาดหยดออกมาจนหมดสิ้น ซึ่งวินาทีที่มันฉีดของเหลวเข้าใส่ปากผมก็เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ดีเหมือนกัน ผมเคยจินตนาการว่าถ้าน้ำขุ่นๆเข้าปากคงจะน่ารังเกียจน่าดู แต่พอเอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้แย่ ดังนั้นจึงค่อยๆกลืนลงไป มีบ้างที่มันไหลเลอะเทอะออกมาด้านนอก ผมก็จัดการกวาดเล็มให้หมดไม่เหลือคราบ

“แฮ่ก ใช้ปากทำไม มันสกปรก” พอตั้งสติได้อีกครั้งมันก็สูดหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วชันตัวขึ้นมาคุยกับผมที่ยังคงเล่นกับน้องชายมันอยู่

“มึงอาบน้ำแล้วนี่”

“แต่ก็ไม่น่าทำอยู่ดีอะ แล้วพี่จะพอได้ยัง” เออลืม คุยกันผ่านหว่างขาไอ้เบ๊บก็ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของผมเหมือนกัน

ผมผละออกมาจากของลับมันช้าๆ แล้วลุกขึ้นนั่งคุยกันดีๆ “เป็นไง ดีไหม”

“อะไรเล่า! ทะลึ่งนะพี่อะ” มันตีแขนผมพร้อมกับหน้าแดงขึ้นมาอีกรอบ ก่อนจะกลบสายตาผมแล้วตอบออกมาช้าๆ “แต่ดีโคตรๆ”

“ฮ่าๆ”

“แต่พี่บอย...ไม่ต่อแล้วได้ไหม เบ๊บยังไม่พร้อมอะ” ผมเข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง การมีอะไรกับผู้ชายคงใช้แค่อารมณ์ไม่ได้ แต่มันต้องศึกษาก่อน อย่าว่าแต่มันที่ไม่พร้อมเลย ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไงบ้าง

“เออ กูเข้าใจ ถ้าเผลอทำมึงเจ็บกูก็คงไม่สบายใจอีก” ผมลูบหัวมันช้าๆอย่างปลอบใจ ค่อยๆพัฒนากันไปทีละนิดดีกว่า

“ขอบคุณนะ” ไอ้เบ๊บยิ้มให้ผมช้าๆก่อนจะหยิบผ้าห่มมาคลุมช่วงล่างตัวเองไว้ คงเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้นั่งคุยกับผมในสภาพไหน

“เออ เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำก่อน มึงจะล้างตัวไหม” ผมถามย้ำ ถึงแม้มันจะปล่อยใส่ปากผม แต่ตอนนี้เนื้อตัวคงไม่สบายนัก ไหนจะเหงื่อท่วมตัว แล้วก็หน้าตาผมเผ้ากระเซอะกระเซิงนั่นด้วย

“พี่จะเข้าห้องน้ำทำไม”

“ทำคลอด” ผมตอบก่อนจะใช้สายตามองไปที่ช่วงล่างของตัวเองบ้าง กางเกงที่ผมใส่ก็แค่ผ้ายางยืดบางๆเหมือนไอ้เบ๊บนั่นแหละ แล้วผมก็แค่วัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่ร่างกายแข็งแรง รู้สึกตั้งแต่ตอนมันนั่งตักแล้ว บอกเลยว่าอดทนมาได้นานขนาดนี้นี่โคตรเก่ง

“อ่อ...เออลืม...” ไอ้เบ๊บทำหน้าเหวอเมื่อเห็นว่าผมก็มีความรู้สึกเหมือนกัน “งั้นเอ่อ...ผมทำให้ไหม”

“ฮะ?”

ไอ้เหี้ยยยยย นี่กูไม่ได้หูฝาดใช่ไหม

“เอ่อ...ให้เบ๊บทำให้ไง แบบที่พี่ทำเมื่อกี้”

.

.

.

“เอาสิ”

การทำดี ย่อมได้รับผลตอบแทนเสมอ










--Talk--

ปิดตา...

กรีดร้อง ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากขอโทษค่ะ...หายไปไหนอีกแล้วววว อ่านหนังสือค่า เราจะสอบแล้วฮือออออ ขอโทษนะคะที่ช่วงนี้มาช้าบ้างอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ก็พอให้อภัยได้อยู่เนาะ...

ไหนไรต์บอกไม่มีncไงคะ ก็ไม่มีนี่คะ ถ้าเห็นอะไรก็แปลว่าทุกคนตาฝาดไปเองทั้งนั้นค่ะ เราไม่เกี่ยวเน้ออออออ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามจ้า ยังมีคนรอไหนเนี่ย5555555 หายไปนานขนาดนี้ ฮึก น้องเสียใจจจจจ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}