mmeashin

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : OS : กอด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.พ. 2561 17:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
OS : กอด
แบบอักษร

“กอดกันอีกละ”

ประโยคเดิมๆ ที่มักจะถูกโยนออกมาจากคนรอบข้างที่เห็นกันเข้ามานัวเนียกับออฟ ความจริงคำพูดเหล่านี้มันก็น้อยลงกว่าเดิมหลายเท่า จะมีก็แต่สายตาที่มีใครซักคนนิยามว่าเหม็นความรักส่งมาให้

“มันเหนื่อย” คนถูกกอดก็มักจะพูดประโยคนี้ไปเสียทุกครั้ง ทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะเบี่ยงตัวหนี ยกมือขึ้นมาปัด หรือไม่ก็ทำหน้าเหมือนเหม็นข้าวบูดแท้ๆ ส่วนคำพูดที่ได้รับกลับมามันก็จะประเภทว่า “มีปกป้อง” หรือไม่ก็ “เวลาเปลี่ยนอะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปนั่นแหละเนอะ” ส่วนตัวเขาน่ะหรอ ทำได้แต่หัวเราะไปกับคำพูดเหล่านั้น

เวลาเปลี่ยน อะไรมันก็เปลี่ยนไปแบบนั้นหรอ ?

อาจจะจริงอย่างที่เขาพูดกันก็ได้ เมื่อก่อนนี้เขาไม่เคยเข้าใจว่ากันเป็นเด็กที่ชอบการสัมผัส อีกฝ่ายถนัดในการแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าคำพูดหรือการเขียนบรรยาย (ซึ่งข้อหลังนี่แน่นอนเพราะมันเขียนผิดเป็นประจำ) ออฟเลยตีความว่าการเข้ามานัวเนียใกล้ ๆ มันก็เป็นเหมือนการขอกำลังใจ แล้วอย่างนั้นมันจะแปลกอะไรถ้าเขาจะให้กำลังใจมันบ้างในบางครั้ง ก็งานมันหนัก คนก็เลยเหนื่อย ปกติป่ะวะ

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวัน ที่พวกเขาได้ทำงานด้วยกัน

“หน้าบึ้งเชียวมึง เหนื่อยอ่ะดิ่” เอ่ยถามในตอนที่ทีมงานสั่งเบรคกอง อย่างที่หลายคนรู้ว่ารายการรถโรงเรียน school rangers เวลาถ่ายทำกันนี่พวกเขาจะถ่ายกันตั้งแต่เช้าและลากยาวไปจนเย็น แล้วไอ้คนที่พกพลังมาเต็มปรี่แล้วใส่ทุกอย่างลงไปในตอนเช้าอย่างไอ้แสบเนี่ย ไม่มีทางอยู่รอดถึงตอนบ่ายหรอก

“อือ” พยักหน้าตอบกลับมา ก่อนจะเดินเข้ามานั่งข้างๆ แล้วเอามือขึ้นมาพาดบ่าผมอย่างที่มันชอบทำ เอนหัวมาพิงแขนตามสภาพคนหมดแรงอย่างที่มันทำ “ร้อนด้วย”

“กูก็ร้อน”

“ร้อนแต่พวกมึงก็กอดกัน” เสียงที่ลอยเข้ามาแทรกระหว่างบทสนทนาของทั้งคู่ทำให้กันต้องชะโงกหัวไปมอง

“อะไรสัตว์เลี้ยง เป็นสัตว์เลี้ยงห้ามพูดเยอะ”

ออฟหัวเราะผสมโรงไปกับการหยอกล้อของกันและสัตว์เลี้ยงของเขา อดสงสารเพื่อนรักของตัวเองไม่ได้ที่ต้องมาตกอยู่ใต้อานัติเด็กแสบ เขาเคยพูดแล้วใช่มั้ยละ ว่าเขามองออกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าไอ้เด็กเตี้ยข้างกายเขาเนี่ยมันแสบ

“เอาตัวหัวเราะอยู่นั่นแหละ ควรช่วยเพื่อนมั้ย”

“อะไร ไม่เอา ถือคติไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นกับสัตว์เลี้ยง”

“แหม จ้ะ เพื่อนรัก เมื่อก่อนตอนที่ร้อนนี่ไม่ยอมให้ใครแตะตัว นี่ยอมให้กันมันพิงนะ”

คนฟังทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบกลับไปในคำพูดนั้น สิ่งที่เตพูดมาเป็นอีกเรื่องที่เขาคิดหาคำตอบมาเมื่อนานแสนนานว่าเพราะอะไรเขาถึงยอมอยู่นิ่งๆ ให้กันมันมาวอแว ทั้งที่เมื่อก่อนถ้าอากาศร้อนๆ แล้วตัวมีแต่เหงื่อแบบนี้เขาคงไม่ทำเพียงแค่เดินหนีแต่คงมีเหวี่ยงใส่ ก้มมองคนข้างกายที่เอาแต่กอดไม่ยอมปล่อย

“เด็กมันเหนื่อย” และก็เป็นอีกครั้งที่ในสมองของเขาสรุปเหตุผลออกมา ก่อนจะสะกิดให้ทุกคนลุกเมื่อตอนที่เขาประกาศเรียกรวมตัว

การถ่ายทำที่ลากยาวไปจนถึงสามทุ่มทำสูบพลังงานในร่างกายไปมากพอสมควร ถึงแม้ว่ารอยยิ้มและเสียงให้กำลังใจมากจากแหล่าแฟนคลับจะช่วยทำให้ทีมงานมีพลังขึ้นมาบ้าง แต่ก็มีบางครั้งมันก็เกินลิมิตของร่างกาย

“ไหวป่ะ” พี่ทีมงานคนหนึ่งที่พอจับสีหน้าของออฟได้กระซิบถามเบาๆ ในตอนรอถ่ายตอนสุดท้าย เขายิ้มรับพร้อมกับตอบว่ายังไหวกลับไป

“ป่าปี๊อ่ะ” กันเดินมาพร้อมกับน้ำหวานในมือ ก่อนมือที่ถือแก้วจะเปลี่ยนมาเป็นกอดตัวไว้หลวมๆ อย่างที่มันชอบทำ “วันนี้ถ่ายดึกเลยอ่ะ”

“อือ” เพราะหลอดที่คาบอยู่ที่ปากทำให้ตอบกลับไม่ถนัดเท่าไหร่ ตัดสินใจดูดมันรวดเดียวจนน้ำหมดแก้ว แล้ววางมันลงข้างตัว

“คราวนี้อะไรอีกอ่ะ” ยังคงเป็นเต ตะวันเพื่อนรักคนเดิมที่เดินเข้ามาถาม รอยยิ้มที่ส่งมานั้นใครมองก็รู้ว่ามันตั้งใจจะแซว

“ป่าปี๊เหนื่อย” กันตอบกลับไปทั้งที่คางยังเกยอยู่ที่ไหล่ของเขา

“อ่อ เหนื่อยก็เลยกอดให้กำใจกัน ว่างั้น”

“เอออ กำใจอ่ะมึง ต้องการกำใจ” ออฟผสมโรงไปกับคนตัวเล็ก

“ต้องการกำใจจากเพื่อนด้วยมะ” เตถามพลางอ้ามือตั้งท่าจะเดินเข้ามากอด แต่ปฏิกิริยาการตอบรับของออฟดันเป็นเท้าที่ยกขึ้นมากันไว้ จนได้รับสายตาล้อเลียนกลับมา “ทีกูละไม่ได้นะ แล้วนั่นอะไร”

ออฟเลื่อนตามองตามสายตา อดแปลกใจไม่ได้เมื่อมือของตัวเองดันมาประคองมืออูมๆ ของคนที่กอดเขาไว้ เลือกที่จะยักไหล่ตอบกลับไปตามสไตล์คนคูล ทำให้เตต้องส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนที่จะต้องสลายตัวเพราะสัญญาณการเรียกรวมตัวก่อนถ่ายครั้งสุดท้ายที่ถูกส่งมา

“เทคสุดท้ายก็จะเป็นแค่การมอบของรางวัลนะ ไม่มีอะไรมากมาย รายชื่อก็อยู่ในสคริปต์หมดละ” สต๊าฟบีฟงานเตรียมถ่ายเทคสุดท้าย พร้อมบกับรายละเอียดอีกนิดหน่อย

“มานี่ดิ่มึง” หันไปลากกันที่ยืนอยู่นอกวง ให้เข้ามาฟัง อาจจะเพราะดึงแรงไปหน่อย ไอ้คนที่ถูกลากมันเลยงอแง

“มึงดึงแรงจังวะ”

“มึงหรอ” ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเดินย่างสามขุมเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ถอยหลังนี้ไปเรื่อยๆ เอื้อมมือไปคว้าเข้ามาในวงก่อนจะกอดมันด้วยความหมั่นเขี้ยว ถึงจะเวลาเพียงแค่ชั่วครู่ แต่ความรู้สึกประหลาดดันพุ่งเข้ามาในสมองจนเขาต้องรีบปล่อย สายตาดันสบกับเพื่อนรักที่มองมาตั้งแต่แรก ใบหน้าล้อเลียนของคนที่รู้เรื่องเขาจนรหมดไส้หมดพุงอย่างเต ตะวัน ทำให้เขาอดถอนหายใจไม่ได้ คงต้องคุยกับมันซะหน่อย


“กูว่าไม่มั่นใจใช่ว่ะ” เตเปิดบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา มองสีหน้าเหมือนคนคิดไม่ออกบอกไม่ถูกของเพื่อน แล้วอดถามต่อไม่ได้ “มึงก็รู้ใช่ป่ะวะ”

“เออ กูก็ว่า.....มันไม่ใช่ว่ะ”

ถ้าถามว่ามันไม่ใช่อะไร คำตอบแสนง่าย มันไม่ใช่นิสัยของเขา สิ่งหนึ่งที่คนอย่างออฟปฏิเสธมาตลอดคือความวอแวและความเยอะของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะใคร สนิทมากน้อยขนาดไหน ถ้ามาเยอะใส่เขา ร่างกายจะเปิดระบบการป้องกันตัวเองทันที แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าระบบการป้องกันตัวเองของเขามันเสื่อม หรือบางทีมันอาจจะทำงานปกติ แต่มันดันมีข้อยกเว้นกับคนเพียงคนเดียวขึ้นมา

“มึงไม่ชอบให้ใครจับมือ” เตเว้นจังหวะก่อนว่าต่อ “แต่มึงก็ยอมให้น้องมันจับมือ แถมเดี๋ยวนี้มึงยังจับมือน้องมันกลับอีก”

ออฟพยักหน้ายอมรับ

“มึงไม่ชอบให้ใครมาวอแว มาเยอะใส่มึงอ่ะ แต่กันนี่แบบ เป็นพวกชอบสกินชิพ มึงก็ยอมมัน กูว่ามึงควรคิดได้ละว่าเหตุผมมันคืออะไร”

สมองของคนฟังพยายามทำงานอย่างหนักในการหาคำตอบที่เพื่อนถาม แล้วเริ่มพูดออกมาจามความคิดของตัวเอง

“มันก็แค่เด็กชอบกอดคนป่ะวะ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องรังเกียจ มากอดขอกำลังใจหรือไม่ก็กอดให้กำลังใจอ่ะ ทำงานมาเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ ให้กำลังใจนิดหน่อยแบบนี้มันก็ไม่แปลก”

เตหัวเราะเบาๆ กับคำตอบของเพื่อนตัวเอง ไม่รู้ว่าควรจะสงสารหรือเห็นใจในความไม่รู้ทันหัวใจตัวเองของมันดี จะให้พูดให้มันเข้าใจ ก็คงจะไม่สนุก ในเมื่อเรื่องบางเรื่องมันควรค้นหาคำตอบด้วยตัวของตัวเอง

“แล้วแต่มึงละกัน”

“เอ้า พูดแบบนี้คือกะจะไม่ช่วยกูคิดแล้ว?”

“กูว่าเรื่องของนี้มึงหาคำตอบด้วยตัวเองดีกว่า” ตบบ่าเพื่อนสองสามที่ มองไปที่คนที่กำลังเดินเข้ามาใหม่แล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ กระซิบบางประโยคใส่หูเพื่อนก่อนจะเดินออกไป

“มายืนทำไรตรงนี้อ่ะ หาตั้งนาน”

“ออกมายืนรับลม” ตอบแบบขอไปทีก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย

“ป่าปี๊ยังไม่หายเหนื่อยหรอ?”

“หาย...”

ถึงคำถามจะเหมือนเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ แต่คนถามดันไม่รอฟังคำตอบ วาดแขนโอบรอบตัว เอาหน้าซุกลงไปที่หน้าอกของอีกคนเหมือนทุกครั้ง คนตัวสูงได้แต่ยื่นนิ่งให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจ ก้มลงมองหัวของอีกคน นึกถึงคำพูดสุดท้ายของเพื่อนรักที่กระซิบบอกไว้ก่อนเดินจากไป

‘แต่กูว่ามึงแค่ใช้คำว่าเหนื่อยเป็นข้ออ้าง เพราะถึงไม่เหนื่อยพวกมึงก็กอดกันอยู่ดี’

อาจจะจริงอย่างที่เตมันบอกก็ได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ เรื่องบางเรื่องคิดมากไปแม่งก็ปวดหัว แค่ทำแล้วไม่รู้ฝืน ทำแล้วไม่ได้รู้สึกลำบากใจ ทำแล้วรู้สึกดี จนบางครั้งก็อบอุ่นหัวใจ นั่นมันก็หมายความว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นเรื่องดีๆ ต่อจิตใจป่ะวะ ถ้าคำว่า ‘เหนื่อย’ จะเป็นเหตุผลที่เขาได้ทำเรื่องเหล่านี้ ก็ปล่อยมันไปเถอะ อย่าไปอะไรกับมันมากเลย

“ป่าปี๊ มึงเป็นไร” คนที่กำลังกอดเขาเงยหน้าขึ้นมาถาม แต่คนถูกถามยกมือขึ้นมากดหน้ากันลงไปที่อกตัวเองเหมือนเดิม ทำน้ำเสียงดุ กลบเกลื่อนตำแหน่งของมือตัวเองที่มันควรอยู่ข้างตัว แต่ดันกอดอีกฝ่ายกลับไปหลวมๆ

“อยู่เฉยๆ”


กูกำลังมีความสุข

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}