say windy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกที่ 15 ความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นในที่แคบๆบนผืนดินขนาด148,940,000 กม.²

ชื่อตอน : บันทึกที่ 15 ความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นในที่แคบๆบนผืนดินขนาด148,940,000 กม.²

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 255

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.พ. 2561 12:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกที่ 15 ความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นในที่แคบๆบนผืนดินขนาด148,940,000 กม.²
แบบอักษร

แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบร่างของเด็กหนุ่ม ส่งผลให้ต้องลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“อูย...” เสียงครางเบาๆดังขึ้นรับอรุณจากอาการปวดจี๊ดในหัวทำให้อีกคนที่กำลังเก็บของอยู่ไม่ไกลหันมามอง ดวงตาสีน้ำเงินฉายแววประหลาด

“ตื่นแล้วเหรอครับ? ดีขึ้นหรือเปล่า? เมื่อคืนคุณเมามากเลยนะ”

“...คิม?” กริชเงยหน้ามอง ก่อนเบ้หน้าเล็กน้อย แล้วซุกใบหน้าลงกับหมอน “ปวดหัวชะมัด” อย่าว่าแต่ปวดหัวเลย แม้แต่เสียงยังแหบจนน่าเกลียด

“เพื่อนคุณบอกว่าคุณดื่มเบียร์ไปสิบกว่าขวด จะแฮงค์ก็ไม่แปลก” คิมยื่นแก้วน้ำชามะนาวให้เขาดื่ม รสเปรี้ยวปนขมทำให้รู้สึกดีขึ้นมาอีกเล็กน้อย

“นายลากฉันกลับมาเหรอ?” คิมพยักหน้าแทนคำตอบ “...แล้วเสื้อฉันหายไปไหน” ความรู้สึกโล่งแบบแปลกๆทำให้เขาเพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพสวมกางเกงขาสั้นแค่ตัวเดียว

แว่วเสียงถอนหายใจออกมา “เมื่อคืนคุณเมามาก แถมอ้วกเรี่ยราดไปหมด หมดสภาพของความเป็นคนเลยล่ะครับ” แวมไพร์หนุ่มแจกแจงด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดกับเรื่องบางอย่าง

เขาจะไม่ดื่มเยอะอีกแล้ว

ความเงียบแปลกๆก่อตัวขึ้นทำให้กริชขยับตัวแบบทำอะไรไม่ถูก แล้วดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจ

ก็ก่อนหน้าเกิดเรื่องไม่ดีเท่าไหร่ระหว่างพวกเขา

“เมื่อคืน...คุณจำได้หรือเปล่าครับ?” คิมเป็นฝ่ายเกริ่นขึ้นมาก่อน กริชโบกมือเล็กน้อย

 “เมาขนาดนั้นใครจำไปจำได้ล่ะ ถ้าเรื่องที่นายไปทำอะไรกับเมโลก็ขอโทษด้วยที่ขัดจังหวะ”

“ไม่ใช่หรอกครับ...”

“นายไม่ต้องพูด ฉันรู้ล่ะว่านายแค่ให้อาหารกับเมโลเฉยๆ” เขาหัวเราะออกมาเสียงดังจนนึกโทษตัวเองนิดหน่อยว่าจะเสียงดังไปทำไม “แต่ไม่ดีเลยนะ นายน่าจะรีบบอกกันก่อน ฉันตกใจแทบแย่ นึกว่านายคบกับเมโลแล้ว ฮะๆๆๆ…” เสียงหัวเราะถูกกลืนเข้าลำคอ เมื่อร่างสูงสาวเท้าเข้ามานั่งเคียงข้างด้วยท่าทางจริงจัง ไม่ยอมรับมุกตลก

มือเรียวเอื้อมเข้ามาสัมผัสแก้มของเขา เกลี่ยเบาๆเหมือนกำลังครุ่นคิด “ผมทำเพราะความจำเป็น...” คิมพูดเรื่อยๆ ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวยจับจ้องมายังคู่สนทนาแน่นิ่งจนรู้สึกถึงความสั่นไหวภายใน “เป็นไปได้ผมอยากทำกับคุณแบบไม่มีข้ออ้างมากกว่า”

“ห๊ะ...” เดี๋ยวสิ หมอนี่กำลังพูดเรื่องอะไร?

 “กริชชช” เสียงประตูเปิดดังปัง เรียกให้ทั้งคู่พากันสะดุ้ง ผละออกจากกันแทบไม่ทัน ก่อนที่ร่างของกริชจะถูกโผเข้ากอดแน่น

“เป็นไงบ้าง จู่ๆคิมก็พรวดพราดออกไป คิดว่าจะไม่ทันซะแล้ว” เด็กสาวในชุดนอนพูดเสียงแตกตื่น พลางสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายเหมือนกำลังเช็คว่าเขายังอยู่ครบสามสิบสองหรือไม่

ท่าทางดูผ่อนคลายจนกริชไม่ถือสาอะไร “ไม่เป็นไรนี่ ก็แค่ไปดื่ม” อย่าบอกนะว่าคิมรู้ว่าเขาจะเมาปลิ้นอยู่ที่ร้านเลยรีบมารับกลับ หมอนี่มีระบบติดตามตัวขนาดนั้นเชียว

จะว่าไป เมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืนก็พาลให้ปวดหัวขึ้นมา ทำไมเขาจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยล่ะ?

เมโลได้ยินดังนั้นจึงมีสีหน้าดีขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กจะเข้ามากอดเอวเขาอีกรอบพลางซุกไซ้เหมือนแมวอ้อนเจ้าของ “ฉันไม่คิดจะแย่งคนของนายเลยนะ สาวน้อยตัวเล็กน่ารักอย่างฉัน ผู้ชายในฝันก็ต้องหล่อกับสุภาพกว่านี้สิ”

กริชขยับยิ้มกว้าง ใช้มือดันร่างบางออกแล้วจัดการอุ้มให้นั่งตักตัวเองดีๆแล้วลูบหัวเบาๆเป็นเชิงหยอกล้อ “จ้าๆ คนตัวเล็กน่ารัก”

เสียงหัวเราะคิกคักทำเอาบุคคลที่สามรู้สึกโมโหขึ้นมาจนเผลอหลุดปาก

“ใช่สิ ผมมันไม่น่ารัก”

ทีกับเขายังไม่เคยเล่นอะไรแบบนั้นบ้างเลย

คิมมองกริชที่เอาอกเอาใจคนตัวเล็กสุดในกลุ่มแบบออกนอกหน้าก่อนสะบัดหน้าหนีด้วยความโมโห ทิ้งให้คนถูกโกรธมองตามอย่างงุนงง

“...นายเป็นอะไรอีกล่ะ?”

คิมแปลงร่างเป็นค้างคาวตัวเขื่องแล้วมุดรูขึ้นไปบนเพดานแทนคำตอบโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของมนุษย์ที่ร้องเรียกแบบสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ภาพที่เมโลลอบขำออกมาเล็กน้อย “…พวกนายนี่เหมือนคู่รักแต่งงานแล้วจริงๆ”

อะไรวะ...กริชนึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจ

ทะเลาะกันบ่อยๆจะเหมือนคู่รักแต่งงานได้ยังไง...ไม่สิ ปัญหาคือพวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ต่างหาก

“ไร้สาระน่า” พูดจบเด็กหนุ่มก็จัดการ ‘โยน’ เด็กสาวลงบนเตียงแบบไม่ปรานีปราศรัยแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องโดยทิ้งเสียงโวยวายว่าไร้ความละเอียดอ่อนไว้ข้างหลัง

หลังจากล้างหน้าล้างตาพร้อมหาเสื้อผ้าใส่เรียบร้อยแล้วถึงได้นึกอะไรขึ้นมาได้

จริงสิ ต้องโทรหาพวกไบรอันก่อน เขากลับมาแบบนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ แล้วต้องโทรอวยพรวันเกิดเจ้าของงานด้วย

คิดได้ดังนั้นจึงหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์ทันที พลางเอื้อมมือไปเปิดวิทยุตามความเคยชิน “...ไม่ติดเหรอ?” เสียงสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้งก่อนแทนที่ด้วยความว่างเปล่าเหมือนสัญญาณถูกตัดไปเสียเฉยๆ ทั้งไบรอัน เจนี่ รวมถึงเพื่อนร่วมก๊วนเมื่อคืน ทุกคนต่างพากันไม่รับมือถือของเขา

“กริชชช ข้าวเช้าเสร็จแล้ว รีบตามมาสิ” เสียงเรียกของเมโลดังขึ้นมาจากชั้นล่าง

สงสัยจะเมาจนลุกขึ้นมาไม่ได้ ตอนนี้เขายังปวดหัวไม่หายเลย

ช่างเถอะ ไว้จะโทรขอบคุณอีกทีล่ะกัน

เด็กหนุ่มถอนหายใจก่อนเดินลงไปด้านล่างตามเสียงเรียก

เสียงวิทยุข้างหัวเตียงดังขึ้นเป็นระยะๆ

ข่าวท้องถิ่นล่าสุดจากปากของผู้ประกาศข่าว นั่นคือข่าวที่ว่าเกิดการฆาตกรรมหมู่ขึ้นในย่านสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง คาดว่าเกิดจากการเสพยามากไปจนเกิดอาการประสาทหลอน

บันทึกที่ 15

ความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นในที่แคบๆบนผืนดินขนาด148,940,000 กม.² 

ย่านสถานบันเทิงตอนกลางวันที่ปกติควรจะเงียบสงบ ทว่าในวันนี้กลับมีแต่คนออกมามุงดู นักข่าวต่างเข้ามาเต็มพื้นที่ รอบด้านดูวุ่นวายจนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยเข้ามากันให้คนออกไป

สีหน้าเจ้าของผับดูเคร่งเครียดขณะตอบคำถามของตำรวจ เช่นเดียวกับคนอื่นๆซึ่งดูซีดเผือดจากการเห็นฉากสลดใจตรงหน้าแถมยังต้องถูกสืบสวนไม่ต่างกับผู้ร้ายเสียเอง

ศพถูกห่อผ้าแล้วลำเลียงขึ้นรถทีละคนสองคนหลังจากเจ้าหน้าที่ช่วยกันเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มร่างสูงใช้ผ้าเช็ดโซฟาที่เปื้อนไปด้วยเลือด กลิ่นคาวฉุนเสียจนใช้ผ้าปิดจมูกยังเอาไม่อยู่ ถุงมือเต็มไปด้วยเลือดเช่นเดียวกับเสื้อผ้าป้องกันจากการต้องมาขนศพออกจากห้องคาราโอเกะส่วนตัว สภาพในห้องดูดีขึ้นมากว่าตอนแรกเพราะได้ทำความสะอาดเกือบหมดแล้ว

“โหดชะมัด” คำอุทานหนึ่งเดียวที่เทลเลอร์มอบให้กับเหตุการณ์นี้ “ถึงจะเมากันก็เถอะ แต่ทำอีท่าไหนกลายเป็นการฆาตรกรรมหมู่ไปได้”

ทุกคนล้วนแต่มีสีหน้าหวาดกลัว ตามเนื้อตัวมีแต่เลือด บาดแผลมากมายดูสยดสยอง ร้ายสุดคืออวัยวะภายในทะลักออกมา ถึงเขาจะทำอาชีพนี้แล้วจะเจอเรื่องแบบนี้มาเยอะ แต่ใช่ว่าจะต้องเคยชินไปซะหมด

ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องแล้วดึงที่ปิดจมูกออก ถอนหายใจยาว คิดว่าที่เหลือคงต้องปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญมาจัดการเองจะดีกว่า

เขาเดินไปทางตำรวจนายหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้ารับผิดชอบคดีนี้ เสียงพูดคุยแว่วมาเป็นระยะ “จากพยานบอกว่าหันมาอีกทีคนในห้องก็ยกมีดมาแทงเพื่อนตัวเอง แล้วเกิดการต่อสู้กันโดยใช้อาวุธ”

“ผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด13คน ชาย 8 หญิง 5 ทุกคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ก่อนเกิดเหตุดูเหมือนว่าจะเป็นงานวันเกิดของหนึ่งในผู้เสียชีวิตครับ”

แพทริคซึ่งรับหน้าที่ทั้งฮันเตอร์รวมถึงหัวหน้ากรมตำรวจเอ่ยขึ้น “ไม่มีคนรอดชีวิตเลยหรือไง?”

คดีนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะคนที่ตายล้วนแต่เป็นลูกของพวกชนชั้นสูงกันทั้งนั้น ตอนโทรไปแจ้งข่าวทุกคนต่างตกใจ เสียใจ และโกรธแค้น สั่งเสียงเด็ดขาดว่าต้องสืบหาความจริงให้ได้ โดยมองข้ามว่าลูกตัวเองอาจฆ่ากันเอง

ถ้าไม่มีผู้รอดชีวิต เรื่องนี้ก็คงไม่ต่างกับหลุมดำ

“มีครับ” เสียงทักท้วงดังขึ้นมาจากอีกทาง “มีคนเล่าว่ามีคนหนีออกมาแล้ววิ่งหายไป เพราะว่าทุกคนมัวแต่ตื่นตกใจเลยไม่มีใครไล่จับตัวเขาทันครับ”

“สอบถามพยานหรือรูปพรรณสัณฐานหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้วครับท่าน”

ผ่านมาไม่ถึงสิบนาที เอกสารพวกรูปถ่ายกับรายละเอียดก็ถูกส่งให้

“ทุกคนล้วนจบมาจากโรงเรียนเดียวกัน…” เสียงเปรยดังขึ้นหลังจากรับแจ้งเรื่องคร่าวๆ “โรงเรียนลูกคนรวยซะด้วย...น่าเสียดาย”

“ถ้ายังไงควรเร่งตามจับตัวอีกคนที่หนีไปก่อนดีกว่าครับ เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม” เทลเลอร์พูดขึ้น เรียกให้ทุกคนหันไปมองเล็กน้อย

“นั่นสินะ...ลงชื่อตามตัวผู้เกี่ยวข้องและประกาศจับตัวผู้หลบหนีเดี๋ยวนี้เลย” หลังจากตัดสินใจได้จึงหันไปออกคำสั่งทันที

“ผมอยากได้ความแน่นอน...คุณเทลเลอร์ ช่วยตามตัวน้องชายของคุณมาให้ข้อมูลหน่อยได้ไหมครับ” ชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงพูดขึ้น สีหน้าชัดเจนว่าห้ามปฏิเสธ

เทลเลอร์ไม่ตอบในทันที ดวงตาหรี่ลงอย่างครุ่นคิดกับเรื่องบางอย่าง

สถานที่เกิดเหตุมีทั้งฝิ่น กัญชาทั่วไป ดูก็รู้ว่าเกิดจากการเสพเกินขนาดจนเกิดภาพหลอน แล้วมันคงทำให้ลืมความเป็นเพื่อนและฆ่ากันเอง ในสมัยก่อนของพวกนี้เอาไว้ในทางการแพทย์ ทว่าสุดท้ายผู้คนก็เอาไปใช้ในทางเสื่อมเสีย กระทั่งในยุคนี้มันกลายเป็นของกึ่งถูกกฏหมาย แต่ใช่ว่าผลเสียของมันจะหายไปด้วย

แถมคราวนี้ผู้เสียชีวิตดันเกี่ยวข้องกับคนที่เขานึกอยากจับขัง จะได้ไม่ไปก่อเรื่อง

หมอหนุ่มถอนหายใจเฮือก เลือกที่จะตัดใจก่อนเอ่ย

“น้องชายของผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้ายังไงก็อย่าทำให้เกิดเรื่องมากไปกว่านะเลยนะครับ…”

“ไม่ต้องห่วง ทางเรามีเหตุผลมากพอ” อีกฝ่ายตอบรับ แต่สีหน้าคนพูดทำให้รู้สึกหนาวไปถึงสันหลัง

สมัยก่อนน่ะเหรอ น้องชายสุดเลิฟของเขาก่อเรื่องไปทั่ว มีเรื่องกับคน ปล้นธนาคาร ทำร้ายตำรวจ ต่อยตีกับแก๊งอันธพาล หลังๆเริ่มเบาบ้างแต่เกิดเรื่องบ่อยผิดปกติจนต้องคอยจับมองเมื่อมีโอกาส เพราะรายชื่อติดท๊อปวันในฐานะตัวอันตรายที่ต้องตามจับแต่ดันจับไม่ได้สักที แถมกฏหมายดันบอกว่าถ้าหลบหนีได้จะปล่อยไป เจ้าตัวก็ฉลาดพอจะหนีอีกต่างหาก ตอนนี้ก็เริ่มเพลาๆเหมือนเสือหลับเลยไม่มีใครกล้าเข้าไปแหยม แต่งวดนี้พวกตำรวจคงสุดทนเลยคิดไปว่ากริชน่าจะมีส่วนร่วม ทั้งที่ก็มีคนบอกแล้วว่ากลับก่อนจะเกิดเรื่อง

ไอ้กริช ไอ้เวรเอ้ย กินเหล้าม่อสาวที่ไหนเขาไม่เคยห้าม เลิกทำมาตั้งนานแล้วพอกลับมาอีกรอบไหงทำคนฆ่ากันตายได้วะ

แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อในตัวน้องชายอยู่ดี

เอาเป็นว่าถ้าเจ้าคนอารมณ์ร้อนดันต่อยพวกตำรวจอีกรอบก็ซิวมันเข้าคุกได้เลยนะครับ...

“อ่อก!” เสียงไม่น่าพิศมัยดังขึ้นเป็นระยะจากเด็กหนุ่มผู้เริ่มเรียนรู้คำว่าแฮงค์เป็นครั้งแรกในชีวิต

“เฮ้ยกริช ชั้นว่านายไม่ไหวแล้วนะ ไปหาหมอเถอะ” เด็กสาวพูดด้วยความเป็นห่วง มองคนที่โก่งคออ้วกในห้องน้ำจากระยะไกลนิดหน่อย “นายดื่มไปเท่าไหร่เนี่ย คออ่อนเกินไปแล้ว”

ตั้งแต่เช้ายันเที่ยงดูเหมือนเด็กหนุ่มจะเกิดอาการแปลกๆขึ้น ตอนแรกก็ยังปกติดี แต่พอได้กินข้าวเช้ากลับอาเจียนออกมาหมด ใบหน้าเริ่มซีดเซียวจนลอบคิดในใจว่าถ้ายังมีอีกรอบเธอคงต้องแบกคนป่วยไปให้น้ำเกลือจริงๆ

“...ปกติฉันไม่เคยเป็นขนาดนี้” เด็กหนุ่มหันมาพูดเสียงขุ่น ก่อนรับน้ำจากคิมมาลดความขมปร่าในคอ แล้วลากสังขารทิ้งตัวลงนอนกับพื้นเตียงแบบหมดเรี่ยวหมดแรงจนน่าสงสารโดยมีคิมคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

ท่าทางห่วงนักห่วงหนาจนเมโลอดหมั่นไส้ไม่ได้

“หรือว่านายแพ้ท้อง?”

“บ้านเธอสิ” กริชหันขวับไปด่าทันทีกับข้อสันนิฐานสุดแสนจะบรรเจิด

“แล้วจะมีสาเหตุอื่นอีกเหรอยะ” เมโลหัวเราะเบาๆ ยั่วให้กริชลุกขึ้นจะไปหา ทว่าคิมกลับคว้าแขนของเขาเอาไว้ แล้วพูดเสียงเย็น

“สารเสพติด...”

“หืม?” กริชกับเมโลหันไปมอง

“ตั้งแต่เมื่อคืนจนตอนนี้ผมได้กลิ่นอะไรแปลกๆจากตัวคุณ...คุณไปทำอะไรมาเหรอครับ” คิมเปรยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

กริชรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อคืนตัวเองไปทำอะไรมา

ตัวเขาไปกินอย่างเดียว แต่ดูเหมือนคนอื่นๆจะไม่จบแค่ร้องคาราโอเกะกัน

“เอ่อ...เปล่านี่ แต่ว่าพวก...”

RRR

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ ก่อนที่คิมจะเป็นคนเดินไปรับ

เสียงพูดคุยฟังไม่ชัด แต่สีหน้าของคิมดูเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตาจนกริชนึกสังหรณ์ใจไม่ดี

เหมือนกับว่ากำลังเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นยังไงยังงั้น

“คุณกริชช่วยอยู่ที่บ้านก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะกลับมา” แล้วก็เป็นดังคาดเมื่อคิมหันมาพูดกับเขาหลังจากวางสายไปแล้ว

“เกิดอะไรขึ้น”

คิมไม่ตอบในทันที “มีเรื่องเกิดขึ้น แต่สภาพของคุณตอนนี้คงไปไหนมาไหนไม่ได้” ชายหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อโค้ทตัวหนาของตัวเองก่อนเดินออกไปจากห้องแบบไม่พูดอะไรอีก

“เดี๋ยวสิเฮ้ย นี่ยังเที่ยงอยู่นะ” เด็กหนุ่มลุกพรวดจะไล่ตาม แต่เกิดอาการหน้ามืดกลางอากาศ โชคดีที่เมโลคว้าคอเสื้อของเขาเอาไว้ได้ทันก่อนหัวจะวูบลงพื้นในสภาพอเนจอนาถ

เมื่อทำอะไรไม่ได้เขาจึงยอมนอนนิ่งๆแต่โดยดี

ไอ้หมอนี่ ลืมว่าตัวเองเป็นแวมไพร์รึยังไง

เกิดอะไรขึ้น? หรือเพื่อนของเขาไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารเลยโทรให้เขาไปจ่ายให้? แต่ตอนแรกไม่รับสายของเขาเลยไม่ใช่เหรอ

“เฮ้อ...” คิดๆแล้วก็เผลอถอนหายใจอีกรอบ เหลือบตามองเด็กสาวอีกคนซึ่งกำลังทำสายตาแปลกๆใส่

เมโลมองหน้าเขาอย่างชั่งใจเล็กน้อย “ยาเสพติด? ให้ตายสิ นายนี่คบเพื่อนเลวสมหน้าตาจริงๆเลยนะ”

“หน้าฉันมันยังไงไม่ทราบ”

“อืม...ตาขวาง ชอบยิ้มชั่ว ประมาณนั้น” ตอบแบบไม่พิจารณาเลยแม้แต่วิเดียว

“...มันแย่ขนาดนั้นเชียว?” มีแต่คนว่าเวลาเขายิ้มออกจะหล่อบาดใจ ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดๆเกิดขึ้นแน่ๆ

“ตอนนี้น่ะนายก็ยิ้มอยู่ แต่จริงๆนายเครียดตลอดเวลา นี่ขนาดนายป่วยนายยังเครียดขนาดนี้เลย มีอะไรอยากพูดก็พูดออกมาก็ได้นะ” เด็กสาวลุกขึ้นมาเก้าอี้แล้วมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ใช้นิ้วจิ้ม ๆ ตรงระหว่างคิ้วของเขา

“...ไร้สาระน่ายัยบ้าจะไปไหนก็ไปเลย” กริชพลิกตัวหนีเป็นเชิงปฏิเสธจนเมโลมุ่ยหน้า

“อะไรยะคนอุตส่าห์เป็นห่วง” ซัคคิวบัสสาวส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “ว่าแต่...ตอนแรกฉันคิดว่านายแพ้ท้องจริง ๆ นะ”

“…เธออยากกินลิ่มเงินเป็นของว่างเหรอ” เขาเหลือบตามองเป็นเชิงว่าถ้าพูดมากกว่านี้ได้เจอดีแน่ แต่เพราะสังขารไม่อำนวยอีกฝ่ายจึงยังพล่ามต่อเหมือนยังไม่รู้ตัว

“แหม เมื่อคืนอย่าบอกนะว่าพวกนายสองคนไปไม่ถึงไหนเลย” ซัคคิวบัสสาวตบหลังเขาเป็นเชิงหยอก

ประโยคแทงใจดำจนเด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีไปทางเดิม พูดเสียงนิ่งผิดปกติ “..ลืมไปแล้ว”

“นายโกหกเก่งนะ แต่งานนี้ไม่เนียน”

“ยุ่งน่า บอกว่าลืมก็ลืมสิ”

ใช่ เขาจำไม่ได้เลยสักนิด จำไม่ได้เลยว่าไปรุกแวมไพร์ประจำบ้านแต่ดันอ้วกใส่สลบเหมือดแบบหมดสภาพ เขาจำไม่ได้เลยสักนิดเดียว

ลืมๆมันไปเถอะ

“จำได้...นายจำได้แต่เนียนลืมใช่ไหม ตอบบบ” เสียงปีศาจกระซิบข้างหู

“หนวกหูเว้ย” หมอนข้างมือถูกโยนใส่เด็กสาวที่เบี่ยงตัวหลบอย่างอารมณ์ดีเมื่อการกระตุ้นได้ผล

“ฮ่าๆๆ ซึนเดเระ กริชซึนเดเระ”

“ซึนบ้าซึนบออะไร” เด็กหนุ่มลุกพรวดอย่างเอาเรื่องแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเมื่อเด็กสาวรู้ทัน เผ่นไปอยู่ประตูทางเข้าห้องเรียบร้อย บอกว่าจะเข้ามาเฝ้าเป็นระยะๆ ให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เสียงหัวเราะบาดหูดังไม่หยุดจนกริชนึกเสียใจที่เอาอีกฝ่ายเข้าบ้าน

ความสามารถของเมโลดูเหมือนนอกจากดึงพลังชีวิตหรือล่อลวงให้อีกฝ่ายมีเซ็กซ์กับตัวเอง ดูเหมือนอีกอย่างจะเป็นการอ่านใจเล็กๆน้อยๆ ถือเป็นความสามารถที่จะว่าสะดวกก็สะดวก จะว่าอันตรายก็อันตราย ถึงเมโลจะบอกว่าใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างก็เถอะ

ที่เขาล่าพวกซัคคิวบัสกันเพราะความปากมากแบบนี้รึเปล่าวะ...

“ถ้าเป็นอย่างที่เธอบอกจริงๆ เด็กคนนั้นก็รอดพ้นจากข้อกล่าวหาล่ะนะ” เสียงทอดถอนใจดังขึ้นจากชายวัยกลางคน มือหยาบกร้านด้วยอายุที่มากขึ้นลูบคางตัวเองไปมา สีหน้าฉายชัดถึงความเสียดายที่ไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมขึ้นจากเดิม “จริงๆอยากคุยกันตัวต่อตัว แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ไม่เป็นไร”

“ครับ” ถึงเขาอายุมากกว่าชายตรงหน้าหลายเท่าตัว ทว่าเพราะสายตากดดันจากคนอื่นทำให้จำใจสุภาพไว้ก่อน

ในห้องนอกจากชายผู้ดำรงตำแหน่งฮันเตอร์ควบด้วยนายพลใหญ่กับตัวเขาซึ่งเป็นแวมไพร์แล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่หลายคนรวมถึงเทลเลอร์นั่งฟังอย่างสงบ มีหลายคนยังทำหน้าไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา บรรยากาศในห้องอึมครึมเข้าขั้นวิกฤต แต่ดูเหมือนคนที่ควบคุมตัวเองดีที่สุดจะเป็นคนที่สูงอายุที่สุดในห้องทั้งสอง

หลังจากได้รับโทรศัพท์อธิบายเรื่องคร่าวๆ เขาก็ตัดสินใจตรงดิ่งมาที่นี่โดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นให้เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านฟัง เพราะพอเดาได้ว่าต่อให้ต้องคลานก็จะมาเพื่อรับรู้เรื่องทั้งหมดแน่

ใช้เวลาพักใหญ่ไปกับการอธิบายสาเหตุว่าทำไมเด็กหนุ่มที่เป็นพยานตัวสำคัญถึงมาไม่ได้ แลกกับอธิบายเรื่องราวภายในของโลกมืดเล็กน้อย หลังจากเห็นอะไรบางอย่างที่เขาคุ้นเคยสมัยอยู่ที่โลกทางนั้น

 “เพราะงานนี้มีสารเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้าทำได้ก็พาเขาไปตรวจร่างกายให้แน่ใจด้วย”

เทลเลอร์โพล่งออกมาทันทีว่าจะรับหน้าที่นั้นเอง

กริชเคยยืนกรานว่าถ้าไม่ใช่เทลเลอร์จะไม่ยอมให้ใครมาตรวจร่างกายอย่างเด็ดขาด ทำให้เขาจำต้องปฏิเสธการตรวจร่างกายไปท่ามกลางสีหน้าหนักใจของหลายๆคน คงเพราะการกระทำเอาแต่ใจแบบนี้ทำให้คำถามบางอย่างยังไม่ได้คำตอบที่ดี เพราะป่านนี้แล้วสารในร่างกายคงถูกขับออกมาตามกาลเวลา

มีการค้นพบสารเสพติดปนเปื้อนทั้งในร่างกายและภาชนะในห้องของผู้เสียชีวิตทุกคน เดาได้ไม่ยากว่าคงเกิดอะไรบางอย่างที่ทำให้ฆ่ากันเองโดนมีสารเสพติดพวกนี้ชักนำ

 “เพราะช่วงนี้ยาเสพติดบางตัวกลายเป็นของผิดกฏหมายไปแล้ว เลยมีพวกอยากลองดีแอบนำมันข้ามฟากเข้ามายังโลกฝั่งนี้ ฤทธิ์ของมันแรงกว่ายาทั่วไปหลายเท่า แค่สูดดมก็เกิดอาการหลอนได้ อันตรายจริงๆ”

ดูเหมือนช่วงหลายปีมานี้กฏหมายบางอย่างจะเข้ามาควบคุมคนได้บางส่วน ถือเป็นการพัฒนาที่ดีเมื่อนึกว่าที่นี่เคยสกปรกแค่ไหน

“เมืองนี้ติดกับประตูข้ามฟากมากที่สุด เป็นไปได้อยากให้พวกคุณเน้นเรื่องด่านตรวจคนเข้าเมืองกับเส้นทางที่สามารถขนส่งได้จะดีกว่า” คิมแนะนำเสียงเรียบ พร้อมพูดถึงเส้นทางที่เป็นต้นกำเนิดของยาพวกนี้จากความจำที่หลงเหลืออยู่ในหัว

คงกันได้บางส่วน แต่ถ้าแดนมนุษย์ผลิตได้เองเรื่องมันคงยุ่งยากมากขึ้น

“ที่นายพูดมา พวกเราก็ต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว” แพททริคพูดเสียงเข้ม ดวงตาดุดัน ซึ่งคิมก็หันไปจ้องกลับแบบไม่ยอมแพ้

สงครามประสาทดูไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ ถึงอยากจะต่อปากต่อคำ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขา

เมื่อจบเรื่องแล้วเขาจึงเดินออกมาจากห้องหลังจากถูกเทลเลอร์กำชับว่าอย่าให้กริชออกไปไหนมาไหนคนเดียวอีก มีหลายคนตามทางเดินและส่วนอื่นๆจับจ้องมาเหมือนเห็นของแปลก ด้วยรูปร่างสูงโปร่งดูแตกต่างจากคนอื่นๆ รวมถึงผิวที่ซีดขาวและดวงตาสีน้ำเงิน รวมถึงใบหน้าที่งดงามจนแทบแยกไม่ออกว่าคือผู้หญิงหรือผู้ชาย

คิมถอนหายใจด้วยความอึดอัด แวมไพร์แบบเขามาเดินเตร่ในแหล่งที่มีแต่มนุษย์ไม่ใช่เรื่องปกติเท่าไหร่

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ หากประเด็นสำคัญคือตัวเขามีชื่อลงทะเบียนรับรองชัดเจน ถึงจะมาอยู่กลางดงศัตรูทางสายเลือดอย่างฮันเตอร์ แต่กฏก็คือกฏ ว่าคนพวกนี้ทำอะไรเขาไม่ได้ถ้าเขาไม่เริ่มก่อเรื่องก่อน

มือของเขาหยิบซองที่ได้รับมาเมื่อครู่ มองมันอย่างเย็นชา

ภายในซองเป็นรากไม้ฝอยเล็กๆสีน้ำเงินเข้มแห้งกรัง ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่มันคือสารเสพติคที่พบในที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อคืนนี้

มันคือบุหรี่ธรรมดาสำหรับโลกมืด ใช้สำหรับสูบเพื่อความผ่อนคลาย บางสายพันธุ์ปีศาจถึงกับเอามาใช้เป็นกำยานอ่อนๆขณะร่วมหลับนอน เพราะมันใช้กระตุ้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงราคาไม่แพงมากทำให้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ทว่ากับมนุษย์ทั่วไปดูเหมือนจะเป็นยาเสพติดอย่างแรงจึงต้องถูกอัดเป็นผงเล็กๆแล้วผสมเข้ากับไส้ในของบุหรี่ทั่วไป

ถึงจะพูดแบบนั้น ทว่า ‘ฝนน้ำเงิน’ ก็ถูกห้ามนำเข้ามาในแดนมนุษย์ เนื่องจากอันตรายเกินไปด้วยเหตุผลบางประการ

ไม่รู้ว่าเพื่อนของกริชไปเอามาจากไหน แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าของพวกนี้เริ่มแพร่ขยายในเมืองนี้แล้ว

โชคดี...ที่เขารีบไปรับอีกฝ่ายมาก่อนจะเกิดเรื่อง

กริชอยู่กับพวกนั้นประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง ไม่รู้ว่าเริ่มใช้กันตอนไหน แต่คงนานพอดูจนร่างกายเกิดอาการต่อต้านชัดเจน นับว่าโชคดีที่อีกฝ่ายไม่ถึงขั้นเสียสติ แถมร่างกายกลับพร้อมใจกันขับออกมาจนหมด

ถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจ ที่ร่างกายของอีกฝ่ายมีเลือดบริสุทธ์ที่แม้ว่าจะกินของไม่ดีเข้าไปมากแค่ไหน พิษร้ายในร่างกายล้วนถูกขับออกมาหมดในหลายๆกรณี รวมถึงสาเหตุที่กริชชอบทำให้ตัวเองเลือดไหลก็เพราะแบบนี้เช่นกัน (ไม่นับที่ไปวอนหาเรื่องเจ็บตัวแบบไม่ได้ตั้งใจ)

แต่บางทีเขาควรสั่งสอนอีกฝ่ายให้เข้มงวดกว่านี้ ว่าอย่าตามเพื่อนตัวเองง่ายๆจนได้รับอะไรแปลกๆเข้าไป

ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวาย แล้วเขาหวั่นใจจริงๆว่าต่อไปคงเกิดเรื่องชวนปวดเศียรเวียนเกล้ามากกว่านี้แน่

โปรดติดตามตอนต่อไป

ความคิดเห็น