say windy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกที่ 14 รสเลือดและรอยจูบ

ชื่อตอน : บันทึกที่ 14 รสเลือดและรอยจูบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 275

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2561 21:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกที่ 14 รสเลือดและรอยจูบ
แบบอักษร

“แย่ล่ะสิ...ฉันทำให้พวกนายเข้าใจผิดกันซะแล้ว” เมโลลุกขึ้นด้วยความร้อนรน หลังจากเห็นกริชวิ่งออกไปทั้งแบบนั้น “ฉันจะไปตามเขา ต้องอธิบาย” ถึงส่วนตัวเธอจะไม่สนใจว่าใครจะมองตนเองยังไง แต่เธอไม่อยากทำร้ายความสัมพันธ์ของคนอื่นแบบนี้

ท่อนแขนถูกคว้าเอาไว้แน่นเรียกให้เธอหันไปมอง “...ไม่จำเป็น”

“แต่...”

“เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก” ใบหน้างดงามของแวมไพร์ฉายแววกดดันจนเธอนึกกลัว

“นี่นายก็บอกไปตรงๆสิว่าไม่อยากให้กริชเป็นคนทำ” ซัคคิวบัสลอบถอนหายใจเล็กน้อย เธอสะบัดแขนออกมาจนหลุด แล้วเดินไปหยิบเสื้อนอกมาสวมใส่ให้เรียบร้อยเช่นเดียวกับอีกคน

ปีศาจแบบเธอเพียงแค่อาหารของมนุษย์ก็ยังไม่พออิ่มท้อง อย่างน้อยต้องกินอาหารตามธรรมชาติของตัวเองเดือนละครั้งสองครั้ง สำหรับเธอจะออกไปหาข้างนอกก็ได้ แต่คิมบอกว่าถ้าทำแบบนั้นมันจะยุ่งยากเกินไป จะให้ดีเธอไม่ควรออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกนานมากนัก ยิ่งช่วงนี้มีเหล่าปีศาจถูกพวกฮันเตอร์ล่ามากขึ้นเรื่อยๆ

ปีศาจก็กินปีศาจได้เหมือนกัน พวกเธอไม่ได้ทำอะไรเกินเลย ทว่าเด็กหนุ่มที่มาเห็นคงไม่คิดแบบนั้น

ถ้าพูดออกมาหรือบอกกล่าวกันก่อน คนที่ต้องทำอาจจะเป็นมนุษย์คนเดียวภายในบ้าน เพราะพลังชีวิตที่มากมายกว่าพวกปีศาจมากนักแถมยังผลิตได้ตามอารมณ์ที่ไม่แน่นอน อย่างคิมแค่นิดเดียวเจ้าตัวก็เกือบทรุดแล้ว เพราะแต่เดิมก็ใช่ว่าจะแข็งแรงอะไร ตราบใดที่ยังไม่ได้สูบเลือดมนุษย์จนหมดตัวไปสักสิบหรือยี่สิบคน

แวมไพร์หนุ่มทำหน้านิ่งราวกับกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป

“คนใจดีแบบเขายังไงก็ลงมาทำเรื่องนี้แทนนายอยู่แล้ว พูดไปตรงๆไม่ดีกว่าเรอะ”

“...ฉันไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น” คิมพูดเสียงเครียดใส่ทันทีเมื่อได้ยิน

เมโลจุ๊ปากเล็กน้อยอย่างล้อเลียน “นั่นสิน้า...” คนขี้หวงก็ยังขี้หวงไม่เลิก

เธอเปลี่ยนใจล่ะ กริชไม่ละเอียดอ่อนไม่พอ แวมไพร์ตรงหน้าก็ดันเป็นพวกปิดปากเงียบไม่ชอบอธิบาย เรื่องมันถึงได้คาราคาซังมาตลอด

ที่เปียกไปทั้งตัวก็ไม่ใช่อะไร มันคือการใช้น้ำเย็นๆราดเพื่อเรียกสติไม่ให้ถูกสัญชาตญาณของปีศาจควบคุม หากไม่พอขึ้นมากริชคงเป็นเหยื่อรายต่อไป แถมดีไม่ดีคิมที่ถูกดึงพลังชีวิตไปก็อาจจะพลั้งเผลอฆ่าคนตายคามือตัวเองด้วย เรียกได้ว่าความเสี่ยงมันสูงมาก

แต่อย่างน้อยบอกก็ยังดี...ถ้าไม่ติดว่าคิมสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามพูด เธอก็คงรีบบอกนานแล้ว

กริชคือเจ้านาย ทว่าก่อนหน้านั่นคิมได้ให้พันธสัญญามารัดตัวเธอบอกให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายต่อให้กริชเค้นถามยังไงเธอก็บอกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นโซ่ที่รัดคออยู่ได้บีบจนหัวหลุดออกจากบ่า

นับตั้งแต่การถูกใช้เป็นหุ่นเชิดฆ่าคนตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน คิมก็ใช้เวทมนต์ควบคุมทำให้เธอต้องตกเป็นข้ารับใช้แบบไม่มีทางเลี่ยง แถมคำสั่งแรกคือให้ทำตามคำสั่งของกริชทุกอย่าง...สรุปคือนอกจากจะเป็นขี้ข้าแล้วยังพ่วงด้วยคนรับใช้อีกทอดหนึ่ง แต่ก็ยังดีที่คิมไม่ทำให้เธออดตายเพราะไม่ได้กินพลังชีวิต ทว่าเรื่องมันก็เป็นแบบนี้ไปซะแล้วคงเลี่ยงไม่บอกไม่ได้

เท่าที่ดูกริชไม่ใช่คนคิดมาก อาจจะนั่งระลึกได้อีกทีว่าเพราะอะไร อย่างมากคงมาโวยวายบ้านแตกนิดหน่อย ง้อด้วยมื้อใหญ่สักมื้อก็คงหาย

ว่าแต่...ไม่ตามกริชไปจะดีจริงๆน่ะเหรอ...

“เดี๋ยวเขาก็กลับมา” คิมพูดแบบนั้นก็จริง แต่การเดินไปเปิดหน้าต่างแล้วตั้งท่าจะพุ่งออกไปตลอดเวลานั่นมันอะไรกัน

ห่วงก็บอกมาสิว่าห่วง ทำเก๊กอยู่นั่น

“ออกไปตามไหม? นายก็รู้นี่ว่าช่วงนี้กริชถูกหมายหัวอยู่”

ช่วงหลายวันมานี่พวกเธอสืบหาข่าวจากทั้งในตัวเมืองและใต้ดินจนได้ยินเรื่องน่าสนใจ

“กริชไม่ใช่ลูกครึ่งปีศาจ” แวมไพร์หนุ่มหันมาพูดเสียงเรียบ

การไล่ล่าปีศาจเกิดขึ้นตลอดเวลาจากพวกฮันเตอร์ที่ยังคงรับไม่ได้กับสัญญาสงบศึก ทว่าช่วงนี้ดูเหมือนเจ้าพวกนั้นจะเน้นการล่าพวกลูกครึ่งซึ่งจัดการง่ายกว่า เพราะพวกนี้มักมีร่างกายและความอ่อนแอแบบมนุษย์เต็มเปี่ยม

แถมข่าวเด็ดที่สุด นั่นคือความจริงที่ว่ากริช หรือเจ้าของบ้านที่นี่เป็นลูกครึ่งปีศาจ ถึงได้มีกำลังมหาศาลและเติบโตรวดเร็วผิดปกติ อันหลังๆดูจะไร้สาระไปหน่อย แต่จะใช่หรือไม่เธอก็ไม่กล้าถามเจ้าตัว ในเมื่อเลือดที่ไหลออกมาจากร่างกายนั้นก็คือมนุษย์จริงๆ

แต่สำหรับอย่างอื่น ถ้าไม่พูดเธอก็เชื่อว่าเจ้าตัวไม่ใช่คนปกติ

“จริงอย่างที่นายพูดนะ...แต่กันไว้ดีกว่าไหม นับวันฉันรู้สึกว่าเจ้านายของบ้านถูกหาเรื่องตลอด แถมช่วงนี้เขายังร่างกายอ่อนแออยู่ด้วย เบื้องสูงอาจจะเปลี่ยนจากนายมาเล่นกริชแทนก็ได้นะ แล้วฉันจะให้เวลาพวกนายปรับความเข้าใจกันแบบไม่ก่อกวนเลย”

“…”

“ว่าไง?”

บันทึกที่ 14

รสเลือดและรอยจูบ

สเต๊กซี่โครงหมูกับสลัดถูกเสริฟลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมของเนื้อปะปนไปกับกลิ่นเหล้าและบุหรี่ ถึงจะดูไม่เข้าบรรยากาศไปหน่อยแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะความหิวมันมีมากกว่า

สุดท้ายคือการหาเหตุและผลว่าเกิดอะไรขึ้น จนนึกได้ว่าอาหารของเมโลคือการสัมผัสร่างกายของอีกฝ่าย

นั่นคงเป็นการให้อาหารอย่างหนึ่ง

ให้ตายสิ ทำไมไม่เอะใจตั้งแต่แรกว่าทำไมซัคคิวบัสในบ้านถึงไม่บ่นหิวเลย อาหารของมนุษย์ไม่พอยาไส้เท่ากับอาหารดั้งเดิมของตัวเองหรอก

ทำไมไม่บอกล่ะ ร่างกายของคิมก็อ่อนแออยู่แล้ว ผ่าจะไปให้อาหารชาวบ้านอีก

ความรู้สึกเหมือนถูกกันให้เป็นคนนอกทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง

บอกเขาสักประโยคมันจะตายไหมวะ

ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่เขาไม่ชอบให้คิมทำแบบนั้นกับเมโลเลยสักนิด...ไร้เหตุผลชะมัด 

 “เฮ้ย คิดอะไรอยู่วะไอ้กริช” พนักโซฟาด้านหลังบุบลงเมื่อมาคนท้าวแขนอยู่ข้างศีรษะ เขาเหลือบตามองเล็กน้อย คืนสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

เสียงเพลงดังสนั่นจนฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ในผับขนาดใหญ่ของเมืองตรงส่วนที่จัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อันที่จริงเมืองที่เขาอยู่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวได้คุณภาพทำให้เรียกพวกอยากดื่มเข้ามาที่นี่เพื่อหาความสำราญในชีวิต มีทั้งโรงแรม ร้านเหล้า ผับบาร์หลายระดับลดหลั่นกันไปตามระดับลูกค้า รวมถึงบ่อนคาสิโน พื้นที่มีหลายตารางกิโลเมตรดูกว้างขวางฟูฟ่า เพราะไม่มีการตรวจบัตร จะค้ายา ขายตัวหรือทำธุรกิจอะไรก็ได้ทั้งนั้น กระทั่งเรื่องการต่อยตียังไม่ถูกห้ามปราม อย่างมากก็แค่การจ่ายค่าปรับหรือเก็บศพไปทิ้งข้างนอกพื้นที่ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากจะได้ยินเสียงปืนสักนัดสองนัดแล้วมีศพถูกลากออกไปเพราะแค่ไม่มีเงินจ่าย

ด้วยเส้นสายของนักธุรกิจเงินหนาทำให้ที่นี่ยังไม่เคยถูกเรียกร้องให้ทำใบอนุญาตจริงๆจังๆ

“เรื่องไร้สาระน่ะ” กริชพูดง่ายๆ ดวงตาสีเทาอ่อนละจากเพื่อนตัวเองมองไปยังเบื้องหน้า คนที่กำลังเต้นตามจังหวะเพลงดูเลือนลางจนน่ากลัว แต่เวลานี้จะมีใครสนใจกันล่ะ

ดูเหมือนการฉลองงานวันเกิดของสาวเจ้าจะถูกยกระดับความหรูหราจนขึ้นมาอยู่บนชั้น VIP ที่ตั้งเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่งจนไม่ต้องลงไปแออัดในอีกพื้นที่ คงเพราะแฟนของเจ้าหล่อนเป็นถึงลูกชายนักบริหารของเมืองนี้

โซฟายาวส่วนที่เขานั่งอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าชายหญิงที่กำลังเลี้ยงฉลองกันอย่างสนุกสนาน เสียงชนแก้วดังเป็นระยะผสมกับเสียงหัวเราะและแซวกันไปมา บนโต๊ะมีแต่แอลกอฮอล์และกับแกล้มนิดหน่อย ไร้วี่แววของเค้กวันเกิดราวกับว่าลืมมันไปแล้ว แต่สาเหตุที่เขาลี้ตัวเองมานั่งริมสุดเพราะกลิ่นบุหรี่และยาซึ่งทุกคนในห้องล้วนใช้มัน งานเลี้ยงครั้งนี้ถึงได้ดูรื่นเริงผิดปกติ

ยอมรับว่าเขาเคยลอง แต่ก็แค่ครั้งเดียวจบ เขาไม่ชอบให้อะไรมาฉีดเข้าตัวแล้วเมามายจนหาทางกลับบ้านไม่เจอ นั่นรวมถึงควันบุหรี่ที่แค่ดมนานๆก็แทบจะเป็นมะเร็ง ไม่ต้องถามหาคนสูบ

ของพวกนี้จะไปปะปนกับเลือดซะด้วย

“แต่ไม่คิดเลยนะว่านายจะยอมมาด้วยกัน” หญิงสาวในชุดเปิดทรวดทรงจนดูเหมือนแค่เอาเศษผ้ามาคาดตัวบดเบียดท่อนแขนของเขา หน้าแดงๆกับนัยน์ตาฉ่ำเยิ้ม เดาไม่ยากเลยว่าเจ้าตัวกำลังเมาได้ที่

“ใช่ๆ นึกว่าจะไม่กลับเข้ามาสายนี้แล้วซะอีก” ชายผอมแห้งคนหนึ่งเซตผมตั้งฉากกับแนวพื้นโลกจนดูตลกหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “สามปีก่อนเป็นขาประจำแท้ๆ ตอนนี้ดันเลิกหมด กลายเป็นเด็กเรียนชิบหาย น่าขนลุกสุดๆ” ว่าพลางตบไหล่เขาป้าบๆจนแทบจะสำลักเนื้อที่กำลังเคี้ยวอยู่

หลังจากพยายามกลืนเนื้อลงท้อง กริชก็แสยะยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงล้อเลียนแกมคาดโทษ

 “ไอ้พวกชั้นก็คิดว่าแกจะผีเข้าสิง เหล้าเลิกบุหรี่ไม่สูบ จู่ๆก็เลิกกับดาวโรงเรียนไม่พอยังกลับบ้านตรงเวลา แถมยังไปย้อมผมดำใส่ชุดตามกฏโรงเรียน ไม่หาเรื่องใครในโรงเรียนอีกต่างหาก การบ้านก็ทำส่ง ไม่เคยโดดเรียน ไม่แกล้งอาจารย์ ไม่ไล่กระทืบเพื่อนร่วมชั้น

แต่นอกโรงเรียนฉันก็ไล่เตะก้นพวกมันบ่อยอยู่นะ

ว่าแต่สมัยก่อนเขาทำตัวห่วยแตกขนาดนั่นเชียว...

“แต่ยังไงกริชก็ยังหล่อเหลาอยู่ดีนะ”

“ขอบใจ”

“แล้วทำไมงวดนี้แกถึงมาได้วะ” ชายคนนึงถามขึ้นด้วยความสงสัย

“แค่อยากเจอเพื่อนเก่าบ้างไม่ได้รึไง?” กริชเลิกคิ้วใส่

“เพื่อนเก่าบ้านนายสิ จู่ๆหนีเข้าหอสมุด ไอ้เราก็คิดว่าผีเข้า”

ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายก็แทบไม่คบค้าสมาคมกับใคร หรืออันที่จริงเขาชวนพวกนี้เข้าเรียนก็ไม่มีใครเขาอยากเข้า สุดท้ายเลยแยกตัวออกมาเงียบๆ ยิ่งพอคิดว่าจะมีคนรอก็เร่งให้กลับบ้านทันทีแบบไม่ได้แว่บไปเที่ยวจนดึกดื่นเหมือนแต่ก่อน

“แกไม่น่าเสียเวลาเรียน ไร้สาระ”

“พวกนายก็เรียนไม่จบไม่ใช่เหรอ”

“ไปทำไมวะ เอาเงินยัดก็จบแล้ว แถมได้เกรดสวยๆมาอีก ไม่ได้โง่เหมือนแกนี่ที่จะต้องนั่งอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน” คนพูดว่าพลางเอาบุหรี่ขึ้นมาสูบ กลิ่นหวานปะแล่มแตะเข้าจมูกจนรู้สึกเวียนหัวตั้งแต่วินาทีแรก

กริชฝืนยิ้มทั้งที่คิ้วแอบกระตุกนิดหน่อย “หึๆ แล้วนั่นอะไร ยาตัวใหม่เรอะ” กลิ่นแปลกๆทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด

 “เออ ได้ยินว่าเป็นสมุนไพรจากโลกมืดเลยเอามาลองซะหน่อย”

สมุนไพรมันคือคำพูดดูดี จริงๆแล้วมันแทบไม่ต่างอะไรกับสารเสพติด คิมเคยเล่าให้เขาฟังว่ามันเป็นขนมเคี้ยวหรือสูบเล่นๆสำหรับโลกมืด เปรียบให้ถูกก็เหมือนเป็นหมากฝรั่งไม่ให้เหงาปากหรือเอาไว้สูบให้ผ่อนคลาย แต่สำหรับมนุษย์ทั่วไปมันคือสารมอมเมาที่มีฤทธิ์แรงจนต้องควบคุมการนำเข้ามายังโลกมนุษย์ มีหลายชนิดและหลายวิธีการใช้มัน

“พวกนายคบหากับพวกปีศาจด้วยเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิ พวกนั้นมีประโยชน์จะตาย ค่าเงินก็ต่างกัน เอาเงินที่โน่นเข้ามาที่นี่รอบนึงก็รวยเละ ขนยาทีได้เป็นล้านเชียวนะ” คำอวดสรรพคุณไม่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกสนใจ

เป็นคำตอบที่มีว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงพูดแต่งตัวกับใช้ของหรูผิดหูผิดตา พ่อแม่คนพวกนี้ไม่น่าจะใช้เงินมาเอิกเกริกขนาดนี้ได้

เอาเถอะ มันไม่เกี่ยวกับเขา

คิดแล้วก็ตัดเนื้อเข้าปากอีกคำจนหมดจาน

“ได้ยินมาว่าโลกใหม่ใกล้ถึงช่วงคัดเลือกคนแล้ว ใช้ของพวกนี้คงไม่ผ่านตั้งแต่ด่านแรก แต่ใครจะไปสนล่ะ” เด็กสาวบ่นออกมาเสียงหงุดหงิด เดาไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงอัดอั้นมาพอดู

“ก็ไม่ต้องไปสิ”

“ก็ครอบครัวชั้นให้ไปนี่นา บอกว่าจะได้เป็นเกียรติแก่ครอบครัว อะไรก็ไม่รู้”

“ถ้าได้ไปก็น่าเบื่อแย่”

เป็นคำพูดที่ฟังดูแปลก โลกใหม่คือแดนศิวิไลซ์ที่มีแต่อยากเข้าไป ทว่าคนพวกนี้กลับทำหน้าไม่อยากไปเหมือนกำลังจะลงนรกอย่างไรอย่างนั้น มีแต่คนอยากเข้าไปพบเจอกับความสงบสุข แดนในฝันที่ไม่ต่างกับสวรรค์บนดิน

“เฮ้ย อย่าหนีสิวะ!!” จู่ๆเสียงตะโกนดังขึ้นทำให้ทุกคนสะดุ้ง หันไปมองเสียงเอะอะจากด้านนอก

“ทะเลาะแย่งผู้หญิงกันมั่ง อย่าสนใจเลยว่ะ” ไบรอันยักไหล่

แต่ดูเหมือนการทะเลาะกันจะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ข้าวของบริเวณนั้นเริ่มล้มลงจนเกิดเสียง หลายคนที่มุงดูต่างพากันส่งเสียงเชียร์เหมือนเห็นเป็นเรื่องสนุก

ปัง!

“กรี๊ดดด” หญิงสาวคนหนึ่งร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ ร่างของชายคนหนึ่งทรุดลงกับพื้นในสภาพเต็มไปด้วยเลือด

เมื่อการทะเลาะกันจบลง ทุกคนต่างพากันแยกย้ายอย่างรวดเร็ว เสียงพูดคุยดังประมาณว่ารบกวน เสียเวลา มากกว่าจะพูดเรื่องการตายของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

เขาเข้าใจความรู้สึกพวกนั้น เพราะตัวเขาเองก็เคยเป็น

ร่างไร้วิญญาณถูกลากผ่านห้องของพวกเขาไป ไม่มีใครสนใจใยดีเท่าไหร่ ส่วนบริกรต่างรีบเข้ามาใช้ผ้าเช็ดเลือดพร้อมราดน้ำยากำจัดคราบ เป็นการฆ่าแบบไม่ให้เหลือร่องรอยอยู่ในร้าน แต่เดาไม่ยากว่าศพพวกนั้นคงถูกกำจัดในเช้าวันถัดไป

นี่น่ะเหรอโลกที่เพื่อนเก่าของเขาอยากจะอยู่

...โสโครกสิ้นดี

“ถ้าไปที่นั่นชีวิตเธอจะดีกว่านี้นะ” กริชพูดขึ้นจากใจจริง เรียกให้ทุกคนในห้องหันมามองจนนึกสงสัยว่าเขาพูดอะไรผิด

โลกใหม่เขาไม่เคยเห็นกับตา แต่กฏเกณฑ์การอยู่อาศัยเรียกได้ว่าอยู่ยากสำหรับคนติดเที่ยวเป็นนิสัย ทว่าเขาไม่คิดเลยว่าคนพวกนี้จะเป็นถึงขนาดนั้น

“ก็แหม ที่นั่นไม่มีเธอนี่นา”

“เห? คิดถึงฉันขนาดนั้น?” เขารู้สึกขำเล็กน้อยกับคำพูดเอาใจของสาวเจ้า

“ก็ใช่น่ะสิ ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเธอรับคนอื่นเข้ามาในบ้านก็ไม่ค่อยได้เจอเลย”

คนอื่นในบ้าน...คำนี้ทำให้กริชหุบยิ้มเล็กน้อย

ภาพที่คิมกำลังจูบกับเมโลแล่นเข้ามาในหัวอีกรอบจนอยากจะกระทืบใครสักคน

“...เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าเครียดเชียว”

“เปล่า...” เขาตอบปัด

ให้ตายสิ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว

“มาๆ กินเหล้าให้หายเครียด” ไบรอันเดินเอียงๆเข้ามาแล้วยื่มแก้วเหล้าให้เขา

“แต่...” พูดไม่จบอีกฝ่ายก็ยัดเยียดเข้ามือ พยักเพยิดให้ดื่มๆเข้าไปเถอะ

...แก้วเดียวไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง

แอลกอฮอล์ขมๆถูกกลืนลงท้องจนรู้สึกแสบร้อนไปทั้งร่าง ดูเหมือนเจ้าพวกนี้จะแกล้งชงเพียวๆให้ แต่ช่างมันเถอะ

พอแก้วแรกหมดไปคนข้างตัวก็เทเข้ามาเพิ่มอีก แก้วที่สองจึงตามมา ยิ่งดื่มเข้าไปเข้าไปสติสัมปชัญญะก็เริ่มเลือนหายไปช้าๆ เหล้าในมือถูกเติมเข้ามาเรื่อยๆพร้อมเสียงยุยงที่เขาเริ่มจะบ้าจี้ตาม รู้ตัวอีกทีก็ไม่รู้ว่ากินเข้าไปมากแค่ไหนหรือใครพูดอะไรบ้างก็แทบไม่ได้ยิน เสียงหัวเราะจากเพื่อนฝูงทำให้เขามีอารมณ์ร่วมอย่างง่ายดายกว่าตอนแรก

“ได้ยินว่าแกเลี้ยงปีศาจไว้ในบ้านนี่เรื่องจริงเหรอวะ”

ใครถามกันนะ... “...ก็ใช่” เด็กหนุ่มตอบเสียงมึนๆ เอนตัวลงพนักโซฟาเมื่อรู้สึกว่าเริ่มจะประคองสติไม่อยู่

“ได้ยินว่าปีศาจที่แกเลี้ยงไว้ทำมีข่าวลือว่าจริงๆแล้วแกคือปีศาจเหมือนกัน เพราะระดับนั้นใช่ว่าจะคุมได้ง่ายๆนะโว้ย”

“หึๆ...ไร้สาระ” คิมที่ทำอาชีพเสมียนในโลกมืดนั่นน่ะนะจะแค่ไหนกันเชียว

“ถ้าแกคิดจะคุมเมืองนี้แกก็ทำได้แท้ๆ”

ทำไมจู่ๆพูดเรื่องปัญญาอ่อนแบบนั้นได้... “คนปกติเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก...มั้ง”

คนฟังหัวเราะเสียงกระหึ่ม “ฮะๆ ใช่ ก็มีแต่ปีศาจเท่านั้นล่ะว่ะที่อยากจะครองเมือง....”

และก่อนที่สติจะหลุดลอยย เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

“แล้วนายรู้รึยังล่ะกริช ว่าที่โลกมืด ค่าหัวของนายสูงมากพอที่จะนำไปให้พวกมัน....”

“เฮ้ย เอาจริงเหรอไบรอัน นี่เพื่อนแกนะเว้ย” เสียงหนึ่งพูดเบาๆเมื่อเห็นว่ากริชฟุบลงกับโต๊ะไปแล้ว

“ทำไงได้ พวกแกก็รู้นี่ว่าชั้นร้อนเงิน” ไบรอันตวาดขึ้นก่อนพยายามลดเสียงลงเมื่อเห็นสายตาจากคนนอก

“น่าเสียดายนะ” เด็กสาวใช้มือลูบไล้ใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายเบาๆ

“ช่วยไม่ได้นี่หว่า มีแค่ทางนี้เท่านั้น จะจับหมอนี่ตอนสติดีๆได้ที่ไหนล่ะ”

ทว่าก่อนจะได้ทำอะไร มือบางกลับถูกกระชากออกจนเธออุทานออกมา พร้อมเสียงนุ่มๆจะพูดออกมาว่า

“ผมขอตัวเขาไปได้ไหมครับ”

ชายหนุ่มผู้มาใหม่ขยับยิ้มผิดกับใบหน้าแฝงความน่ากลัวจนคนมองรู้สึกครามครั่น คนอื่นๆต่างพากันลุกขึ้นเมื่อจู่ๆก็มีคนทะลึ่งพรวดเข้ามาในห้องส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต

เด็กสาวสะบัดตัวออกมาแล้ววิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อนทันที หลายๆคนต่างมีใบหน้าซีดเผือดและไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

“มายุ่งอะไรวะ...” เสียงของไบรอันขาดหายไปเมื่อดวงตาสีน้ำเงินราวกับสัตว์ป่าตวัดจ้องมองกลับ ในหัวพลันนึกถึงข่าวลือที่ได้ยินมาและสิ่งที่ตัวเองถามคนที่นอนสลบไปแล้ว “แก แวมไพร์ที่อยู่บ้านของกริช...?”

คิมไม่ตอบคำถามนั้น “นะครับ...ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ปล่อยพวกคุณเอาไว้”

เมื่อไม่มีใครพูดอะไรชายหนุ่มก็จัดการอุ้มเจ้านายของตัวเองขึ้นอย่างนุ่มนวล สอดส่ายสายตาจนมั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติแล้วเดินออกไปจากห้องโดยไม่เอ่ยอะไรอีก

                ผ้าเย็นๆสัมผัสบนผิวหน้าชวนให้ขยับตัวหนีเล็กน้อย ประสาทสัมผัสที่เคยด้านชาเริ่มกลับมาเป็นปกติกระทั่งรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนที่นอนนุ่มในห้อง ไม่ใช่ภายในผับอย่างตอนแรก กลิ่นหอมจางๆปะปนมากับกลิ่นคาว...เลือด?

“ถึงบ้านแล้วนะครับ...” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหูก่อนผละออกมา กระตุ้นให้อีกฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นตามสัญชาตญาณ

“อือ?” ใบหน้าคมสวยของคิมจ้องมองมาที่ตนทำให้การระวังภัยลดลงทันที เปลี่ยนมาเป็นใช้มือนวดขมับตัวเองแน่น กระดุมบนตัวถูกปลดออกทำให้รู้สึกหายใจสะดวกขึ้นมาอีกหน่อย

“ลุกไหวหรือเปล่าครับ?”

“ปวดหัว....” เสียงแหบๆตอบกลับ ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งจนขยับตัวไม่ได้ สุดท้ายเลยนอนแผ่อยู่กับเตียง ส่วนอีกฝ่ายก็เอาผ้ามาเช็ดตามตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเริ่มดีขึ้นมาบ้าง

ดวงตาฉายภาพของห้องที่คุ้นเคย เพราะมันคือห้องนอนของเขาเอง ทว่านอกเหนือจากนั้นเหมือนกับกำลังอยู่ในความฝันเลือนลาง

“เฮ้อ...ทนหน่อยนะครับ”

ผ้าเย็นถูกโปะลงบนหน้าทำให้เขาใช้มือยันออกทันที “...เย็นชะมัด” แต่ดูเหมือนการต่อต้านจะไร้ผลโดยสิ้นเชิงเพราะอีกฝ่ายออกแรงกดมันเข้าเต็มหน้าเหมือนกำลังหมั่นไส้ส่วนตัวมากกว่าจะช่วยให้หายมึนหัว

ถ้าบอกว่าคิมกำลังฆ่าเขาด้วยผ้าขนหนูจะเชื่อสนิทใจ

“ดีขึ้นหรือยังครับ? ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าดื่มของพวกนี้เยอะเกินไป ถ้ารู้สึกคลื่นไส้ก็รีบบอกผมนะครับ ห้ามอ้วกในห้องนอนนะ”

เขาเงียบ รู้สึกอยากหลับเต็มแก่จนไม่ได้ลุกมามองดูเลยว่าที่มาของกลิ่นเลือดแปลกๆนั่นมาจากที่ไหน

เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อเห็นดังนั้น “นอนต่อเถอะครับ…มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้” ไฟบนหัวเตียงถูกปิดลงทิ้งให้ห้องตกอยู่ในความมืด

แรงจับที่ต้นแขนพร้อมการบีบจนเจ็บเรียกให้แวมไพร์หนุ่มหันไปมองด้วยความสงสัย “...กริช?”

ริมฝีปากบางแย้มยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกใจสั่นขึ้นมา “นายก็จะทิ้งฉันไปอีกคนเหรอ?”

“ผมไม่ได้ทิ้งคุณ มีแต่คุณที่วิ่งหนีออกไปก่อน”

“…อ่า นั่นสินะ ถ้ายังไงก็บอกกันก่อนได้ไหม?”

น้ำเสียงดังแผ่วเบาผิดวิสัยทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าการยั้งคิดถูกทำลายลงมากกว่าครึ่ง

ร่างสมส่วนถูกกอดกระชับแนบแน่นก่อนถูกดึงให้ล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างด้วยกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กลิ่นหอมอ่อนๆผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ เจือกับกลิ่นเลือดปะปนกันจนน่าเวียนหัว ทว่ากลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังโดนดึงดูดเข้าไปใกล้

“…ผมอยู่ข้างคุณครับ” เสียงกระซิบดังข้างหู

ดวงตาสีเทาที่สบมองฉายประกายบางอย่าง พร้อมรอยยิ้มกว้างราวกับกำลังถูกใจ จนอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ให้มองเห็นใบหน้านั้นชัดๆ รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าลมหายใจหอบระรัวนั้นกำลังปะทะกับใบหน้าตัวเอง

ริมฝีปากสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา ไม่ได้รุกล้ำไปมากกว่านั้นแต่กลับรู้สึกพอใจจนเผลอกอดกระชับร่างตรงหน้าให้แนบแน่นขึ้นอีก กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปกับกลิ่นบุหรี่จางๆจนราวกับว่าจะถูกมอมเมาตามไปด้วย ท่ามกลางความมืดและความเงียบสงบภายในห้อง ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นของมนุษย์ตรงหน้า มันเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด ราวกับกำลังยินดีและเจ็บปวดไปพร้อมกัน

                บางที...หมาป่าตัวนี้อาจจะถูกทิ้งมานานแล้วก็ได้

                รู้ตัวอีกทีคนที่น่าจะหมดแรงไปแล้วกลับลุกพรวดขึ้นคร่อมตัวเขาไว้ สองแขนถูกวางข้างศีรษะ ใบหน้าถูกความมืดทาบทับจนดูว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าแบบใดอยู่ ดวงตาสีเทาฉายประกายบางอย่างที่ทำให้คนมองรู้สึกใจเต้นแรง มือของเขาเอื้อมไปสัมผัสกับเรือนแก้มใส กริชยกมาจับข้อมือของเขาตอบ พร้อมหลับตาลงโดยไม่พูดอะไร สุดท้ายก็เป็นเขาที่ทนไม่ได้จึงรวบตัวคนด้านบนมากอดไว้แน่นด้วยความโหยหา เนิ่นนานจนไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปแค่ไหน

                “อ่อก...” จู่ๆคนในอ้อมกอดก็ยันตัวเขาออกห่าง ขยับตัวลุกขึ้นจนแทบตกเตียงถ้าคิมไม่รับคว้าแขนเอาไว้

เด็กหนุ่มยกมือปิดปากเหมือนกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่าง ใบหน้าซีดเผือดจนคิมตกใจ

                “กริช!?! ห้ามอ้วกในนี้นะ!!” ก่อนจะได้ทันได้พูดอะไรต่อ คนตรงหน้าก็ทำในสิ่งที่เขากลัวตั้งแต่ตอนแรกเรียบร้อยแล้ว

                เหตุการณ์หลังจากนั้นมันคือความไม่น่าอภิรมย์แบบสุดโต่ง

โปรดติดตามตอนต่อไป

ความคิดเห็น