say windy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกที่ 13 บางทีความรู้สึกหรือปัญหาหัวใจต้องใช้ดวงเข้าช่วยล้วนๆ เพราะใช่ว่าจะฉลาดทุกคน

ชื่อตอน : บันทึกที่ 13 บางทีความรู้สึกหรือปัญหาหัวใจต้องใช้ดวงเข้าช่วยล้วนๆ เพราะใช่ว่าจะฉลาดทุกคน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 195

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2561 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกที่ 13 บางทีความรู้สึกหรือปัญหาหัวใจต้องใช้ดวงเข้าช่วยล้วนๆ เพราะใช่ว่าจะฉลาดทุกคน
แบบอักษร

หากเขาเป็นแวมไพร์ กริชคงเป็นหมาป่าสีดำ

ดวงตาสีเทาอันงดงาม รูปร่างสมส่วน เต็มไปด้วยความสง่างามและดุร้าย

พละกำลังมหาศาล ปราดเปรียวว่องไว กับมันสมองที่ยากจะคาดเดา**ความคิด

หมาป่าตัวนี้คงโดดเดี่ยวมานาน มันไม่ให้ใครเข้าใกล้ได้ง่ายแม้ในยามหลับก็ยังตื่นตัวตลอดเวลา พร้อมแยกเขี้ยวเล็บอันแข็งแรงทำร้ายผู้ที่เข้ามารบกวนในพื้นที่ส่วนตัว สุดท้ายเลยต้องอยู่อย่างเดียวดายมาตลอด

ทว่าเมื่อได้รู้จักกันกลับดูเชื่องกว่าที่เห็น จนสามารถสัมผัสได้โดยไม่ต้องกลัวมันแว้งกัด ทั้งขี้อ้อนและเอาแต่ใจ

หรืออาจจะเป็นเพราะว่าหมาป่าตัวนี้ถูกสวมปลอกคอมาตั้งนานแล้วก็ได้...

วันนี้ก็ยังเป็นเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา อากาศภายนอกยังมืดมนไม่เปลี่ยน ภายในบ้านหลังใหญ่ก็เงียบสงบไม่มีเสียงรบกวนยกเว้นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยอาศัยอยู่ตามต้นไม้ในอาณาเขตของบ้าน กระทั่งช่วงเย็นซึ่งเจ้าของบ้านจะกลับมาหลังจากออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่เพราะสัญญาเอาไว้ว่าหากกลับก่อนมืด คนที่อยู่บ้านตลอดเวลาแบบเขาจะต้องเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างรวมถึงเรื่องอาหารการกิน

“กลับมาแล้ว” เสียงครางเบาๆด้วยความเจ็บทำให้แวมไพร์ละสายตาจากงานที่ทำอยู่เล็กน้อย

“ครับ...แผลนั่น” เขาเดินไปหาเด็กหนุ่มเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเอามือกุมแก้มตัวเอง เมื่อสำรวจทั่วทั้งตัวก็เผลอถอนหายใจ เพราะปกติอีกฝ่ายไปมีเรื่องกับคนข้างนอกแทบไม่เว้นแต่ละวัน ดูจากพลาสเตอร์ตามแขนและแก้มก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะพวกนั้นรู้ว่าหากปะมือกันแบบตัวต่อตัวไม่มีวันชนะจึงเลือกใช้อาวุธเข้ามาช่วย มากสุดถึงขั้นเอาปืนมาไล่ยิง แต่เด็กหนุ่มก็ช่างดวงแข็งรอดกลับมาได้ทุกครั้ง

“ก็นะ บอกเลิกสาวมา แต่ไม่คิดว่าจะถูกตบ พูดยังกับว่ายัยนั่นไม่ได้คบคนอื่นพร้อมกันหลายคน น่าเบื่อชะมัด” กริชทิ้งตัวลงโซฟาด้วยความเซ็ง

ก็ว่าทำไมเขาถึงได้ยินเสียงทะเลาะกันหน้าประตูบ้าน คงเป็นเรื่องนี้เอง “ดีแล้วครับ” เขาหยิบแก้วน้ำส่งให้อีกฝ่ายดื่มเพื่อล้างเลือดในปาก สาวเจ้าท่าทางจะมือหนักพอดู

“ดีอะไรล่ะ...เจ็บปากชะมัด”

“คุณยอมให้เขาตบไม่ใช่เหรอครับ”

เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อย แสดงว่าเขาเดาถูก “ก็จู่ๆบอกเลิกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จะโกรธบ้างก็ไม่แปลกล่ะมั้ง?”

“ผมบอกแล้ว เธอไม่เหมาะกับคุณ”

อีกฝ่ายกำลังขึ้นอายุสิบเจ็ด สำหรับมนุษย์แล้วเจ้าตัวกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น แล้วกริชก็ไม่ใช่คนหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ออกจะเป็นเด็กหน้าตาคมคายกำลังแตกเนื้อหนุ่ม น้ำเสียงเริ่มแหบห้าว ร่างกายก็สูงใหญ่ขึ้นตามวัย ประกอบกับท่าทางเป็นลูกผู้ดีทำให้มีแต่คนให้ความสนใจไม่ยาก นิสัยดิบๆนั่นคงจะถูกใจสาวช่างฝันไม่น้อย แล้วก็เดาไม่ยากว่าสักวันคงมีผู้หญิงมาติด

ผู้หญิงซึ่งเป็นสาวน้อยหน้าตาสะสวยตามลงทุนถึงบ้านจนสุดท้ายเด็กหนุ่มเลยตกปากรับคำ จากนั้นเจ้าหล่อนก็มาพักที่บ้านบ้าง พาให้เจ้านายของเขาไม่ได้อ่านหนังสือเรียนหรือกลับบ้านกินข้าวตรงเวลาเหมือนทุกครั้ง แถมฝ่ายผู้หญิงยังแอบลักเล็กขโมยน้อยในบ้าน  กริชก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะมองว่าเป็นแค่ของชิ้นเล็กๆ บอกกับเขาอีกว่างั้นถือเป็นค่าเสียเวลา เพราะเจ้าตัวก็ได้จากสาวมาไม่น้อย นั่นคงไม่พ้นเรื่องบนเตียง

เป็นเรื่องปกติสำหรับวัยขนาดนี้ กริชถือว่าเป็นผู้ชายเต็มตัวช้าไปด้วยซ้ำ

ทั้งที่ควรจะนิ่งเฉยแต่มันพาลให้รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยิน หลายครั้งเข้าก็เริ่มทนไม่ได้ สุดท้ายจึงตะล่อมให้เลิกไปซะ เพราะนอกจากเซ็กซ์ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร หากสักวันหล่อนทำให้เสื่อมเสียขึ้นมามันก็คงไม่ดีต่อตัวของเด็กหนุ่มเอง

โชคดีที่กริชก็เห็นด้วยเลยรับปากว่าจะเลิก เจ้าตัวไม่ใช่คนโลเล ตัดสินใจอะไรขึ้นมาก็จะลงมือทันที ผลของมันจึงออกมาเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่ก็ใช่ว่าจะจบแค่นี้ เขาพอรู้มาบ้างว่ากริชเข้าไปพัวพันกับผู้หญิงอีกหลายคน

เมื่อคิดถึงการใช้ชีวิตของอีกฝ่ายก็พาลให้ละเหี่ยใจ ต่อไปคงต้องดูแลอีกฝ่ายให้มากกว่านี้ในฐานะผู้มีพระคุณ

“ฮะๆ ว่าแต่กินข้าวไม่ได้แฮะ วันนี้งดได้ไหม?” กริชเปลี่ยนเรื่อง คงได้กลิ่นอาหารออกมาจากห้องครัว

“ไม่อนุญาตครับ”

“เฮ้ย ไหงงั้น”

“คุณไม่ชอบนม ถ้าไม่กินข้าวอีกร่างกายจะไม่โตนะครับ” แล้วเขาก็ได้ยินเสียงท้องร้องของอีกฝ่ายชัดเจน

“ชิ...แต่มันแสบปากนี่หว่า” คนดื้อดึงก็ยังคงดื้อดึง

ช่วยไม่ได้...

ใบหน้าของเด็กหนุ่มถูกเชยขึ้นด้วยมือของเขา ก่อนที่ริมฝีปากแตะกันเบาๆ รับรู้ถึงกลิ่นเลือดจางๆ ปลายลิ้นของเขาไล่เลียไปตามเรียวปากบางของคนตัวเล็กตัวกว่า คนถูกกระทำอึ้งไปครู่ เมื่อรู้สึกตัวจึงถอยออกมาด้วยความตกใจ

“ทำอะไรน่ะ...” กริชถามเสียงตกใจเล็กๆ คงเพราะตัวเองก็เคยเห็นพวกผู้ชายจูบกันมาบ้าง สมัยนี้เรื่องทำนองนี้มันปกติพอๆกับชายหญิง

นั่นสินะ...คงเพราะพอคิดว่าอีกฝ่ายต้องถูกทำร้ายเพราะผู้หญิงคนนั้นจนทานข้าวฝีมือเขาไม่ได้ ก็พาลให้รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

“...รักษาแผลครับ” เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร สุดท้ายจึงได้ยกเหตุผลที่น่าจะฟังได้

เด็กหนุ่มดูจะงงเล็กน้อย มือลูบตรงริมฝีปากที่ยังหลงเหลือสัมผัสเอาไว้ บาดแผลมันหายไปแล้ว “อ๋อ ดีนะ แต่คราวหน้าห้ามทำนะ รู้ไหมว่ามันอาจจะมีเชื้อโรคก็ได้ ทายาฆ่าเชื้อตามปกติจะดีกว่านะคิม” กริชหัวเราะออกมาเบาๆ สีหน้าดูตื่นเต้นกับพลังพิเศษของปีศาจแบบเขาซะเหลือเกิน

เป็นครั้งแรกที่คิมรู้สึกอย่างจริงจังเลยว่า คนตรงหน้าช่าง...ใสซื่อ

ใสซื่อจนอยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป...

บันทึกที่ 13

บางทีความรู้สึกหรือปัญหาหัวใจต้องใช้ดวงเข้าช่วยล้วนๆ เพราะใช่ว่าจะฉลาดทุกคน

ดวงจันทร์สีเหลืองนวลทอแสงอยู่บนผืนผ้าสีน้ำเงินอาบไล้แผ่นดินและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลให้เข้าสู่ห้วงนิทราเหลือเพียงแต่สิ่งมีชีวิตกลางคืนที่กำลังดำเนินชีวิตตามวิถีของตัวเอง

คฤหาสถ์หลังใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่พฤกษา โอบล้อมด้วยรั้วอิฐสูงใหญ่ไม่แพ้กันท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายไม่น่าพิศมัย ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้ ทว่าเมื่อรวมกับบรรยากาศอึมครึมจากบ้านที่แทบจะไม่มีใครอยู่มันก็ดูลงตัวกันอย่างน่าประหลาด

ตอนนี้ทั้งคฤหาสถ์เงียบสนิท ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆมาจากสิ่งมีชีวิตในบ้านและพวกสัตว์เล็กๆ ตอนนี้คือเวลาเข้านอนตามปกติ ทว่าวันนี้แวมไพร์เช่นเขากลับนอนไม่หลับ แต่แน่นอนว่าค้างคาวแบบเขาก็ใช่ว่าจะต้องทำตัวแบบมนุษย์

ร่างสูงใหญ่ของคิมนั่งอยู่บนหลังคาด้านบนสุด เส้นผมและเสื้อผ้าขยับไหวไปตามสายลมเย็นๆที่พัดผ่านร่างกาย เสื้อโค้ทถูกเปิดออกเผยให้เห็นผ้าพันแผลบนตัวซึ่งเริ่มมีเลือดซึมออกมา

บาดแผลเริ่มดีขึ้นมากแล้ว...

มันไม่ใช่การอุปทาน แต่เมื่อเทียบกับตอนแรกถือว่าดีขึ้นจนน่าจะเรียกได้ว่าแผลปิดสนิท ถึงจะยังเจ็บบ้างเวลาขยับตัว แต่หลังจากนั้นมันคือความเคยชิน ราวกับเป็นการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามปกติ

บางทีความเจ็บปวดในร่าง คือเครื่องหมายว่าตัวตนของเขาคือสิ่งมีชีวิตทั่วไป

ประสาทสัมผัสของเขากระตุกเมื่อรับรู้ได้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามา ดวงตาสีน้ำเงินหลุบตาเล็กน้อย

“ข้าจำได้ว่าบอกให้พวกเจ้ากลับไป...เรเซ่” ร่างสูงสง่ายันกายลุกขึ้น หันกลับไปเผชิญหน้ากับคู่กรณี “เข้ามาถึงนี่ได้แสดงว่าพลังของเจ้าก็น่าจะคู่ควรกับตำแหน่งอยู่...”

ร่างของชายหนุ่มยืนเผชิญหน้าตรงข้ามกับเขา ผมสีเงินตัดอย่างลวกๆ ดวงตาสีอำพันเหมือนสัตว์ป่ากำลังจับจ้องมาที่เขานิ่ง ใบหน้านั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน แน่นอนว่าแวมไพร์เช่นพวกเขาหยุดการเจริญเติบโตเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงแทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

“หึ ระบบป้องกันที่นี่มันเปราะบางเกินไปต่างหาก”

                หากเป็นสมัยก่อนเรเซ่ไม่ใช่คนไร้มารยาทขนาดนี้ คงเพราะพอเขาออกไปอำนาจที่มีอยู่เลยถดถอย จนแม้แต่พวกระดับล่างยังแทบจะเดินชนไหล่ได้ ทั้งที่แต่ก่อนแทบจะหมอบคลานใส่เพราะ ระบบปลาใหญ่กินปลาเล็กยังไม่เคยหายไปจากโลกมืด

น่าเสียดาย...ที่เขาชอบระบบการปกครองแบบโลกมืดมากกว่า เพราะอิทธิพลชัดเจนว่าใครมีพลังหรือใครควรอยู่เบื้องสูง มันทำให้ไม่มีใครกล้าหือหรือขัดแย้งเท่าระบบตอบโต้ด้วยความรู้และความคิดแบบโลกมนุษย์ เป็นการปกครองแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ

ตอนนี้ทั้งกริชและเมโลน่าจะหลับไปแล้ว ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่เขาจะไล่ให้เรเซ่ออกไปจากบ้าน ยิ่งอีกฝ่ายมาตัวเดียวด้วยแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นเขาคิดว่ารับมือได้

ในเมื่อเขาก็มีเรื่องที่อยากจะคุยเช่นกัน

“มีธุระอะไร?”

“เจ้าไม่คิดจะทำตามคำสั่งของนายเหนือจริงๆน่ะเหรอ ซิเรน?”

คิมกระพริบตาเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้าช้าๆ พูดเข้าเรื่อง “พวกเจ้ามีแผนการอะไร?”

“ข้าจะบอกก็ต่อเมื่อเจ้ากลับไปเท่านั้น”

“เจ้าบอกให้ข้าไปตาย?”

เมื่อคิดถึงอดีตที่ผ่านมาก็ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะทั้งภาพและเสียงยังแจ่มชัดในโสตประสาท

“นายเหนือให้อภัยเจ้าแล้ว แต่ถ้าเจ้ายังดึงดันเช่นนี้เรื่องมันก็จะยากขึ้น” เรเซ่พูดเสียงเครียดขึ้น “ข้ารู้ เจ้าไม่ใช่คนโง่ว่ามันหมายความว่าอะไร”

นายเหนือ..หรือราชาคนปัจจุบันของโลกมืด คนที่เขาไม่คิดว่าจะดูดำดูดีใครกลับให้อภัยเขา? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่

“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับไป”

                ชายหนุ่มคนฟังขึงตาใส่ “ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ปี เจ้ากลายเป็นคนโง่ขนาดนี้ เพราะเด็กน้อยแค่คนเดียว รึข้าจะต้องฆ่ามันจริงๆ…”

                เรเซ่จำต้องหยุดชะงักไปเมื่อจู่ๆปีกค้างคาวขนาดใหญ่ก็ขยายออกมาจากกลางหลังของซิเรน ขนาดของปีกแต่ละข้างยาวกว่าสามเมตรซึ่งยาวกว่าปีศาจด้วยกันไปมาก เสียงสัตว์ตัวเล็กอื้ออึงอยู่รอบๆราวกับสัมผัสถึงอันตรายจนลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างผิดธรรชาติ

ดวงตาสีน้ำเงินทอแสงเรืองรองอย่างสัตว์ร้าย “ถ้าคิดจะทำอะไรเขาแม้แต่ปลายเล็บ ข้าสาบานต่อสายเลือดนี้ว่าจะทรมานพวกเจ้าให้ถึงที่สุด ต่อให้ล้มล้างทั้งราชวงศ์ข้าก็จะทำ”

บรรยากาศกดดันและพลังมหาศาลแผ่ขยายอยู่รอบร่างของแวมไพร์ตาสีน้ำเงิน ราวกับกำลังข่มขวัญให้ผู้พบเห็นยอมศิโรราบ

เรเซ่ส่งเสียงในลำคออย่างถือดี แม้ว่าจะรู้สึกครามครันอยู่ในทีกับพละกำลังที่พวยพุ่งออกมาในชั่วพริบตานั้น ดวงตาสีน้ำเงินก็แฝงความน่าเกรงขามเหมือนกับท่านที่เขารู้จักไม่มีผิด

แวมไพร์ที่มีดวงตาสีน้ำเงิน คือเอกลักษณ์เฉพาะของสายพันธุ์อิมเมอทัลชั้นสูง และข่าวลือว่าอีกฝ่ายได้ดื่มกินเลือดมนุษย์จนกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมไม่ใช่เรื่องโกหก

“นายหญิงไวโอเน็ตต้องการพบเจ้า ที่ข้ามาก็เพราะเรื่องนี้”

ชื่อที่ได้ยินทำให้ดวงตาของซิเรนเบิกกว้าง แรงกดดันหายไปทันที หลงเหลือแต่อาการตกใจในแววตานั้น

“ถ้าอยากเจอนาง...ก็จงไปที่งานประมูลของเมือง พวกเราก็จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเช่นกัน”

ไม่ทันให้ซิเรนคว้าตัวมาเค้นถาม ร่างปราดเปรียวนั่นก็กางปีกบินหายไปแล้ว

แผ่นกระดาษถูกวางลงบนโต๊ะตามเดิมด้วยฝีมือของกริช หลังจากที่ตนอ่านมันและเซ็นต์เรียบร้อยแล้ว

มิลล่า

อาเธอร์

กับเด็กๆอีกหลายคนเสียชีวิต

ไม่มีภาพถ่ายตอนมีชีวิต มีแต่ภาพศพซึ่งดูไม่ได้เอาเสียเลยกับตำหนิตามร่างกายเพื่อระบุว่าใครเป็นใคร และเขาเองที่เป็นคนระบุชื่อ เพราะเอกสารของเด็กพวกนี้คงถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว

ส่วนกระดาษเมื่อครู่นี้มันคือเอกสารที่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายจัดการศพอย่างถูกต้อง เพราะให้ตายยังไงเขาก็ไม่ปล่อยให้ใครเอาร่างกายพวกนั้นไปทำอย่างอื่นอีก ทั้งที่อวัยวะของเด็กนั้นถือว่ามีราคาสูงในท้องตลาดอยู่มาก วันนั้นเทลเลอร์บอกว่ามีคนเข้ามาขอติดต่ออยู่หลายคน เรียกได้ว่าหากช้าไปสักหน่อยร่างกายของเด็กน้อยคงถูกชำแหละไม่เหลือซาก

เป็นครั้งแรกสำหรับความรู้สึกขยะแขยงในเรื่องพวกนี้

ส่วนรอดมาได้กลับเป็นเด็กที่อายุน้อยๆ ตอนเกิดเรื่องดูเหมือนว่าจะถูกปกป้องเอาไว้ สุดท้ายคนช่วยต้องมาตายซะเอง เขารู้มาว่าที่นั่นเด็กโตกว่าจะนอนอยู่แถวประตู ดังนั้นหากจะวิ่งหนีก็ทัน แต่เจ้าพวกนั้นกลับเลือกที่จะปกป้องน้องๆ

หากเป็นแต่ก่อนเขาคงจะรู้สึกขำกับความโง่เขลา แต่ตอนนี้กลับขำไม่ออก ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ

เขาช้าไปหรือเปล่า?

ไม่เอะใจอะไรเลยสักอย่าง ไม่เชื่อสัญชาตญาณตัวเองว่ากำลังเกิดเรื่อง

เขาผิดเองที่ไม่รับเด็กพวกนี้เข้ามาทั้งที่การเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอแค่ที่พักอาศัยเขาสามารถช่วยได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ

“อย่าโทษตัวเอง” หนังสือถูกตบเข้าศีรษะของเขาเบาๆเป็นเชิงเรียกสติ

เทลเลอร์ยื่นถ้วยกาแฟให้เขารับมาดื่ม ส่วนตัวเองลงมานั่งฝั่งตรงข้าม จิบเบียร์ของตัวเอง

ดื่มแต่หัววันเชียวนะ

                เป็นครั้งแรกในรอบสองวันที่ได้ออกมาข้างนอกหลังจากอ้อนขอแวมไพร์ประจำบ้านให้อนุญาตออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าง บาดแผลของเขาหายอย่างรวดเร็วเหลือแต่รอยฟกช้ำตามตัวนิดหน่อย เทลเลอร์บอกว่าหากเป็นคนปกติคงได้กระดูกหักไปนานแล้ว โชคดีที่เขาถึกเกินชาวบ้านเลยเป็นแค่นี้

                ทั้งที่ควรดีใจ แต่มันไม่น่าดีใจอยู่ดี

                จริงๆจุดประสงค์ที่เขาออกมาคือตามจัดการเรื่องที่เกิดขึ้น หากเขาไม่เป็นคนทำเสียเองก็ไม่ไว้ใจใครอื่นอีก เขาต้องการดูให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย และดูเหมือนว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องยอมรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนแล้ว

                ว่าแต่โทษตัวเอง...อย่างนั้นเหรอ?

“เปล่าซะหน่อย”

“ต่อให้แกอยากดูแลแค่ไหน แต่แกยังไม่บรรลุนิติภาวะ แถมยังไม่แต่งงาน ให้ตายฉันก็ไม่อนุญาต” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาลอยๆ ดวงตาคู่คมเหม่อมองแก้วเครื่องดื่มของตัวเอง “ไม่ต้องห่วง เด็กพวกนี้ฉันจะพยายามดูแลให้เต็มที่จนกว่าจะออกจากที่นี่เลย”

“พูดยังกับนายจะยอมเป็นเมียให้ฉัน” เด็กหนุ่มขยับยิ้มยียวนให้คนถูกแหย่ถลึงตาใส่

“บ้านแกสิ” เทลเลอรด่า “นี่ตกลงจะรับเด็กพวกนั้นมาเลี้ยงจริงๆเหรอ?”

ถ้าทำจริงๆมันไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่อายุของกริชยังไม่ถึง กฏหมายของที่นี่ไม่เข้มงวดก็จริงแต่มันจะส่งผลถึงเด็กพวกนั้นในอนาคตหากไม่มีเอกสารระบุตัวตนที่ชัดเจน จะกลายว่าเอามาเป็นภาระทั้งสองฝ่าย

“พวกเขาไม่มีใคร....แต่ยังเด็กมาก ฉันว่าสามารถทำเรื่องหาคนมาเลี้ยงแทนได้อยู่แล้ว” การหาพ่อแม่บุญธรรมเป็นเรื่องยาก แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น

กริชวางแก้วกาแฟลงบนตักหลังจากดื่มมันหมดแล้ว ดวงตาสีเทาเหม่อลอยเสียจนเทลเลอร์สังเกตได้

“งั้นนายกังวลเรื่องอะไร”

“...นายว่าเด็กอายุ5-6ปีจะจำอะไรได้ไหม” เขาถามขึ้น มองหน้าหมอซึ่งขมวดคิ้วตอบ พลางทำหน้าเหมือนเจอของแปลก

“จำได้อยู่แล้ว ทำไม? มีอะไรเหรอ?”

“ฉันคิดอะไรขึ้นมาได้”

จากนั้นกริชก็เล่าเรื่องที่เด็กๆบอกว่าเจอผู้ชายเข้ามาค้นเอาบางสิ่งในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก่อนที่นั่นจะถูกทำลายทิ้งด้วยฝีมือของปีศาจ

                จากการสืบสวน เจ้านั่นบอกว่าทำเพื่อความสนุกแต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด

“เดี๋ยว ถ้าเป็นอย่างที่นายพูด แสดงว่าไอ้ปีศาจนั่นมันตัวเดียวกัน?” คนเป็นหมอขมวดคิ้ว พยายามนึกความเป็นไปได้อย่างอื่น “ถ้าใช่ก็บอกเรื่องใครเข้ามาค้นที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ แต่มันค้นทำไม...”

ต้องการอะไรจากที่นั่นกันแน่ หากจะไปหาคำตอบก็พบว่าเศษซากถูกเก็บกวาดทิ้งจนสิ้น เหลือแต่โครงสร้างที่ไม่ถูกทำลายไปด้วย แต่มันกลายเป็นเขตหวงห้ามไปซะแล้ว

“แต่ถ้ามันไม่ใช่ล่ะ?” การเค้นความลับจากพวกตำรวจเขาไม่เถียงว่าฝีมือดี ทว่าเขาไม่แน่ใจว่ามันจะไม่มีนอกมีใน

 “หมายความว่าไง?”

“ถ้าคิดจะทำลายแบบเอิกเกริก ทำไมต้องเข้ามาค้นเอาของแล้วก็ออกไป หรือเอาไปแล้วทำไมต้องย้อนกลับทำลายทีหลัง?”

ถ้าเด็กพวกนั้น...สักคนบอกว่าพวกชุดดำมันเป็นใคร ลักษณะไหน หรือชี้ตัวเจ้าปีศาจซึ่งตอนนี้กำลังนอนในคุก มันคงจะไขข้อสงสัยได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรืออะไรคือความจริงกันแน่ ทว่าเด็กที่รอดชีวิตมาได้กลับเป็นเด็กอายุน้อยเกินกว่าจะรู้เดียงสาแบบอาเธอร์หรือมิลล่าเรื่องการชี้ตัวคงเป็นไปได้ยาก แถมไม่แน่ใจอีกว่าหากตื่นขึ้นมาความรู้สึกสูญเสียจะทำร้ายจิตใจไปมากมายแค่ไหน

จะบอกว่าที่ทำลายตึกหวังฆ่าปิดปากก็งี่เง่าไปซะหน่อย เด็กแค่นั้นกับพลังขนาดนั้นคงเป็นพวกอยากโชว์พาวมากกว่าอย่างอื่น

“...นายจะบอกว่าคนละตัว”

“ตัวที่ทำคงบังเอิญ...แต่ถ้านับจากที่ฉันคิด มันคือการรับผิดแทนคนอื่นล่ะ?”

ตัวเขาถูกหมายหัวจากพวกฮันเตอร์เรื่องการครอบครองอาวุธประสิทธิภาพสูง สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าถูกคนเข้ามาค้นของแล้วออกไป ต่อมาที่นั่นถูกทำลาย ปีศาจตัวที่ทำบอกว่าแค่ความสนุก บังเอิญว่าที่นั่นเขารู้จัก และบังเอิญที่เพื่อนของคิมมาหาเพื่อให้คิมกลับโลกมืด

ทุกอย่างเป็นความบังเอิญที่ตลกร้ายมาก

“เป็นไปได้ด้วยเหรอ ปีศาจไม่มีความคิดซับซ้อนแบบนั้นหรอกมั้ง” เทลเลอร์แย้งขึ้นมา “อ๋อ ยกเว้นคิมไว้ตัวนึง รายนั้นฉลาดเป็นกรด”

พื้นฐานของปีศาจเป็นพวกไม่สนคนอื่นนอกจากตัวเอง ทุกอย่างอยู่ที่ฝีมือและพละกำลัง ความเป็นไปได้ที่พวกมันจะปกป้องคนอื่นแทบเป็นศูนย์

แต่ถ้าพวกมันรับคำสั่งมาล่ะ?

คำสั่งที่พวกเรเซ่ได้รับ มันมีแค่มารับตัวคิมกลับไปแค่นั้นจริงๆน่ะเหรอ?

“นายรู้เรื่องโลกมืดมากแค่ไหนน่ะเทลเลอร์” เด็กหนุ่มเงยหน้าถามพี่ตัวเอง

“ก็พอรู้มาบ้าง พวกฉันต้องเข้าไปเรียนวิชาชีพในโลกมืดอยู่แล้ว” เพราะวิชาชีพหมอสมัยนี้ต้องรักษาได้ทั้งมนุษย์และปีศาจ เขาได้ยินว่าต้องเข้าไปศึกษาในโลกมืดด้วย จึงไม่แปลกที่คนอาชีพนี้จะได้รับการคุ้มครองจากทั้งสองฝ่าย เพราะหายากเต็มกลืนทั้งที่เป็นอาชีพสำคัญมาก ชนิดที่ว่าหากเผ่าพันธุ์ใดทำหมอคนนึงบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

“ที่นั่นก็ไม่ต่างกับที่นี่เท่าไหร่ มีระบบการศึกษา หน่วยงาน ประชาชน มีระบบการปกครองแบบคนอ่อนแอสมควรถูกกำจัด มีระดับราชวงศ์เป็นตัวควบคุมทั้งโลก พวกที่ได้รับหน้าที่ดีๆคือชนชั้นสูงทั้งนั้น ได้ยินว่าราชาแห่งโลกมืดเป็นเผ่าพันธุ์อิมเมอทัล แถมกษัตริย์ที่นี่เปลี่ยนไปตามกฏของการต่อสู้ หากเอาชนะได้ก็จะได้ปกครองแทน แต่คงไม่พ้นพวกคนในราชวงศ์ต่อสู้กันเองอยู่ดี

ส่วนพวกที่ทำร้ายนาย เรเซ่ เออซี่ หรือ เออซีล เป็นผู้คุมกฏของโลกมืด ถือว่าอยู่ในระดับสูงไม่แพ้พวกราชวงศ์เลย ทำหน้าที่ควบคุมกฏของทั้งสองโลกโดยเฉพาะแถบรอยต่อของเขตแดน พวกนี้ได้ยินว่าโหดเหี้ยมใครขวางงานตายคาที่ ดีนะที่คิมไปช่วยมาได้”

...อย่างนั้นเองหรอกเหรอ เจ้าพวกนั้นเป็นตัวปัญหาพอดู

ก็หวังว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ลองคิมออกตัวปกป้องแบบนั้นแล้ว เขาก็ควรไว้ใจสักครั้ง

“หน้านายแปลกๆนะ เหมือนกำลังคิดเรื่องชั่วๆ” เทลเลอร์หรี่ตามองด้วยความไม่ไว้ใจ

“ยุ่งน่า หน้าชั้นออกจะหล่อเหลา”

“เหอะๆ ดีแล้ว ว่าแต่สาวๆที่โลกมืดโครตเชฟบ๊ะเลยขอบอก มีแต่เด็ดๆทั้งนั้น ว่างๆจะพาไปเปิดหูเปิดตา”

กริชหัวเราะกับท่าทางจริงจังแบบน่าถีบของอีกฝ่าย “นี่กะเอาข้ามเผ่าพันธุ์เลยเหรอ”

“ความรักมันไม่มีพรมแดนโว้ย”

จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเรื่องอื่นแทน ทิ้งความสงสัยบางอย่างไว้ในใจของเด็กหนุ่ม

ปัญหา...คิมจัดการเจ้าพวกนั้นหมอบแบบไม่เสียเวลาเลยนี่สิ

                เจ้าตัวบอกว่าทำงานในห้องเอกสาร....เสมียนของโลกมืดท่าทางจะถึกเกินผู้คุมกฏน่าดู

“คิมไปไหนล่ะ?” เป็นอีกวันที่เขากลับมาเกินเวลาอาหารเย็นไปมาก ทว่ากลับมีแต่ความว่างเปล่าที่ไม่ว่างเท่าไหร่ เพราะวันนี้มีเมโลนั่งดูทีวีอยู่ อันเป็นภาพชินตาไปแล้ว

“เห็นว่าออกไปข้างนอกน่ะ ตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่กลับเลย” เด็กสาวในชุดนอนซึ่งเป็นกระโปรงผืนบางเห็นสัดส่วนงดงามนอนเอกเขนกแบบไม่เกรงใจผู้ชายตาดำๆแบบเขาเลยสักนิด แต่ก็เพราะเขาแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ได้สนใจล่ะมั้ง

“เหรอ...” หรือแดดจะแรงจนกลับมาไม่ได้ แต่นี่มันก็ทุ่มกว่าแล้วนะ “ช่างเถอะ หาอะไรกินดีกว่า” เดี๋ยวคิมก็คงกลับมา

คิดพลางทรุดตัวลงนั่งยังที่ว่าง “ว่าแต่นาย...เธอ ถ้าจะแต่งตัวแบบนี้กลับร่างผู้หญิงดีๆสิ” ไม่ทันให้มองเรือนร่างผู้หญิงอีกนิด เมโลก็คืนร่างเป็นเด็กหนุ่มหน้าหวานเรียบร้อย เสียแต่ชุดยังเหมือนเดิมนี่สิ ‘อะไรๆที่เหมือนกัน’ มันเลยเตะลูกตาเต็มที่ ถึงจะมีชุดชั้นในคั่นไว้ก็เถอะ

“ก็แบบนี้มันถนัดกว่านี่นา”

เธอต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ

กริชส่งเสียงในลำคอ แล้วเลือกไม่ใส่ใจ ในหัวพลันคิดไปถึงความแปลกประหลาดอีกเรื่องในช่วงนี้

คิมดูแปลกไป

ไม่สิ เข้าข่ายพิลึก

หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนแวมไพร์ประจำบ้านดูจะหลับบ่อยขึ้น และออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น นั่นรวมถึงว่าข้างเย็นจะถูกเลื่อนจนกว่าอีกฝ่ายจะกลับมาจนเขาต้องระเห็จไปกินข้าวกับไนเจิลไม่ก็เทลเลอร์บ่อยขึ้นจนแทบจะไปนอนที่บ้านพวกนั้นได้แล้ว ส่วนใหญ่คิมจะออกไปพร้อมกับเมโล ดังนั้นวันนี้ถือว่ามาแปลกนิดหน่อยที่เมโลไม่ได้ไปด้วย

เขาไม่คิดจะก้าวก่ายโดยการถามว่าไปไหนมาหรือกำลังทำอะไร ปกติตอนอยู่ด้วยกันสองคนคิมแทบไม่ได้ออกจากบ้านเลยถ้าไม่ได้ไปซื้อของข้างนอกหรือลากคอเขากลับบ้าน อันหลังๆคือช่วงสองปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

มันคือข้อตกลงว่าจะไม่ยุ่งเรื่องของกันและกัน

“ว่าชุดพวกนั้นมันอะไรน่ะ...?” อดไม่ได้ที่จะถามกับชุดที่แสนจะ...เรียกว่าดูดีก็ได้นะ แต่มันผิดเพศไปหน่อย

“คิมซื้อให้น่ะ พวกเราไปเดินแถวตัวเมืองใหญ่มา”

ตัวเมืองใหญ่...ห่างจากที่นี่หลายสิบกิโลอยู่นะ...

กริชพินิจเรือนร่างของเมโลเล็กน้อย “ก็โอเคเลยนะ...ถ้านายไม่อยู่ในร่างผู้ชาย” รู้สึกระเหี่ยใจทันทีเมื่อคิดว่าที่ผ่านมาคนอื่นจะมองอีกฝ่ายยังไง “ว่าแต่ปกติซัคคิวบัสอย่างพวกนายมีสองเพศแบบนี้เหรอ”

“ก็อย่างที่คิมบอกนายไปแล้ว” เมโลลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจสองสามทีแล้วว่าต่อ “ปกติซัคคิวบัสหรืออินคิวบัสแบบพวกฉันมักเกิดจากมนุษย์กับปีศาจ แม่ของฉันบอกว่าก็เป็นแบบนี้ทุกตัว เมื่อถึงเวลาสมควรถึงจะเลือกเพศถาวร แต่ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตอนไหน”

“ดีนะ เลือกได้สองเพศเลย ใช้ชีวิตคุ้มดี” จะไปกินผู้ชายก็ได้ผู้หญิงก็ดี

“บ้าสิ ชั้นไม่ได้มั่วขนาดนั้นนะยะ”

กริชหัวเราะออกมาเบาๆ “รักเดียวใจเดียวว่างั้นเถอะ” เขาเอนเบาะลงเล็กน้อยเพื่อให้นอนสบายขึ้น “ว่าแต่ปกติเธอกินไรนะ...เซ็กซ์เหรอ?”

“หยาบคาย เขาเรียกว่าพลังชีวิตหรอก”

“เหรอ น่าสนใจๆ” อาจจะน่าสนใจกว่ากินเลือดแบบพวกแวมไพร์

“ซัคคิวบัสแบบเมโลกินพลังชีวิตโดยการสัมผัส แล้วถ้าทำแบบที่คุณพูดมันคือการดึงชีวิตจนอาจตายได้” เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังจนกริชลอบคิดในใจว่าตายยากชะมัด

 “กลับมาแล้วเหรอคิม” กริชหันไปมองร่างสูงสง่าของแวมไพร์ตรงหน้า หลายวันมานี้พวกเขาแทบไม่ได้คุยกันเลย แต่นั่นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

คิมอยู่ในชุดเสื้อโค้ทยาวสีน้ำตาลเข้ม เสื้อด้านในเป็นแบบคอสูงปกปิดบาดแผลตามร่างกายอย่างมิดชิดอันเป็นชุดปกติสำหรับออกไปข้างนอกของเจ้าตัว ที่แปลกไปคือสีหน้าเคร่งเครียดทั้งที่ปกติไม่เคยมี ทว่ามันก็เลือนหายไปทันทีเมื่อเห็นหน้าเขา

“ครับ...เมโล ฉันสั่งว่าให้ทำอาหารให้เรียบร้อยไง” เสื้อคลุมยาวถูกนำไปคลุมร่างของซัคคิวบัส สายตาคมมองเป็นเชิงตำหนิจนเมโลหัวเราะเจื่อน

“เอ้อ ลืมน่ะ แหะๆๆ”

“สงสัยยังต้องฝึกอีก”

“ไม่เอานะ!” เมโลร้องลั่น

“มารยาทที่ดีคืออะไร จำได้ไหม?”

“โอ๊ย ชั้นขอโทษ อย่าเพิ่มชั่วโมงการฝึกนั่นนะ”

กริชมองบทสนทนาเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

พวกนี้คงสนิทสนมกันแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่รู้สึกเหงาแปลกๆ ในเมื่องานบ้านเขาถูกกันออกไปอย่างชัดเจนหลังจากทำการระเบิดห้องครัวด้วยไข่กับไมโครเวฟ และเข้าใจผิดคิดว่าน้ำยาล้างจานคือน้ำมันพืชน่ะนะ

คิมส่ายหน้าช้าๆ ก่อนหันมามองเขาด้วยสีหน้าเหมือนกำลังเพลียเล็กน้อย “รอสักครู่ได้ไหมครับ?”

“ไม่เป็นไรหรอก ชั้นไม่หิว” เขาบอกปัดเมื่อเห็นสีหน้าเหน็ดเหนื่อยนั่น ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังห้องของตัวเอง “ราตรีสวัสดิ์นะ”

คราวนี้ไม่มีเสียงคัดค้านจากคนที่ชอบห่วงเรื่องสุขภาพของเขาเลยแม้แต่คำเดียว

เสียงโครกครากกลางดึกทำเอากริชลอบคิดในใจว่าไม่น่าเลย

พอมองเวลาก็พบว่านี่เพิ่งเที่ยงคืนกว่าเท่านั้น เขาไม่อยากรบกวนใคร แต่ด้วยความหิวเลยตัดสินใจลงไปหาอะไรมารองท้องสักหน่อยดีกว่าหิวจนท้องกิ่วตอนกลางคืนแบบนี้

เอาน่า แค่ซีเรียลกับนมสักขวดและขนมปังสักก้อนตู้เย็นคงไม่ระเบิดคามือของเขาหรอก

ในคฤหาสถ์มืดสนิท แต่เพราะอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดทำให้คุ้นชินทางโดยไม่ต้องเปิดไฟแต่อย่างใด เขาเดินลงชั้นล่างเพื่อเข้าไปห้องครัว ทว่าร่างสองร่างที่อยู่บนโซฟาในห้องรับแขกระหว่างทางทำให้เขาชะงักไปครู่

ใคร?

“เฮ้...” เขาลองส่งเสียงเรียกเบาๆ

“อ่ะ?” เมโลอุทานออกมา ก่อนดันคิมให้ออกจากตัว

แวมไพร์หนุ่มดูจะตกใจเหมือนกันที่เห็นว่าเขายืนอยู่ตรงนี้

เด็กหนุ่มชะงักค้าง ดวงตาสีเทาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่าทั้งคู่เป็นใคร พลันสายตาเลื่อนไปยังสภาพที่แวมไพร์ตรงหน้ากำลังกอดร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ เช่นเดียวกับที่เมโลก็กอดตอบอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจนเห็นแผ่นหลังขาวเนียน เนื้อตัวชุ่มไปด้วยน้ำใสๆจนโชกไปทั้งตัว ลมหายใจดังแผ่วราวกับเพิ่งออกแรงมาอย่างหนัก

ภาพที่ไม่ต้องคาดเดาความเป็นไปได้มากมายเลย

ทำไม...?

เป็นคำถามที่เขาไม่ได้พูดออกไป

“อ่า...ฉันออกไปหาอะไรกินข้างนอกนะ...ตามสบายเลย” เสียงอย่าสั่นสิเฮ้ย...

เด็กหนุ่มหมุนตัวกลับทันทีเพื่อเดินออกไปตรงประตูบ้าน

“กริช!”

เสียงร้องเรียกดังมาจากด้านหลัง แต่เขาไม่ได้ใส่ใจอีกแล้ว

ต้องออกไปจากที่นี่...

วินาทีแรกคือความรู้สึกฉุนโกรธ

ต่อมาคืออึดอัด ทำอะไรไม่ถูกและสับสน สุดท้ายจึงวิ่งหนีออกมาเพื่อปกปิดความรู้สึกที่อยากจะทำลายรอบด้านไปให้หมด

“แฮ่ก...” เสียงหอบหายใจดังอยู่ในลำคอ หลังจากที่เด็กหนุ่มวิ่งออกมาจากบ้านทั้งแบบนั้น รอบด้านมีเสียงผู้คนประปราย แสงไฟพอมีบ้างไม่ให้เมืองนี้มืดจนเกินไป มีหลายคนมองเขาด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงวิ่งแบบลืมตายขนาดนี้ในตอนกลางดึก

“บ้าชะมัด...” กำปั้นทุบลงบนกำแพงดังปั๊กด้วยความฉุนเฉียวที่ตอนนี้ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้

ทำไมต้องไม่พอใจด้วย พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย

ก็แค่เจ้าของบ้านกับผู้อาศัย

...หรือเขากำลังโมโหที่เจ้าพวกนี้มาทำอะไร15+ในบ้าน?

ห้วงคิดที่ชวนนึกขำ ทั้งที่ไม่ใช่เวลามาขำ

“เฮ้ กริชไม่ใช่เหรอนั่นน่ะ” ฝ่ามือหนักทุบลงบนไหล่ให้กริชสะดุ้ง หมุนตัวจะประเคนศอกให้สักที ทว่ากลับชะงักเมื่อจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

กลุ่มชายหญิงประมาณสิบกว่าคนล้วนเป็นวัยรุ่นประมาณเดียวกับเขาในชุดขาดๆเกินๆ กลิ่นเหล้าและบุหรี่โชยเข้าจมูกให้กริชขมวดคิ้ว

“แปลกใจนะที่นายออกมาตอนนี้ สนใจไปสนุกด้วยกันหน่อยไหม?” ใบหน้าคุ้นเคยดูจะไม่รู้ตัวว่าเกือบเจอต่อยพูดต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดียวกับคนอื่น

“พวกนายเองเหรอ” เด็กหนุ่มวางมือลงข้างตัว คนพวกนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขาเอง เมื่อก่อนถือว่าสนิทกันแต่พอขึ้นม.ปลายที่เริ่มหันมาตั้งใจเรียนก็เลยห่างๆกันไป

ไบรอัน เพื่อนสมัยเรียนที่ตอนนี้สลัดคราบนักศึกษามาแต่งตัวเหมือนกุ๊ยกับทรงผมพังค์ย้อมสีแปลกๆดูกลมกลืนกับคนกลุ่มนี้พูดขึ้น “ไม่ได้คุยกันนานแล้ว แล้วว่าไง สนใจไปด้วยกันมะ พวกชั้นกำลังไปงานเลี้ยงวันเกิดของเจนี่อยู่พอดี” ท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้ามโอบคอของกริชอย่างสนิทสนม

เทียบกับกลุ่มนี้ไบรอันถือว่าสูงที่สุดและเป็นหัวโจกของกลุ่ม การชักชวนครั้งนี้จึงไม่มีใครแย้ง ยกเว้นพวกผู้ชายซึ่งส่งสายตาคัดค้านเต็มที่ ถ้าเป็นสมัยก่อนคงเรียกมาฟาดปากสักทีสองทีเหมือนกัน

แวบแรกเขาคิดจะปฏิเสธ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจกับความคิดบางอย่าง “...ถ้านายเลี้ยงนะ ตอนนี้ไม่ได้พกเงินมามากขนาดนั้น” ที่ติดตัวก็...ถ้าเลี้ยงเหล้าราคาแพงสักขวดสองขวดแล้วพวกนี้รับได้ก็ไม่มีปัญหา

บางทีของพวกนี้น่าจะช่วยขจัดความหงุดหงิดในใจตอนนี้ได้

“มาเลยๆ สาวๆพวกนี้กำลังขาดคนมาดามใจพอดี” ไบรอันใช้นิ้วโป้งชี้ไปยังกลุ่มสาวๆในชุดเกาะอกกางเกงขาสั้นที่จ้องมองเขาตาเป็นมันเมื่อได้ยินว่าเขากำลังไปด้วยอีกคน ดูเหมือนว่าคราวนี้เพื่อนของเขาคงไปตกสาวมาได้อีกหลายคน

“อืม” กริชครางในลำคอเบาๆ ขยับยิ้มกว้างแล้วตอบตกลงอย่างง่ายดาย เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดแสแก้วหูจากสาวๆ บางคนถึงกับยอมทิ้งคู่ของตัวเองเข้ามาควงแขนของเขาเสียแทน แถมเข้ามาหอมแก้มแบบถือวิสาสะเต็มที่ เพิ่มความหมั่นไส้ให้ผู้ชายคนอื่น แต่ไบรอันกลับหัวเราะร่วนเหมือนกำลังถูกใจ เพราะถึงจะห่างหายไปนาน แต่เสน่ห์ของเพื่อนตัวเองก็ไม่ได้ลดลงไปเลยสักนิด

กลิ่นน้ำหอมฉุนจมูกเล็กน้อยจนเด็กหนุ่มรู้สึกไม่ดี แต่สาวๆพวกนี้ก็สวยไม่เลว

เอาเถอะ...ถ้าเจ้าพวกนั้นกำลังทำอะไร15+ในบ้าน เขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งหรอกโว้ย!

โปรดติดตามตอนต่อไป

ความคิดเห็น