say windy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกที่ 12 ถึงมันจะไม่ใช่ความลับ แต่ช่วยปิดเป็นความลับสักวันสองวันทีเถอะ

ชื่อตอน : บันทึกที่ 12 ถึงมันจะไม่ใช่ความลับ แต่ช่วยปิดเป็นความลับสักวันสองวันทีเถอะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 211

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2561 21:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกที่ 12 ถึงมันจะไม่ใช่ความลับ แต่ช่วยปิดเป็นความลับสักวันสองวันทีเถอะ
แบบอักษร

“อึก...อ...อย่า...” เสียงครวญครางดังขึ้นในห้องแคบๆเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่ทิ่มแทงเข้ามาในร่างกาย ร่างสูงนอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟายาว ท่อนบนเปลือยเปล่าเกร็งแน่นอย่างหวาดกลัวเล็กน้อยแต่ก็พยายามข่มใจไว้

“อยู่นิ่งๆเถอะน่า” เสียงเรียบๆเอ่ยขึ้น มืออีกข้างลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆเป็นเชิงปลอบโยน แต่แอบจิกเส้นผมเป็นระยะราวกับหมั่นไส้อะไรบางอย่าง

“อ...” เขากัดปากตัวเองแน่น ความเจ็บปวดแผ่ขยายไปทั่วร่าง “อึ่ก!”

เหงื่อไหลออกมาตามใบหน้าและลำคอ ทั้งที่ในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็น ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ความเจ็บปวดผ่านพ้นหลายต่อหลายครั้งจนได้แต่ตกปลง รอคอยเวลาที่มันจะสิ้นสุดลงเท่านั้น

หลังจากช่วงเวลาทรมานผ่านพ้นไป เสียงใครบางคนพูดก็ขึ้น ก่อนที่ของเหลวบางอย่างจะราดลงบนแผ่นหลัง

เฮือก!!

“เจ็บ!! ทำอะไรน่ะ!” เด็กหนุ่มลุกพรวดด้วยความแสบร้อน หันขวับไปยังชายหนุ่มที่ยังถือขวดของเหลวที่ว่าค้างเอาไว้ด้วยสีหน้าสะใจเสียเต็มประดา

“แอลกอฮอล์”

กริชจ้องตาแทบถลน “จะบ้าเหรอ แค่ปวดตัว ไม่ได้เป็นแผลนะ”

เทลเลอร์ขยับยิ้มงดงามใส่แทนคำตอบ ก่อนใช้มือตีหลังของเขาจนแทบกระอัก “ถ้าแสบก็แสดงว่ามันเป็นแผลสิวะไอ้เด็กเวร คิม จับมันไว้ นั่งทับขามันเลย เมโลช่วยกดหัวมันลงไปเดี่ยวนี้”

“ไอ้หมอเวร ชั้นจะฆ่าแกแน่...!” แถมเจ้าปีศาจสองตนก็พากันทำตามคำสั่ง โดยเฉพาะคิมที่นั่งไขว่ห้างทับขาสองข้างแบบกะไม่ให้กระดิก พอมองไปยังไนเจิลเจ้าตัวก็ส่งยิ้มแหยให้ เพราะตัวเองก็เพิ่งผ่านการทำแผลมาคงช่วยอะไรไม่ได้อีก

รุมกันชัดๆ

“โตเป็นควายแล้วยังจะกลัวเข็มฉีดยากับยาทาแผลอีก เป็นลูกหมอซะเปล่า” เทลเลอร์พูดขณะใช้สำลีเช็ดปากแผลที่ตนเองเพิ่งจะราดยาฆ่าเชื้อไปหมาดๆด้วยความเอ็นดู

คำต่อว่าที่กริชนึกค้านขึ้นมาในใจว่า ก็ใครใช้ให้ฉีดยากันบาดทะยักตั้ง11เข็มล่ะโว้ย*!*

สุดท้ายกว่าการปฐมพยาบาลนรกจะผ่านพ้นไปเขาก็ได้แต่นอนพะงาบอยู่กับที่นอนโดยมีคิมนั่งข้างๆเพื่อเฝ้าดูว่าเขาจะขยับไปก่อเรื่องที่ไหนอีกหรือเปล่า

วันนี้คือวันเฮงซวยของเขาจริงๆ

บันทึกที่ 12

ถึงมันจะไม่ใช่ความลับ แต่ช่วยปิดเป็นความลับสักวันสองวันทีเถอะ

“ฝากไว้ก่อนเถอะ” เขาทำได้แค่ส่งเสียงคาดโทษ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อคนเป็นหมอใช้มือตีหลังน้องชายสุดเลิฟดังป้าบด้วยความรักส่งท้าย

“นอนซะ ฉันกลับก่อนล่ะ” เทลเลอร์พูดอย่างอารมณ์ดีหลังจากเร่งเดินทางมาที่นี่เมื่อได้ยินว่าน้องชายของตนได้รับบาดเจ็บ แถมพอมาถึงก็เจออาการกลัวเข็มฉีดยาจนลงมือแกล้งนิดหน่อย

“จะค้างคืนที่นี่ก็ได้นะครับ” คิมเสนอ ถึงเทลเลอร์จะขับรถยนต์มาก็ใช่ว่าจะปลอดภัยสำหรับการเดินทางตอนกลางคืน

“ไม่ดีกว่า ไม่ต้องห่วงนะ มีฮันเตอร์อยู่แถวนี้ทั้งคน” คนเป็นหมอขยิบตาให้อย่างมีความนัย พลางใช้แขนฉุดไนเจิลที่ประท้วงเล็กน้อยแต่ขัดขืนไม่ได้ สุดท้ายจึงยอมกลับไปด้วยกันแต่โดยดี

“ขอบคุณมากครับ”

หลังจากคิมไปส่งเทลเลอร์กับไนเจิลที่หน้าบ้านแล้ววกกลับมาก็ยังเจอเจ้าของบ้านนอนอยู่ที่เดิมตัวคนเดียว เมโลคงขึ้นไปนอนบนห้องเรียบร้อยแล้ว ส่วนกริชหลับตานิ่งไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาจึงไม่กล้าเข้าไปรบกวนนอกจากเอาผ้าห่มไปคลุมตัวให้

ในห้องรับรองแขกมีอาหารซึ่งถูกทานเรียบร้อยแล้วเขาจึงนำมันไปจัดการที่ห้องครัว ปล่อยให้คนเจ็บนอนอยู่แบบนั้น นอกจากต้องล้างจานแล้วยังต้องเขียนบันทึกค่าใช้จ่ายรวมถึงเก็บเสื้อผ้าเปื้อนเลือดไปจัดการและเตรียมกับข้าวไว้สำหรับทำตอนเช้าวันถัดไป เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ปาเข้าไปเกือบตีสองแล้ว

โซฟาไม่ใช่ที่นอนที่ดีนักทำให้เขาตัดสินใจเดินเข้าไปปลุกเด็กหนุ่ม ก็พบว่าเรือนร่างสมส่วนกำลังนอนหงายโดยใช้แขนหนุนต่างหมอน ผ้าห่มถูกปัดลงแบบไม่ใยดี เสื้อผ้าถูกสวมใส่เรียบร้อยแล้ว เดาไม่ยากว่าคงตื่นมาใส่ชุดด้วยอากาศหนาวแต่ขี้เกียจลุกไปนอนบนเตียง

“เป็นยังไงบ้างครับ?” คิมเอ่ยเรียกเบาๆ ดวงตาสีเทาเปิดขึ้นมองเหมือนว่ายังไม่เผลอหลับไปเลย

“เลวร้าย”

คิมส่ายหัวเล็กน้อยกับคำตอบ “คุณควรอยู่นิ่งๆ ไม่วอนหาเรื่อง”

เมื่อคิดแล้วก็ใจหาย หากเขาไปช้ากว่านี้ เรื่องมันคงไม่จบแค่ความเงียบสงบอย่างตอนนี้

“เรื่องมันมาหาฉันเองเถอะ”

แวมไพร์หนุ่มถอนหายใจ มองคนเบื้องล่างด้วยสายตาแปลกๆก่อนทรุดตัวลงข้างคนที่เปลี่ยนมานอนคว่ำเหมือนตอนแรก สีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยยามขยับตัว เดาไม่ยากว่าบาดแผลคงเป็นอวัยวะภายในมากกว่าภายนอก

“นั่นสินะครับ...”

กริชสะดุ้งเล็กๆเมื่อมือเย็นแปะลงบนหลังที่ตอนนี้กลับมาใส่เนื้อกล้ามทับไว้แล้ว พลางเค้นคลึงเบาๆเหมือนแมวจนรู้สึกเคลิ้มขึ้นมาเลยไม่ได้ว่าอะไร

“อืม...ดี” เสียงครางเบาๆทำคิมหลุดขำ

“เหมือนคนแก่เลยนะครับ”

“หนวกหูน่า ก็ช่วงนี้ขยับตัวตลอดเวลา กล้ามเนื้อมันล้า” ช่วงหลายวันมานี่มีแต่เรื่อง ได้พักไม่กี่วันเรื่องก็มาหาอีก หากไม่ติดว่าปกติเขาออกแรงบ่อยๆป่านนี้อาจได้ลงโลงไปนานแล้ว

“ให้ผมเอายามานวดให้ไหมครับ”

“พอเลย แบบนี้ก็พอ” เจอแอลกอฮอล์ไปขวดเดียวเน้น ๆ เขาก็จะตายแล้ว ตอนนี้ไม่อยากได้ยาอะไรมาทาเพิ่มทั้งนั้น

“เข้าใจแล้วครับ” คิมเลื่อนตัวมานั่งเบียดบนโซฟาเงียบ ๆ

ฝ่ามือหนากดบนแผ่นหลังหนักเบาสลับกันไป ผ่านไปสักพักคิมก็พูดออกมาเสียงเรียบ “หวังว่าจะไม่ใช่แผลเป็นนะครับ” เจ้าตัวว่าพลางเลื่อนมาลูบไล้แถวซอกคอเบาๆ รู้สึกจั๊กจี้จนเผลอย่นคอ

“อืม...ไม่มั้ง มันไม่ได้ลึกมาก”เทลเลอร์ใช้ผ้าพันแผลปกปิดเอาไว้นิดหน่อย ตอนแรกเขาก็สยองเหมือนกันว่าจะต้องเย็บแบบที่คิมเคยทำหรือเปล่า

มันไม่ใช่ทั้งแรกสำหรับการต่อยตี แต่ตอนนั้นมีแค่มือกับเท้า อาวุธอีกนิดหน่อยเขาก็ชนะได้สบาย แต่งวดนี้มีทั้งพลังเวททั้งเรี่ยวแรงของพวกปีศาจเข้ามาจึงแพ้อย่างหมดรูป  ชวนให้รู้สึกสมเพชตัวเอง

ตัวเขามันอ่อนแอ... เป้าหมายที่เขาหวังไว้คงไม่มีทางทำได้

“ดีแล้วครับ...ผมไม่ต้องการให้คนอื่นมาฝากรอยบนร่างกายของคุณ” สัมผัสอุ่นๆยังคงลูบไล้ไปตามผิวเนื้อแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก ลากไล่ไปตามสะโพกและต้นขาผ่านเนื้อผ้า เสียดสีเป็นจังหวะ เรียกเสียงครางฮือในลำคอ...น้ำหนักมือดีชะมัด...

 “หึๆๆ พูดแบบนั้นมันน่าขนลุกนะ” กริชหลับตาลงอย่างสบายใจ แกมหนักใจนิดหน่อยเมื่อความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา

นี่ก็อีกคน ทำให้เขาชักเป็นห่วงว่าสักวันคงลืมว่าตัวเองเป็นปีศาจผู้หยิ่งทระนง

สิ่งที่ทำให้เขารอดมากได้คงเป็นสร้อยคอที่เขาพกติดตัว เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาได้รับมาจากพ่อ ตอนแรกเขาคิดว่ามันไร้ประโยชน์ กระทั่งคิมบอกว่าไม่ชอบ เขาถึงรู้ว่ามันเอาไว้ป้องกันปีศาจได้ในระดับหนึ่ง แล้วคงจะมากกว่าที่คิดไว้เมื่อเห็นว่ามันป้องกันพลังของแวมไพร์แบบเรเซ่ได้เกือบหมด

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ชวนให้คิดถึงบาดแผลของคิม ซึ่งตอนนี้ยังไม่หายดี แต่ถือว่าลดลงไปมากจากตอนแรกที่พบกัน ตอนนี้เหลือแต่ส่วนหมุดเงินซึ่งยังคงปักอยู่ในร่างกายกับลำคอนิดหน่อยเท่านั้น

“เพื่อนของนายเกี่ยวข้องกับแผลบนตัวของนายหรือเปล่า?”

“ถ้าเรียกว่าไม่เกี่ยวข้องก็คงได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เกี่ยวทั้งหมด”

“เห...?”

“ถ้าเจอครั้งหน้าผมจัดการฆ่าพวกเขาเองครับ” อีกฝ่ายพูดขึ้นราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

เมื่อมาคิดถึงเรื่องนี้เด็กหนุ่มก็ต้องแอบพิจารณาความสามารถของแวมไพร์ข้างตัวใหม่

ที่ผ่านมาคิมแค่ใช้แรงมหาศาลในการอัดคนที่เข้ามาหาเรื่องอย่างเดียว แต่ครั้งนี้กลับใช้พลังที่เขาเห็นเจ้าตัวใช้บ้างเป็นครั้งคราว ...พลังพิเศษ แถมไม่ใช่แค่การเรียกดินฟ้าอากาศ แต่เป็นทักษะการเล่นแร่แปรธาตุชั้นสูง ชนิดที่ว่าหาตัวจับยาก

ปกติปีศาจที่มีพลังพิเศษเหมือนพวกฮันเตอร์นับเป็นปีศาจระดับสูง เมื่ออยู่ในโลกมืดถือว่าอยู่ในระดับท๊อปคลาสที่รับมือด้วยยาก นั่นหมายความว่าต่อให้คิมอมพระมาพูดยังไง เขาก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นแค่ปีศาจต๊อกต๋อย

เมื่อมารวมกับความโหดเหี้ยมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ก็พาลให้รู้สึกไม่ไว้ใจ...ไม่ดีเลย

“...นั่นสินะ พอมาคิดอีกที น่าจะอัดให้น่วมแล้วค่อยปล่อยไป”

“ขอโทษครับ”

สิ่งที่น่าตกใจอีกอย่าง คือเมื่อสามปีก่อนเขาเจอคิมในสภาพสาหัส รอยกรีดทั่วทั้งตัว ลำคอก็เหวะหวะ และหมุดเงินที่เอาออกไม่ได้จนถึงตอนนี้...ศัตรูของคิมคือใคร ทำไมถึงต้องทำร้ายกันจนเรียกว่าเอาถึงชีวิตขนาดนี้ แถมยังมีการเรียกตัวให้กลับไปอีก ทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ... เพื่อนของคิมคงไม่ใช่ระดับเคยสนิทสนมกันแน่ ซ้ำดูท่าจะไม่ถูกกันอีกต่างหาก

“เป็นความผิดของผมเองที่เอาแต่ใจกินเลือดของคุณ” น้ำเสียงดูอ่อนลง หากไม่ใช่เพราะคิมดึงดัน กริชก็น่าจะมีเรี่ยวแรงพอป้องกันตัวเองได้ดีกว่านี้

“ฉันตั้งใจให้นายนะ นายไม่ผิด” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ถ้ารู้สึกผิด ก็ช่วยอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฉันฟังทีสิ”

ความเงียบโรยตัว มือที่กำลังนวดตามตัวหยุดลงจนเด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมองใบหน้าอึดอัดใจของแวมไพร์ข้างกาย

ใบหน้างดงามของชายหนุ่มนิ่งสนิท “...ผมถูกเนรเทศให้ออกมาจากที่นั่น การที่พวกเขาเดินทางมาถึงที่นี่เพื่อเรียกให้ผมกลับไป ดังนั้นที่โลกมืดคงมีอะไรเกิดขึ้น และมันคงสำคัญมากจนยอมลงมาถึงชายแดน”

คำตอบที่ได้ยินเป็นครั้งแรกทำให้กริชเบิกตากว้างเล็กน้อย ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยถามเรื่องในอดีตกันเลยสักครั้ง

“นายเป็นคนสำคัญของที่นั่นรึไง ถึงขั้นถูกเจ้าพวกนั้นเรียกตัว” กริชนึกคลางแคลงใจขึ้นมา

“ตำแหน่งของผมก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร หน้าที่แต่เดิมก็แค่ทำงานในห้องเอกสารกับพบเจอผู้คนเป็นครั้งคราวเท่านั้น” คิมพูดเรื่อยๆเหมือนไม่ใส่ใจ มือที่กดค้างไว้เริ่มทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

“ฟังดูน่าเบื่อ แสดงว่านายไปเล่นตุกติกแน่ๆเลยถึงถูกทำร้ายร่างกายจนหนักขนาดนี้”

“โลกมืดคนอ่อนแอสมควรถูกกำจัด”

“แต่นายก็จัดการพวกนั้นได้สบายเลยนี่?”

“เพราะมีคุณหรอกครับ ปกติผมไม่อยากต่อสู้ถึงเลือกทำงานในห้องมากกว่า เรเซ่กับเอลซี่เคยทำงานที่เดียวกัน แต่พอเกิดเรื่องดูเหมือนพวกนั้นจะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้คุมกฏที่เข้าออกโลกทั้งสองได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต หน้าที่คราวนี้คงไม่พ้นพาผมกลับไป ปกติพวกเขาไม่ชอบโลกใบนี้สักเท่าไหร่”

ระบบการปกครองของโลกมืด ที่เขาจำได้มันจะเป็นระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก มีราชวงศ์คอยหนุน ไม่คิดว่าจะมีชนชั้นการทำงานอะไรแบบนี้ด้วย

กริชเหลือบตามองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายซึ่งกำลังใช้มือนวดหลังให้อย่างตั้งอกตั้งใจผิดปกติ

คิมไม่เคยบอกเรื่องของตัวเอง นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวปริปากพูดอดีตของตนออกมาง่ายๆ

“นายบอกง่ายกว่าที่คิด ปกตินายไม่เคยพูดว่านายถึงวัยทำงานแล้ว”

คิม..ไม่สิ ซิเรน? คือชื่อจริงๆของอีกฝ่าย อายุเท่าไหร่กันนะ บางทีอาจจะมากกว่าเขา พวกปีศาจมีช่วงอายุที่แตกต่างกันอยู่แล้ว คิมดูภายนอกไม่น่าจะถึงยี่สิบห้า บางทีอายุจริงๆของอีกฝ่ายอาจจะมากกว่าสองร้อยปี

ระหว่างกำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงทุ้มก็ดังขึ้น “...คุณคงไม่บอกเจ้านั่นหรอกใช่ไหม” น้ำเสียงของแวมไพร์กลับมาเครียดขรึมเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“เจ้านั่น?”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ”

คำบอกปัดที่เด็กหนุ่มนิ่วหน้าเล็กน้อย เดาได้ทันทีว่าหมายถึงใคร “เป็นอะไรไป? ถ้าเรื่องไนเจิลก็บอกไปแล้วว่าเพื่อนสมัยเด็ก ฉันไว้ใจเขาในระดับหนึ่ง แต่จะไม่บอกเรื่องของนายหรอกนะ”

“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้...คุณว่าเพื่อนของคุณจะทำตามที่พูดเหรอครับ”

“ก็สัญญาไว้แล้วนี่”

“นั่นสินะครับ ถ้าเขาเห็นคุณเป็นเพื่อน จริงๆ” เน้นคำพร้อมย้ำแรงๆจนกริชสะดุ้งเล็กน้อย สำนึกได้ว่าจริงๆแล้วคิมก็เด็กกว่าที่คิด

“เลิกประชดสักทีน่า ถึงหมอนี่จะซื่อจนโง่ไปหน่อย แต่แค่เก็บเรื่องนี้เอาไว้ก็โอเคที่สุดแล้ว”

เขาขอให้ไนเจิลช่วยเก้บเรื่องในวันนี้เป็นความลับ เพราะคนอื่นที่จำเรเซ่ได้ก็คงลืมหมอนั่นไปเหมือนกัน เท่ากับว่าพวกเขาไปกันแค่สองคน การตีโพยตีพายอาจจะทำให้เรื่องมันบานปลาย เพราะยังไม่รู้ว่าพวกแวมไพร์มีจุดประสงค์อย่างอื่นแอบแฝงอยู่หรือเปล่า

“ถึงแบบนั้นก็เถอะครับ...” แวมไพร์ไม่คิดไว้ใจฮันเตอร์แม้แต่เรื่องเดียว

“ที่ผ่านมาฮันเตอร์ล่าปีศาจที่ทำผิดกฎหมายเท่านันใช่มั้ยล่ะ” กริชลูบคอตัวเอง บาดแผลยังคงอยู่ มันยังคงความแสบร้อนตอนพูด แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ “เมโลกับนายเป็นปีศาจ ดังนั้นจะต้องถูกหมายหัวแน่นอน แต่เพราะตอนนี้พวกนายคือลูกน้องของฉันเลยทำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้พวกนั้นกำลังทำผิดข้อตกลงระหว่างมนุษย์และปีศาจโดยการถืออาวุธหนัก ถ้าจู่ๆจะเกิดการล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาจริงๆ ปีศาจอย่างนายก็คงไม่อยู่เฉยแน่”

“ใช่ครับ”

ปีศาจกับฮันเตอร์ทำสัญญาสงบศึกยกเว้นว่ามีการหาเรื่องก่อนเกิดขึ้น แต่จะไม่มีการทำร้ายอย่างไร้เหตุผล มนุษย์ต้องส่งหลักฐานไปให้เบื้องบนเพื่อทำเรื่องจัดการก่อนเสมอ แต่อาวุธที่ใช้ก็ยังจำกัดและประสิทธิภาพไม่ร้ายแรงเท่าอาวุธสงครามที่พวกเขาเจอตอนนั้น

“ฉันคิดว่าอยากจะลองเข้าถึงปัญหานี้ดูสักหน่อยเหมือนกัน”

“...คุณจงใจ?”

“หืม? จงใจอะไร”

“จงใจร้อนรนตามหาคนที่ทำลายสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะอยากให้ทุกคนรู้ว่าคุณก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย?”

“เปล่า...แต่ก็ถือว่าถูกครึ่งเดียว” กริชขัดขึ้น ทำให้การสันนิฐานนี้ต้องล้มเลิกไป “เจ้าปีศาจมันไม่ยอมบอกอะไรฉันเลย คิดว่าฉันควรจะแบไต๋หมดทีเดียวเหรอ ทำแบบนั้นถ้าศัตรูมันคนละกลุ่มขึ้นมาฉันก็ตายสิ”

ความซับซ้อนทำให้คิมถอนหายใจ “คุณแค้นหรือเปล่า?”

“นั่นสินะ...แต่ระหว่างแค้นกับเฉยๆ ฉันเฉย ๆ กับเรื่องพวกนี้มากกว่า”

เฉย ๆ ...อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเดียว แต่มันหมายถึงเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้

“คุณเข้มแข็ง”

“อื้ม เพราะไม่ได้รู้จักกับเด็กพวกนั้นเท่าไหร่ ขนาดเจอกันทุกวันต่อมาเจอเป็นศพฉันก็ยังเฉยๆกับเรื่องนี้ ถ้าการที่คนนานๆเจอทีจะตายไป ฉันก็คงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะสุดท้ายฉันก็ยังยืนหายใจอยู่แถวนี้”

“…ผมไม่ไว้ใจเพื่อนของคุณ เขาอาจจะทำให้คุณเจ็บตัว”

“เอาน่า”

“คุณชอบเสี่ยงอันตราย ทำอะไรไม่คิด ทำอะไรไม่เจียมบอดี้ ไม่เคยฟังที่ผมพูดเลยสักอย่าง งวดนี้ถ้าผมไปไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้นคุณก็รู้อยู่แก่ใจใช่ไหมครับ?”

คิมรู้สึกโมโหเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะอยู่ด้วยกันมาสามปีเต็มถึงรู้ว่ากริชเป็นพวกไม่สนใจใครง่ายๆ เพื่อนแทบไม่มี เขาเคยเจอกริชนั่งมองคนรุมซ้อมคนอื่นจนตายมาแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่ก็ใส่ชุดเครื่องแบบเหมือนกัน มารู้อีกทีว่านั่นคือเพื่อนร่วมห้องเจ้าตัวเองด้วยเหตุผลว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าไปยุ่ง

เพื่อนสมัยเด็ก...คำเดียวเท่านั้นจริงๆน่ะเหรอ?

“ขอโทษ แต่ฉันก็รอดกลับมาได้นะ” ถึงจะสะบักสะบอมไปหน่อย

"ผมบอกเอาไว้ว่าไง จำได้ไหมครับ?"

"ก็...กลับก่อน4โมง ถ้ามาช้าให้โทรบอก..." เขาพูดเสียงอ้อมแอ้ม พยายามหลบสายตาคาดคั้นจากอีกฝ่าย ถ้ามุดลงโซฟาได้คงทำไปแล้ว

คิมตอนโกรธน่ากลัวกว่าเจ้าเรเซ่นั่นอีก

"ครับ...คำสัญญาของผมไม่มีค่าขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" เสียงขรึมๆกับสายตาจิกกัด

หมอนี่....ทำไมวกเข้าประเด็นที่เขาไม่อยากเข้ามากที่สุดด้วยล่ะ

กริชรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย

ทำไมกันนะ นับวันคิมยิ่งจะดูหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่แต่ก่อนไม่เป็นถึงขนาดนี้

หากลองมาคิดๆดูแล้ว...

ก็นับตั้งแต่มีผู้ชายคนหนึ่งมาตามจีบเขาถึงบ้านหลังจากที่เขาก็ไม่ได้ยุ่งกับสาวมานานก็เลยเล่นด้วยซะหน่อย จนคิมมางอแงใส่เลยเลิก ๆ กันไป ถึงตอนนั้นเจ้าตัวจะอ้างว่ากลัวเขาเสียการเรียนแล้วก็แอบเห็นด้วยเลยยอมทำตาม

พอมาคิดอีกทีแล้วคิมก็ดูจะวุ่นวายกับเขามากขึ้นกว่าแต่ก่อน จากที่ตอนแรกแค่ยอมให้ทำแผลกับทำกับข้าวและงานบ้าน  แต่ไม่ถึงขั้นยุ่งเรื่องส่วนตัว

เห….??

"ยิ้มทำไมเหรอครับ"

อา...เขาคงเผยสีหน้ามากไป "หึ...ห่วงก็บอกมาสิว่าห่วง นายนี่ทำตัวเหมือนเมียหลวงเข้าไปทุกทีแล้วนะคิม" ว่าพลางตบเข้าที่ข้อแขนของแวมไพร์ตรงหน้าอย่างทีเล่นทีจริง

ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงก่ำเหมือนเลือดลมสูบฉีดกะทันหัน

"ผมไม่ได้ห่วงแบบนั้นซะหน่อย" ...หลบตาทำไมวะ

กริชค้างไปเล็กน้อย รู้สึกว่าหน้าตัวเองก็เริ่มร้อนขึ้นมาบ้างนิด ๆ

...เฮ้ย เอาจริงเหรอ

ความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นในใจทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจเก็บมันเอาไว้ พลางยันตัวลุกขึ้นเผชิญหน้ากันตรงๆ นั่งกอดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี “งั้นนายก็ไม่ควรยุ่งเรื่องของฉันมาก สัญญาระหว่างเรายังเหมือนเดิม ถูกไหม?”

“..ผมเป็นห่วงคุณ คุณยังอายุน้อย คุณชอบหาเรื่องใส่ตัว ถ้าหากผมไปไม่ทันขึ้นมา...”

“ฉันดูแลและจัดการทุกอย่างได้ เคยบอกไปแล้วนี่” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “แล้วอีกอย่างนะคิม...ฉันตายยากกว่าที่นายคิด คราวนี้ฉันอาจพลาด แต่ต่อไปมันจะไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าพลาดนายช่วยจัดงานศพให้ก็พอ” เขาพูดออกมาตรงๆ ไม่สนสายตาของอีกฝ่ายที่มองมา

คิมอาจพูดถูก เขาเข้มแข็ง เขาไม่ได้กลัวความตาย แต่เมื่อมาคิดอีกที เพราะมีเหตุผลให้เขามีชีวิตต่อไปต่างหาก

ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่หมดลมหายใจง่ายๆแน่

“คุณไม่เข้าใจ...คุณสำคัญมากกว่านั้น คุณไม่ควรเสี่ยงทำอะไรเกินตัวโดยไม่จำเป็น ถ้าเจออันตรายคุณควรหนีออกมา บางทีมันไม่เกี่ยวกับคุณเลยแท้ๆ…” พูดไม่ทันจบคิมก็สะดุ้งเพราะกริชใช้มือคว้าคอเสื้อเขาหมับให้มองหน้าตรงๆ

“ไม่ใช่แค่ไนเจิล ถ้านายกำลังถูกทำร้าย ฉันก็จะเป็นคนช่วยนายเอง ไม่ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้เกิดเรื่องแบบตอนนี้หรือทำฉันตายไปเลย ฉันไม่เสียใจในสิ่งที่เลือก และไม่ได้เลือกปฏิบัติกับใคร ดังนั้นเลิกงอนได้แล้ว”

คิมเป็นคนของเขา ก็เป็นคนสำคัญเหมือนกัน ...ถึงเทียบกันแล้วคิมน่าจะดูแลตัวเองได้ดีกว่าก็เถอะ

“กริช...”

คำเรียกชื่อตรงๆที่นานๆจะได้ฟังทีทำเอากริชดันคิมออกมาราวกับเจอของร้อน ขยับตัวนั่งหันหลังให้อย่างไม่ยอมให้อีกฝ่ายเห็นหน้าตัวเองตอนนี้เด็ดขาด “ให้ตายเถอะ ทำไมฉันต้องมาพูดอะไรน่าอายแบบนี้ด้วย ไปนอนได้แล้วไป” ไม่ว่าเปล่ายังโบกมือไล่ส่งท้าย

คิมหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เดาไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงหน้าแดงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว “...เรื่องคราวนี้ผมจะไม่จดไว้ในบัญชีล่ะกันครับ”

โปรดติดตามตอนต่อไป

ความคิดเห็น