say windy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกที่ 11 อดีตไม่สำคัญ แต่สุดท้ายมันก็ตามหลอกหลอนทั้งปัจจุบันและอนาคตยิ่งกว่าผีสาง

ชื่อตอน : บันทึกที่ 11 อดีตไม่สำคัญ แต่สุดท้ายมันก็ตามหลอกหลอนทั้งปัจจุบันและอนาคตยิ่งกว่าผีสาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 203

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2561 21:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกที่ 11 อดีตไม่สำคัญ แต่สุดท้ายมันก็ตามหลอกหลอนทั้งปัจจุบันและอนาคตยิ่งกว่าผีสาง
แบบอักษร

บันทึกที่ 11

อดีตไม่สำคัญ แต่สุดท้ายมันก็ตามหลอกหลอนทั้งปัจจุบันและอนาคตยิ่งกว่าผีสาง

ปีศาจในสภาพโดนจับใส่กุญแจมือเพื่อกักพลังปีศาจกำลังจะถูกนำขึ้นรถเพื่อไปสถานีตำรวจท่ามกลางความโล่งใจของหลายๆคนที่เรื่องนี้จบลงด้วยการจับตัวคนร้ายได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลากลางคืน แสงอาทิตย์ถูกแทนที่ด้วยแสงจากดวงไฟหลายๆดวงจนสว่างไว้แพ้ตอนกลางวัน รถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุถูกเคลียร์ออกอย่างรวดเร็วเพื่อให้การจราจรเป็นไปอย่างสะดวก

“ไป!” ร่างของปีศาจตัวใหญ่ถูกดันให้ขึ้นรถบรรทุก

“เดี๋ยวก่อน” เสียงร้องเรียกทำให้คนอื่นๆหันมามอง ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะเด็กหนุ่มเป็นคนจัดการจับตัวปีศาจที่พวกเขาไล่ล่าแทบเป็นแทบตายภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

“แกเป็นคนทำลายตึกของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าใช่ไหม?” กริชเดินไปกระชากคอเสื้อร่างสูงกว่าให้ก้มลงมาสบตากับตัวเอง

“ช..ใช่ครับ”

“ทำไม?”

ความเงียบของคำตอบทำเอาคนใจร้อนรู้สึกหงุดหงิด “ฉันถามว่าทำไม!” เขาตะคอกใส่ ก่อนที่โลกจะหมุนกะทันหัน

“กริช!” ไนเจิลปรี่เข้ามาประคองคนที่จู่ๆแทบจะล้มทั้งยืน ก่อนหันไปบอกให้คนอื่นๆลากเจ้าตัวก่อเรื่องขึ้นรถเพื่อไปสอบปากคำ

กริชหลับตาลงเล็กน้อย รู้สึกเวียนหัวจนแทบทรงตัวไม่อยู่จนต้องเอื้อมมือจับแขนอีกฝ่ายแน่น

ไม่คิดว่าร่างกายที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลเสียได้ขนาดนี้

“ไปหาเทลเลอร์ไหม”

ข้อเสนอที่ทำเอากริชนึกสยองเล็กน้อย กลับไปสภาพนี้เขาอาจจะเจอเทลเลอร์วางยาให้นอนที่โรงพยาบาลเลยก็ได้ “ไม่...ฉันอยากกลับบ้านมากกว่า” เขาดันตัวเองออกมาเมื่อรู้สึกว่าเริ่มจะทรงตัวได้ตามปกติแล้ว

อย่างน้อยให้เขาอยู่คนเดียวในห้องจะดีกว่า

ไนเจิลขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหันไปบอกคนอื่นๆว่าขอตัวพาเขากลับบ้าน ส่วนตัวเองจะตามไปสมทบทีหลัง ซึ่งไม่มีใครค้านอะไร

“ให้ไปส่งไหม” ใครบางคนเสนอตัวขึ้น

พวกเขาหันไปมองตามเสียง อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางใส่ชุดฮันเตอร์หลวกโพรกจนไม่สมตัวทว่ากลับดูทะมัดทะแมงอย่างน่าประหลาด จุดเด่นคงเป็นดวงตาสีเหลืองอำพันคู่นั้น ซึ่งสะท้อนแสงไฟจนผิดปกติ

กริชมั่นใจว่าดวงตาของมนุษย์ไม่มีทางเป็นสีแบบนี้ไปได้ ทว่าตาเขาคงลายไปเองเพราะไนเจิลไม่ได้มีท่าทีระหวาดระแวงอะไรนอกจากความเกรงใจจนเขาอยากตบหัว

“นายเป็นใคร?” กริชถามขึ้นอย่างไม่เป็นมิตร

                ทั้งคู่พากันชะงัก หันมามองเขาเหมือนเห็นตัวประหลาด

“แหม่ ไนเจิลลืมเพื่อนร่วมงานคนนี้ไปแล้วเหรอ เรเซ่ยังไงล่ะ เราทำงานอยู่ที่เดียวกันนะ” คนถูกถามไม่ตอบ แต่กลับไปพูดกับไนเจิลที่พยักหน้ารับงงๆ

โง่...กริชนึกประนามขึ้นมา เขาไม่เคยคิดว่าคนของที่นี่จะเสนอตัวเพราะไมตรีล้วนๆแบบไนเจิลสักคน หรือจะบอกว่าโลกสวยเกินไปดี

 “นั่นสินะ...งั้นช่วยหน่อยล่ะกัน” ท่าทางของเรเซ่ดูร่าเริงเมื่อเห็นว่าไนเจิลยอมรับข้อเสนออย่างง่ายดาย แต่กริชกลับยิ่งขมวดคิ้วหนัก เขาไม่ได้เดี้ยงขนาดต้องมีคนประคองซะหน่อย หรือว่าไนเจิลกลัวผี?

“ฮะๆๆ แล้วก็นะ”

เสียงพูดคุยคิกคักทำให้กริชรู้สึกหงุดหงิด ตลอดทางพวกนั้นถือว่าเป็นผู้นำทางที่ดี แต่สำหรับเขาที่ชอบการอยู่คนเดียวอยากจะไล่เตะเจ้าพวกนี้จริงๆ จากที่ตอนแรกไนเจิลจะประคองเขาให้เดินไปด้วยกัน ตอนนี้เขาเลือกที่จะเดินตามหลังสองคนนั้นแบบห่างๆ

ให้ตายเถอะ ที่เงียบๆส่งเสียงดังแบบนี้ได้ที่ไหนกัน

“เฮ้ย พวกนายจะคุยเสียงดังให้ได้อะไรขึ้นมา”

ทั้งสองคนพากันชะงักกึก หันมามองหน้าเขาเหมือนเห็นตัวประหลาด “เพื่อนนายนี่อารมณ์เสียบ่อยนะ” เสียงสัพยอกที่กริชไม่เล่นด้วย

“หุบปาก”

“กริช ฉันรู้ว่านายปวดหัว แต่นายไม่ควรพาลใส่เพื่อนของฉันแบบนี้นะ”

“งั้นพวกนายก็ไปคุยไกลๆหรือไม่ต้องตามฉันมาก็ได้”

“ฉันเป็นห่วงนาย แล้วเรายังมีเรื่องที่ต้องสะสางภายในวันนี้ด้วย”

ความหวังดีที่ทำให้กริชขมวดคิ้ว “พรุ่งนี้ก็ได้ ฉันจะปูพรมแดงให้นายเข้าบ้าน แล้วจะค้างคืนกี่ชาติก็ตามใจ”

“ไม่ต้องประชดทั้งที่ขายังสั่นอยู่แบบนั้นก็ได้”

“เหอะ...” คนอาการหนักนั่นมันนายต่างหาก บ้าเอ๊ย...

แต่ไนเจิลถึงจะโลกสวยยังไงก็ไม่น่าปล่อยพวกปีศาจมาหลอกตัวเองได้ หรือเขาจะตาลายจริงๆ แต่ตาลายแบบนี้ก็ไม่น่า...

“อ้าว มาผิดทางเหรอเนี่ย” เสียงพูดขึ้นทำให้กริชเงยหน้าขึ้น

ทว่าสิ่งที่พบมีเพียงเส้นทางว่างเปล่า ไม่มีใครเดินอยู่ข้างหน้าเขาอีกแล้ว

“…ไนเจิล? ...เฮ้ย ไนเจิล!!” เด็กหนุ่มตะโกนเรียก เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจึงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความฉุนเฉียว “บ้าเอ๊ย!”

เผลอแป๊บเดียวโดนลากไปกินแล้วเหรอ?

ไนเจิลขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อจู่ๆเรเซ่ก็ยื่นข้อเสนอว่าจะใช้พลังวาร์ปมายังจุดที่พวกเขาจำได้ว่าจอดรถเอาไว้ ทว่ากลับหลุดมายังอีกที่ซึ่งห่างออกมาอีกสองช่วงตึก

“ที่นี่ไม่ใช่ตรงที่รถจอดอยู่นะ” เด็กหนุ่มหันไปยังเพื่อนตัวเอง ซึ่งตอนนี้ขยับยิ้มเหี้ยม

“ฉันรู้...”

“อุ๊ก!”

ไม่ทันให้ขยับตัว ท่อนเหล็กขนาดใหญ่ก็ฟาดเข้าที่ท้องจนร่างนั้นทรุดฮวบด้วยฝีมือของคนในเครื่องแบเดียวกัน

ทำไม...ไนเจิลคิดอย่างงุนงง ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับฉายวาบขึ้นมา

เขาถูกหลอก!?

ปีศาจบางชนิดมีพลังสะกดให้คล้อยตามจนมนุษย์กระทำในสิ่งที่มันต้องการ ครั้งนี้มันแสร้งว่าเป็นเพื่อนของเขามานานอย่างนั้นสินะ

อาการปวดแปลบตามร่างกายจนขยับไม่ได้ ดวงตาพล่าเลือนมองเห็นเงาสีดำที่พาดผ่านร่างกาย

ท่อนเหล็กในมือถูกเงื้อขึ้นสูง ทว่าก่อนจะได้ทำอะไรก็ถูกแรงของผู้มาใหม่อัดกระเด็นไปอีกทางจนท่อนเหล็กร่วงลงพื้น

“ไนเจิล!” กริชที่ไล่ตามมาทันตะโกนเรียกเพื่อนตัวเอง สองมือประคองร่างนั้นขึ้นมา เมื่อพบว่าอีกฝ่ายแค่สลบไปจึงผ่อนลมหายใจลงด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

โง่จริงๆนั่นล่ะ

ดวงตาสีเทาคมปราดเบือนไปมองร่างที่เขาต่อยไปเต็มแรง ตอนนั้นมันขยับตัวลุกขึ้นมาอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อเห็นว่าเป็นเขาจึงขยับยิ้มเหี้ยม

“โฮ่ ประสาทสัมผัสไวดีนี่ ทั้งที่เหนื่อยขนาดนั้นแท้ๆ น่าชื่นชมนะ เสียดายที่ฉันใช้พลังเคลื่อนย้ายระยะไกลไม่ได้” สิ้นคำ ร่างตรงหน้าก็ค่อยๆขยายตัวขึ้น เสื้อผ้าหลวมโพรกเริ่มพอดีกับตัว กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีดวงตาราวกับสัตว์ป่า ผิวสีซีดจนเห็นเส้นเลือดฝาดกับคิ้วเล็กๆตรงมุมปากสองข้าง เค้าโครงหน้ายังเหมือนตอนแรกที่เจอกัน ทว่าอะไรบางอย่างทำให้กริชรู้สึกคุ้นเคยว่าเคยเห็นที่ไหน

“แก...แวมไพร์?”

เรเซ่ชะงักไปเล็กน้อย “ดูออกเรื่องเผ่าพันธุ์ด้วย? สมแล้วที่รายเป็นบุคคลอันตรายสำหรับพวกเรา”

ชิบ ถูกอีกเหรอ

“พูดไปก็เปลืองน้ำลาย ช่วยตายๆไปทีนะ” ไม่ทันให้กริชได้ระวังตัว มือของเรเซ่ก็คว้าหมับเข้าที่คอ อัดเข้าผนังเต็มแรงด้วยพละกำลังมหาศาลจนน่าตกใจ

แววตาอำมหิตของอีกฝ่ายทำให้กริชรู้ว่ามันจะเล่นเขาถึงตายแน่

เจ้านี่...

แรงบีบที่คอมากขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ใช้ท่อนขาของตัวเองเตะเข้าที่ท้องคนประทุษร้ายเต็มแรง ทว่าร่างนั้นกลับไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย

แรงของมนุษย์ใช้ไม่ได้ผลกับปีศาจ

เสียงเตือนของใครบางคนดังขึ้น

กริชตัดสินใจเลิกขัดขืน พยายามใช้สติไปกับการหาสิ่งที่เขาพกติดตัวเอาไว้

                สร้อยกางเขนถูกดึงเข้ามือ เรเซ่ที่มองเห็นเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนเผลอปล่อยมือออก ทว่าวินาทีที่มันเฉียดใบหน้าของเขาแค่เพียงผิวเผินก็มากพอที่จะทำให้เลือดสีแดงสดไหลอาบเป็นทางยาว แผลไฟไหม้ปรากฏอยู่ตรงที่ๆเข้าใกล้รัศมีของมัน

 “แค่ก...!” ร่างของกริชทรุดฮวบลงพื้น เขารู้สึกเหมือนว่าจะตายไปแล้ววูบหนึ่งยังไงยังงั้น

ทั้งที่มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไร แต่รู้สึกว่าร่างกายมันหนักอึ้ง หัวก็เริ่มหมุนจนประคองตัวเองไม่อยู่

“แกเป็นคนทำลายตึกนั่นหรอกเหรอ?” เขาพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น พลางใช้แรงอีกเฮือกยันตัวเองลุกขึ้นมาได้

เรเซ่แสยะยิ้มเมื่อเห็นสภาพของเขา ถึงจะหวาดกลัวกางเขนแค่ไหนแต่ถ้าไม่สามารถขยับตัวได้ก็เรียกว่าไร้ค่าไปในทันที

“หึ...ข้าไม่มีงานอดิเรกแบบนั้น แต่เจ้าต้องตายซะที่นี่แหละ”

เปรี้ยง!

ปะจุไฟฟ้าแล่นเข้าหาร่างที่อยู่เบื้องหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ทว่าไม่ทันให้ได้ซ้ำอีกรอบ มันก็สลายหายไปทันทีจนเจ้าของพลังขมวดคิ้ว

“พลาดไปเหรอ...กางเขนนั่นมันน่าหงุดหงิดชะมัด” เรเซ่แยกเขี้ยวใส่สร้อยคอที่มนุษย์ตรงหน้าถือครองเอาไว้

เด็กหนุ่มหัวเราะหึออกมา ขณะมองยังสร้อยคอกางเขนตกอยู่ข้างตัวราวกับเย้ยหยันอะไรบางอย่าง

“อย่ามัวแต่เล่น เรเซ่” เสียงหวานๆดังขึ้น เรียกให้ทั้งสองหันไปมอง

หญิงสาวในชุดกระโปรงสั้นรัดรูปโชว์สัดส่วนชัดเจนนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงระเบียงด้านบน ปีกค้างคาวเล็กๆกับหางด้านหลังทำให้กริชเดาไม่ยากว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเรเซ่ ใบหน้างดงามแฝงแววเหยียดหยามชัดเจนเมื่อมองลงมายังกริช

“เออ รู้แล้วน่า ใครจะคิดล่ะว่ามันจะพกของเก่าๆแบบนั้นติดตัว”

แวมไพร์หนุ่มตอกเสียงหงุดหงิดเมื่อโดนดูถูก หันไปมองมนุษย์ที่ถึงจะหมดโอกาสรอดชีวิตยังไง แต่ดวงตาสีเทากลับจ้องเขม็งแบบไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทั้งที่ตอนนี้ขยับตัวก็แทบไม่รอดแล้ว

“เจอไฟฟ้าช็อตไปเต็มๆยังไม่สลบอีก แกนี่ตายยาก เหมือนปีศาจจริงๆนั่นล่ะ”

สติของเด็กหนุ่มเริ่มเลือนหายไปทุกทีจนเริ่มจับใจความประโยคของอีกฝ่ายไม่ค่อยได้ รู้สึกได้แต่อุ้งมือที่จับคอของเขาขึ้นมาประจันหน้า

กรงเล็บถูกกรีดเข้าที่ลำคอจนเจ็บแสบ ไม่ทำให้เขากลัวเท่าไหร่ แค่เจ็บใจเท่านั้น

ถ้าเขาอยู่ในสถาพที่พร้อมกว่านี้อาจจะไม่ตายอนาถขนาดนี้...

ว่าแต่จะมาตายที่นี่เหรอ?

เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย เสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายกลับดังกึกก้อง มือที่บีบคอเขาอยู่ถูกบางอย่างผลักกระเด็นจนทั้งร่างลอยไปกระแทกกับกำแพง ทว่าเรเซ่ก็ใช้พลังชะลอเอาไว้ทำให้ไม่บาดเจ็บอะไรมาก

“มาช้าจังเลยนะ”

ร่างในเสื้อโค้ทสีดำสนิทยืนหันหลังให้เบื้องหน้าดูคุ้นเคยจนเขาอดพูดแหย่ออกมาไม่ได้ เรียกให้อีกฝ่ายหันมาทำหน้าเบื่อหนายใส่

“ผมอบขนมไว้ ถ้ารีบออกมาก่อนกลัวมันไหม้น่ะครับ”

กริชหัวเราะหึ ถมเลือดในปากออก “ขอเปลี่ยนเป็นข้าวต้มดีกว่านะ” เขาขยับตัวจะลุกขึ้นแต่ถูกอีกมือนึงฉุดให้นั่งลงที่เดิม เมโลนั่นเอง

คิมใช้สายตามองอีกฝ่ายที่เรียกได้ว่าสะบักสะบอมกว่าทุกครั้งจนอยากจับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อซะเดี๋ยวนี้ นึกเสียใจที่มัวแต่สนใจเรื่องอื่น หากมาช้าแม้แต่นิดเดียวกริชอาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้

“หึ...ยอมโผล่หัวมาจนได้ซินะ...ซิเรน...”

เรเซ่พูดด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ ยามมองยังคนตรงหน้าราวกับไม่ได้เจอกันมานาน

 “ข่าวลือที่ว่าถ้าไม่แตะเจ้าเด็กนั่นก็จะไม่ยอมออกมาคือเรื่องจริงสินะ”

 “มาทำอะไรที่นี่ เรเซ่ เอลซี่” คิมเอ่ยเข้าประเด็นทันทีด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

“ตอนนี้พวกเราคือผู้คุมกฏรุ่นใหม่ของโลกมืดต่างหาก ซิเรน เจ้าไม่สามารถเรียกพวกเราแบบห้วนๆได้อีกแล้ว” เอลซี่ตวัดเสียงห้วนใส่อย่างไม่เกรงใจ มือเรียวงามของเจ้าหล่อนกางเล็บยาวกว่าหนึ่งเมตรออกมาเป็นเชิงเตือน ทว่าไม่ทำให้คิมรู้สึกกลัว

“ต้องการอะไร”

“ท่านผู้นำต้องการให้มารับตัวนายกลับไป” เรเซ่พูดออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าอ้อมค้อมไปก็ไร้ประโยชน์

“ทำไม”

“เราแค่ทำตามหน้าที่ ถ้ายังไงรบกวนช่วยทำตามคำสั่ง ซิเรน...เจ้าไม่ได้โง่งมจนลืมไปหรอกนะว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งอะไร” เอลซี่กระโดดลงมาประจันหน้ากับเขา ริมฝีปากแดงสดเหยียดออก

 “ชั้นรู้ดี...เพราะอย่างนั้นถึงกลับไม่ได้ และที่นี่ไม่ใช่โลกมืด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟังคำสั่งพวกเจ้า” คิมกวาดมือออก ทำให้เอลซี่กระโดดถอยห่างออกมา เป็นการประกาศชัดว่าจะไม่ทำตามคำสั่ง

“ฟังการแทนตัวของแกแล้วหมั่นไส้ชะมัด”

“เมโล...คุ้มกันสองคนนั้นด้วย” ถึงจะอยากให้อีกคนตายแค่ไหน แต่ถ้าทำแบบนั้นกริชคงเสียใจ เขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

กริชไม่เคยบอกให้เขาต่อสู้ ทำให้เขาไม่ได้ใช้พลังของตัวเองเลยสักครั้ง

 “รู้น่า...” เมโลในร่างเด็กหนุ่มพูด ขณะพยายามใช้ผ้าหยุดแผลที่คอของกริช ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถนัดเอาซะเลย

เอลซี่ได้ยินดังนั้นจึงยิ่งขยับยิ้มดูถูกออกมา “ตกลงจะไม่กลับมาดีๆ...สินะ!!!” กรงเล็บยาวตวัดเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายเป็นคนทั้งสามที่อยู่ด้านหลัง

คิมใช้แขนป้องกันด้วยความตกใจกับการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว เลือดสีแดงสาดกระจาย เชือดเฉือนผิวเนื้อจนแทบหลุดออกมาทั้งแขน

กริชมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตกใจ พอๆกับเมโลที่อุทานออกมาเสียงหงุดหงิด

“ขี้โกงนี่” เมโลต่อว่าออกมา

“ฮ่าๆๆๆๆ หัวหน้าบอกว่าให้จับเป็น งั้นก็ตัดแขนเจ้าก่อน จากนั้นก็ขาดีไหม” เธอหัวเราะออกมา ก่อนกางเล็บอีกข้างแล้วแทงสวนร่างตรงหน้าจนทะลุ

“อึก...” คิมเอ่ยออกมาแค่นั้น ก่อนจะหลุบตาลง ไม่ได้ตอบโต้อะไร ทว่าเมื่ออีกฝ่ายขยับมือเล็กน้อย เขาก็ดึงตัวเองออกมา ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาว เรียกให้เอลซี่ไล่ตามเมื่อเหยื่อหลุดรอดออกมาได้แบบไม่กลัวว่าจะถูกตัดออกเป็นชิ้นๆ

การโจมตีของเอลซี่เน้นความรวดเร็วและรุนแรงจนพื้นที่โดยรอบถูกตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำให้เมโลตัดสินใจใช้เวทป้องกันเอาไว้ เพราะตัวเขาตอนนี้ไม่สามารถพามนุษย์ทั้งสองคนหนีไปตอนนี้ได้

“เฮ้ เอลซี่ ไม่เหลือช่องว่างให้ชั้นเลยนะ”

“แกเล่นกับเด็กไปก่อนเถอะ ตั้งสามตัวนี่” เอลซี่ตวาดเสียงหงุดหงิด เพราะเธอทั้งทุ่มกำลังและความเร็วในการจัดการคนตรงหน้า แต่ก็ราวกับว่าอีกฝ่ายรวดเร็วกว่าทั้งที่เห็นได้ชัดว่าออกตัวช้าและขยับแค่นิดเดียว แต่กลับหลบกรงเล็บทั้งสิบของเธอได้หมด ขณะที่เรเซ่ได้แต่มองเพราะถ้าเขาขยับตัวไปขวางก็อาจจะเสียจังหวะของเพื่อนตัวเอง

ดวงตาสีน้ำเงินของคิมกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าถึงเวลาแล้วจึงหยุดการเคลื่อนไหวเอาไว้

ฉัวะ!!

ใบมีดแรงเข้าตามช่วงอก หัวไหล่สองข้าง ท้องและแขนขาเต็มแรงจนเลือดไหลออกมาทั่วทั้งตัว

“...โง่เขลา” เสียงต่อว่าเบาๆดังมาจากชายหนุ่มที่ตกเป็นรอง

“เอ๊ะ...” เจ้าหล่อนอุทานแค่นั้น ร่างบอบบางก็ถูกบางอย่างกระชากจนตัวลอย ค้างเติ่งอยู่ในอากาศในสภาพผิดธรรมชาติ

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ถลึงมองใบหน้าเย็นชาของแวมไพร์ตรงหน้า ตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกว่าหยดเลือดบนท่อนแขนสองข้างจรดพื้นดินของชายหนุ่มได้เชื่อมต่อกันเหมือนเส้นด้ายหลายร้อยหลายพันเส้น แผ่ขยายออกไปทั่วทุกทิศทาง ทว่าในความมืดกลับมองไม่เห็นมันทั้งหมด แต่เธอก็รู้ดีว่ามันคืออะไร

เพราะแทบไม่เห็นอีกฝายใช้พลัง ทำให้เธอลืมไปแล้วว่าพลังของชายตรงหน้าคือเลือด!

“กรี๊ดดดด” เพียงแค่ร่างนั้นขยับแขนเล็กน้อย เส้นด้ายที่พันรอบตัวของหญิงสาวก็รัดเข้าหากันแน่น บีบอัดผิวเนื้อจนอึดอัด

“เอลซี่!” เรเซ่ตะโกนเรียกชื่อเพื่อนตัวเอง เรียกให้คิมหันไปมอง แล้วเพียงชั่วพริบตาเส้นด้ายที่อยู่รอบตัวก็พุ่งไปหาอีกฝ่าย ล็อคไว้ให้ติดกับกำแพงโดยไม่มีทางขัดขืน

“อั๊ก!!” เส้นด้ายทั่วตัวค่อยๆฝังเข้าไปในกำแพงทำให้มันค่อยๆบีบให้ร่างกายของเขายึดติดอยู่กับที่

เมโลเหงื่อตกเมื่อเห็นว่าคิมได้ใช้วิชาที่ทำให้เธอมีพลังในการกำจัดพวกคนที่ไล่ตามตอนนั้นได้หมด

จริงๆมันไม่ใช่การมอบพลัง แต่เป็นการชักใยให้เต้นไปตามความต้องการของตนเองต่างหาก!

“ตายซะ” คิมเอ่ยเสียงเย็นชา ขยับมือเข้าหากัน เรียกเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน เลือดสดๆถูกรีดออกมาจากผิวเนื้อ ย้อมเส้นด้ายซึ่งควรจะว่างเปล่าให้กลายเป็นสีแดงจนสามารถมองเห็นได้ว่ามันมีจำนวนมากขนาดไหน

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทำให้สมองของคิมเริ่มเสียการควบคุมตัว เส้นด้ายถูกเพิ่มความคมกริบมากกว่าเดิมจนไม่ต่างอะไรกับใบมีดขนาดเล็กที่เชือดเฉือนหนังของผู้ที่สัมผัสมัน

กริชเห็นภาพนั้นก็เบิกตากว้าง ดันตัวเมโลออกไปแล้วตะโกนห้ามอีกฝ่าย

“คิม หยุดเดี๋ยวนี้เลย ห้ามฆ่าเจ้าพวกนั้นนะ”

                พันธนาการทั้งหมดถูกคลายออกอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำสั่ง ร่างของปีศาจทั้งสองลงไปนอนหอบหายใจอยู่ที่พื้นเพราะเพิ่งผ่านความตายมาหมาดๆ ทิ้งไว้เพียงรอยแผลทั่วทั้งตัว ปีศาจระดับสูงอย่างทั้งสองไม่มีทางตายเพราะการละเล่นเพียงแค่นี้ แต่ถ้าเจ้านายของเขาต้องการให้หยุดกลางคันก็คงช่วยไม่ได้

                คิมถอนหายใจ ขณะเหลือบมองเจ้าคนไม่เจียมตัวซึ่งกำลังส่งสายตาแข็งๆมาให้

ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะครับ...

ร่างสูงสาวเท้าไปใกล้เจ้านายของตน ทรุดตัวลงในระดับสายตาแล้วถามเสียงเรียบ “ผมบอกแล้วใช่ไหมครับ ว่าอย่าก่อเรื่อง?”

“หึๆ งวดนี้เรื่องมันมาหาฉันเองต่างหาก” เด็กหนุ่มเสยผมตัวเองด้วยความเบื่อหน่าย

ไม่มีท่าทางของความอ่อนแอ แต่การที่อีกฝ่ายไม่ลุกขึ้นแสดงว่าร่างกายคงถึงขีดจำกัดแล้ว

คิมส่ายหน้าช้าๆ ก่อนหันไปทางคู่กรณีที่กำลังพยุงตัวเองลุกขึ้น

“คนนี้ๆคือเจ้านายของฉัน หากจะให้ฉันไป ก็จงขออนุญาตเขาก่อน”

คำกล่าวที่เรียกตาโตๆจากทุกคนที่ได้ยิน

กริชถลึงตาใส่เล็กน้อย พูดเสียงกระซิบกระซาบ “ไอ้นี่...มันเรื่องของนายไม่ใช่เหรอ”

“หรือคุณอยากให้คนที่ทำร้ายคุณไม่พอ ยังจะให้คนทำอาหาร พ่อบ้าน คนสวนไปด้วยกันแบบไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหนล่ะครับ”

“...” ครบเซ็ตเชียว แต่นั่นนายทำของนายเองไม่ใช่เหรอ

เขามองไปยังบาดแผลตรงลำคอและกลางอกอีกฝ่าย ถึงจะไม่สาหัสเท่าเจอกันครั้งแรก แต่พอคิดถึงความคิดที่ว่าจะรักษาจนหายดีแล้วปล่อยไป คำตอบก็หลุดออกมาแบบไม่ต้องใคร่ครวญอีก

“ไม่ให้ไปหรอก”

คิมขยับยิ้มจนกริชนึกสงสารนิดหน่อย เขาใช้แรงงานอีกฝ่ายมากไปหรือเปล่านะ สงสัยคงต้องหารางวัลอะไรมาตอบแทนแล้วล่ะมั้ง?

“มนุษย์แบบแกกล้าออกสิทธิ์ออกเสียงกับพวกข้าเชียวเหรอ” เรเซ่ตวาดออกมาเสียงแข็ง เรียกให้คิมหันไปมองด้วยความเกรี้ยวกราดกว่าทุกครั้ง

“หากได้ยินว่าเข้าใกล้หรือแตะต้องเขาแม้แต่ปลายเล็บข้าจะไม่ปล่อยเอาไว้ แล้วอย่าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้พวกเจ้าเคยทำ” คิมประกาศออกมา ดวงตาสีน้ำเงินแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเลือด “ไปซะ”

เอลซี่แยกเขี้ยวยาว ท่าทางไม่ยอมแพ้ ทว่าทันใดนั้นเอง

“พอได้แล้ว” เสียงทุ้มแฝงความเย็นชาดังกึกก้องราวกับว่ามันดังอยู่ข้างหูจนทุกคนต่างพากันชะงัก

เสียงกระพือปีกดังขึ้นจากด้านบนเรียกให้ทุกคนเงยหน้ามอง ก็พบกับร่างในชุดคลุมยืนตระหง่านอยู่บนริมดาดฟ้า จุดเด่นคือปีกค้างคาวขนาดใหญ่ และดวงตาสีน้ำเงินดูคุ้น ๆ เรือนผมสีดำขวับไหวไปมาตามแรงลมที่พัดผ่าน แสงไฟเลือนลางเผยให้เห็นเค้าโครงใบหน้าหล่อเหลาราวกับไม่ใช่มนุษย์ ทั้งดูน่ากลัวและสง่างามในเวลาเดียวกัน

“เจ้า...” คิมพูดออกมาคำหนึ่งราวกับตกใจ

“ท่านไซเฟอริส” เรเซ่อุทานเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมาก่อนรีบก้มตัวคุกเข่าลงเช่นเดียวกับเอลซี่

“ข้าจะพูดแค่ครั้งเดียว” เสียงนั้นเน้นย้ำขึ้นอีกครั้ง

“ค...รับทราบค่ะ/ครับ” ทั้งคู่รีบขานรับด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว

เจ้านั่นคือหัวหน้าเหรอ?

แวมไพร์ทั้งสองขยับตัวยืนขึ้น ก่อนที่เรเซ่จะหันมาพูดทิ้งท้ายว่า “แล้วเจ้าจะได้ตอบรับข้อเสนอของพวกเราแน่...ซิเรน” ปีกค้างคาวถูกกางออก ก่อนที่สองคนนั้นจะบินหายไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้ามาที่นี่ทำไม” คำถามของคิมทำให้ชายหนุ่มซึ่งกำลังจะกางปีกออกหยุดไปเล็กน้อย

“...นายเหนือคนปัจจุบันต้องการพูดคุยกับเจ้า ตัดสินใจให้ดี” ก่อนที่เจ้าตัวจะหายไปอีกคนโดยไม่ให้คิมได้ถามอะไรอีก

หลังจากมองจนแน่ใจว่าจะไม่กลับมาอีก คิมจึงกลับไปหาตัวต้นเรื่องที่ขยับยิ้มเหยียดใส่

“เฮ้อ...เพื่อนนายน่ากลัวจริงๆเลยนะ” โดยเฉพาะคนสุดท้าย ที่แตกต่างกับแวมไพร์สองตนแรกอย่างเห็นได้ชัด

พอคิดว่าคิมเจอเพื่อนทีก็ต้องทักทายแบบนี้ทีก็ชวนท้อถอยแบบแปลกๆ

“พวกเขาไม่ใช่เพื่อน... เรื่องเด็กพวกนั้น...คุณเทลเลอร์บอกผมเรียบร้อยแล้วครับ เพราะแบบนั้นถึงรีบออกมาสินะครับ?”

“อ๋อ...” กริชเลือกที่จะเมินสายตาคาดโทษจากอีกฝ่าย “เจ้าพวกนั้นบอกว่าไม่ได้ทำ”

“พวกเขาบอกว่าไม่ก็คือไม่ บางทีพวกลูกมนุษย์พวกนั้นคงแค่โชคร้าย” คิมเอ่ยทั้งที่ใบหน้านั้นฉายชัดถึงความกังวลและสับสนไม่แพ้กันกับเขา

แล้วทำไมถึงพุ่งเป้ามาที่เขาล่ะ

เสียงโอดโอยทำให้พวกเขาหันไปมองอีกบุคคลหนึ่งซึ่งเกือบลืมไปแล้ว “...เฮ้ย ไนเจิล ไหวรึเปล่า” กริชถามเสียงขุ่นมัวนิดหน่อย คงเพราะเจ้านี่เจอแค่ดอกเดียวสลบ แต่เขาสิเจอไปหลาย ทั้งที่ระวังตัวตลอดเวลากลับมาพลาดเพราะห่วงชาวบ้าน น่าหงุดหงิดชะมัด

“ไหว...น่าจะ” ถึงไนเจิลจะแลอ่อนต่อโลกไปบ้าง แต่พอนั่งพักนิดหน่อยก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความอับอายจากการชะล่าใจจนตัวเองโดนตีหัวลากเข้าตึก

“ฮันเตอร์??” ดวงตาของคิมฉายแววกร้าวชัดเจนทำให้เขาต้องรีบเอ่ยปากห้าม

“เฮ้ยคิม ใจเย็น...นี่เพื่อนชั้นเอง”

“เพื่อน??”

ทำไมต้องทำเสียงสูงด้วยวะ... “เพื่อนสมัยเด็ก”

“ตกลงว่านายนับฉันเป็นเพื่อนแบบเดิมแล้วใช่ไหม” ไนเจิลหันมาทำเสียงตื่นเต้นใส่

นี่ก็อีกคน ถ้าไม่นับป่านนี้เตะลงข้างทางตอนเผลอแล้วเถอะ

“ถ้าบอกว่าไม่รู้จักแล้วนายจะยอมรับมันไหมล่ะ ถ้าหัวหน้าแกจะถีบแกร่วงจากตำแหน่งชั้นจะขำให้”

“ไม่มีทางหรอก…ขอโทษนะ เพราะฉันนายถึง...”

“นายไม่ตายก็บุญแล้ว ฉันแส่หาเรื่องเอง” กริชโบกมือปัดด้วยความเซ็งเมื่อคิดว่าตัวเองก็หาเรื่องจริงๆ

บทสนทนาดูสนิทสนมจนคิมขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แถมพอคิดว่าเจ้านี่ทำให้กริชเกือบตายแต่กลับไม่โกรธเหมือนปกติก็ยิ่งรู้สึกโมโหขึ้นมา

“ว่าแต่เอาไงดี...รถชั้นต้องกลับไปเอานะ”  เด็กหนุ่มพูดขึ้นจนคนฟังส่ายหน้าว่าป่านนี้แล้วยังจะห่วงของไม่เลิก

กุญแจรถที่กริชจำได้ว่าเก็บไว้ในกางเกงถูกโยนไปเมโลทันที “ให้เมโลขับ ส่วนคุณมานี่” ก่อนที่คนขี้หงุดหงิดจะใช้มือรวบเอวเขาเข้าไปใกล้

กริชรีบดึงตัวเองออกมาทันทีเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร “เฮ้ย ไม่เอา!”

“ห้ามปฏิเสธครับ” ไม่ทันตั้งตัวคิมก็ใช้มืออีกข้างช้อนเขาอุ้มขึ้นแบบไม่ทันให้ได้ประท้วง และคงจะกลับบ้านทันทีถ้าไม่ติดว่ามีอีกมือนึงมาฉุดแขนของเขาไว้

“นายคือปีศาจที่อยู่กับกริชสินะ” ไนเจิลมองด้วยสายตาไม่วางใจ

“ใช่...” คิมทำเสียงเข้มใส่ผิดวิสัย

ไม่มีการทักทายหรือแนะนำตัวเกิดขึ้น นอกจากสายตาตั้งตนเป็นศัตรูชัดเจนจนเมโลตัดสินใจเดินหนีจากสถานการณ์ชวนปวดหัว

จากนั้นทั้งคู่ก็พากันจ้องตากันไปมา ถ้ากริชไม่ตาฝาดเหมือนจะเห็นปะจุไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบเป็นฉากหลังยังไงยังงั้น แถมต่างคนต่างพากันจับตัวเขาแน่นแบบไม่ยอมแพ้ โดยเฉพาะคิมที่รัดจนหน้าเขาจะทิ่มอกเจ้าตัวอยู่รอมร่อ

เพราะความเหนื่อยผสมกับเจ็บไปทั้งตัวทำให้เขาเลือกที่จะเงียบเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยรู้ว่าเถียงเก่งทั้งคู่ แถมเถียงกับเขาไม่เคยเข้าใจจริงๆเลยสักคน

พวกนายจะตีกันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ช่วยปล่อยคนนอกแบบฉันออกมาจากรัศมีก่อนได้ไหม...

“ท่านดูไม่รีบร้อนที่จะทำตามคำสั่งนายเหนือ วางแผนอะไรอย่างนั้นหรือครับ” เรเซ่พูดขึ้น ขณะที่ทั้งสามกำลังเดินทางไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง

ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที แต่กลับกระพือปีกเพิ่มความเร็วมากขึ้นอีก

ก่อนพูดต่อเสียงเรียบ “การนำตัวซิเรนกลับไปคือภารกิจหลัก แต่...มีบางอย่างกวนใจข้า” ไซเฟอริสพูดเสียงเรียบ

“เอ๋”

“พวกเจ้ารวมถึงอัลรีเอล รีบไปตรวจสอบเมืองนี้ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็อย่าให้คลาดสายตา”

“เข้าใจแล้วครับ” แม้จะนึกสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าถามว่าทำไม

สิ่งที่ไซเฟอริสเห็นไม่ใช่ทัศนวิสัยที่มนุษย์ทั่วไปจะสังเกตได้

นับตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาเมืองนี้ ทุกภาพที่เข้ามาสายตาเพียงแค่แว่บเดียว มันจะปรากฏแบบนั้นตลอดไป ดังนั้นเขาจึงเห็นภาพของความเลวร้าย และการฆ่าฟัน กลิ่นความเลือด รวมถึง...

“มนุษย์ในเมืองนี้ยังพกอาวุธนอกเหนือข้อตกลงอยู่”

ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบ คำสั่งหนึ่งถูกหยิบยื่นให้เพื่อเดินหน้าต่อไป

“ยกเลิกคำสั่งในการจัดการพวกลูกครึ่งซะ” เสียงนุ่มนวลพูดขึ้นช้าๆ “การทดลองประสบความสำเร็จด้วยดี ดังนั้นไม่ต้องใช้ศพของพวกมันอีกแล้ว”

“เข้าใจแล้วครับ จะรีบออกคำสั่งใหม่เดี๋ยวนี้”

“อ๋อ แล้วก็...ตัดช่องทางการสื่อสารทั้งหมดไปด้วย ก่อนที่พวกแวมไพร์คุมกฏมันจะตามกลิ่นพวกเราเจอ เจ้าตัวที่ถูกจับนั่นปล่อยมันไว้แบบนั้น ฉันไม่ต้องการพวกที่เอาตัวเองไม่รอด” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะด้วยทวงท่าสบาย ๆ พูดอย่างเรียบง่าย

เสียงตอบรับดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ผู้น้อยจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายของตน “แล้วห้องใต้ดิน...”

“หืม ยังทำลายไม่หมดอย่างนั้นหรือ?” คำถามที่ถูกต่อด้วยคำถามทำให้อีกฝ่ายรีบก้มหน้าลงด้วยความหวาดหวั่น

“ค...ขออภัยครับ ดูเหมือนเจ้าคนที่เราให้คำสั่งไปจะคิดว่าพลังของมันสามารถทำลายทุกอย่างได้จริง ๆ” หรือเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ เพราะตอนนี้พวกเขาแทบหมดโอกาสในการเข้าใกล้ตึกเก่า

ความเงียบเกิดขึ้นราวกับช่วงเวลาหยุดลง จนชายที่อยู่ต่ำกว่าทนไม่ไหว ต้องค่อย ๆ เงยหน้ามอง ก่อนพบกับใบหน้าซึ่งกำลังแย้มยิ้ม ราวกับว่าเพิ่งคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ไม่เป็นไร...งั้นเอานี่ไปให้เจ้าตัวที่อยู่ในคุกด้วยล่ะกัน เป็นของขวัญจากฉัน” สิ่งของบางอย่างโยนลงตรงหน้าพอดิบพอดี ทำเอาเขาเบิกตากว้าง

“ท...ท่าน?” ชายแก่พูดเสียงไม่พ้นลำคอ “ตอนนี้พวกแวมไพร์นั้นหูไวตาไวมาก บางทีพวกเราควรจะ...”

คำพูดทั้งหมดทั้งมวลถูกหยุดเพียงแค่สายตาที่จ้องมองมา จากเจ้าชีวิต หนึ่งในผู้นำสูงสุดของดินแดนฝ่ายมนุษย์

“ฉันไม่ได้ต้องการชัยชนะ...แต่ฉันแค่ต้องการความตื่นเต้นเท่านั้น...เชื่อสิว่ามันจะต้องสนุกมากขึ้น”

โปรดติดตามตอนต่อไป

ความคิดเห็น