เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ชื่อตอน : 27.2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 216

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
27.2
แบบอักษร

ก๊อกๆเสียงเคาะประตูไม้ดังร้องเรียกให้คนด้านในขานรับ พวกเมรัยยืนรอด้านนอกไม่นานนัก ประตูพลันแง้มเปิดพร้อมการปรากฏตัวของหญิงสาวผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าลิเทอร์แอน์ แคโรไลน์สวมอาภรณ์ผ้าเนื้อบาง กระโปรงยาวจรดพื้นมีผ้ากระเปื้อนสวมปิดบังร่องอก เนื่องด้วยลำตัวสูงโปร่งทำให้แรกเริ่มนางมองไม่เห็นใครนอกจากลีโอน่า “ข้างล่าง พี่แคโรไลน์”เมรัยโบกมือให้หญิงสาวก้มหน้า พลางแคโรแลนมองไล่ตามอุ้งมือน้อยก็พบคนคุ้นเคย “เมรัย”หญิงสาวเผยยิ้มพราย ดวงตาหยียิ้มดีใจ น้ำเสียงตื้นเต้น

          บ้านเด็กกำพร้าลิเทอท์แอน์ สถานรับเลี้ยงดูแลเด็กไร้ครอบครัว ภายในบ้านหลังใหญ่ติดริมถนนทาง พวกเมรัยได้รับการต้อนรับจากแคโรไลน์ด้วยไมตรีอบอุ่น ในห้องรับแขก โคมไฟติดผนัง ภาพแขวน และพรมรองเท้า กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยแตะจมูก  

          “ทุกคนทางนี้คือพี่แคโรไลน์ พี่สาวที่ข้ารักมากที่สุด”เมรัยฉีกยิ้มกว้างพลางกระโดดเกาะท้องกลมป่องด้วยความรักใคร่ แคโรไลน์ยิ้มหวาน รู้สึกดีใจและขบขันกับคำสารภาพรักของหมอผีน้อย เจ้าตัวยุ่งผู้ชอบซุกหน้าเล่นกับทรวงอกและบั้นท้ายของนาง

          “รักข้ามากกว่าบาเบลร่าใช่หรือไม่”

          “แน่นอนเจ้าค่ะ”

          เมรัยผงกหัวพร้อมคำตอบจากใจจริง นารีและเรไรฟังแล้วเบือนหน้าหนีในใจคิดทำนองว่า อ้อนได้สุดยอดมากเมรัย

          หากบาเบลร่าเปรียบประหนึ่งแม่มดชั่วร้าย ฝันสยองของเด็กๆ แคโรไลน์ก็คือผู้อยู่ฝั่งตรงข้าม หญิงสาวลูกครึ่งปีศาจวัวกับเอลฟ์ เจ้าของฉายา “นางฟ้าแห่งแบลดแอน์”คือสมญานามแห่งความงามเล่อสูงสุดในปฐพี ด้วยรูปร่างสัดส่วนอวบอิ่มมีน้ำมีนวล ผิวพรรณสีขาวผ่องอุ้มน้ำแลนุ่มนิ่มน่าบีบขย้ำ ใบหน้าโฉมสะคราญงดงามเป็นเอกเหนืออิสตรีทุกผู้ เรือนเกศาสีทองขาวยาวสลวยถึงแผ่นหลัง ราบลื่นและเปล่งประกายเรืองรองยามต้องแสงทิวา สิ่งสำคัญอันเปี่ยมด้วยมนสะกดคือดวงตาสีเหลือไหลอ่อนเสมือนมีไอหมองซ่อนเร้นภายใน ดวงตาสองคู่เจือจางด้วยความอ่อนโยน อ่อนไหว ละมุนละม่อมเฉกเช่นแววตามารดาแผ่นดิน เพียงสบตาสักคราย่อมต้องตกตะลึงราวถูกสะกดให้มิอาจละสายตาจากความงามหยดย้อยหาใดเปรียบ ยิ่งผสานกับส่วนวงโค้งวิจิตทั่วสรรพางค์ยิ่งขับให้นางเปี่ยมด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลจนยากลืมเลือนจากความจริงและความฝัน ขนาดเนินอกทักเทียมทรวงอกบาเบลร่า ใหญ่ยักษ์และกระเด้งกระเพื่อมทุกครั่งยามเจ้าตัวเคลื่อนกายเบาๆทำให้นางเหมือนแม่วัวผู้เปี่ยมด้วยน้ำนมรสหวาน กิริยาท่าทางอ่อนช้อยชวนให้น้ำลายไหลอยากทาน ด้วยมีสายเลือดแห่งราคะของปีศาจวัว ผสมผสานสายเลือดสูงส่งอย่างเอลฟ์แห่งป่าพงไพร ทำให้กำเนิดเป็นความงามเหนือทุกองค์ความเชื่อ เปรียบนางคือผลงานศิลปะที่สูงค่า ความงามของแคโรไลน์ทำให้ราชินีแห่งแคว้นต้องถอยชิดขอบมิกล้าท้าทาย  

          คราวแววตาประหนึ่งคุณแม่หลุบต่ำ หัวใจชายและหญิงต้องอ่อนระทวย แขนขาไร้เรี่ยวแรง  

          “ส่วนด้านนี้คือภรรยาหนูค่ะ นารีและเรไร คนนี้คือพี่สาวลีโอน่า พี่สาวเล่นไวโอลินเก่งมาก”

          เมรัยแนะนำตัวทีละคน ให้ทุกคนรู้จักกัน แคโรไลน์ยิ้มรับ รอยยิ้มใสสะอาดของนางทำให้สตรีทุกคนละลาย เพราะรอยยิ้มแลโรไลน์เปี่ยมด้วยความอ่อนละไม ใครเห็นใครก็ต้องใจอ่อนยวบ มิกล้าขึ้นเสียง มิกล้ารังแก กลัวเนินอกเท่าภูเขาสะบัดฟาด   

          น่าแปลกที่ภายนอกนางแลอ่อนแอเหมือนแม่กวาง แต่กลับไม่มีใครกล้าคุกขามนางสักคน ราชามิอาจบีบบังคับ ราชินีมิอาจต่อกร

          “สิบวันนี้พวกเราขอค้างที่นี้ได้หรือไม่”

          “ได้สิจ๊ะ แม่ตัวยุ่ง ข้าบอกแล้วที่แห่งนี้พร้อมต้อนรับเจ้าเสมอ..มิว่ายามใด”

          ดวงตาใสกระจ่างราวบ่อน้ำไร้สิ่งเจือปน เป็นแววตาของเด็กทารกที่ไม่รู้จักโลก กระนั้นความใสซื่อนี้กลับฉายชัดในนัยน์เนตรแคโรไลน์ ทำให้ทุกคนหลงรัก อยากทะนุถนอม

          “เย้”

          “ทุกคนเชิญทำตัวตามสบายนะจ๊ะ ที่นี้ยามปกติและกลางวันจักวุ่นวายสักหน่อย”เพราะยามกลางวันมีคุณพ่อคุณแม่เอาลูกมาฝากให้แคโรไลน์ดูแล รวมกับเด็กกำพร้า ทำให้ตอนกลางวันมีเสียงเด็กเล่นซนดังเจื้อยแจ้วอย่างคึกคะนอง หญิงสาวต้องเลี้ยงและสอนหนังสือพวกเด็กๆตลอดวัน กิจกรรมประจำวันแลลำบากและมีเรื่องปฏิบัติเยอะแยะ กระนั้นน้ำหนักของแคโรไลน์มิมีทีท่าลดลงแต่อย่างใด นางยังอ้วนอวบเต็มเปี่ยมด้วยพลังแม่วัว เวลานางตวาดดุเด็กหน้ามึนก็ฟังไพเราะ ไร้พลัง แต่ว่าเด็กก็หยุดทะเลาะกัน

          ยามพลบค่ำ ตลาดครื้นเครง ถนนทุกสายมีประชาชนเดินสัญจร เวลานี้คือเวลามื้อเย็นของบ้านเด็กกำพร้า พวกเมรัยมาถึงเวลานี้อย่างเหมาะเจาะราวกับวางแผนไว้ล่วงหน้า ทั้งสี่สาวทานมื้อเย็นร่วมกับเด็กๆผู้น่ารัก โดยมีแคโรไลน์เป็นคนครัวทำมื้อเย็น ซุปเนื้อ และมันฝรั่งทอดร้อนๆ

          “เมรัยทานเยอะๆนะเรา จะได้อ้วนๆ”

          “หนูจะขุนให้เรไรเป็นพะยูนเลย”

          “จ้าๆ”

          เรไรนั่งข้างนารีพลางเจ้าตัวส่งค้อนให้ยกใหญ่ เมรัยช้อนตักซุปเนื้อทานอย่างเอร็ดอร่อยท่ามกลางสายตาสืบเสาะของพวกเด็กๆในบ้าน พวกเด็กวัยเยาว์อายุหนึ่งขวบถึงเจ็ดแปดขวบ ไม่มีใครรู้จักพวกเมรัย จึงสงสัยว่าพวกนางคือใคร เหตุใดถึงทานมื้อเย็นด้วยกัน แคโรไลน์อมยิ้มมือลูบหัวเจ้าหนูตัวน้อยทั้งหลาย พลางบอกทุกคนว่านับจากนี้ พวกเมรัยจะพักค้างด้วย ทุกคนต้องสนิทกันไว้นะ

          “พี่มาจากไหน” หลังมื้อเย็นพวกยัยหนูรุมยิงคำถามแขกแปลกหน้า

          “หึหึๆ จากเมืองลักกี้อย่างไรล่ะ” เมรัยหลุบตากอดอกทำเสียงลี้ลับ ปานว่านางโผล่ขึ้นจากโพล่งกระรอก

          “พวกพี่มาชมงานแสดงดนตรีหรือคะ”

          “ใช่จ๊ะ” ลีโอน่าตอบเสียงอ่อน นางรักเด็ก ยิ่งเด็กผู้หญิง  

          “พี่สาวอยากเล่นตุ๊กตาหรือไม่” น้องเล็กประจำบ้านชื่อซาร่า ชวนเรไรเล่นตุ๊กตาหมี  

          “ค คือ” แต่เรไรมิคุ้นชินกับการพูดจา นางพูดติดอ่างจนซาร่าเอียงคองงสงสัย

          “พี่นารี เป็นเมียพี่เมรัยหรือ”

          “แน่นอนว่าใช่”เด็กผู้ชายไม่อ้อมค้อม ไม่เขินอายเมื่อถามนารี สาวน้อยที่อายุมากกว่าจึงตอบอย่างไม่อายเช่นกัน เสียงภาคภูมิใจด้วยซ้ำ

          คืนแรก ณ เมืองแบลดแอน์ พวกเมรัยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ห่วงใย นิสัยพวกเด็กของบ้านทำให้พวกสาวๆต้องมึนหัวเวลาตอบคำถามที่บางคำถามช่างล่อแหลม บางคำถามเรียบง่ายใสบริสุทธิ์ กระนั้นคนที่ตอบได้ดีทุกข้อคือลีโอน่า ส่วนคำตอบเมรัยจักมีความลึกลับชวนมึนและผีแถบทุกประโยค จนเด็กๆหวาดกลัวมิกล้าเข้าใกล้นาง คำตอบนารีฟังอ้อมๆครุมเครือ มีหลักการ คำถามที่นางตอบมิได้ก็จักใช้ปัญญาตอบอย่างสวยงามหมดจด คำตอบเรไรมีแต่ อือ อืม กับสีหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอยากมุดดินหนี

          สามสาวน้อยยังคงเป็นกบในกะลา พวกนางไม่รู้จักโลกภายนอกมากนัก ยิ่งคำถามพวกคุณหนูชอบถามว่าโลกภายนอกเป็นเช่นไร มีนางฟ้า มีมังกรจริงหรือไม่ พวกพี่เคยจูบกันหรือไม่

          การรับมือเจ้าพวกตัวยุ่งไม่ง่ายอย่างที่คิด พวกเมรัยจึงยิ่งนับถือแคโรไลน์ หญิงสาวต้องหมั่นตอบคำถามต่างๆของเด็กๆที่เป็นเหมือนผ้าขาว บางคำตอบอาจเป็นตัวกำหนดอนาคตพวกเขา กระนั้นแคโรไลน์ก็ตอบอย่างผู้มีองค์ความรู้ คำตอบที่ยากจักเข้าใจในวันนี้ ในภายภาคหน้าเด็กๆต้องเข้าใจมันอย่างแน่นอน  

          “ได้เวลานอนแล้วจ๊ะ”

          เสียงประกาศพร้อมเสียงปรบมือหนึ่งทีเบาๆของแคโรไลน์คือสัญญาณให้พวกเจ้าหนูเตรียมตัวนอน พวกเขาผละจากแขกเหรื่อและวิ่งเป็นฝูงลูกหมาลูกแมวไปห้องอาบน้ำ ทิ้งพวกเมรัยให้นั่งหอบหายใจ หญิงสาวยิ้มขบขัน เสียงหัวเราะของนางทำให้ทุกคนขวยเขิน เมรัยพยุงกายขึ้นพลางสวมกอดน่องขาแคโรไลน์ ใช้พวงแก้มคลอเคลียบ่นอุบ “ขอบคุณนะค่ะ”

          “พวกเจ้าก็เตรียมตัวนอนเถิด ข้าเตรียมห้องชั้นบนไว้ให้แล้ว”

          แคโรไลน์มือลูบเรือนผมนุ่มลื่น สัมผัสลื่นไหลดุจผ้าไหมคือความชอบของนาง

          “นอนกับพี่แคโรไลน์หรือ”ดวงตากลมใสทอแสงวูบวาบด้วยมีหวัง หญิงสาวเห็นแล้วให้ใจอ่อนยวบ

          “หากเมรัยต้องการ ข้ายินดี”

          “เย้”

          แววตาหงส์หลุบต่ำ แคโรไลน์ได้รับจดหมายจากเพื่อนรักบาเบลร่า เขียนเล่าว่า ‘เมรัยกับเพื่อนๆกำลังเดินทาง หากแม่ตัวยุ่งของเราไปหาเจ้า ก็ฝากดูแลนางแทนข้าด้วย’ หากเป็นเรื่องอื่นแคโรไลน์ไม่มีทางตอบรับคำขอคู่อริ กระนั้นคำขอนี้คือเรื่องเมรัย แคโรไลน์ย่อมมิอาจปฏิเสธ นั้นเพราะเมรัยคือคนสำคัญ เด็กน้อยผู้เปรียบเสมือนบุตรสาว น้องสาว ครอบครัวคนหนึ่งของพวกนาง เมรัยคือแก้วตาดวงใจที่พวกนางต้องช่วยกันรักษา…

          --

แคโรไลน์เดินตรวจห้องนอนพวกเด็กเล็กเรียบร้อย พลางถึงเวลานางอาบน้ำล้างผมและบำรุงร่างกาย หญิงสาวแช่น้ำร้อนในอ่างที่ควันหมอกขาวลอยฟุ้งบดบังเรือนร่างราวรูปสลักเทพธิดา เนินอกใหญ่พลิ้วไสวยามนางนั่นลุกยืนและหยิบผ้าขนหนู สะบัดเส้นผมพลันยืนตากลมหนาวที่บริเวณหน้าต่างครู่หนึ่ง แคโรไลน์คว้าแก้วไม้กลมจากชั้นวางถ้วยชาม พลางนางนึกขึ้นได้ว่าลืมปิดประตู หญิงสาวจึงอมยิ้มเดินมาปิดและปล่อยให้เหตุการณ์ข้างในเป็นความลับที่โลกยังไม่มีวันล่วงรู้

          “เมรัยนอนหลับยังเอ่ย”

          ห้องนอนมืดสนิทด้วยสาวน้อยมิชอบให้มีแสงส่องใดยามนางหลับ เมรัยชอบหลับในความมืด หากมันมีแสงใดสว่างจ้า นางจักรำคาญและอารมณ์เสีย สาวน้อยตอนนี้นอนแน่นิ่งบนเตียง นางนอนฝั่งชิดผนังเพราะกลัวมีสัตว์ประหลาดจับลากขาตอนกลางคืน เจ้าตัวจึงมิกล้านอนฝั่งนอก เมรัยห่มผ้าห่มหนาโผล่เพียงส่วนหัวเท่านั้น สีหน้ายามหลับแลสงบไร้แววหวาดกลัว แคโรไลน์เปลี่ยนชุดพลางหย่อนก้นมหึมาลงขอบเตียง มองพินิจสีหน้าสาวน้อยเงียบๆ แคโรไลน์ยักยิ้มพลันยื่นมือลูบพวงแก้มเมรัย สาวน้อยรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกระทบแก้มจึงส่ายหัวลดใบหน้าซุกผ้าห่มยิ่งกว่าเดิม

          หน้าต่างแก้วเจียระไนใสปิดสนิท เหนือขึ้นไปมีช่องระบายอากาศ  

          หญิงสาวทอดตัวลงนอนเคียงข้างสาวน้อย ชุดผ้าไหมบางและโปร่งจางราวผ้าม่านที่มิอาจซ่อนเร้นสิ่งใด ทำให้ผิวสีขาวนวล บั้นท้าย ทรวงอก และยอดพรูสีชมพูระเรื่อเผยให้เห็นเด่นชัด แคโรไลน์จัดหมอนอิง นางชอบมองผู้อื่น และที่ชอบเป็นพิเศษคือมองเมรัย นางมองด้วยสายตาอาทรเช่นนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ทั้งสองพบกัน ในคืนค่ำแห่งสายฝนพร่ำ ณ บ้านบาเบลร่า

          เด็กสาวตัวเล็กผู้หลบหลังกำแพง ไม่มีความกลัวต่อคนแปลกหน้า ปราศจากความรู้สึกใดดั่งภาชนะที่ว่างเปล่า

          “…”มิอาจสรรหาคำพูดใดเปรียบ เป็นครั้งแรกที่แคโรไลน์ต้องฝืนยิ้มแย้ม เพราะสิ่งที่เมรัยเป็นในปีนั้น มิอาจเรียกหาความสุขใดได้ นางมิสามารถมอบยิ้มอันอ่อนโยนให้สาวน้อย ไม่มีทางเลย เพราะต่อให้นางใช้ความอบอุ่นสัมผัสแตะต้องเมรัย เมรัยก็ไร้ซึ่งความรู้สึกตอบรับ เป็นตุ๊กตาที่ไม่มีทั้งความเสียใจ ความหวัง ความฝัน เหมือนคนตายที่พูดมิได้  

          ชีวิตไร้ซึ่งความหมาย ยิ่งความตายไม่สามารถพรากชีวิตนี้ไปจากเด็กสาว

          “งือ”

          “อุ๊ย”

          เมรัยลืมตาพร่ามัว พลางขยับแขนโอบกอดแคโรไลน์ ศีรษะกลมดิกซุกไซ้ร่องอก เบียดเสียดทรวงอกอวบอิ่มเหมือนกำลังสำรวจหาสมบัติบนขุนเขาอันสูงชันเหนือยอดฟ้า เมรัยอ้าปากพยายามแลบลิ้นเลียและกัดแทะ แคโรไลน์ให้ร้อนรุ่มโดนพลัน หญิงสาวยิ้มหวานพลางมือจับยอดพรูให้ริมฝีปากลูกวัวน้อยดูดดื่ม เสียงสูดดังสวบสาบภายในห้องนอนแม่วัว แคโรไลน์ปล่อยให้เมรัยดื่มนมตามต้องการ ในขณะที่นางล้มตัวนอนหันข้าง ส่วนวงโค้งสองตำแหน่งบนและล่างนูนขึ้นชัดใต้ผ้า มือลูบไล้เรือนผมสาวน้อยไปพลาง ฝ่ามือเรียวยาวลูบปลอบประโลมด้วยความเมตตาการุญ สิ่งใดที่เมรัยหมายรับจากนาง นางย่อมมอบให้อีกฝ่ายอย่างมิขัดขืน ทั้งหมดก็เพื่อรักษาดวงใจแก้วตานี้ไว้

          ดวงใจอันมีรอยร้าวประปราย หัวใจที่แตกเป็นเสี่ยงที่พวกนางทั้งสาม ช่วยกันประกอบขึ้นใหม่

          จวบๆ

          “กัดเบาจังนะเรา”เมรัยชอบดื่มนม ยิ่งนมรสหวานผสมน้ำผึ้งของพี่แคโรไลน์ เมรัยมิเคยลืมรสชาติหอมหวานลึกล้ำ ยิ่งนางถวิลหามันทุกราตรีในความฝัน พี่แคโรไลน์มักส่งนมมาให้ทุกเดือน กระนั้นเมรัยชอบดื่มจากเต้าสดๆมากกว่า เพราะมันมีรสสดใหม่ ดูดแล้วร่างกายอุ่นๆรู้สึกเบาหวิวเหมือนปุยหิมะ เมรัยใช้แรงกัดมิมากนัก เนื่องจากมิค่อยมีแรงกรามเท่าไหร่ ยิ่งวันนี้นางพูดจ่อทั้งวัน เรี่ยวแรงจึงหดหาย พยายามกัดอย่างดุร้ายแต่มิเป็นผลดี นางทำให้พี่แคโรไลน์รู้สึกดีมิไหว ช่างไร้ฝีมือเหลือเกิน

          หากเป็นบาเบลร่าทำแทน ปานนี้แคโรไลน์ร้องครางระงมดังทั่วซอยไปแล้ว

          “จุกแล้วหรือ”

          เมรัยผละหัว ปากเปื้อนหยดน้ำนมสีเหลืองขาวข้น สาวน้อยหลุบตาเศร้าสร้อย พลางชำเลืองมองยอดพรูสองยอดที่มีนมไหลทะลัก “อืม”เมรัยตอบเสียงแผ่วเบา พลางจรดปลายลิ้นโลมเลียทำความสะอาดมิให้เตียงนอนเปียกแฉะ นางเก็บรายละเอียดและหยดนมทุกหยาดด้วยความใส่ใจน่าเสีย แคโรไลน์รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อย นางหัวเราะพลางเนินอกกระเพื่อมเด้งดึ๋งๆ เมรัยใช้มือนวดบีบหน้าอกอีกฝ่าย ความรู้สึกนุ่มนิ่มใต้อุ้งมือมีความร้อนจางๆ พลางในใจคิดว่าโตขึ้นอยากมีอกใหญ่ๆแบบนี้บ้าง

          เอาให้สามารถดื่มนมตัวเองทุกวันเหมือนพี่แคโรไลน์เลย

          “เจ้ามิใช่ลูกวัวเสียหน่อย นี่แน่ะ”

          “ฮา ฮา พี่แคโรไลน์อย่าจี้เอวหนูสิ ฮ่ะ”

          กรงเล็บพิฆาตคืออาวุธกำราบของหญิงสาว เวลาเด็กคนไหนดื้อมิเชื่อฟัง นางจักกางกรงเล็บจี้เอวเด็กๆให้พวกเขาหัวเราะจนบ้าดิ้นๆ บางเวลานางก็ใช้ขนนกทำโทษ เวลาเด็กมึนมากๆ

          “อกเจ้าก็มิเล็กเป็นกระดานนินา ดูสิจับเป็นก้อนซาลาเปาขนาดนี้”

          “อ๊าก ยังมิเท่าก้นพี่แคโรไลน์เสียหน่อย อ๊า”เมรัยร้องครางอย่างมิทันเตรียมใจ ฝ่ามือร้อนระอุไล่บีบคลึงทรวงอกสาวน้อยที่ปิดซ้อนไว้ใต้อาภรณ์หนา เป็นอย่างที่เรไรเคยกล่าว เรือนร่างเมรัยมิใช่เด็กๆแล้ว ทั้งขนาดใบหน้าจรดเท้า เอวอวบ สะโพกโผล่ อกก็ใหญ่เท่าซาลาเปา เจ้าตัวใช้เสื้อผ้าปิดซ่อนความอวบอ้วนไว้มิให้ใครล่วงรู้ นอกจากนารีและเรไร รวมถึงพวกพี่ทั้งสาว บาเบลร่า แคโรไลน์ และนาเดีย จะบอกว่าผู้หญิงทุกคนที่รู้จักเมรัยจักทราบว่านางมีรูปร่างเช่นไร นอกจากลีโอน่า นักไวโอลินสาวรักนวลสงวนตัว มิใช่พวกแอบซุ่มดูหรือจับๆเหมือนพวกเมรัย ที่พวกสาวน้อยชอบบีบชอบจับกันและกัน

          ทุกคืนราตรี หากเมรัยไม่โดดกอดใคร แปลว่านั้นคือเมรัยตัวปลอม

          “เจ้ามาเมืองแบลดแอน์ทำไมหรือ บอกข้าหน่อยสิ”

          “แน่นอนว่าต้องมาเยี่ยมพี่แคโรไลน์”

          “ข้าต้องดีใจใช่หรือไม่”

          “ต้องดีใจสิเจ้าคะ..โธ่”

          “ม่า-” แคโรไลน์ลากเสียงยาวพลันเป่าลมใส่หูเมรัย ทำให้สาวน้อยบิดขาเป็นเกรี้ยว นางรู้สึกใต้ผ้าห่มร้อนจังเลย อยากกอดเรไรจัง สาวน้อยหดศีรษะหลบลมหายใจปีศาจวัว ใครๆต่างมองว่าพี่แคโรไลน์เป็นหญิงสาวงาม ใจดี กระนั้นความจริงพี่แคโรไลน์มีด้านร้ายเช่นกัน เหมือนพี่บาเบลร่า หากยามใดเมรัยทำตัวมีปัญหามากๆ พี่แคโรไลน์จักจุติร่างนางมารเช่นกัน

          วิธีการทรมานเมรัยร้ายกาจกว่าพี่บาเบลร่าเสียอีก

          เพราะพี่บาเบลร่าแค่โกรธแล้วตีก้นจนแดงเหมือนก้นลิง ดึงหูดึงหาง แต่พี่แคโรไลน์ชอบเป่าหู ทำให้นางรู้สึกอึดอัดเหมือนมีกองเพลิงแน่นอก มิอาจระบายความร้อน ต้องทรมานจนตาลาย เปียกปอน เหงื่อท่วมตัว

          “เล่าเรื่องเมรัยให้ข้าฟังสิ ข้ารอฟังอยู่นะ..”

          ฟู่…

          ลมหายใจร้อนผ่าวยิ่งเป่ายิ่งทำให้กายอ่อนระทวย มือเท้าอ่อนยวบ เมรัยกลืนน้ำลายพลันเลื่อนมือลงระหว่างขา กระนั้นถูกฝ่ามือแคโรไลน์จับฉุดไว้ เมรัยน้ำตาคลอเบ้า นางชักรู้สึกเสียใจเสียแล้วเมื่อคิดนอนร่วมเตียงกับพี่แคโรไลน์ แม่วัวผู้มิให้ชายใดแตะต้องตลอดหลายปี ตอนนี้นางกำลังใช้พลังมาโฮเพรียวๆสะกดเมรัย ทำให้สาวน้อยร้อนกระหาย ร้อนแรง ร้อนจนจะมอดไหม้

          “ฮึๆเจอเมรัยแล้วอดแกล้งมิได้”แคโรไลน์จูบม่านตาเมรัยด้วยความรักใคร่ มือนางนวดบีบก้อนเนื้อตรงสะอืดเมรัย เนื้อนุ่มนิ่มน่าจับ และด้วยความรัก เพราะรักจึงชอบแกล้ง มนุษย์เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ ยิ่งนางเป็นปีศาจวัว ยามกลั่นแกล้งต้องทำอีกฝ่ายทรมานใจสิ ทำให้เขามิอาจขัดขืนหนีรอด กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ

          “ใจร้ายกันหมด..”เมรัยฟุบหัวจมร่องอกแคโรไลน์ พยายามเอาคืนโดยใช้ปาดเป่าท้องกลมๆ เสียงบ่นงุบงิบดังจากท้องหญิงสาว แต่นางหาทุกข์ระทมไม่ กว่าจักทำให้เมรัยยอมเล่าเรื่อง แคโรไลน์ต้องใช้เวลาไม่น้อย เพราะสาวน้อยผู้นี้มิชอบพูดจาเรื่องใดให้ใครฟัง มิกล้าและขี้กลัว เวลาพูดจึงชอบวกวน จับประเด็นใจความสำคัญมิได้สักเรื่อง แคโรไลน์จึงต้องกระตุ้น ทำให้เมรัยเปิดใจ ยอมระบายให้คนอื่นฟัง โดยการปล่อยให้เมรัยขย้ำก้อนเนื้อหน้าท้องนางคืน “มิลองด้านล่างสุดหรือ เรา”เสียงยียวนท้าทายให้สาวน้อยล้วง กระนั้นเมรัยมิกล้า ประเดี๋ยวตนจักเป็นฝ่ายโดนเขมือบเสียเอง   

เรื่องทำให้เมรัยเปิดใจสำหรับพวกนางสามสาวใหญ่ถือว่าสามารถทำได้ง่ายกว่าผู้อื่น เพราะเมรัยคือคนพิเศษ ครอบครัวคนสำคัญ

          “หนูเจอนารี..”

          “อือ..”

          เรื่องเล่าใต้ผ้าห่ม นานไป เมรัยรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้อยู่ในอ้อมกอดคุณแม่ ความอบอุ่นนี้ ความนุ่มนิ่มนี้ ความรู้สึกที่แคโรไลน์พยายามถ่ายทอดให้เมรัย ทำให้เมรัยหายเหงา นางยังมีบ้าน ยังมีคนรักนาง สมัยก่อนมีแค่คุณแม่เท่านั้น ยามนี้คุณแม่มิอาจอยู่กอดนางได้อีกแล้ว เรื่องนี้ทำให้เมรัยเสียใจยิ่งนัก ราวว่าหัวใจสูญเสียดวงไฟ ทิ้งให้นางอยู่คนเดียวในโลกที่นางมิรู้จัก โลกที่นางมิคิดว่าจักมีคนรักนาง หากว่าในค่ำคืนนั้นไม่ได้พบบาเบลร่า หากวันนั้นแคโรไลน์มิได้มาเยี่ยมเพื่อนรัก หากเดือนนั้นนาเดียมิให้ความช่วยเหลือ เมรัยมิรู้เช่นกันว่าตนเองจักยังมีลมหายใจหรือไม่ จะมีพี่สาวแสนดีหรือไม่

          “มีความสุขมาก…ได้เจอกับนารีเรไรและทุกคน..”

          “อือ…”แคโรไลน์ช่วยเมรัยด้วยฝ่ามือร้อนดุจถ่านหินในเตาผิง เมรัยน้ำลายไหล ปากเยิ้ม หลับตาและส่งเสียงเล่าเบาๆ เหมือนดั่งเช่นยามที่เมรัยเล่าเรื่องต่างๆให้คุณแม่ฟัง

          ถึงแม้จักมิอาจอยู่ด้วยกันตลอดเวลา กระนั้นครอบครัวจักเฝ้ารอเราเสมอ ไม่ว่าเราจากบ้านไปไกลเท่าไหร่ ต่อให้ไกลสุดขอบฟ้า สุดขอบมหาสมุทร หรือที่ใด ครอบครับจะรอคอยให้เรากลับไปหา กลับไปเยี่ยมสักครั้ง เวลาที่เราล้มเหลว หรือเวลาที่ต้องการที่พักพิง หลายคนมีบ้านแต่มิอยากกลับ หลายคนไม่มีบ้าน จึงโหยหาจนตั้งมันเป็นความฝันที่หมายมีครอบครัวของตน  

          นักเดินทางเป็นเช่นนี้ พวกเขามีบ้านให้กลับ…สิ่งที่รอคอยพวกเขาย่อมมิใช่ใครอื่น…นั้นคือ…(คำตอบอยู่ในใจคุณ)

--

โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น