เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 27 คราปักษาบุกบ้านแม่วัวผู้เล่อโฉม

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 คราปักษาบุกบ้านแม่วัวผู้เล่อโฉม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 234

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2563 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 คราปักษาบุกบ้านแม่วัวผู้เล่อโฉม
แบบอักษร

ตอนที่ 27 คราปักษาบุกบ้านแม่วัวผู้เล่อโฉม 

หากพูดถึงความสวยงามเลิศในโลกหล้าย่อมต้องเอ่ยถึงเมืองไมเดน [นคราเจ้าหญิง] หากเล่าขานถึงความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ย่อมต้องยกย่องเมืองซีเคร็ทส์ออฟวอร์ [ความลับแห่งกำแพง] และถ้าอยากฟังสดับฟังกลองและเปียโนไพเราะเสนาะหูต้องเอ่ยถึงเมืองใดมิได้ นอกจากเมืองแบลดแอน์[รังมดดำขอนไม้แห่งทะเลทราย] นครเมืองแห่งการประชุม สถานที่รวบรวมนักดนตรี นักเต้น นักวี จากทุกมุมแคว้นแมรี่ แหล่งพำนึกของปักษาแห่งเสียงเพลง เมืองแบลดแอน์มีชื่ออีกชื่อว่า เมืองมดดำ สาเหตุเพราะสภาพภูมิประเทศใจกลางเป็นหลุมลึกเมืองโบราณใต้นคร[แดนหวงห้าม] และจักมีเนินภูเขาสูงล้อมรอบ นึกภาพเหมือนรังมดดำรังใหญ่ๆที่เห็นตามหลังบ้าน ที่พวกมดดำชอบขุดในแปรผักผลไม้ หาอาหารแข่งกับมดแดง และตบตีกับสายฝนพร่ำ 

รอบข้างเมืองมีกำแพงสูงชันแข็งแกร่งใช้ปกป้องภัยจากโลกภายนอก ท่ามกลางป่าเขาสีเขียวชอุ่มอบอวลกลิ่นพืชไม้หลากชนิด ณ ใจกลางเมืองส่วนติดพื้นดินมีทะเลสาบสีเงิน เป็นทะเลสาบที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน ส่วนด้านบนเหนือพื้นดินสูงเกือบแตะยอดฟ้ามีตำหนักของปักษาแห่งเสียงเพลง นานๆทีท่านจักบินมาพักอาศัย และนอนฟังเสียงดนตรีของนักร้องและน้องดีดพิณละเล่นอย่างรื่นเริง คึกครื้น ปลอบประโลมเด็กหลงทาง 

อาคารบ้านเรือนสร้างโดยอิงระดับชั้นหิน เรียงจากต่ำไปสูงคล้ายขั้นบันได มีแบ่งพื้นที่ชุมนุมชัดเจน คือส่วนล่างสุดจรดส่วนสูงชิดขอบฝั่งทิศเหนือเป็นพื้นที่คนรวย ผู้มีฐานะ ขุนนาง และเจ้าเมือง ทิศใต้คือพื้นที่ของประชาชนตาดำๆที่มีฐานะปานกลาง ประกอบอาชีพพ่อค้าแม่ค้า ช่างไม้ ช่างทำเครื่องดนตรี และอื่นๆที่รายได้พอเลี้ยงชีพ แต่ไม่พอซื้อชุดราตรีไปงานเต้นรำ ในเมืองมีการแบ่งแยกชัดเจนประหนึ่งสีดำและสีขาว เพียงแค่เดินเข้าไปชมก็รู้ได้ทันทีว่าบ้านใครอยู่ฝั่งเหนือหรือใต้ 

และที่สำคัญคือทางตะวันออกของเมือง ระหว่างเส้นแบ่งของสองชนชั้น มีโรงละครขนาดใหญ่มหึมาชื่อว่า โรงละครควีนแอน์ ขนาดความกว้างของโรงละครกินพื้นเขตทั้งสองด้าน โรงละครแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่เจ้าเมืองคนรุ่นที่สามสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้ประชาชนในเมืองแบลดแอน์มีความเท่าเทียมกัน ในเรื่องการรับชมและรับฟังสิ่งบันเทิง แม้ในเมืองจะมีการแบ่งแยก กระนั้นเรื่องเดียวที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันคือ ดนตรี 

ดนตรีคือพลังและสายสัมพันธ์ มันคือตัวแทนแห่งสันติและความยุติธรรม เป็นเครื่องมือตัดสินคุณค่าของชาวเมืองแบลดแอน์ 

ที่เมืองนี้ ดนตรีคือคำตอบของทุกคำถาม มิว่าการแข่งขัน การแย่งชิง ความรัก ความฝัน แม้แต่เงินตราก็มีค่าต่ำกว่าโน้ตเพลงสั้นๆ เรียกว่า หากอยากปกครองหรือมีชีวิตอยู่ในเมืองแบลดแอน์ต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็น ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จักมีวิชาและเครื่องดนตรีสองสามชิ้นติดตัว เด็กเล็กต้องเรียนวิชาดนตรี นาฏศิลป์ เต้นระบำ เพื่อสร้างสรรค์พรสวรรค์ของผู้บรรเลง 

ปฐพีที่นักดนตรีเป็นใหญ่อย่างแท้จริง เจ้าเมืองทุกรุ่นครองตำแหน่งราชันนักประพันธ์เพลง[เอกสาวกปักษาแห่งเสียงเพลง] หากไม่มีตำแหน่งทรงเกียรตินี้ ก็มิอาจเป็นเจ้าเมืองแบลดแอน์ 

นอกจากเรื่องดนตรีที่เมืองนี้มิมีสิ่งอื่นให้ชื่นชมอีก กระนั้นแม้มีแค่เสียงเพลงเป็นเอกลักษณ์ มันก็สามารถสร้างชื่อเสียงลั่นลือทั่วทั้งแคว้น กระทั่งดังขจรไปทั่วทวีป เมืองแห่งเสียงเพรียกสวรรค์ที่มีเพียงแห่งเดียว ไม่มีสอง นักดนตรีที่อยากไล่คว้าความฝันทุกคนต้องมาพิสูจน์ฝีมือ ณ เมืองแบลดแอน์ สนามประลองอันเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความหวังและความฝัน เวทีแห่งเกียรติยศสูงสุดแห่งวงการศิลปิน 

เสียงวิหคราตรีร้องขานรับผสานเสียงกระดิ่งแผ่วเบา ไม่ว่ายามใด ซอกเหลือบไหน นครแบลดแอน์จักมีเสียงเพลงมิเสื่อมคลาย 

“เมืองที่เหมาะแก่การงีบจริงๆ” 

เมรัยฉีกยิ้มกว้างเพราะยามนางฟังเสียงดนตรีเพราะๆจักรู้สึกง่วงหาวและหลับ หมอผีน้อยคิดว่าเมืองนี้เหมาะแก่การพักผ่อนยิ่งนัก เดินๆเล่นในอุทยานได้ยินเสียงเต่าร้องครางก็สามารถฟุบหลับตรงนั้นได้ทันที 

ใช้เวลาสิบห้าราตรี กองคาราวานเคลื่อนขบวนมาถึงเมืองแบลดแอน์ สิ่งแรกที่ต้อนรับนักเดินทางคือคนตรวจสินค้า ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาเก็บขลุ่ยสีเขียวไผ่งาม และรีบวิ่งมาทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง สีหน้าเบิกบานของเขาทำให้ทุกคนมีความสุข พวกเมรัยลงจากกระบะรถม้าและบอกลาเพื่อนร่วมทางผู้น่ารัก นารีคุยเรื่องแผนเดินทางกับหัวหน้ากองคาราวาน ท่านบอกต้องใช้เวลาทำการค้าที่เมืองแบลดแอน์หลายวัน อย่างต่ำก็สิบวัน 

“เที่ยวเล่นให้สบายเถอะ แม่ปราชญ์น้อย” 

“ค่ะ”นารีตอบเสียงใส เพราะความฉลาดของนางทำให้ทุกคนในกองคาราวานตั้งฉายานารีว่า แม่ปราชญ์น้อย 

ก่อนเยือนเมืองแบลดแอน์มีข่าวลือปลิวว่อนมาตามปากนักเดินทางมากมาย ข่าวคราวที่ว่ามีดาวตกที่เมืองแบลดแอน์ถึงสิบห้าดวง ข่าวการคืนชีพของไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาล และด้วยข่าวทั้งสองเป็นความจริง ข่าวที่ว่าในเมืองมีงานฉลองจึงเป็นเรื่องจริงเช่นกัน ลีโอน่านิ้วเกี่ยวปอยผมไว้หลังหูพลางเงยหน้ามองทิศทางโรงละครควีนแอน์ นางมีเป้าหมายสำคัญที่เมืองนี้คือต้องไปรับชมการแสดงดนตรีที่นั้นสักครั้ง 

เครื่องดนตรีในตำนานที่ไม่เคยมีใครสามารถทำให้มันส่งเสียงขับขาน ไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาล หนึ่งในสามเครื่องดนตรีซีรีย์สุริยันของผู้เฒ่าแกนนอน[ผมขาว] ไวโอลินสีดำ สีขาว และสีน้ำตาล[เกียรติยศแห่งราชัน ราชา ราชินี นาฏศิลป์] 

“ในที่สุด…”หญิงสาวพึมพำพลางสะกดความอยากไว้ในกำมือและยกแนบเนินอก สักครั้งในชีวิตของนักดนตรี ที่ต้องเห็นเครื่องดนตรีในตำนานสักชิ้น ลีโอน่าใฝ่ฝันตลอดว่าจะเดินทางเพื่อเล่นไวโอลิน และเสาะหาเครื่องดนตรีพิเศษ นางเคยเห็นเครื่องดนตรีวิเศษมากมาย กระนั้นเครื่องของผู้เฒ่าแกนนอนคือตำนานในตำนานในตำนาน เป็นเครื่องดนตรีที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก และตอนนี้มันอยู่ๆใกล้แค่เดินไปไม่กี่กิโล 

นางยากหักห้ามใจมิให้ไปดูเดี๋ยวนี้ กระนั้นตอนนี้กลางคืนแล้ว สมควรนอน 

“อยากไปจัง..”ลีโอน่าต่อสู้กับตัวเอง สีหน้าย่ำแย่บิดเบี้ยว เมรัยและนารียืนขำข้างๆเรไรเหลียวซ้ายมองขวา ปักษาน้อยเงยหน้ามองตำหนักปักษาแห่งเสียงเพลง “คุณป้าคงไม่อยู่บนโน่นนะ..” 

“โยนความใคร่ลงบึงซะ พี่ลีโอน่า”เมรัยยืนขวางลีโอน่า กางแขนมิอยากให้หญิงสาวลุ่มหลงขาดสติ พวกนางยังเหลือเวลาอีกมาก ฉะนั้นคืนนี้หาที่ซุกหัวนอนก่อน 

“อืม..”นักไวโอลินสาวปิดม่านตา ตอบเสียงคอย นางยอมนอนกลางถนนเพื่อให้ได้เห็นตำนานใกล้ๆ แต่ไม่อาจทำร้ายพวกเด็กๆ 

“เช่นนั้นไปตามที่หัวหน้ากองคาราวานบอกเถอะ ท่านรู้จักที่พักดีๆใกล้ๆนี่”นารีเอ่ยแทรก พร้อมยกนิ้ว 

“ไม่ล่ะ พวกเราจักไปค้างบ้านพี่แคโรไลน์!!” 

“อาเร๊ะ” 

นารีตกใจ เมรัยคลี่ยิ้มกว้างซุกซน ใครคือพี่แคโรลาย ถ้าให้เมรัยตอบ ย่อมต้องตอบว่า พี่แคโรไลน์คือเพื่อนสนิทของพี่บาเบลร่า..และคู่กัดที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้น่ะสิ 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น