rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 1 (Re Write)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 1 (Re Write)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.3k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ย. 2559 06:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 1 (Re Write)
แบบอักษร

#

 

 

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 1
Writer : Rani รานี

 

 

ตอนที่ 1

 

บรรยากาศภายนอกมืดสนิท  ฝนก็ตกหนัก  ไม่มีโอกาสให้ทั้งดวงจันทร์และดวงดาว ได้เปล่งแสงเล็ดลอดลงมาเลย แต่จุดที่อึมครึมที่อึมคลึมที่สุดคงจะเป็นที่ “บ้านใหญ่แห่งไร่เจริญตา” ที่ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันที่เปิดโอกาสให้เรื่องชั่วร้ายเกิดขึ้นซะจริงๆ
            เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งคุกเข่า ตัวเปียกชื้น อยู่กับพื้น ขณะที่ผู้ใหญ่อีกสองคนกับตำรวจอีกหนึ่งนายนั่งบนโซฟารอบตัวเขา   มองกว้างๆภาพนี้ไม่ต่างอะไรกับพิธีการบางอย่างที่คนตรงกลางกำลังรับคำพิพากษาลงโทษ
            เด็กคนนั้นอายุสิบห้าปีแล้ว    โตพอแล้วที่จะควบคุมอารมณ์ ความ รู้สึกและกริยาท่าทางของตัวเองได้ ที่สำคัญเขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร   ในใจที่คร่ำครวญ  จึงไม่มีเสียง หรือ น้ำตาสักหยดให้เห็นได้เลยจากภายนอก
            “แกบอกเรื่องจริงฉันมาดีกว่านะ ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเช้า” สารวัตรคมสันต์ผู้ถือตำแหน่งทั้งนายตำรวจใหญ่     และเพื่อนสนิทของเจ้าของบ้านเอ่ยถาม
            “..........”
            “ฉันเริ่มหมดความอดทนแล้วนะ ฟังนะไอ้หนู ฉันมีอย่างอื่นต้องทำ มากเกินกว่าจะมาเสียเวลาคุยกับเด็กขี้โกหกอย่างแก”
            “ก็บอกแล้วไง ว่ามันหาเรื่องพ่อ เลยฆ่ามันซะ” เมื่อโดนตะโกนใส่หน้า เด็กน้อยที่ตัวสั่นงันงก ก็เสียงดังกลับไม่แพ้กัน
            “เอาอย่างนี้แล้วกันสารวัตร เห็นแก่ผมสักครั้งเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะจัดการพาคนผิดไปส่งสารวัตรเอง แบบนี้จะได้ไหม?”  สารวัตรถอนใจกับข้อเสนอแต่เพราะคำว่า คนสนิทกัน เขาจึงยอมตกลง
            “ได้สิครับคุณเจริญ แต่ต้องเช้าหน่อยนะ ผมจะได้มีเวลาทำอย่างอื่นต่อด้วย  คดีฆ่าคนตายอย่างนี้  ยิ่งผู้ต้องสงสัยเป็นคนใกล้ตัวคนใหญ่คนโตอย่างคุณ  คนยิ่งสนใจกันทั้งจังหวัด   ผมไม่อยากให้ยืดเยื้อ” สารวัตรพูดจบก็ลุกขึ้นเดินตอกส้นรองเท้าออกจากบ้านไปปล่อยให้คนที่เหลืออยู่ด้วย กันในความเงียบงัน ไม่ไหวติง
            ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าที่เจริญซึ่งเป็นเสมือนเจ้าอาณาจักรของไร่แห่งนี้จะทำลายความเงียบลง
            “ว่าไงเจ้ากูร นี่ไม่มีตำรวจแล้ว ไหนลองบอกความจริงให้ฉันฟังสิ” เสียงนั้นทรงพลัง ทว่ากับกระจายความอบอุ่น และแผ่ปีกพร้อมปกป้องไปด้วย    เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตา     ด้วยรู้สึกแปลกใจในกระแสเสียงแห่งความห่วงไย   แต่ชั่ววินาทีเดียว  ก็ก้มหน้ามองพื้นอีกรอบ  จนคนรอฟังเริ่มกระสับกระส่าย
            “เจ้ามุทะลุนะ  เจ้ากูร  แต่ที่ผ่านมาก็แค่ต่อยตี   บางครั้งก็เป็นการต่อยตีเพื่อปกป้องหนูจันทร์ กับ เจ้าธิปด้วย ฉันไม่เชื่อว่าเจ้าจะฆ่าคนตายได้ เจ้ามีวิญญาณของนักปกป้อง ไม่ใช่วิญญาณของฆาตกร”
            “ว่าไงล่ะกูร บอกแม่ได้ไหม ว่าตอนนี้กูรกำลังปกป้องใคร” งามตาภรรยาของเจริญที่รักอังกูรเหมือนลูกคนหนึ่งถามขึ้นอย่างร้อนใจ
            “บ้านหลังนี้ไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าทำนะ เจ้ากูร”
            “ผมทำเองครับ ผมทำเองจริงๆ ผมฆ่าเขาด้วยมือของผมเอง” เด็กหนุ่มบอก   คราวนี้น้ำตาไหลพราก  อะไรบางอย่างคงกระทบจิตใจของเขาอย่างแรง ความรู้สึกว่ายังคงถูกรัก ถูกทะนุถนอมและห่วงไยแม้ว่าจะทำผิดมหันต์ ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
            “มาใกล้ๆแม่มาลูก” งามตาพูดพร้อมยกมือสองข้างขึ้นในอากาศ เด็กหนุ่มลังเลอยู่พักหนึ่งก็คลานเข้ามาหา ในระหว่างนั้นเจริญเดินออกไปด้านนอก
            งามตาสวมกอดอังกูรที่เพิ่งเป็นนายหมาดๆ  เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ขณะที่เด็กหนุ่มยังคุกเข่ากับพื้นข้างตัวเธอ ราวกับอยากจะโอบกอดให้รอบเพื่อป้องกันอันตราย มือก็ลูบไปตามหัวและหัวไหล่  ที่คอเสื้อเปิดกว้างด้วยน้ำมือใครสักคนที่คงจะทั้งลากทั้งดึงเด็กหนุ่มคนนี้ มันกว้างจนเห็นว่ามีรอยเฆี่ยนตีปรากฎให้เห็นบนแผ่นหลัง และ มีรอยฟกช้ำอยู่ที่หน้าบางแห่ง ซึ่งคงไม่มีมาจากใครที่ไหน  นอกจาก  นายผล พ่อแท้ๆที่วันๆอยู่กับเหล้ามากกว่าลูกนั่นเอง
            “กูรรู้ไหมลูก ถ้ากูรฉลาดกว่านี้สักหน่อย หรือนึกอยากจะฆ่าคนจริงๆ ในที่เกิดเหตุคงจะพบลายนิ้วมือ หรือ เมื่อคืนวานฝนตกขนาดนั้นก็ต้องมีรอยรองเท้าของกูรอยู่บ้างไม่ใช่มีแต่ของเหยื่อ กับของอีกคนเต็มไปหมด” อังกูรร้องไห้ตัวโยน สิ่งที่เขากำลังปกป้องและปิดบังไว้กำลังจะถูกเปิดเผย
            “กูร”
            “พ่อป่วยครับ แล้วพ่อก็ติดเหล้า ถ้าอยู่ในคุกพ่อจะตายครับ หรือไม่อย่างนั้น พ่อก็จะไม่มีเหล้ากิน” งามตาถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอแค่อยากได้ยินคำยืนยันในสิ่งที่เธอเชื่ออยู่แล้วจากปากของคนที่เธอรักอย่างลูกชายอีกคนเท่านั้น
            “แม่จะไม่ถามหรอกนะ ว่าพ่อของกูรอยู่ที่ไหน กูรรู้ไหมลูก แม่ชื่นชมในความเป็นคนกตัญญูของกูรเสมอ แม่ถึงได้รักกูรเหมือนลูก เหมือนกูรเป็นลูกชายอีกคนของเรา  ความกตัญญูทำให้คนเจริญนะกูร  แต่อยู่ในคุก เราเจริญไมได้”
            “ผมไม่อยากให้พ่อติดคุกครับ” งามตาถอนใจ เธอกอดกูรเข้าไว้อีกหน ตาก็มองไปยังหน้าห้องที่มีเจริญยืนพิงทางเข้าอยู่
            “ไปจากที่นี่ซะเจ้ากูร” เสียงนั้นดั่งฟ้าฟาดกลางกระหม่อมพอดี “พ่อแกไม่ติดคุกหรอก แต่ฉันไม่ยอมให้แกอยู่ที่นี่อีกแล้ว” ยังไม่ได้ตอบอะไร ที่ถูกคือยังไม่ได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ชายฉกรรจ์ที่ตัวทั้งสูงทั้งใหญ่กว่าเขาถึงสี่คนก็มาหิ้วคนละปีก ลากเขาออกจากบ้าน
            “ไม่นะ ผมไม่ไป ไม่ไป ผมไม่ไป” เขาดิ้นจนหมดแรง แต่ชายทั้งสี่ก็ยังโยนเขาเข้าไปในรถตู้ดังโครม แล้วขับฝ่าความมืดออกไป
            สี่วันหลังจากนั้น รถตู้คนเดิมก็นำอังกูรไปส่งที่สนามบินหลังจากมาแวะพักทำธุระที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ได้ไปอยู่ “ที่อื่น” ตามที่เจริญบอกไว้
            “คุณจะช่วยตาผลเหรอคะ?” งามตาถามสามี
            “ช่วยทำไม มันฆ่าคนตายเลยนะคุณ แถมมันยังให้ลูกรับผิดแทน แล้วตัวเองก็หายไปไหนไม่รู้”
            “อ้าว แล้วที่คุณบอกกับกูรว่าพ่อเขาจะไม่ติดคุกล่ะ”
            “นี่ผมก็ลุ้นแทบแย่ อยากให้พ้นสี่วันนี้ไปก่อน กลัวไอ้ผลมันจะรีบตายเพราะฤทธิ์น้ำเมาที่มันโหมกินเข้าไป  แล้วเจ้ากูรเขาจะเป็นห่วงหากได้ยินข่าว นี่ผมก็ไปขอร้องให้สารวัตรค่อยแถลงข่าว แถลงผลงานสัปดาห์หน้า รอให้เจ้ากูรได้พาสปอร์ต ออกจากประเทศไทยไปแล้ว ให้เรียบร้อยก่อน”
            “อ้อ งั้นก็ไม่ต้องรอนานหรอกค่ะ ขนาดพาไปหาหมอยังไปกินเหล้าต่อหน้าหมอเลยนะ ตาผลน่ะ อยู่ไม่ถึงตอนที่ตัดสินให้ติดคุกหรอก ห่วงก็แต่กูร จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
            “นี่ผมส่งเจ้ากูรไปเกาหลี มันไม่ต้องขอวีซ่า แต่ผมขอวีซ่านักเรียนที่ออสเตรเลียไว้ให้แล้ว ติดต่อทางโรงเรียนไว้แล้วด้วย อย่างไรถ้าคุณเป็นห่วงก็ไปดูแลตอนที่ได้วีซ่าแล้วก็ได้ ผมเองก็ไม่อยากให้เจ้าเด็กนั่นมันเตลิด อย่างไรซะ มันก็เป็นเด็กดี”

 

 

------- สิบปีต่อมา ------ 

            “ผมขอโทษที่ผมกลับมาช้าเกินไป ผมประมาทเอง คิดแต่ว่าจะมาเมื่อไรก็ได้”  อังกูรที่ตอนนี้เป็นหนุ่มใหญ่ ร่างกายล่ำสันยกมือประนมพูดกับรูปของเจริญและงามตา  ที่ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ  ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
            “พี่เชื่อว่าพ่อกับแม่จะมีความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่งจ้ะกูร พ่อกับแม่รักกันมาก ดูสิ ขนาดจะไปสวรรค์ยังต้องไปพร้อมกันเลย” จันทร์ลูกสาวคนโตของเจริญ กับงามตา เอ่ยขึ้นหวังคลายความเศร้าหมองให้กับทั้งอังกูรและตัวเองด้วย
            “ครับ ผมแค่รู้สึกว่าตัวผมอกตัญญู ท่านให้อะไรผมมาตั้งมาก เรียกว่าให้ทั้งชีวิตก็ว่าได้ แต่ผมกลับไม่ได้ทำอะไรตอบแทนท่านเลย”
            “อะไรจ๊ะ ด๊อกเตอร์อังกูร นี่ไปเรียนเป็นเกษตรกรอยู่ที่โน่นจนได้
ด๊อกเตอร์ ไม่คิดว่าจะเอามาช่วยทางนี้เลยหรือไง” จันทร์แกล้งแหย่
            “ช่วยสิครับ ทำไมจะไม่ช่วย นี่ผมก็คงลงไร่เลย ไม่ไปไหนแล้ว”
            “แค่เธอไม่คิดทิ้งไร่ของเรา แค่นี้ก็ไม่อกตัญญูแล้ว คิดมากจริงๆ”
            “โธ่คุณจันทร์ อย่าว่าผมเลยครับ” เสียงออดอ้อนที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับรูปร่างหน้าตาที่ออกจะบึกๆ ทำให้จันทร์หัวเราะร่า

ตกกลางคืน สามพี่น้องคุยกันอย่างจริงจัง แต่ไมได้คุยเรื่องการแบ่งทรัพย์ สิน มรดก ทว่าเป็นการคุยกันว่า ไร่เจริญตาจะเดินหน้าไปทางใดต่อ อังกูรรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องมาคุยเรื่องนี้กับเขาด้วย จนทำให้จันทร์ต้องออกคำสั่งว่า “เลิกคิดว่าตัวเองเป็นคนนอกซะที”
            ทั้งสามไม่มีความคิดว่าจะทิ้งไร่เจริญตา   ดังนั้นอังกูรจึงเสนอทาง ออกหลายอย่างร่วมถึงการเร่งขยายกิจการด้วย ต่อมาอังกูรกับชลาธิปจึงได้พาไวน์เจริญตามาลงตลาดในกรุงเทพฯ   โดยนอกจากจะไปวางขายในห้างใหญ่ๆแล้ว ก็ยังดีลกับโรงแรมต่างๆโดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสัญชาติไทยหรือเป็นเชนมาจากเมืองนอก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของไวน์ชื่อ เจที
            แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่จันทร์ อยู่ดูความเจริญรุ่งเรืองของ เจที ได้เพียงไม่นาน
            นับแต่นั้นอังกูรก็กลายเป็นคนเก็บตัวมากกว่าเดิม สร้างบ้านหลังเล็กๆของตัวเองไว้ในไร่  ราวกับว่าจะไม่ใช้ชีวิตข้างนอกอีก   ส่วนบ้านใหญ่นั้นก็ให้ชลาธิปลูกชายคนเล็กของเจริญและงามตาจัดการไป โดยเขาไม่ได้เข้ามายุ่งอะไรเลย ถ้าไม่ได้ร้องขอ

 

เช้าวันหนึ่งเป็นวันที่ฝนตกอย่างหนัก ชลาธิปขอร้องให้อังกูรมาลองชิมไวน์ที่เก็บไว้ในโรงบ่มที่ถูกสร้างขึ้นใกล้บ้านใหญ่วันนั้นเขามาฝากท้องกับอาหารเช้าของบ้านนี้ โดยไม่รู้ว่าใครคือแม่บ้านคนใหม่ เพราะดูจะเปลี่ยนหน้าไปหลายคนแล้ว  และเขาก็เบื่อที่จะจำ แต่ที่ทำให้เขาจำได้ไม่ลืมก็คือ รสชาตกาแฟที่มัน  “ทะแม่ง”  กับหน้าตาที่ดูเป็นกังวลตลอดเวลาของคนชงกาแฟในชุดนักเรียน
            ครึ่งชั่วโมงต่อมาฝนยังไม่ซาเม็ด   อังกูรและชลาธิปต่างร่ำลากัน เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไป
            “ไงต้นน้ำ มานั่งทำอะไรตรงนี้” ชลาธิปถามเมื่อเห็นเด็กชายนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่หน้าประตูบ้านมองสายฝนด้วยสายตาละห้อย
            “ฝนมันตกครับ ผมไม่รู้จะไปโรงเรียนยังไง รถสามล้อไม่มาสักคัน”
            “เออ นั่นสิ ฉันก็ลืมไปมัวแต่กังวลเรื่องงาน ไปเดี๋ยวฉันแวะไปส่งที่โรงเรียนก่อน”
            “โรงเรียนอยู่คนละทางกับโรงพยาบาลคุณธิปไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างต่อให้รถสามล้อมาก็เปียกอยู่ดีนั่นแหละ ให้ไปรถผมก็ได้ครับคุณธิป ผมกำลังจะไปดูงานที่ตลาดอยู่พอดี โรงเรียนเป็นทางผ่านด้วย”
            “เอางั้นก็ได้ ยังไงฝากด้วยนะ ไป ต้นน้ำ ขึ้นรถ”
            ต้นน้ำยกมือไหว้ขอบคุณทั้งหมอชลาธิปและอังกูร เด็กน้อยยิ้มร่าเปลี่ยนจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว เห็นดังนั้น ผู้ใหญ่สองคนก็อดหัวเราะไปด้วยไม่ได้ ต้นน้ำเปิดประตูรถกระบะไปนั่งที่เบาะข้างคนขับทันที
            “ขอบคุณคุณกูรมากนะฮะ ถ้าไม่ได้คุณกูรผมยังไม่รู้ว่าจะมายังไงเลย” เด็กน้อยพูดขึ้นระหว่างรถกำลังแล่นฝ่าสายฝนไป
            “แล้วถ้าไม่มีฉันจริงๆ เธอจะมายังไง?”
            “อืม ... ผมกะว่าถ้ารออีกสักพักแล้วยังหารถมาไม่ได้ ผมจะเดินมาฮะ”
            “เดินมาโรงเรียนเนี่ยนะ
!
            “ฮะ”
            “แปดกิโลเนี่ยนะ
!
            “ฮะ”
            “แล้วจะได้เรียนกี่โมงกันละ แบบนั้น?”
            “ก็ถึงเมื่อไรก็เรียนตอนนั้นแหละฮะ”
            “อืม ดีๆๆ” อังกูรงึมงำ
            “ขอบคุณมากนะฮะที่มาส่ง” เด็กชายพูด พลางยกกระเป๋าของตัวเอง
            “อืม ไม่เป็นไร แล้วนี่ตอนเย็นถ้าฝนตกอยู่จะกลับยังไง”
            “ไม่รู้ฮะ จะตกถึงตอนนั้นเลยเหรอฮะ” เด็กน้อยหน้าตาเป็นกังวลอีกหน
            “ไม่รู้สิ ถามดูเฉยๆ”
            “ตอนนั้นคงมีรถสามล้อแล้วมั้งฮะ ไม่งั้นก็ขอซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนสักคน”
            “เอางี้นะ วันนี้ฉันมีเรื่องจะต้องทำธุระในตลาด แล้วก็เลยเข้าไปในเมือง กว่าจะกลับก็คงเป็นเวลาเลิกเรียนพอดี ฉันจะมารอเธอที่ฝั่งตรงข้ามก็แล้วกัน”
            “เอ่อ ... เอางั้นเหรอฮะ ผมเกรงใจ”
            “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ยังไงก็ทางผ่าน แล้วเวลาก็ตรงกันพอดี”
            “ฮะ ขอบคุณมากฮะ”
            ร่างที่เล็กแสนเล็ก บางแสนบางนั้นลงจากรถไปนานแล้ว แต่ยังทิ้งกรุ่นกลิ่นจางของความสดใสร่าเริงเอาไว้จนทั่วรถ


“ใครมาส่งน่ะ  ต้นน้ำ  ไม่เคยเห็นเลย”  รัศมี เด็กหญิงตัวเล็ก แก้มป่อง ปากชมพู เพื่อนสนิทของต้นน้ำถามขึ้นขณะเดินเอากระเป๋าเทินหัว เข้าโรงเรียนไปพร้อมๆกัน
            “คุณกูร น้องชายคุณหมอน่ะ”
            “อ๋อ เคยได้ยินเหมือนกัน แต่ไม่เคยเห็นหน้า”
            “คุณกูรอยู่ในไร่เจริญตาน่ะ มีบ้านอยู่ในนั้น”
            “เหรอ น่าสนใจจัง” รัศมีทำตาวิ้งๆ
            “รัศมีนี่น่ารักนะ ดูรักทุกคนเลย”
            “นี่ต้นน้ำ นายว่าฉันเหรอ” รัศมีแผดเสียงจนดังทั่วโรงเรียน เมื่อพบว่าในคำชมนั้นแฝงคำกระทบกระเทียบแดกดันเอาไว้ด้วย ก่อนจะวิ่งเอากระเป่าไล่ตีต้นน้ำจนถึงห้องเรียน

 

“นี่” เสียงห้วนสั้นเรียกให้ต้นน้ำหันไปมอง
            “สวัสดีฮะ คุณกูร” เด็กน้อยยกมือไหว้
            “อืม ไป ขึ้นรถ”
            “เออ....”
            “หืม? ว่า?”
            “คือ นี่รัศมีฮะ เพื่อนของผม คือว่า เขาอยากรู้จักคุณกูรน่ะฮะ”
            “สวัสดีค่ะคุณกูร รัศมีชื่อ รัศมีนะคะ ชื่อจริงบังอรรัศมีค่ะ” เด็กสาวส่งเสียงทักทายเจื้อยแจ้ว และ แหลมสูง จนคนที่กรุ่นๆว่าจะโกรธอยู่เมื่อครู่ กระตุกริมฝีปากให้ตัวเองไม่เผลอหลุดขำแทบไม่ทัน
            “เป็นอันว่ารู้จักแล้วนะ แล้วนี่กลับบ้านยังไงล่ะ”
            “เดี๋ยวที่บ้านมารับค่ะ รัศมีแค่อยากมาแนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนของต้นน้ำเฉยๆ แล้วไม่ต้องห่วงนะคะ ในโรงเรียนนี้ใครมารังแกต้นน้ำ รัศมีกับพวกจะจัดการเอง เด็กเพิ่งเริ่มสาวทำท่าบางอย่างคล้าย ปล่อยพลัง
!!
            “หืม?”
            “รัศมีไปก่อนนะคะ  รถมารับแล้ว สวัสดีค่ะ”  รัศมีไหว้พร้อมย่อขา ฉึก ก่อนจะกระโดดแผล็วขึ้นรถเบนซ์สีดำที่เข้ามาจอดเทียบไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ชายหนุ่มสองคนงงกันอยู่    กว่าจะมีสติพอจะชวนกันขึ้นรถได้ก็เป็นนานทีเดียว


“นี่สนิทกับยอดมนุษย์หญิงรัศมีนั่นมากเลยเหรอ?” ชายหนุ่มถามขึ้น ขณะยกน้ำดื่มระหว่างขับรถไปด้วย
            “ฮะ เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน”
            “แล้วในโรงเรียนนี่มีการแกล้งกันด้วยเหรอ ถึงต้องให้รัศมีกับพวกคอยจัดการน่ะ”
            “ก็มีบ้างฮะ แต่ไม่บ่อย ถ้าผมอยู่กับรัศมี กับโรม ก็ไม่ค่อยมีใครมาทำอะไร  ผู้หญิงชอบมาวุ่นวายกับรัศมีกับผม  เพราะว่าพวกเขาชอบโรมกัน น่ะฮะ”
            “ทำไมล่ะ?”
            “ไม่รู้ฮะ คงไม่อยากให้ใครอยู่ใกล้ๆโรม”
            “อ้อ”

รถเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพอดี ต้นน้ำจัดแจงคว้ากระเป๋าลงจากรถ แต่ก็ชะงักเมื่อนึกอะไรขึ้นได้
            “คุณกูรแวะทานของว่างก่อนไหมฮะ มีคุกกี้แล้วก็กาแฟ” อังกูรนึกถึงรสชาติประหลาดของกาแฟเมื่อเช้าแล้วส่ายหัว
            “ไม่เป็นไรดีกว่า”
            “ฮะ งั้นผมลาเลยนะฮะ ขอบคุณคุณกูรมากๆฮะ วันนี้เลยต้องนั่งรถคุณกูรตั้งสองเที่ยว เดี๋ยววันหลังผมทำอะไรให้คุณกูรเป็นการตอบแทนนะฮะ”
            “หืม? อะไรล่ะ?”
            “อะไร... ยังไม่รู้เลยฮะ แต่ผมต้องให้คืนแน่ๆ แม่สอนว่าเราต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณฮะ ผมไปล่ะฮะ เดี๋ยวไม่ทันช่วยงานป้าแม่บ้าน สวัสดีฮะ” ต้นน้ำยกมือไหว้อีกหนคราวนี้ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวยส่องประกาย สว่าง อังกูรอึ้งกับภาพที่เห็น มือเขาแปะลงไปบนหัวเล็กๆของต้นน้ำอย่างนึกเอ็นดู
            เขาไม่เคยเห็นใครจะยิ้มได้โลกสดใส เท่ากับเด็กคนนี้มาก่อน

 

 

    

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น