เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 26 คราปักษาเปิดประตู

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 คราปักษาเปิดประตู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 182

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 คราปักษาเปิดประตู
แบบอักษร

ตอนที่ 26 คราปักษาเปิดประตู

           เส้นทางถนนลาดยาวสุดลูกหูลูกตามีทุ้งดอกไลแคลสีม่วงขึ้นประดับประดาเต็มข้างริมฝั่ง ทุ่งหญ้าเขียวขจีพัดโชยกลิ่นแม่น้ำและสายลมหนาวจากทางตะวันออก ฝูงอีกาโบยบินเหนือท้องฟ้าแลเห็นเป็นจุดสีดำรำไร ในนาและแอ่งน้ำใหญ่มีหมู่นกกระสายืนดักรอจับกบเขมือบ แมลงปอบินเกาะยอดขอนไม้ที่ชูโผล่ในบ่อโคลนชุ่มน้ำ ขบวนรถม้าขนสินค้าผ้าไหมเคลื่อนไปอย่างช้าๆคราวตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้า หัวหน้ากองพลันโบกมือสั่งให้ทุกคนหยุดเดิน เตรียมตั้งค่ายค้างแรมใกล้ป่ามดตะนอย

          ดวงเดือนขาวลอยโดดเด่นท่ามกลางหมู่เมฆสีเทาเป็นเกลียวคลื่นประหนึ่งคลื่นน้ำทะเล ระยะเวลาสิบราตรีมีเสียงดังกึกก้องด้วยความครื้นเครงรอบกองไฟ

         “หากพวกเจ้าจับดาวตกได้จักร้องขอสิ่งใดหรือ”

          “ข้าอยากร่ำรวยเหมือนราชันแห่งเหมืองแร่”

          “ดิฉันหวังได้บุตรชายสักคน”

          “ข้าอยากตัวเตี้ย เพราะไม่มีใครชอบคนสูงเท่าเสาไฟอย่างข้า”

          บรรดาพ่อค้าสิบชีวิตนั่งล้อมวงรอบกองไฟพลางจับเข่าคุยกันถึงดาวตก ประเด็นว่าหากได้เจอมันจักขอสิ่งใด พวกเขาเป็นผู้ใหญ่วัยสามสิบสี่สิบที่มีประสบการณ์ชีวิตเข้มข้น การพูดคุยจึงฟังมิค่อยเข้าหูลีโอน่าเท่าใดนัก นักไวโอลินสาวอายุยังไม่ถึงสามสิบ นางมีเรื่องเล่ามากมาย กระนั้นมุมมองของนางไม่เหมือนมุนมองของผู้ใหญ่ที่เต็มเปี่ยมด้วยหลักการ การเมือง และเรื่องใต้สะดือ กระนั้นเมื่อเข้าร่วมวงแล้วย่อมมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงคำถาม หัวหน้ากองคาราวานเลิกคิ้ว ยื่นแก้วกาแฟหันไปด้านหญิงสาวเฉยเมย เอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำปนหัวเราะ “แล้วแม่นางปรารถนาสิ่งใดหรือ”

          “ขอให้หมาไม่วิ่งไล่กัด”

          “ฮาๆ”

          ลีโอน่าคลี่ยิ้มสุภาพ ไม่นานนักนางลุกยืน ปากบอกขอตัว หญิงสาวผละจากสังคมกองไฟ พ่อค้า และนักเดินทางพเนจร ในกลุ่มผู้เดินทางร่วมกับกองคาราวานประกอบด้วยคนสี่ประเภท หนึ่งพ่อค้าผู้ชำนาญวาทศิลป์ สองนักผจญภัยรับจ้างคุ้มครองพ่อค้า สามคือผู้ประสงค์ขอร่วมทางอย่างพวกเมรัย และสี่นักเดินทางลี้ลับที่ไม่ยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับผู้ใด เปรียบเสมือนหมอกพร่างพราวที่มิอาจจับต้อง กระนั้นอย่างน้อยพวกนี้ก็เดินทางร่วมกับทุกคนได้อย่างไม่มีปัญหา

          ในป่าขนาดใหญ่มีต้นไม้สูงตระหง่านราวว่าพวกมันแข่งขันกันเติบโตทะลุยอดฟ้า ใครแตะเมฆก่อนก็ชนะได้รางวัลแสงแดดอุ่นและรังกระรอก ลีโอน่าเดินกลับรถม้า นางเปิดผ้าม่านปิดกระบะพลางชะโงกหัวมองสองสาวน้อยนอนกอดกันอย่างแนบชิด ทั้งหัวกับหางปานจักกลืนกินกันและกัน เจ้ากัดแก้มข้า ข้ากัดก้นเจ้า ประมาณนั้น นักไวโอลินสาวอมยิ้มแผ่วหัวร่อเบา พลางลดผ้าม่านลงอย่างเดิม เมื่อครู่ภายในรถม้าไม่มีเมรัย หมอผีน้อยหายไปไหนนะ ลีโอน่ามือจับผ้าพันคอสีแดงชมพู แหงนหน้ามองรอบข้าง ไร้วี่แวว กระทั่งเงายังมิเผยแสดง

          ด้วยความห่วงกังวลว่าอีกฝ่ายจักมีอันตราย หญิงสาวกอดกระเป๋าไวโอลินเร่งรีบเดินหาสาวน้อย ในพงไพรมีรากไม้หนา โพล่งกระต่าย รังตัวตุ๋น หาไม่ชำนาญทางอาจพลัดหลงได้ง่าย ลีโอน่าไม่รู้เมรัยถนัดเดินป่าหรือไม่ กระนั้นมิอาจปล่อยให้เด็กสาวตัวกระจิ๋วเดินเล่นตามลำพักในป่าอันดำมืด เพราะไม่รู้ป่ามดตะนอยมีหมีคลาย หมาป่า เสือ สิงโตหรือไม่  

          “เมรัย”

          ลีโอน่าอยากตะโกน กระนั้นมิกล้าใช้เสียงดัง นางจุดตะเกียงไฟและยื่นไปข้างหน้า ใต้กิ่งก้านต้นประดู่ พื้นดินมีหญ้าสูงถึงเขา โขดหิน และหลุมลึก หญิงสาวหวาดวิตกยิ่งนัก สีหน้าแต่ไหนแต่ไรนิ่งเฉยเริ่มมีเค้าความหวั่นไหวกลัวก้าวพลาดเดินตกบ่อทรายดูด ลีโอน่าพยายามกำมือแน่น เหนือความกลัวตายคือกลัวเสียเมรัย สาวน้อยผู้น่ารักและชอบฟังเพลงนางมากพอๆกับมันบด

          ความมืดโรยตัวปกครองทั่วสาราทิศ พวกมันกลบสิ่งรอบให้เห็นแค่ดวงไฟริบหรี่ ลีโอน่าถอนหายใจ เหลียวหลังมองค่ายพักแรมที่ห่างออกไปไกลเรื่อยๆ

          จ่อม

          “…”

          ด้วยใช้ดนตรีหากิน ลีโอน่าจึงมีสัมผัสหูดีกว่าคนปกติ นางแว่วยินเสียงของบางสิ่งตกกระทบของเหลว ซึ่งบางทีอาจเป็นก้อนหินตกลงแม่น้ำ หญิงสาวตัดสินใจเดินไปยังทิศทางที่เสียงแว่ว คราวนางพบกับภาพชวนพิศวง ให้ต้องตกตะลึง

          ห้วงเพลาพลางหยุดนิ่ง สรรพสิ่งพลันหยุดเคลื่อน

ใจกลางบึงน้ำสีน้ำเงินแลเห็นเสาหินมหึมาโผล่พ้นธาราวารีใส บนเสาหินเก่าแก่มีรอยแตกร้าวและเมรัยนั่งแปะมือชูค้างผงะในระดับใบหน้า ท่าทางราวว่านางกำลังวางนิ้วมือให้นกเหยียบต่างกิ่งไม้ กำมือเล็กๆแข็งค้างอย่างอ่อนช้อย สายลมมรสุมพัดผ่านเรือนผมสีส้มเปลวเพลิงและพัดชายอาภรณ์ปลิวไสว แสงเดือนส่องกระทบผิวน้ำคอยๆเคลื่อนขยายเมื่อหมู่เมฆเปิดทางให้พระจันทร์ทอแสงแพรวพราวอร่ามตา  

          ลำแสงใสกระจ่างตกกระทบสาวน้อยขับให้นางมีบรรยากาศปานประหนึ่งนางไม้แห่งพงไพร นางปีศาจร้ายผู้เฝ้าคอยดักจับบุรุษเพศ ความรู้สึกเย็นเยียบสั่นระริกสร้างกระแสละลองคลื่นซัดเข้าชายฝั่งเบาๆ เมรัยเงยหน้า คลายอุ้งมือลดลงช้าๆ

          ดวงดาราร้อยพันส่องสว่างใต้บึงสีน้ำเงิน หมู่มัจฉานอนหลับนิทราใต้ดอกบัวสีชมพูผ่อง ณ ใจกลางบึงในผิวน้ำสะท้อนภาพเมรัย ท้องฟ้า ดวงดาว หมู่เมฆ และนกน้อยสองตัวที่กางปีกบินสู่ม่านราตรีกาล เมรัยหยักยิ้ม ส่งสายตาเฉยเมยอาบความละมุนละไมเป็นเงาเรืองรางให้ลีโอน่า เมื่อใบหน้านั้นคลี่ยิ้มงดงามยิ่งขับให้เมรัยแลประหนึ่งปักษาสวรรค์ผู้จำแลงกลายในคราบเด็กสาวมนุษย์ธรรมดา

          ความงดงามในความพิศวงดั่งแม่มดในเทพนิยาย  

“เมรัยกำลังทำอันใดรึ”

          ระหว่างเดินกลับค่ายพักแรม ลีโอน่าหยุดเดินและร้องถาม หญิงสาวเคยเจอพลังมาโฮลักษณะแปลกประหลาดหลากลักษณะ กระนั้นมิเคยพานพบกับสิ่งนี้ ภาพสาวน้อยเปล่งประกายมีออร่าลี้ลับราวว่านางไร้ตัวตน มีเพียงความว่างเปล่าให้สืบเสาะหา ธรรมชาติราวโอบกอดเมรัยเอาไว้ ปกป้องนางจากสิ่งเลวร้าย สายลม สายน้ำ ท้องฟ้า และดินทราย ทุกอย่างหลอมร่วมเป็นหนึ่งและแตกสลายเป็นกลีบดอกไม้ เมรัยไม่มีพลังมาโฮ ลีโอน่าไม่เคยสัมผัสถึงกระแสมาโฮในกายเมรัย สาวน้อยผู้นี้เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างแท้จริง หรืออาจมิใช่ เพราะโลกทั้งใบและทุกสิ่งล้วนมีมาโฮไหลเวียน

          เมรัยช่างแตกต่าง ทั้งนิสัยและทุกอย่างเกี่ยวกับหมอผีผู้อ่อนเยาว์ นางเปรียบดั่งความลับ เสมือนสัตว์ประหลาดผู้เดี่ยวดาย  

          ภาพนกน้อยเมื่อครู่ที่พวกมันบินทะยานสู่ฟ้ามิอาจมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ลีโอน่าเห็นมันในภาพสะท้อนบนผิวน้ำ ราวว่าใต้บึงนั้นมีโลกอีกใบหนึ่ง โลกที่คนเป็นมิอาจก้าวข้าม โลกที่คนตายมิอาจหลุดพ้น ผู้ที่เชื่อมต่อระหว่างสองพิภพคือหมอผีน้อย

          “พูดคุยกับดวงวิญญาณในป่า”

          ลีโอน่าเดินตามหลังสาวน้อย เพราะเมรัยชำนาญเส้นทางมากกว่า หมอผีน้อยมิเคยบอกใครว่าเจ้าตัวชอบเดินเที่ยวป่าเขา กระนั้นนักไวโอลินสาวมั่นใจเต็มอกว่าสมัยก่อนเมรัยต้องเคยหลงป่าแน่ๆ เพราะหากไม่อย่างนั้นนางคงไม่เก่งกาจเช่นนี้ ผู้ประสบความสำเร็จมักล้มเหลวก่อนถึงทำสำเร็จ เมรัยร้ายกาจ ความสามารถของนางมิได้สูงขึ้นเพราะเอาแต่นอนหรอก นางต้องแลกชีวิตถึงมีวิชาอาคมสูงส่งเช่นนี้

          “นกสองตัวนั้นคือดวงวิญญาณหรือ”

          “พี่ลีโอน่าเห็นเป็นนกหรือ”

          “คนเรามองเห็นไม่เหมือนกัน?”

          เมรัยหันมองลีโอน่าพลางยกยิ้มลึกลับ มิตอบคำถาม แต่ทว่าท่าทางสาวน้อยทำให้หญิงสาวยอมรับว่าคำตอบคือใช่ ทั้งคู่เดินถึงค่ายพัก เมรัยนวดคอบิดขี้เกียจ นางอ้าปากหาว พลางใช้อุ้งมือขยี้ตา สีหน้าพลันกลับเป็นเหมือนยามปกติ กลับกลายเป็นเด็กขี้เมาผู้ซุกซนและเซ่อซ่า ลีโอน่าแอบอมยิ้ม คราวเมรัยเห็นสีหน้าพี่สาวขำตน ใบหน้ากลมดิกจึงปรากฏแถบแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน

          “รีบนอนเลยนะค่ะ เร็วเข้า”

          หมอผีน้อยใช้ศีรษะดันๆบั้นท้ายผู้มีความสุขล้นอก ลีโอน่าหน้าเจื่อนมิยอมนอนแต่โดยดี ปกตินางมิใช่เด็กดีนอนเร็ว นางเป็นสัตว์กลางคืน กลางวันนอนตาย กลางคืนเต้นระบำ สองสาวผลัดกันดันอีกฝ่าย “พี่ลีโอน่าขึ้นก่อนสิ” “เมรัยขึ้นก่อนเถอะ” ท้ายกระบะรถม้า ทั้งคู่ไม่อยากนอน แต่อยากให้อีกฝ่ายนอนเสียที จึงแข่งกันฉุกกระชากและบังคับให้อีกฝ่ายขึ้นรถไปนอนก่อน เล่นๆกันสักพักก็เหนื่อยล้า เมรัยทรุดเข่าหมดแรง ยามนี้นางเริ่มรู้สึกง่วงแล้วสิ แต่ไม่มีแรงปีนขึ้นรถแล้ว นอนตรงกอหญ้าได้หรือไม่นะ

          “ฮึๆ”

          “โธ่”ลีโอน่าหัวเราะ เมรัยส่งค้อนให้หนึ่งที พลางไม่นานเมรัยก็หัวเราะตาม สองสาวมิอยากนั่งเล่นรอบกองไฟกับพวกผู้ใหญ่ จึงเลือกหาสถานที่เปล่าเปลี่ยว เหมาะแก่นั่งพักผ่อนเงียบๆโดยไม่มีใครรบกวน เมรัยเจอแหล่งพักพิงใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้ๆบึงน้ำเมื่อครู่ ลีโอน่าจุดตะเกียงพลางวางมันไว้บนโขดหินข้างๆต้นไม้

          ลีโอน่าเริ่มเล่าเรื่องของตนให้เมรัยฟัง เรื่องราวเหมือนนิทานมีความสนุกสนานคละคลุ้งความเศร้าผสมปนเปจนเกิดเป็นนิทานที่มิมีใครเหมือน ชีวิตคนหนึ่งย่อมมีเรื่องเล่าของเขา บนโลกนี้มีคนเป็นหมื่น นั้นแปลว่าต้องมีเรื่องราวนับหมื่นรอให้เมรัยตามหาและรับฟัง เมรัยชอบฟังคนอื่นเล่าเรื่องของเขา สมัยก่อนนางคือผู้ฟังที่ดี ใครอยากเล่าอะไร นางรับฟังหมด ปีนี้นางยังชื่นชอบฟังเรื่องรางต่างๆเช่นเดิม กระนั้นมิใช่จากปากคนเป็น แต่ฟังจากปากคนตาย

          นางรับฟังความปรารถนาที่มิอาจเป็นจริง และพยายามช่วยเหลือให้มากเท่าที่จักทำไหว

          “เมรัยเก่งจัง”

          “ข้าช่วยได้หนึ่งในร้อยเลยนะค่ะ”

          “ฮึๆ”เมรัยหมายถึงนางช่วยสำเร็จหนึ่งคนจากร้อยคน ถึงแม้มิอาจช่วยเหลือทุกคน แต่เมรัยดีใจยิ่งนักที่ตนยังมีประโยชน์ ทำให้วิญญาณมีความสุขและไปเกิดใหม่

          ขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนประวัติชีวิตอย่างเริงร่า สนุกสนาม ลีโอน่าอยากฟังเรื่องของเมรัยบ้าง อยากรู้มากกว่านี้ ช่วงเวลาชีวิตของเมรัยที่เล่าให้นางฟังล้วนเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน เป็นเพลาที่เมรัยลืมตาตื่นขึ้นและเริ่มทำงานในเมืองลักกี้ หมอผีน้อยมีความจริงใจ กระนั้นคล้ายหลีกเลี่ยงมิกล่าวถึงอดีตที่ทำให้นางเจ็บปวด หญิงสาวมิรู้ว่าเรื่องราวในยามนั้นของเมรัยเลวร้ายเพียงใด เคยฟังจากนารีว่าเมรัยไม่ยอมเล่าอะไรให้ดวงดาวน้อยฟังแม้แต่นิดเดียว ราวเมรัยนั้น

          ฝังกลบอดีตด้วยคำว่า ลืมมันเสียเถอะ เรื่องร้ายๆเช่นนั้นมิคิดถึงหรอก

          “เมรัยเข้มแข็งจัง”

          “อาเร๊ะ ม ไม่หรอกพี่ลีโอน่า เข้มแข็งอันใดกัน”

          ไม่ว่าอดีตจักย่ำแย่อเนจอนาถเพียงไร เมรัยยังฝืนใจไม่ยอมตาย หมอผีน้อยเลือกเส้นทางที่ยากลำบากแสนสาหัสและยาวไกลปานจักมุ่งสู่เส้นขอบฟ้า เลือกจักมีหวังอีกครั้ง เลือกแสวงหาเรื่องราวอีกร้อยพัน ด้วยพลังอันน้อยนิดราวเม็ดธัญญาหาร พลังวิเศษที่นางครอบครอง นางจักใช้มันเพื่อตอบสนองความต้องการของดวงวิญญาณ คอยช่วยเหลือพวกเขา และช่วยดูแลความสงบระหว่างสองพิภพ เมรัยทำเช่นนี้มิใช่เพราะปณิธานยิ่งใหญ่อย่างเช่นว่า เพราะข้าอยากช่วยไงล่ะ หรือ เพราะข้าถูกเลือกจึงต้องทำ

          เหตุเพราะที่นางช่วยเหลือผู้อื่นมิสวยงามน่านับถือเช่นนั้น เมรัยเห็นแก่ตัว นั้นเพราะว่าที่นางยอมช่วยก็เพื่อหวังให้ตนเองมีความสุขเท่านั้น

          ลึกๆในใจนางหวังให้ใครสักคนรู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตนางยังมีความหมาย

          นางเพียงอยากลืมเลือนความเจ็บปวด ใช้ความสุขชั่วคราวสู้กับมัน เมรัยมิใช่คนเข้มแข็งแต่อย่างใด นางอ่อนแอเปราะบาง ถูกสะกิดแผลนิดเดียวก็เจ็บเจียนตาย

          “ข้า..ก็แค่พวกขี้แพ้แหละค่ะ..”เมรัยลุกขึ้น พลางหยิบก้อนหินขว้างใส่บึงน้ำ ก้อนหินเปรียบเสมือนความสิ้นหวังของนาง มันพุ่งลอยละลิ่วข้ามผ่านบึงน้ำ ลอยถึงยอดต้นไม้ใหญ่ ครั้นมันกระแทงกิ่งไม้ดังตุบ ฝูงนกที่นอนหลับพลันแตกตื่นแตกรัง เมรัยคิ้วกระตุกแสร้งกระแอมกลบเกลื่อนความผิดบาป เมื่อครู่นางเปล่าทำอันใดนะ

          หยิบหินอีกสามสี่ก้อนและเริ่มขว้างเล่น แต่ละก้อนปาล้วนตกจมลงสู่บึงน้ำ เมรัยพยายามทำให้ก้อนหินกระเด้งกระโดดบนผิวน้ำ แต่ทำไม่สำเร็จสักครั้ง สาวน้อยถอนหายใจเฮือก รู้สึกแน่นอกปวดหัว ชั่วขณะนั้นนางถามตนเองว่า นี่ข้ากำลังทำอันใดเนี่ย งี่เง่าชะมัด

          “หากมีเรื่องกวนใจลองเล่าให้ข้าฟังสิ แล้วประเดี๋ยวข้าจักเล่นดนตรีปัดเป่าความเศร้าของเมรัยให้เอง”

          “…”

          ลีโอน่าโอบกอดศีรษะเมรัยด้วยความอ่อนโยน ฝ่ามือเรียวยาวลูบไล้เรือนผมยาวเรียบลื่นอย่างเอ็นดูใส่ใจ ลีโอน่าถอดผ้าพันคอผืนโปรดพลางใช้มันพันคอเมรัย จัดเรียงให้เหมาะเจาะ คราวนักไวโอลินสาวคลี่ยิ้มพึ่งพอใจ เมรัยนิ่งอึ้งพลางมีความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นสู่กลางอกและถ่ายทอดทั่วร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า เมรัยก้มหน้างุด ตาหลุบต่ำด้วยมิกล้าสบมองลีโอน่า หญิงสาวลูบหัวอีกฝ่าย ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ลีโอน่าก็รู้สึกรักเมรัย ตั้งแต่ยามนนั้นที่นางอนุญาตให้เมรัยเรียกนางว่าพี่สาว ลีโอน่าก็ตัดสินใจให้เมรัยเป็นน้องสาวของตนอย่างไร้ความลังเล

          ที่เมรัยไม่อยากเล่าความจริงให้ใครฟังเพราะนางนึกกลัว นางกลัวความเศร้านี้จะส่งต่อไปสู่ผู้อื่นทำให้เขาหรือนางเจ็บปวด เมรัยมิอยากเป็นคนอ่อนแอจึงไม่ยอมเล่าให้นารีและเรไรฟัง ในสายตาสหายรักที่ชอบมองเมรัยด้วยความเคารพนับถือ เมรัยมิกล้าสร้างปัญหาให้นารีและไรเศร้าเสียใจกับเรื่องของนาง หมอผีน้อยคิดมาก นางกลัวเกินกว่าจักทำร้ายใคร และมิกล้าพอจักเชื่อใจใคร นางถูกความเศร้าบดบังจนมิอยากเปิดใจกับผู้ใด

          นางสับสนเหลือเกิน

          บนท้องนภารัตติกาล ดวงดาวตกลอยแวบผ่านเหนือหัว เมรัยฟุบตัวแนบทรวงอกลีโอน่า เสียงของหมอผีน้อยเบาหวิวประหนึ่งขนนก ดั่งเสียงกระซิบจากอีกฟากของประตูที่เปิดแง้มเป็นช่องเล็กๆ ประตูหัวใจที่นางมิเคยเปิดมันให้ใครตั้งแต่วันนั้น แม้แต่ยามนี้นางก็มิกล้าเปิดมันกว้างนัก ลีโอน่านั่งฟังอย่างตั้งใจพลางใช้มือลูบหัวลูบหลังเมรัย ใช้ความอบอุ่นปลอบประโลมสัตว์ตัวน้อยที่ถูกทำร้ายจนบอบช้ำ หัวใจแตกสลาย  

          การได้เจอเพื่อนร่วมทางในโลกที่มืดมิดนี้หมายถึงการค้นพบสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความฝัน ทั้งสองพบกันด้วยความบังเอิญ กระนั้นไม่มีอันใดสำคัญกว่าการที่ทั้งคู่เจอกันอีกแล้ว ลีโอน่าก้มหน้าแนบหัวเมรัย อ้าแขนกอดกระชับร่างสัตว์ตัวน้อยที่เต็มไปด้วยบาดแผล ลีโอน่าดีใจจริงๆ ดีใจที่ได้เจอกับเมรัย ได้รับรู้ว่าชีวิตเมรัยนั้นเป็นเช่นไร หญิงสาวไร้วาจาจักกล่าวทำได้เพียงกอดเมรัยเอาไว้ เพราะว่านั้นคือสิ่งที่เมรัยต้องการมากที่สุด ขอแค่มีใครสักคนอยู่ตรงนี้  

          เมรัยชอบร้องไห้ หยาดน้ำตาของนางอบอวลด้วยความโศกเศร้าที่ไม่มีใครเข้าใจว่ามันคืออะไร นารีบอกว่าน้ำตานั้นคือความลับที่อยากลืม เรไรบอกว่าน้ำตานั้นคือสิ่งที่ใครเห็นก็ต่างปวดใจ แล้วแท้จริงน้ำตาเมรัยเก็บซ่อนสิ่งใดไว้

          ลีโอน่าแม้เพียงส่วนหนึ่งที่นางรับรู้ความหมายของน้ำตาเมรัย แม้เพียงเศษเสี้ยวความจริงดั่งเศษแก้วแตกเล็กๆที่แหลมคมกริบ มันทิ่มแทงใจเมรัยเรื่อยมา ยามใดที่นางเอื้อมมือคว้าความหวังอีกครั้ง ยามนั้นมันพร้อมกรีดเมรัยให้เลือดไหล

          “…”มิอาจรีรอให้มันแทงลึกยิ่งกว่านี้ ลีโอน่าผละจากเมรัย พลางนางเปิดกระเป๋าไวโอลิน คำสัญญาจักเป็นจริงเหมือนนางทำตามที่สัญญา ลีโอน่าลูบหัวเมรัยและบอกให้สาวน้อยเงี่ยหูตั้งใจฟัง บทเพลงนี้ ลีโอน่าจักเล่นเพื่อเมรัย เพื่อหมอผีน้อยคนเดียวเท่านั้น “มิว่าทุกข์หรือสุขขอให้ลูกมีให้บทเพลงในหัวใจเสมอ”ลีโอน่าเก็บเพลงนี้ไว้เล่นให้บิดาฟัง นางมิเคยเล่นให้ผู้คนอื่นฟัง กระนั้นนับแต่นี้ บทเพลงนี้จักเป็นความลับและสิ่งยึดเหนี่ยวผูกพันลีโอน่าและเมรัยไว้ด้วยกัน หญิงสาวยืนตรงหยักยิ้มมุมปาก บทเพลงที่คุณพ่อถ่ายทอดให้ลูกสาว มันคือบทเพลงสุดท้ายก่อนที่ท่านจักลาจากโลกนี้ไป

          ‘เพลงนี้พ่อแต่งเพื่อลูก’

          เสียงดนตรีบรรเลงขับขาน เมรัยนั่งแปะใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา พลันเสียงเพลงดังกังวาน

          ท่ามกลางโลกอันมืดมิด ป่าไม้อันเงียบเหงา สรรพเรื่องเลวร้ายพลันถูกพัดโดยสายลมแห่งพลบค่ำนิรัน ปราศจากพลังมาโฮ กระนั้นเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ บทเพลงเรียบง่าย ไม่มีมนตราวิเศษ ไม่มีความมหัศจรรย์ กระนั้นมันกลับเปล่งประกายและล้ำค่ายิ่งกว่าบทเพลงใดในอัลบั้มเพลงลีโอน่า ความรู้สึกร้อยพันมิอาจแลเห็นด้วยตาเปล่า กระทั่งดวงตาวิเศษของเมรัยก็มิอาจมองเห็น เพราะเสียงนั้นดังกังวานจากส่วนลึกสุดของหัวใจ ไม่มีกำแพงใดขวางกั้น

          “เพราะหรือไม่”

          “…”เมรัยนิ่งชะงัก หากตอบว่าเพลงนี้ไม่เพราะ เช่นนั้นเพลงอื่นบทโลกนี้คงไม่ต้องเล่นแล้วล่ะ

          “เป็นเพลงที่เพราะที่สุดในชีวิตที่ข้าเคยได้ยินเลยพี่สาว”

          เสียงทำนองอุ่นระอุเปิดทางให้สาวน้อยเดินออกจากความมืด ความเจ็บปวด ความสับสน เมรัยที่เศร้าเสียใจพลันรู้สึกตนเองในยามนี้ไม่เหลือความเศร้าอีกแล้ว นั้นเพราะเสียงเพลงลีโอน่าช่วยนำทางนาง นำพานางสู่โลกที่ความจริงเป็นคำโกหก กลางวันเป็นกลางคืน ความขัดแย้งที่ทำให้สรรพสิ่งสับสนและจัดเรียงระบบใหม่ เมรัยไม่เคยได้ยินบทเพลงเช่นนี้มาก่อนชีวิต “..”เมรับก้มหน้ามิรู้จักพูดเช่นไรอีก ลีโอน่าส่งยิ้มและย่อเข่า “หากเมรัยอยากฟังอีก บอกข้าได้ทุกเมื่อ”

          “ฟังบ่อยๆเดี๋ยวก็เบื่อ..”เมรัยเบือนหน้าหนี นางเป็นพวกเบื่อง่าย ทำอันใดได้มินานก็เบื่อเสียแล้ว กระนั้นนางดีใจที่พี่ลีโอน่าจะเล่นให้ฟังอีก

          “ฮึๆ”เสียงหัวเราะลีโอน่าทำให้เมรัยยิ้มเอียงอาย จากเบาๆกลายเป็นหัวเราะเสียงดังลั่นป่าเขา ลีโอน่าให้สัญญากับเมรัย นับจากนี้หากเมรัยมีเรื่องอะไรกวนใจก็จงเล่าให้ลีโอน่าฟัง แล้วหญิงสาวจักเล่นดนตรีปัดเป่าความเศร้าให้โดยไม่คิดเงิน ลีโอน่าเป็นลูกคนเดียว เมรัยเช่นกัน ทั้งสองจึงรู้สึกผูกผันกันเหมือนครอบครัว พี่สาวและน้องสาว นับจากนี้ลีโอน่าจักเล่นเพลงให้เมรัยฟังและตามใจน้องสาวผู้นี้ยิ่งกว่าใคร ส่วนเมรัยก็จักไล่ผีให้พี่สาว จัดการปัญหาเรื่องคนตายให้พี่สาวเอง

          “เพลงที่พี่สาวเล่นชื่อเพลงอะไรหรือ”เมรัยจับมือลีโอน่า ดวงตากลมใสเปล่งประกายดุจหยาดดาราสวรรค์ ลีโอน่ารู้สึกรักดวงตาคู่นี้ ยิ่งยามที่มันส่องสว่างสดใส นางกำมือเมรัยแน่น “ลีโอน่า..คือชื่อของเพลงนี้จ๊ะ”

          ถึงเวลานอน คืนนี้ลีโอน่านอนกับเมรัย หมอผีน้อยรู้สึกว่าค่ำคืนนี้นางมีความสุขยิ่งนัก สุขยิ่งกว่าคืนไหนๆเพราะว่าวันนี้นางมีพี่สาวแล้ว ดีใจจัง

          ได้พบคนที่รับฟังเรื่องของเราทำให้เรามีความสุข กระนั้นการพานพบคนอีกด้านหนึ่ง หามีความสุขไม่ อีซีโอเฝ้าสะกดรอยพวกเมรัยบนต้นไม้ อาศัยเงาใบไม้เป็นเกราะอำพราง เขาคิดว่าตนเองมีฝีมือสูงส่งยากมีใครรับรู้ตัวตนได้ กระนั้นมิรู้เพราะความบังเอิญหรืออีกฝ่ายร้ายกาจกันแน่ เด็กหนุ่มกระโดดลงจากกิ่งก้านพงไพร มือนวดขมับ ก้อนหินกระแทงอัดหัวเมื่อครู่ทำให้อีซีโอเกือบเสียหลักตกต้นไม้…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น