หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 112 สงครามของผู้หญิง / ตอนที่ 113 สงครามแย่งลูก

ชื่อตอน : ตอนที่ 112 สงครามของผู้หญิง / ตอนที่ 113 สงครามแย่งลูก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.พ. 2561 15:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 112 สงครามของผู้หญิง / ตอนที่ 113 สงครามแย่งลูก
แบบอักษร



ตอนที่ 112  สงครามของผู้หญิง

ซูหรูฉินลองคิดอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ก็คิดจะให้รุ่ยอิ่งเก็บเด็กเอาไว้ ถ้าหากออกมาเป็นเด็กผู้หญิง เชื่อว่าหยูอี้ซินคงไม่เหลือเยื่อใยอะไรต่อเธอแน่ แต่ถ้าหากเป็นเด็กผู้ชาย เธอก็จะรับเข้ามาไว้ในบ้าน ทำเหมือนตัวเธอคลอดออกมาเอง และให้หยูอี้ซินกับผู้หญิงตัดขาดกัน


ไม่ว่าจะคิดอย่างรอบคอบมากแค่ไหน แต่เธอก็ลืมคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือด หลังจากที่หยูเทียนอี้เกิดมาเขาได้อยู่ในอ้อมอกรุ่ยอิ่งเจ็ดวัน ทำให้หลังจากนั้นเขาก็ต้องได้ดมกลิ่นแม่ถึงจะหลับลงได้ และเพราะนี่คือลูกชายคนแรกของหยูอี้ซิน ซึ่งเป็นลูกที่เขารักมากจนไม่สามารถหาอะไรมาเปรียบ เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์แบบนั้นแล้ว หยูอี้ซินก็ตัดสินใจทันทีว่าจะให้แม่แท้ๆ เป็นคนเลี้ยงเด็ก เขาจึงจัดหาบ้านให้แม่ลูกคู่นี้ อีกทั้งยังจัดเตรียมแม่นมให้อีกด้วย พอหลังจากที่รุ่ยอิ่งมีลูกชาย ความอ่อนแอที่เธอเคยมีก็เปลี่ยนไป กลายเป็นสงครามยั่วยุเธออย่างเปิดเผยทันที

อย่างเช่นครั้งที่แล้ว ในวันเกิดของหยูอี้ซิน พวกเขาพูดกันไว้แล้วว่าจะพาลูกสาวและลูกเขยไปฉลองวันหยุดกันที่บาหลี แต่ผลปรากฏว่าเมื่อพอใกล้จะถึงวันเดินทางหนึ่งวันนั้น หยูอี้ซินก็ยกเลิกทริปอย่างกะทันหัน เขาบอกกับเธอว่าที่บริษัทมีโปรเจคสำคัญ จำเป็นที่จะต้องให้เขาไปตัดสินใจด้วยตนเอง แต่สุดท้ายเมื่อพวกเธอเพิ่งจะถึงเกาะบาหลีนั้น ก็เห็นรุ่ยอิ่งถ่ายรูปครอบครัวสามคนอาบแดดที่ทะเลลงในบล็อกเรียบร้อยแล้ว

และเมื่อตอนวันครบรอบแต่งงานครั้งที่แล้ว หยูอี้ซินซื้อแหวนเพชรกับสร้อยคอให้เธอ แต่วันต่อมาเธอก็เห็นรุ่ยอิ่งนำแหวนเพชรและสร้อยคอแบรนด์เดียวกันโชว์หราลงบนอินเตอร์เน็ต


เรื่องราวในอดีตเหล่านี้ ก็เหมือนกับหนามแหลมคมที่ปักอยู่ที่หัวใจ พอนึกขึ้นได้ตอนนี้ก็ยังเจ็บอยู่จางๆ ที่สำคัญคือความเจ็บปวดเหล่านี้ยังคงไม่หยุด มันยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


การมาหารุ่ยอิ่งนั้น ซูหรูฉินปิดบังลูกสาวและลูกเขยทั้งสามของตัวเองเป็นความลับ พวกเขาสองคนรู้สึกมาตลอดว่าตนเป็นคู่สามีภรรยาที่แก่ชราแล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาทะเลาะเช่นนี้ ก็จริง ที่เธอให้กำเนิดลูกชายกับเขา แต่เจ้าเด็กนั่นก็ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ส่วนลูกสาวของเธอทั้งสามคนนั้นเอาตัวรอดได้แล้ว การมีอยู่ของสองแม่ลูกนั่นจึงไม่สามารถที่จะคุกคามตำแหน่งในบ้านใหญ่ของพวกเธอได้ ในเมื่อคุกคามไม่ได้ ก็ไปหาเรื่องเธอซะ ทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่จำเป็นเลย ไม่ว่าอย่างไรเรื่องในบริษัทเขาก็เป็นคนจัดการอยู่ดี เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วรู้สึกว่าศักดิ์ศรีหน้าตาของเธอนั้นเทียบไม่ติดกับผลประโยชน์ที่เขาให้จริงๆ


ผลประโยชน์ส่วนตัวของลูกๆ แน่นอนว่าซูหรูฉินรู้ดี ดังนั้นเธอจึงไปหารุ่ยอิ่งแค่คนเดียว


หลายปีมานี้ ทั้งสองไม่ได้ทะเลาะกัน แต่อย่างไรครั้งนี้ก็เป็นการพบกันเป็นการส่วนตัวครั้งแรก

ซูหรูฉินประเมินดูคฤหาสน์ในสวนดอกไม้ การที่ให้สองแม่ลูกนั่นอยู่กันสองคนที่นี่นับว่าหรูหราเกินไปแล้วจริงๆ

คนรับใช้ยกกาแฟออกมาถ้วยหนึ่ง

ซูหรูฉินผลักถ้วยกาแฟไปด้านหน้า แล้วพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “วันนี้ฉันมาที่นี่เพื่อมาคุยกับเธอ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็นับว่าเป็นพรหมลิขิตอยู่ดี”

รุ่ยอิ่งนั่งอยู่ตรงข้ามซูหรูฉิน ในมือคีบบุหรี่ผู้หญิงอยู่หนึ่งมวน แล้วพ่นควันสีขาวออกมาจางๆ ท่าทางดูไม่จริงจังเท่าไรนัก “จะว่าเป็นพรหมลิขิตก็ใช่ โชคร้ายก็ไม่ผิดนัก”

ซูหรูฉินจึงพูดว่า “เรามาเปิดอกคุยกันตรงๆ ดีกว่านะ ตอนแรกที่เธอให้กำเนิดเทียนอี้ ก็คุยกันไว้แล้วนี่เด็กน่ะปล่อยให้เกิดมาได้ แต่ต้องให้มาเลี้ยงในบ้านหยู นี่คือสิ่งที่ฉันคิด ตอนนี้เทียนอี้ก็อายุไม่น้อยแล้ว ยังไงซะก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของอี้ซิน ฉันอยากรับเขาไปเลี้ยงในบ้านหยู เขาจะได้มีฐานะและชื่อเสียง เธอจะว่ายังไงล่ะ?”

“ต้องขอบคุณคุณพี่มากนะคะที่ช่วยเหลือ” ปากรุ่ยอิ่งบอกว่าขอบคุณ แต่สีหน้าไม่ได้ซาบซึ้งเลยสักนิด แน่นอนว่าเธอรู้ว่าจุดประสงค์ที่ซูหรูฉินทำแบบนี้ก็เพราะว่าอยากให้ตัวเองไปจากหยูอี้ซิน เธอทนมาหลายปีขนาดนี้ บอกให้ไปก็จะไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน

“ในเมื่อเธอไม่คัดค้านอะไร งั้นวันนี้เธอก็ช่วยเก็บข้าวของให้เทียนอี้ พรุ่งนี้ฉันจะให้คนขับรถไปรับเขา”

“ที่คุณพี่ตัดสินใจแบบนี้  อี้ซินเขารู้ไหมคะ?”

“นี่คือสิ่งที่เราพูดคุยกันไว้แล้วแต่ก่อนนี้ อี้ซินยอมรับเองว่าเห็นด้วย”

พอรุ่ยอิ่งได้ยินดังนั้น ก็รู้ว่านี่คือการตัดสินใจเองโดยซูหรูฉิน



​----------​​​----------​​​----------​​​----------​​​----------​​



ตอนที่ 113  สงครามแย่งลูก


รุ่ยอิ่งเริ่มพูดจาหว่านล้อมกับซูหรูฉิน ความหมายในคำพูดของเธอนั้นแสดงออกว่าถ้าจะให้เทียนอี้เข้าไปในบ้านหยู พวกเธอสองแม่ลูกก็ต้องเข้าไปพร้อมกัน เธอเป็นแม่แท้ๆ ของเทียนอี้ หลายปีมานี้แม้จะไม่มีชื่อเสียงอะไร แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเธอคือแม่แท้ๆ รู้ว่าเทียนอี้นั้นโตมากับเธอ พวกเธอสองแม่ลูกเหมือนเป็นคนๆ เดียวกัน

ซูหรูฉินโกรธจนทำอะไรไม่ถูก

เวลานี้เองคุณครูตาขีดก็โทรมา ซูหรูฉินรู้ทันทีว่าเทียนอี้ทำผิดที่โรงเรียนอีกแล้ว แต่ท่าทางของเธอก็ยังนิ่ง แล้วบอกลา

เมื่อเธอเดินออกมาจากคฤหาสน์ คนขับรถก็เปิดประตูรถให้ ซูหรูฉินเข้าไปในรถแล้วสั่งกับคนขับรถว่าให้ตรงไปยังโรงเรียนของเทียนอี้

ครูตาขีดก็ไม่เคยพบแม่ของเทียนอี้มาก่อน การเข้าโรงเรียนของเทียนอี้ เลขานุการของหยูอี้ซินก็เป็นคนจัดการแทนให้ทั้งหมด ส่วนผู้ปกครองก็เป็นคนส่วนตัวของรุ่ยอิ่ง วันนี้เมื่อได้พบซูหรูฉิน และเธอบอกว่าเป็นผู้ปกครองของเทียนอี้ แน่นอนว่าก็ต้องถูกคิดว่าเป็นแม่ของเทียนอี้ เขาจึงเล่าพฤติกรรมของเทียนอี้ตอนอยู่ที่โรงเรียนออกมาหมดเปลือก

ซูหรูฉินมีท่าทีจริงใจมาก “เด็กคนนี้ถูกตามใจจนเสียคนน่ะค่ะ เดี๋ยววันนี้ฉันพาเขาไปอบรมสั่งสอนที่บ้าน ให้เขาได้คิดทบทวนให้ลึกซึ้ง”

ซูหรูฉินสั่งคนขับรถให้ไปรับเทียนอี้ที่ห้องเรียน

เมื่อคนขับรถไปถึงห้องเรียน เทียนอี้ก็รู้สึกแปลกใจมาก เขารู้ว่านี่คือคนขับรถของใคร ถึงแม้จะเป็นคนขับรถ แต่กลับไม่เคยบริการเขามาก่อน  พอวันนี้คนขับรถมาบอกว่าจะรับเข้าไป เขาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้

“ไปไหน?”

“คุณผู้หญิงบอกให้พาคุณกลับไปครับ”

เทียนอี้รู้ว่าคุณผู้หญิงคือใคร เพราะแม่ของตัวเองก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้มาก่อน ปัจจุบันมีลูกโตขนาดนี้แล้ว ยังถูกเรียกว่าหญิงบริการอยู่เลย

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เทียนอี้ถึงหวาดกลัวซูหรูฉินมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่เขาจะรู้ฐานะของตัวเอง พอเห็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อตัวเอง เขาก็ตื่นตระหนกแล้ว

ตอนนี้เมื่อยืนอยู่ข้างกายซูหรูฉิน เขาก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ

ซูหรูฉินกลับทำทีเหมือนแม่ที่มีใจเมตตา เธอลูบหัวเทียนอี้แล้วพูดว่า “ก่อเรื่องอีกแล้วเหรอจ๊ะ? คุณครูบอกแม่หมดแล้ว ถ้าวันนี้แม่ไม่มา แม่ก็ไม่มีทางรู้ว่าตอนอยู่โรงเรียนลูกจะทำตัวแบบนี้ ถ้าหากกลับไปบอกพ่อ ลูกว่าพ่อเขาจะเสียใจหรือเปล่า?”

เทียนอี้ไม่รู้ว่าซูหรูฉินมีแผนการอะไร จึงทำได้เพียงแต่ตามเธอไปด้วยท่าทางซึมเซา

“เอาล่ะ บอกลาคุณครูสิจ๊ะ เราจะได้กลับบ้านกัน” น้ำเสียงของซูหรูฉินอ่อนโยนมาก แต่ก็แฝงไปด้วยความยากที่จะปฏิเสธ

เทียนอี้พูดออกไปด้วยท่าทางทื่อๆ ไร้ความรู้สึก “สวัสดีครับคุณครู”

ครูตาขีดแอบทอดถอนใจ เด็กนักเรียนที่ปกติดื้อซน พออยู่ต่อหน้าแม่ตัวเองแล้วจะว่าง่ายอะไรอย่างนี้

เทียนอี้เดินตามซูหรูฉินออกมาจากห้องพักครู ตอนกำลังเดินออกจากประตูนั้น รุ่ยอิ่งก็เดินเข้ามาพอดี

พอรุ่ยอิ่งเห็นซูหรูฉินจูงมือลูกชายตัวเอง ไฟโกรธก็คุกรุ่น รู้สึกว่าลูกชายตัวเองทรยศ เธอจึงดึงมือเทียนอี้มา แล้วมองซูหรูฉินอย่างโกรธเคือง “คุณคิดจะทำอะไร?”

ซูหรูฉินยังคงรักษากิริยาท่าทางเอาไว้ บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม “ฉันมาคุยกับคุณครู เห็นได้ชัดว่าที่เทียนอี้อยู่กับเธอหลายปีมานี้ เธอทำหน้าที่ของแม่ได้ไม่ดี เทียนอี้เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านหยู ถ้าขืนเขาอยู่กับเธอต่อไปเขาก็จะเสียคน ฉันจะพาเขากลับบ้าน อบรมเขาให้ดีแทนเธอ นี่มันจะดีต่อตัวเธอและตัวเด็กนะ”

ครูตาขีดเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง จึงลองคิดอย่างรอบคอบ พยายามจับต้นชนปลายข่าวลือซุบซิบต่างๆ ถึงได้เข้าใจว่าภรรยาน้อยกับภรรยาหลวงกำลังแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูลูกกันอยู่

เขารู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้นั้น เขาคนเดียวคงจัดการไม่ไหวแน่ เช่นนั้นจึงรีบไปหาคุณครูฟางที่ห้องเรียน ครูฟางเป็นครูประจำชั้น แน่นอนว่าเวลานี้ต้องให้เธอออกโรง

พอครูฟางออกไป ในห้องเรียนก็ส่งเสียงเกรียวกราว มีนักเรียนตัวแสบบางคนในห้องได้ยินคำพูดบางส่วนบางตอนของครูตาขีด ก็สรุปออกมาได้ว่าแม่ทั้งสองของหยูเทียนอี้มาแย่งตัวเขาที่โรงเรียน เช่นนั้นจึงแอบวิ่งออกไปดูละครสนุกๆ นอกห้อง





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น