อุธิยา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 4 ดาว 4 ดวง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 309

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2561 16:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4 ดาว 4 ดวง
แบบอักษร

4

“สำหรับรายงานนี้ ขอให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มกลุ่มละสี่คน จะได้ช่วยกันระดมความคิดในการออกแบบ กำหนดส่งวันที่ยี่สิบเดือนหน้า หากติดปัญหาอะไรสอบถามอาจารย์ได้ค่ะ”

หลายคนหันมองซ้ายขวาและสบตากัน

“เดี๋ยวแบ่งกลุ่มแล้วขอให้ส่งรายชื่อและอีเมลของตัวแทนกลุ่มด้วยนะคะ อาจารย์จะส่งหัวข้อให้ทางอีเมลค่ะ เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันได้เลย วันนี้จบคลาสเท่านี้”

สิ้นคำของอาจารย์สาวร่างเล็ก สรรพเสียงทุกอย่างดังขึ้นพร้อมกัน ทั้งเสียงขยับโต๊ะ เสียงเรียกชื่อ และเสียงพูดคุยสอบถามชื่อ

วลีรักษ์มองภาพนั้น กำลังไม่แน่ใจว่าตนเองควรจะลุกแล้วเดินไปหาเพื่อนสักคนเพื่อรวมกลุ่มดีหรือไม่ เพราะไม่มีใครเรียกหาเธอ มองไปรอบห้องทุกอย่างดูวุ่นวาย กลุ่มที่ส่งรายชื่อเรียบร้อยก็ทยอยเดินออกจากห้องเรียนกันไป เหลือเพียงไม่กี่คน

“สองสาว มีกลุ่มหรือยังคะ”

อรดากับรุจีเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือ ทำหน้าเหมือนเพิ่งตื่นและไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พอมองไปรอบตัว ห้องเรียนก็เกือบจะว่างเปล่าแล้ว อาจารย์รับกระดาษจากนักศึกษาคนหนึ่ง

“เหลือสี่คนพอดี ไม่ต้องเสียเวลาเลือก เขียนชื่อมาให้อาจารย์เร็วค่ะ เดี๋ยวมีคนใช้ห้องคาบต่อไป” อาจารย์บอก

รุจีกระซิบถามอรดาขณะเดินมาหาวลีรักษ์ “รายชื่ออะไรเหรอออ”

“ก็ทำรายงานไง รุไม่ได้ฟังเหรอ”

“ก็ดูโทรศัพท์อยู่ เห็นออดูโทรศัพท์เหมือนกันนี่ แล้วรู้เรื่องได้ยังไง”

อรดาส่ายหน้าทำนองให้หยุดถาม เมื่อเพื่อนอีกสองคนมองหน้ากัน และค่อยๆ ขยับเข้ามารวมกัน วลีรักษ์ไม่แปลกใจที่สองสาวที่ไม่มีเพื่อนยินดีเลือกไปคืออรดากับรุจี แต่เมื่อมองอีกคนหนึ่งเธอก็เลิกคิ้ว

สาวตุ๊กตาที่มีชื่อเล่นว่าใบชานั่นเอง

“โอเค งั้นเดี๋ยวฉันเขียนชื่อเอง” อรดาเสนอตัว เธอดึงกระดาษโน้ตออกมา เขียนชื่อตัวเองลงเป็นคนแรก ตามด้วยรุจี เสร็จแล้วก็หันมาถามวลีรักษ์ คนสุดท้ายคือใบชา

“ไพรวรินทร์...ฉันเขียนถูกไหม” คนเขียนเงยหน้าขึ้นถาม สาวหน้าตุ๊กตาพยักหน้า และบอกนามสกุลพร้อมสะกดให้เมื่ออีกฝ่ายชะงักในตอนแรก

“ชัยเตชินญ์...” อรดาพึมพำ “นามสกุลใบชาคุ้นๆ นะ เคยได้ยินที่ไหนน้า” สาวตาโตทำท่าจะนึกแต่ถูกรุจีขัดจังหวะเพราะสายตาอาจารย์ที่เร่งเร้าและเริ่มจะไม่พอใจ อรดาจึงรีบลุกเอากระดาษไปส่งให้ ทั้งสี่สาวทำความเคารพและเดินออกไปจากห้องเรียน แต่ยังไม่ได้มีจุดหมาย พอมายืนตรงทางเดิน ต่างฝ่ายก็มองหน้ากัน

“เอาไงต่อ” อรดาตั้งคำถาม

“จะทำได้ยังไง ยังไม่ได้หัวข้อเลย” รุจีท้วง

“เรื่องนั้นรู้แล้วน่า หมายถึงว่าแยกย้ายกันเลยเหรอ นี่มันจะบ่ายแล้ว ไปหาอะไรกินกันไหม กว่าจะเรียนคาบต่อไปก็ตั้งบ่ายสองครึ่งโน่น” สาวตาโตเสนอ

วลีรักษ์มองหน้าไพรวรินทร์ เท่าที่สัมผัสและได้คุยมาบ้าง สาวหน้าตุ๊กตาเป็นคนนิ่งๆ คล้ายเธอ ผิดกับรุจีกับอรดาที่คุยเก่ง

“ว่าไง” อรดาพยักหน้าเชิงเร่ง ไพรวรินทร์เลิกคิ้ว

“ก็ได้นี่”

“โอ๊ย อย่ามัวแต่เก๊กเป็นนางเอกกันเลย ตรงนี้ไม่มีกล้องหรอก จะไปก็ไปกันเถอะ ฉันหิวไส้จะขาดแล้ว ไปๆ” รุจียกมือและก้าวออกไปก่อน แต่แล้วเธอก็หันมายิ้ม “ไหนๆ เราก็จะได้ทำงานด้วยกันแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกันไง ดีไหม”

วลีรักษ์สบตาไพรวรินทร์ รวมทั้งอรดา แล้วยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“ทรงพล ชัยเตชินญ์ แล้วก็ ปัญจพล ชัยเตชินญ์ ใบชารู้จักไหม”

“ทวดกับปู่น่ะ”

อรดามองข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ระหว่างที่สี่สาวนั่งกินข้าวกัน เธอยังไม่หายสงสัยจึงค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อตอบข้อสงสัยของเพื่อนร่วมกลุ่ม เจ้าของนามสกุลจึงช่วยขยายความ ว่าคนที่เพื่อนถามล้วนแล้วแต่เป็นคนในครอบครัว

“อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม โอ้โห” สาวตาโตทำตาโตกว่าเดิม เธออ่านข้อมูลไปเรื่อยขณะที่ข้าวในจานยังเหลืออีกครึ่ง “อุ๊ย แล้ว…เอ่อ…คุณปัญวิชช์นี่ล่ะ”

                คราวนี้ไพรวรินทร์ยิ้มเล็กน้อย “พ่อฉันเอง ก็เคยเป็น ส.ส. นะ แต่ช่วงสั้นๆ”

                “พ่อใบชา...หล่อแฮะ”

                “ไหน” รุจีชะโงกหน้าไปดูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเออออไปด้วยความทึ่ง “จริงด้วย”

                “ใบชานี่เป็นลูกหลานคนดังกว่าที่คิดเนอะ” อรดาพูดกลั้วหัวเราะ วางโทรศัพท์แล้วกลับมาหยิบช้อนส้อมตักข้าวกิน

                “แล้วเธอไม่ใช่เหรอออ”

                “ฉัน?”   

                ไพรวรินทร์ยิ้ม วลีรักษ์สังเกตว่าเวลาที่เพื่อนสาวคนนี้ยิ้มดูเหมือนจะกุมโลกไว้ทั้งใบ

                “ฉันจำได้ว่า นามสกุลของเธอก็เหมือนกับคุณนวลปรางค์ที่เป็นต้นเครื่อง2ในวังมาก่อนนี่นา”

                อรดาห่อไหล่ ทำท่าเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำผิด “นั่นคุณย่าฉัน รู้มาจากไหนเหรอ”

                “บ้านคุณปู่ที่กรุงเทพฯ มีหนังสือสูตรอาหารของคุณย่าเธอเต็มไปหมดเลยน่ะสิ”

                “บ้านกรุงเทพ? พูดยังกับใบชาไม่ใช่คนกรุงเทพฯ งั้นแหละ” คำถามนี้เป็นของรุจี

                “ฉันเกิดที่เชียงรายน่ะ บ้านแม่ฉัน”

                “มิน่าล่ะ ขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะแบบนี้ สาวเหนือนี่เอง” อรดาแซวอย่างครื้นเครง วลีรักษ์ได้แต่มองและยิ้ม เพราะระหว่างที่สามสาวคุยกัน มีศัพท์หลายคนที่เธอไม่เข้าใจ เช่น ต้นเครื่อง น่าเจี๊ยะ หรือแม้กระทั่งว่า การที่ไพรวรินทร์ผิวขาวเกี่ยวอะไรกับจังหวัดเชียงราย

                “วาวล่ะ เป็นไง นั่งเงียบเชียว คุยตามเราไม่ทันเหรอ ไม่ทันตรงไหนบอกได้นะ”

                คงเป็นเพราะอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าเธอไปอยู่ต่างประเทศหลายปี การประมวลเรื่องราวในภาษาไทยจึงยังช้าอยู่

                “ไม่เป็นไร คุยกันเถอะ ฟังพวกเธอพูดแล้วสนุกดี”

                อรดาวางโทรศัพท์ ตั้งต้นกินข้าวอีกครั้ง แต่ยังไม่หยุดที่จะพูดคุย

                “ใบชาเป็นลูกหลานตระกูลนักการเมือง วาวก็เป็นลูกสาวนายพล รุเป็นลูกสาวบ้านขายรถ นี่เป็นทีมออลสตาร์ชัดๆ ฉันไม่แปลกใจแล้วถ้าพวกเราจะโดนหมั่นไส้” สาวตาโตเอ่ยอย่างครื้นเครง

                “ต่อให้ไม่รวมกันยังไงก็โดนอยู่แล้ว มีผู้หญิงที่ไหนบ้างไม่ถูกนินทา” รุจีว่า หยิบชามะนาวมาดูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน วลีรักษ์มองไปทางไพรวรินทร์ สาวเหนือก็ดูไม่วิตก หรือมีแต่เธอที่ยังเห็นเป็นความไม่เข้าใจอยู่คนเดียว

                “เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ ของเพศหญิง ช่างจุกจิก ช่างคุย ต่อมอิจฉาริษยาอยู่ตื้น เมื่อเป็นอย่างเขาเป็นไม่ได้ เลยไม่ชอบ สิ่งที่ควรเป็นคือต้องเห็นคุณค่าในตัวเองและนำออกมาใช้ ไม่ใช่ไปกดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น”

                คนทั้งสามนิ่ง อรดาห่อปาก

                “โห ใบชาพูดได้เท่มาก”

                “เปล่า ฉันจำเขามา” คนพูดตอบหน้าตาย คราวนี้ทุกคนนิ่งกันไปอีกเสี้ยววินาที ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน วลีรักษ์เองก็ด้วย เธอคาดไม่ถึงว่าสาวสวยปานตุ๊กตาจะมีมุมตลกและแฝงไว้ด้วยความหลงตัวเองแบบน่าเอ็นดูเช่นนี้ หากเธอตัดสินคนอื่นด้วยสัญชาติญาณปนอคติ คงไม่มีโอกาสเห็นความน่าสนใจของเพื่อนกลุ่มนี้

                วลีรักษ์คิดว่า ตรงนี้น่าจะเหมาะกับเธอแล้ว

แดดร่มลมตก วลีรักษ์นั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งมีไว้สำหรับนักศึกษานั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ เธอมองกิ่งไม้ที่ไหวตามแรงลม ส่วนรุจีกับอรดานั้นก้มหน้าลอกสมุดโน้ตของไพรวรินทร์อยู่อย่างรีบเร่ง พอวลีรักษ์ลดสายตาลงมาก็อดขำไม่ได้

ระหว่างที่จดเล็กเชอร์ อรดามีคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาเล็กน้อยจึงหันไปถามไพรวรินทร์ เจ้าของอธิบายไม่นานคนสงสัยก็พยักหน้าและร้องอ๋อยาวๆ

“ใบชานี่สมกับเป็นหัวกะทิของกลุ่มเราจริงๆ”

ถึงจะแอบไปค้นหาว่า ‘ต้นเครื่อง’ แปลว่าอะไรจนได้คำตอบ แต่วันนี้เพื่อนสาวที่น่ารักก็พูดคำที่ทำให้เธอต้องขมวดคิ้วอีกแล้ว ไพรวรินทร์เห็นอาการนั้นก็อธิบายว่าหัวกะทิแปลว่าอะไร

“หัวกะทิคือส่วนที่เข้มข้น หอมมัน และอร่อยมาก เวลาเอามาทำอาหารลักษณะมันจะเป็น อืม...เนื้อมัน creamy”

วลีรักษ์พยักหน้าเข้าใจ

                “เธอก็เก่งนะวาว ขนาดไม่ได้คุ้นเคยกับภาษาไทยมาก็ยังเข้าใจเรื่องได้เร็วเลยนะ”

                “ใบชาพูดแบบนี้แสดงว่าเราสองคนหัวขี้เลื่อยมากละสิ” รุจีเงยหน้าขึ้นมามองค้อนน้อยๆ

                “ฉันแค่พูดถึงวาว ไม่เกี่ยวกับเธอเลย ฉันว่าเธอก็แค่ไม่ใส่ใจมากกว่า ดีนะที่เธอเป็นคนสมองไวเข้าใจง่าย ฉันไม่ต้องเหนื่อยอธิบายมาก” ไพรวรินทร์พูดตรงๆ แทนที่จะขุ่นเคือง สองสาวกลับหัวเราะชอบใจ ก่อนจะมองไปทางเพื่อนสาวที่เรียนจบมาจากต่างประเทศ

                “อะไรเหรอวาว”

                “อืม...หัวขี้เลื่อยแปลว่าอะไรเหรอ”

                ทั้งสามคนเงียบไปชั่ววินาทีก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน แถมผ่านไปนานหลายนาทีก็ไม่มีใครบอก วลีรักษ์ชักฉุน เชิดหน้า

                “ล้อเล่นน่าวาว หัวขี้เลื่อยก็ตรงกันข้ามกับหัวกะทิ มันเป็นคำเปรียบเทียบ” ไพรวรินทร์อธิบายแล้วสบตาคนสงสัย

                “อะไร”

                “ฉันว่าเวลาเธอทำท่าหลุดๆ แบบนี้น่ารักดีนะ ดูมีชีวิตชีวา มากกว่าทำหน้านิ่งๆ ด้วยซ้ำ”

                คราวนี้วลีรักษ์ขมวดคิ้ว คิดถึงคำพูดของคนอื่นที่พูดถึงเธอ

                “แต่มันก็ธรรมดานะ บุคลิกของใครของมัน จะให้นกแก้วอย่างรุหรือออหยุดพูดก็ยากเหมือนกัน”

                “อ้าว ใบชา หลอกด่ากันนี่ เห็นสวยๆ ยอมหน่อยเอาใหญ่เลยนะ”

                ‘คนสวย’ ไหวไหล่ และขู่ต่อว่าให้ทั้งคู่รีบจดงานต่อเนื่องจากคนขับรถคอยอยู่ ส่วนวลีรักษ์ก็รอคนมารับเช่นกัน และก็เป็นลุงมั่นไม่ต่างจากเดิมตามที่พ่อโทร. มาบอก

                ชีวิตที่มีเพื่อนสนุกดี แต่ชีวิตที่มีผู้ช่วยตัวสูงคนนั้นยังอยู่เหมือนคนละขอบฟ้า

                เวลาผ่านไปรวดเร็วเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกราก พรุ่งนี้จะเป็นวันเปิดเรียนวันแรกของวลีรักษ์ เธอขึ้นปีสามแล้ว หญิงสาวนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องโถง ผู้เป็นพ่อกำลังดูข่าว ส่วนแม่เดินถือชามาให้

                “รู้ใจจัง”

                วลัยกรยิ้มให้สามี อรรณพจิบชา ก่อนจะผ่อนลมหายใจ

                “ช่วงนี้เห็นคุณดูเหนื่อยๆ”

                “ไม่มีอะไรหรอก” เขาตอบสั้น แต่สักพักก็เอ่ยขึ้นมา “คุณคิดยังไง ถ้าผมจะเปลี่ยนไปทำงานที่สำนักนายกฯ”

                วลีรักษ์เงยหน้าจากหน้าจอเมื่อได้ยินคำว่าการเปลี่ยนแปลง ในชีวิตของเธอเจอกับการโยกย้ายถ่ายที่อยู่ตั้งแต่เด็ก ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาแม่ก็ยังใช้เวลายี่สิบวันไปพักผ่อนที่ต่างประเทศเพื่อหลบร้อนเหมือนทุกปีโดยพาเธอไปด้วยยกเว้นพ่อ หญิงสาวจึงไม่ตื่นเต้นกับเรื่องของตนเองเท่าของผู้เป็นพ่อซึ่งดูจะเป็นรากแก้วที่หยั่งรากลึกและเที่ยงตรงตลอดมา

                “หมายถึง...ทำงานในรัฐบาลน่ะเหรอคะ”

                ทุกวันนี้ผู้เป็นสามีดำรงตำแหน่งอยู่ในกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งสังกัดภายใต้กระทรวงกลาโหม ส่วนสำนักนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงกลาโหมที่จะเป็นส่วนของการบริหารประเทศเช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ ที่จะมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเช่นกัน

                อรรณพพยักหน้า วลัยกรเบิกตา

                “เมื่อไหร่คะ”

                ประมุขของบ้านยิ้มมุมปาก “เป็นแค่เรื่องสมมุติน่ะ”

                ภรรยาค้อนเล็กน้อย “โธ่คุณ ฉันหลงตื่นเต้น”

                “แสดงว่าถ้าเป็นจริงคุณก็ไม่คัดค้านใช่ไหม”

                “ฉันจะไปขัดขวางความก้าวหน้าในอาชีพของสามีได้ยังไงกันล่ะคะ ที่สำคัญน่ะ มีครั้งไหนบ้างคะที่ฉันไม่เคยไม่เห็นด้วยกับคุณ” วลัยกรพูดเรียบๆ ดวงตาอรรณพเป็นประกายอย่างพอใจ

                จริงดังว่า ภรรยาคนที่สองของเขาต่างจากภรรยาที่แยกทางกันไปแล้วสิ้นเชิง วลัยกรเป็นแบบอย่างของ ‘หลังบ้าน’ นายทหารที่ดี คือคอยให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ ดูแลลูก และสนับสนุนความก้าวหน้าของสามี ส่วนภรรยาคนแรกเป็นนักธุรกิจ ความมั่นใจของเธอก้าวล้ำและมองคนละมุมกับเขาตลอด จึงไปด้วยกันไม่ได้

                วลีรักษ์ฟังบทสนทนานั้นเงียบๆ รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ผู้เป็นพ่อจะพูดว่าเป็นเรื่องสมมุติ แต่เธอกลับรู้สึกว่าอาจจะมีความเป็นไปได้อยู่ คิดว่าแม่ก็อาจจะรู้ แต่ทำกิริยาเอาใจผู้เป็นพ่อไปก่อน เพื่อรอเวลาให้อีกฝ่ายสรุปออกมาอย่างแน่นอนนั่นเอง

                เธอเล่นคอมพิวเตอร์ต่อ แต่สมองกับจินตนาการถึงวันเวลาต่อจากนี้ อยากจะรู้ว่า ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ของผู้เป็นพ่อจะเป็นอย่างไร

                วันแรกของการเรียนชั้นปีที่สามเสร็จสิ้นตอนบ่ายกว่าๆ สี่สาวจึงพากันออกไปพักผ่อนหย่อนใจที่ร้านอาหารในห้าง เพื่อจะปิดท้ายด้วยการเดินชอปปิงสักสองชั่วโมงรวมกับการเมาท์มอยตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันพักใหญ่ วลีรักษ์ต้องโทร. ขออนุญาตผู้เป็นพ่อเช่นเดียวกับไพรวรินทร์ที่บอกให้คนขับรถไม่ต้องมารับวันนี้ เนื่องจากเธอมีสารถีเป็นรุจี สาวหมวยตัวเล็กที่มีรถยนต์คันเล็กน่ารักเป็นของตนเอง

“คิดแล้วก็ยังหงุดหงิด ฉันอยากมีรถบ้าง” ไพรวรินทร์เอ่ยลอยๆ

“นายแม่เธอยังไม่ใจอ่อนอีกเหรอ” อรดาพูด เพราะสนิทและคุ้นเคยหลังจากผ่านไปแล้วสองปีที่เรียนมาด้วยกัน เรื่องราวส่วนตัวจึงถูกถ่ายทอดให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า ไพรวรินทร์ให้พ่อสอนขับรถให้จนเป็น พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็อ้อนวอนขอรถยนต์เป็นของขวัญ แม้มารดาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่ต้องการผิดสัญญา แต่ลูกสาวกลับฉลองด้วยการ ‘ซิ่ง’ ไปชนเกาะกลางถนนจนรถพัง โชคดีว่าตนเองแค่ฟกช้ำ แต่โชคร้ายคือแม่สั่งห้ามขับรถอีกเด็ดขาด นับจากนั้นไม่ว่าไพรวรินทร์จะอ้อนวอนเท่าไรหรืออาศัยเสียงพ่อขนาดไหนก็ไม่ได้ผล

“ไม่เลย แถมสั่งไม่ให้ทางบ้านปู่ซื้อให้ด้วยอีก”

นานทีจะเห็นสาวมาดเนี้ยบอย่างไพรวรินทร์ออกอาการกระฟัดกระเฟียด ทั้งหมดนั่งอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น วลีรักษ์เพลินกับเมนูหมูทอดทงคัทสึพลางคิดย้อนอดีต การได้จับกลุ่มแบบไม่ตั้งใจครั้งนั้นเหมือนวงล้อที่พาให้ทั้งสี่สาวหมุนมาเจอกันและเกาะติดอยู่ด้วยกันจนถึงวันนี้ บางทีอาจจะเป็นอย่างที่อรดาว่า เป็นเพราะพวกเธอเป็นคนประเภทที่มี ‘จุดเด่น’ เกินไปกว่าคนอื่นจะยอมรับ กลายเป็นว่าเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ ไพรวรินทร์ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเด็กเรียน ฉลาด เป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ แต่กลับมีเล่ห์เหลี่ยมในการจัดการปัญหาที่บางครั้งเธอคิดไม่ถึง และยังเป็นพี่พึ่งในเรื่องวิชาการ ส่วนอรดากับรุจีจะเป็นพวกช่างคุย นอกกรอบ โดดเรียน ห่วงเรื่องสวยงาม บางครั้งถึงขั้นนำประเด็นร้อนมาสู่กลุ่ม แต่มีหัวเรื่องสร้างสรรค์และไอเดียแปลกใหม่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร

ขณะที่วลีรักษ์เองก็มีความสำคัญกับกลุ่มมากในแง่ภาษาและการค้นหา หญิงสาวภูมิใจที่ตนเองมีทักษะด้านการรวบรวมข้อมูลและลำดับเรื่องราวได้ดีกว่าใคร

“ฉันว่า มีคนมารับมาส่งก็ดีออก ไม่เหนื่อย” อรดาพูดพลางตักไอศกรีมชาเขียวราดถั่วแดง

“ดีกับผีอะไร จะไปไหนก็ต้องบอกคนขับรถ แล้วแบบนี้จะแอบหนีเที่ยวยังไงล่ะ จริงไหมวาว” ไพรวรินทร์หันมาทางวลีรักษ์เพื่อหาแนวร่วม เพราะเธอก็เป็นคนหนึ่งที่มีรถจากที่บ้านมารับมาส่งทุกวันเช่นกัน

 “ถูกที่สุดเลย”  วลีรักษ์พยักหน้าเห็นด้วย จริงอยู่ ในรอบสามร้อยหกสิบห้าวันก็มีบ้างที่เธอได้มีโอกาสนั่งรถที่ธนุสรับหน้าที่เป็นคนขับ แต่นั่นหมายถึงว่าต้องมีสมาชิกของบ้านไม่พ่อก็แม่คนใดคนหนึ่งอยู่ด้วย บางครั้งเป็นทั้งสองคน แค่จะส่งสายตาผ่านกระจกมองหลังยังทำได้ไม่สะดวก นับประสาอะไรกับการอยู่บ้านคนละหลังเช่นนั้น

ฉะนั้น แค่มีช่วงเวลาวันเสาร์อาทิตย์ที่ธนุสมากินข้าวที่เรือนคนใช้และได้ทักทายกันบ้างก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว ที่ผ่านมาพอพ่อเริ่มไม่เข้มงวด เธอก็ใช้โอกาสนี้ซื้อขนมไปฝากเขาบ้าง โดยเฉพาะวันหยุดที่ชายหนุ่มไม่อยู่ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะแอบเอาของไปให้โดยไม่มีคำถามและสายตาแปลกๆ จากคนใช้

อิ่มท้องแล้ว สี่สาวก็ไปอิ่มตาอิ่มใจกับสินค้าทั้งหลายแหล่ในห้าง ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ด้วยทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นหญิงสาวหน้าตาดี แถมอยู่ในชุดนักศึกษา จึงมีหนุ่มๆ หลายคนมองตาม บางคนที่กล้าหน่อยก็เดินเข้ามาขอเบอร์โทรศัพท์ ไพรวรินทร์จะเป็นคนแรกที่ผู้ชายมอง แต่ท้ายสุดมักจะได้เฟซบุ๊กของรุจีหรือไม่ก็อรดาไปแทน

“เดี๋ยวฉันจะฟ้องพี่โตนะรุ” อรดาขู่เมื่อเห็นเพื่อนส่งตาหวานให้หนุ่มหน้าตาดีซึ่งเดินยิ้มออกไปเมื่อสมหวัง คนถูกขู่ยักไหล่

“เชิญขี่ม้าสามศอกไปฟ้องเลยย่ะ กลัวที่ไหน”

“หมั่นไส้”

วลีรักษ์โคลงศีรษะ “ถ้าจะประชดกัน พูดตรงๆ ได้ไหม ใช้สำนวนทีไรฉันตามไม่ทัน”

เพื่อนที่เหลือหัวเราะ “ก็แปลว่าฟ้องนั่นแหละ ขี่ม้าสามศอกเป็นการละเล่นโบราณ ไม่ต้องแปลกใจที่ตัวเองจะไม่รู้นะวาว เพราะฉันแปลกใจมากกว่าที่คนอย่างรุเอาสำนวนนี้มาใช้”

รุจีหันขวับ “หมายความว่าไง”

ไพรวรินทร์ลอยหน้าลอยตายิ้ม

“เห็นแบบนี้ ฉันก็อ่านหนังสือเป็นนะยะ”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

บทสนทนาสนุกสนานและไร้สาระดำเนินไปครู่ใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะเห็นว่าสมควรแก่เวลาจะแยกย้าย รุจีรับอาสาไปส่งเพื่อนทุกคนที่บ้าน แต่ไพรวรินทร์ขอแยกไปขึ้นแท็กซี่กลับเอง จึงเหลือแค่วลีรักษ์กับอรดา แต่ก่อนหน้านั้นสาวหมวยจะต้องแวะห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านให้อรดาได้เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อที่จะกลับไปเจอคุณย่าหัวโบราณได้โดยไม่โดนดุ

เป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้วว่า อรดานั้นเหมือนสายลับในครอบครัวตนเอง เพราะพ่อของหญิงสาวทำให้ผู้เป็นแม่โกรธจนแทบไม่ให้อภัย เธอในฐานะหลานจึงจำต้องรับภารกิจมาสมานรอยร้าวนี้ แต่ย่านวลปรางค์เป็นคนเจ้าระเบียบและค่อนไปทางหัวโบราณเหมือนหลุดออกมาจากนวนิยายเมื่อห้าสิบปีก่อน อรดาจึงไม่สามารถจะนุ่งกระโปรงสั้นและสวมเสื้อเข้ารูปมาเรียนได้ เธอออกจากบ้านคราบนักศึกษาสาวผู้เรียบร้อย ก่อนจะแปลงกายกลับเป็นตัวเองอีกรอบเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย

แรกเริ่มที่รุจีเห็นก็อึ้งเหมือนกัน แต่พอรู้ต้นสายปลายเหตุแล้วก็ไม่มีใครสนใจอีก อรดาเองก็เลี่ยงการถูกซักถามด้วยการแวะไป ‘แปลงร่าง’ ยังห้องน้ำสาธารณะก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้น กระเป๋าสัมภาระของสาวตาโตจึงใหญ่กว่าของคนอื่นเป็นพิเศษ

อรดาเคยบ่นอยู่บ่อยๆ ว่าอยากจะทำสีผม แต่กลัวว่าย่าจะดุ แต่เพื่อนฝูงรู้ว่าเพื่อนสาวก็พูดไปอย่างนั้นเอง อีกไม่นานจะต้องได้เห็นเธอในรูปลักษณ์สุดเปรี้ยวอย่างแน่นอน

                ‘เดือนมิถุนาปีหน้าผมจะปรับครม. ใหม่ ง่ายๆ สั้นๆ เลย ผมจะให้นายพลเป็น รมช. กระทรวงกลาโหม’

                อรรณพใช้เวลาหลังจากที่ส่งวลีรักษ์ไปที่มหาวิทยาลัยแล้วคิดถึงคำพูดของผู้นำประเทศ บทสนทนานั้นเกิดขึ้นในห้องทำงานของเขาเอง ในเวลาบ่ายจัดที่เขาได้ต้อนรับบุคคลสำคัญอย่างไม่คาดฝัน นายทหารยศพลตรีอุตส่าห์ย้อนกลับไปว่านั่นเป็นเรื่องล้อเล่นเวลาดื่มน้ำชาหรือเปล่า แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มพราว

                ‘ผมเคยพูดเล่นเหรอ’

                นายพลผู้ถูกทาบทามนิ่ง เขารู้จักการเมืองในประเทศนี้เป็นอย่างดี การแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นไปตามบทบาทและจังหวะของผู้มีอำนาจ แม้เขาจะรับราชการ แต่บทบาทหน้าที่อยู่ในฝ่ายของกองทัพ หากรับคำ นี่จะเป็นครั้งแรกในการรับราชการอันยาวนานที่จะได้เข้าทำงานในฝ่ายรัฐบาล

                ชีวิตจะต้องเปลี่ยนไปอีกไม่น้อย

                ‘ไม่ต้องคิดมากหรอก เอาเป็นว่าผมแค่อยากได้นายพลมาเป็นผู้ช่วยก็แค่นั้นเอง’

                ‘ผู้ช่วย?’ อรรณพทวนคำ เมื่อไม่มีชื่อต่อท้าย บุรุษผู้นำประเทศพยักหน้า

                ‘เข้าใจถูกแล้ว ตำแหน่งรัฐมนตรีผมจะนั่งเอง นี่ผมยังไม่ได้บอกใครนะ’ อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทางสบายๆ เฉกเช่นที่เคยเห็นตามสื่อ กิริยาจิบกาแฟนั้นรื่นรมย์ ตรงกันข้ามกับคนที่กำลังจะก้าวหน้าซึ่งกลับมีสีหน้าค่อนไปทางวิตก

                ‘แต่กระแสของโพล...’

                ‘ไม่ต้องห่วง เรื่องนายพลทุกคนโอเคหมด ปรับกันก่อนเดี๋ยวค่อยเลือกตั้งใหม่’ เขาวางแก้ว ‘นายพลมีภาพลักษณ์ที่ดี ผมยอมรับว่าต้องการเรียกคะแนนสำหรับกระทรวงนี้’

                อรรณพเข้าใจ เพราะชื่อเสียงด้านการทำงานของเขาเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว มีผลงานยาวเหยียด โดยเฉพาะการจับกุมอดีตผู้บังคับบัญชา สังคมรับรู้และยกย่องตลอดในความเมตตาเรื่องที่รับลูกชายของเขาอดีตพลตรีธีระมาดูแลด้วย

                ‘อีกอย่างหนึ่ง ผมตื้อนายพลเป็นครั้งที่สองแล้วนะ’ บุรุษคนนั้นเลิกคิ้วยั่วล้อ อรรณพรู้ดีกว่า จะไม่มีหนที่สามอีกหากว่าเขาไม่ตอบอะไรออกไป

                ‘ตกลงนะ ผมมีนัดต่อ’ พูดเสร็จก็ลุกยืน นายทหารลุกตาม และตอบตกลงในที่สุด

                ‘ครับ’

                เจ้าของห้องลุกขึ้นแล้วเดินไปส่ง ก่อนจะกลับมานั่งครุ่นคิดว่าชีวิตต่อจากนี้จะต้องเปลี่ยนไป เขาต้องวางแผนเรื่องต่างๆ ไว้รับมือกับตำแหน่งหน้าที่ใหม่ ก่อนอื่นจะต้องแจ้งข่าวนี้กับครอบครัว เพราะไม่เพียงแค่เขา แต่ภรรยากับลูกสาวก็ต้องเตรียมตัวรับกับกระแสและสิ่งที่อาจจะเกิดตามมาด้วยเช่นกัน

  1.2.18

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น