ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Seventeenth Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2561 21:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Seventeenth Song
แบบอักษร


เขาเลือกไม่ได้...จนถึงป่านนี้ก็ยังตัดสินใจไม่ได้

ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกรถมาพักใหญ่แล้ว หยาดฝนที่จู่ๆ ก็โปรยปรายลงมาจากฟ้าระลอกใหญ่ไม่เว้นจังหวะให้ผู้คนได้ทันตั้งตัว เพียงไม่นาน ท้องถนนที่เคยโล่งว่างก็พลันแน่นขนัด ทางเท้าที่คลาคล่ำไปด้วยรถเข็นขายอาหารหลากชนิดก็พลันถูกแทนที่ด้วยร่มหลากสีสัน จากเดิมที่คิดไว้ว่าจะขับไปหาที่สงบๆ นั่งคิดวิธีแก้ปัญหาเรื่องวุ่นวายในชีวิตก่อนกลับก็เป็นอันต้องเปลี่ยนเป้าหมายเป็นขับกลับไปยังร้านของตาลุงนั่นแทน

ร้าน...หรือถ้าจะเรียกให้ชวนขนลุกก็คงเป็นรังรัก ห้องที่มีลักษณะคล้ายห้องสตูอิโอราคาถูกที่สุดในคอนมิเนียม ดูยังไงก็ไม่เหมาะกับการอาศัยในระยะยาว แต่ไปๆ มาๆ เขากลับกลายมาเป็นผู้อาศัยถาวรไปเสียอย่างนั้น

ห้องๆ นั้นทั้งเล็กและจืดชืด แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบมันนัก

นั่นสิ...

หยดน้ำน้อยใหญ่หยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงมาจากฟ้า กระทบเขากับกระจกรถยนต์เย็นเฉียบจนเกิดเป็นไอฝ้าบางๆ ขึ้นชั่วครู่ก่อนจะหายไป ระบบกำจัดฝ้าในรถของเขาใช้ได้ดีเสมอ ดีเสียจนบางครั้งก็นึกเสียดาย

ตอนเด็กๆ เขาชอบให้กระจกขึ้นฝ้าหนาๆ จากนั้นเขาและพี่ดาจะชวนกันวาดรูปอะไรต่างๆ มากมาย นิ้วเล็กป้อมลากออกไปอย่างที่ใจนึก สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง แต่เขาก็ยังสนุกไปกับมัน เป็นความสุขเล็กๆ ที่พอกลับมาคิดแล้วก็คิดถึง

ยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่ ความสุขก็ยิ่งได้มายากขึ้นเท่านั้น

ความสุขเหรอ...

เด็กหนุ่มเหลือบตามองไฟสีแดงบนยอดเสาไฟจราจรที่แตกพร่าไปตามรูปทรงของหยดน้ำเพียงอึดใจแล้วเบนหน้าหนี

เขากำลังจะมีความสุขแท้ๆ จู่ๆ กันดันมีตัวซวยเข้ามาในชีวิตจนได้

การตัดสินใจลงไปภูเก็ตของเขาไม่ได้มาเพราะสัญชาตญาณหรือความรู้สึกอะไรทั้งนั้น การสืบหาข้อมูลของพี่ดาถูกเตรียมการไว้อย่างรอบคอบ จากทั้งคนของเดลและนักสืบเอกชนที่เขาแอบว่าจ้างไว้ ข้อมูลทุกอย่างทำให้เขาได้ที่อยู่ของพี่ดาที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือมาพอสมควร และที่ดีที่สุดคือเขารู้จักหลานของตัวเองแล้ว

หลานของเขา...ลูกของพี่ดา แม้จะเป็นเพียงรูปถ่ายลางๆ จากที่ไกลๆ แต่แค่เห็น เขาก็ตกหลุมรักแล้ว

ขอแค่เป็นของสำคัญของพี่ เขาจะเป็นคนดูแลและปกป้องเอาไว้เอง

ทั้งที่คิดเอาไว้ว่าจะลงใต้ไปคุยกับพี่ให้รู้เรื่อง จากนั้นก็จะกลับมาเคลียร์เรื่องคุณปราณกับพ่อและแม่ให้เรียบร้อย ถ้าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี...

ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากหน้าท้องสู่ฝ่ามือของเขาทำให้มุมปากมันยกยิ้มขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาบังเอิญท้องขึ้นมาจริงๆ ชีวิตของเขาต่อจากนี้ก็คงจะมีความสุขมากเหลือเกิน

ใช่แล้ว ทุกอย่างมันควรจะเป็นอย่างนั้น

พอคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาสวยก็ปรากฏแววหงุดหงิดขึ้นภายใน

เอกชาติกับวิทย์ต้องการอะไรจากเขากันแน่ ทำไมถึงรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณปราณ ทำไมต้องมายุ่ง ทำไมต้องมาขู่ ไอ้เขามันก็ไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ว่าชีวิตกำลังไม่ปลอดภัย แต่ลำพังเขาจะทำอะไรได้ ไอ้เดลก็มีเรื่องมากพออยู่แล้ว จะให้ไปรบกวนก็ใช่ที่ ป้าสมรยิ่งแล้วใหญ่ บอกไปก็เท่านั้น คนที่พึ่งได้ก็เห็นจะมีแค่พ่อกับลุง

ถ้าเลือกพ่อ น่ากลัวว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต หลังจากนั้นก็น่าจบที่เขาถูกจับขังไว้ในบ้านจนกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะสงบสุข แต่ถ้าเลือกลุง...จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ

ทำไมถึงเพิ่งมาคิดได้ว่าตลอดเวลาสามปีที่คบกันมา เขาแทบไม่รู้จักชายคนนั้นเลย สิ่งที่เขารับรู้เกี่ยวกับคนๆ นั้นมีเพียงด้านเดียวมาตลอด

แต่จะว่าไป คนๆ นั้นก็รับรู้เกี่ยวกับเขาแค่ด้านเดียวเหมือนกันนี่นา

...เหมือนกันเลย...

...พวกเขาสองคนแทบไม่รู้จักกันและกันเลย...

เป็นความสัมพันธ์ที่ประหลาดชะมัด

เรื่องราวในหัวที่ตีกันยุ่งเหยิงชวนสับสนทำให้ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกมาทางจมูก

บางที นี่อาจจะถึงเวลาที่พวกเขาควรเปิดใจคุยกันจริงๆ แล้วก็ได้...











“ทำไมวันนี้กลับมาเร็วจัง”

“พอดีรถติดน่ะครับ ก็เลยไม่อยากไปไหน”

“งั้นขึ้นไปรอข้างบนก่อนนะ เดี๋ยวฉันจัดการข้างล่างเสร็จแล้วจะตามไป”

น้ำเสียงทุ้มต่ำมาพร้อมกับวงแขนอุ่นที่โอบเอวเขาไปส่งยังบันได การกระทำทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติเหมือนอย่างเคย แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจมันถึงได้หนักขนาดนี้

เขาตัดสินใจอะไรพลาดไปรึเปล่า ที่ปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดมาไกลขนาดนี้...ดีแล้วเหรอ

ขายาวก้าวขึ้นไปตามขั้นบันไดไม้ด้วยความชำนาญ เพียงไม่นานห้องคุ้นตาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า สภาพห้องกึ่งรกกึ่งสะอาด ไม่ได้สกปรกจนทนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้สะอาดเหมือนมีแม่บ้านมีจัดการเสียจนพื้นวาบวับ ห้องๆ นี้เหมือนบ้าน...เหมือนบ้านธรรมดาๆ

บ้าน...นี่เป็นบ้านของเขาจริงๆ ใช่ไหม

...นี่คือที่ๆ เขาควรอยู่จริงๆ ใช่ไหม...

“หิวไหม”

น้ำเสียงคุ้นเคยของคนที่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มาพร้อมกับอ้อมกอดอุ่นดึงเขาเข้าไปกอดรัดเอาไว้ แผ่นอกตึงแน่นทาบทับแนบสนิทเข้ากับแผ่นหลังเรียบเนียนของเขาจนไม่มีที่ว่าง ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันเสียจนเสื้อผ้าที่ขวางกั้นไม่อาจสกัดไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกคนได้

อุ่น...อุ่นจังเลย

“เป็นอะไรไปเหรอ”

รอยจูบตรงขมับทำให้ปลายจมูกของเขาเห่อร้อนขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

เขาชอบที่นี่ เขาชอบคนๆ นี้ แต่ม่านหมอกสีดำที่ปกคลุมอยู่รอบความสัมพันธ์ของพวกเขามันหนาเกินไป

ทั้งที่คิดว่ารับได้แล้ว ทั้งที่คิดว่าเข้าใจแล้ว แต่พอถูกกระตุ้น...ถูกบอกข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อน ตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเขาไม่เข้าใจอะไรเลย

“ดิม เป็นอะไร บอกฉันได้ไหม”

“ผมไม่เข้าใจ”

เขาสัมผัสได้ถึงลมร้อนที่เคล้าคลออยู่บริเวณหู

“ไม่เข้าใจอะไรหืม?”

ใบหน้าคมคายจ้องมองตรงไปเบื้องหน้า

ไม่หันไปสบตา ไม่เบนหน้ากลับไปมอง สิ่งที่ทำมีเพียงการจดจ้องไปยังจุดหมายไกลๆ ที่อยู่ในห้วงความคิด

“ไม่เข้าใจว่าความสัมพันธ์ของพวกเรามันเป็นยังไงกันแน่”

อีกฝ่ายนิ่งเงียบ เขาจึงพูดต่อ

“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลยสักอย่าง ในขณะเดียวกันผมก็ไม่เคยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองให้คุณฟังเลยสักอย่าง”

แสงสีส้มของพระอาทิตย์นอกหน้าต่างกำลังจะลาลับขอบฟ้า

“จริงๆ แล้วเรารู้จักกันรึเปล่า ผมยังไม่รู้เลย”

เขาละสายตาจากแสงแดดนวลตาแล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย มือเรียวสวยประคองแก้มที่มีไรหนวดชวนจั๊กจี้ไว้ในอุ้งมือ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ใบหน้านั้นอย่างปลอบประโลม

“ทั้งที่ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง ทำไมผมถึงรักคุณก็ไม่รู้”

นัยน์ตาของพวกเขาสบกัน

“ความรักนี่...เข้าใจยากจังเลยนะครับ”

สิ้นคำพูด ใบหน้านั้นก็เคลื่อนลงมา ทาบริมฝีปากนุ่มหยุ่นเข้าหาริมฝีปากของเขา

ดูดดึง

เคล้นคลึง

หยอกเย้า

ปลายลิ้นสัมผัสกันอยู่อย่างนั้น ราวกับจะขโมยเอาความหวานออกจากร่างของอีกฝ่ายเสียให้ได้

กว่าจะผละออก พระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มนวลบางเบาก่อนความมืดจะมาเยือน

“เธออยากให้ฉันเล่าทุกอย่างไหม”

เขาถูกถาม...ถูกถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่มาพร้อมกับความอบอุ่นจากฝ่ามือที่โลมเลียไปตามแนวกระดูกไขสันหลัง

“ฉันพร้อมเล่าทุกอย่าง แต่เธอพร้อมเล่าฉันแค่ไหน”

อ่า ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว

พวกเขารู้จักกัน...รู้จักกันดีกว่าแค่สิ่งผิวเผินอย่างครอบครัวแต่ละฝ่ายเป็นยังไงหรืออีกคนทำอาชีพอะไร พวกเขาเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายคิด เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกังวล รู้ว่าคนตรงหน้าชอบหรือไม่ชอบอะไร

เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ได้มานั่งตรึกตรองคิดก็คงไม่มีวันเข้าใจ

โง่จริงๆ เลยดิม

“ขอโทษนะครับ ที่บอกว่าเราไม่รู้จักกัน”

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าสูงวัย

“ก็ไม่ได้โกรธอะไร คนหนุ่มก็ต้องมีช่วงเวลาสับสนกันบ้าง”

“พูดอย่างกับแก่มาก”

“ก็แก่พอจะเป็นพ่อเธอได้แล้วกัน”

เขายิ้ม ยิ้มอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรกหลังจากเกิดเรื่องบ้าๆ นั่น

“คร้าบคุณพ่อ”

“ขี้แซ็วซะไม่มี”

นิ้วใหญ่หนาแกล้งบีบจมูกเขาไม่เบานักจนต้องร้องโอดโอยปนหัวเราะร่วน แต่แล้วจู่ๆ มือนั้นก็ผละออกก่อนจะถูกแทนที่ด้วยริมฝีปากแทน

หนึ่งรอยจูบถูกประทับลงบนจมูก

“ขอบคุณนะที่ไม่เก็บเรื่องพวกนี้ไปกลุ้มคนเดียว”

อีกหนึ่งรอยจูบถูกประทับที่เปลือกตา

“มีอะไรก็บอก เราเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว มีปัญหาอะไรก็ต้องช่วยกันแก้ไข”

สุดท้าย ความอุ่นร้อนก็เคลื่อนไปยังบริเวณหน้าผาก

“ถ้าอยากอะไร ขอแค่ถาม ฉันจะบอก”

เสียงนั้นกระซิบแผ่ว หากหนักแน่นกว่าเสียงไหนๆ

“กับเมีย ฉันไม่โกหก”

คนๆ นี้คือความสุขของเขาจริงๆ ด้วย










เด็กน้อยของเขาหลับไปแล้ว

ใบหน้ามีเสน่ห์ชวนมองหนุนหมอนสีขาวสะอาดตาด้วยท่าทางน่ารักน่าชังเสียจนเขาเองยังอดใจทนมองเฉยๆ ไม่ไหว เสียงครางอืออาอย่างคนถูกขัดใจดังขึ้นทันทีที่เขาแอบก้มลงไปหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ คนขี้เซาพลิกตัวหนีไปอีกด้านด้วยท่าทางหงุดหงิดก่อนจะหลับพริ้มไปอีกครั้ง

เหมือนแมวจริงๆ ด้วย

คนมีอายุอมยิ้มให้กับภาพตรงหน้า

เขารักช่วงเวลาสงบสุขแบบนี้ เขารักเด็กคนนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะอยู่ด้วยกันไปนานๆ

รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็อยากจะตักตวงเอาช่วงเวลาแห่งความสุขนี้เอาไว้ อยากเฝ้ามองอีกคนยิ้ม หัวเราะ ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ อยากฟูมฝักอีกหนึ่งชีวิตให้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข

เพราะแบบนั้นเขาเลยต้องรีบเคลียร์ทางทุกอย่างให้เรียบร้อย

โทรศัพท์ในมือใหญ่มีโอกาสได้สั่นอยู่เพียงครึ่งวิก่อนจะโดนกดรับสาย ร่างกำยำอย่างคนออกกำลังกายพาตัวเองลงจากเตียงช้าๆ ด้วยกลัวว่าอีกคนจะตื่น ฝีเท้าที่ก้าวเร็วแต่เงียบกริบพาตัวเองออกมายังระเบียงได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง เพียงไม่นาน ประตูเลื่อนกั้นระหว่างระเบียงกับห้องก็ถูกปิดลง

“ว่ามา”

ลมเย็นๆ ในยามค่ำคืนไม่อาจเทียบเคียงได้กับน้ำเสียงของคนริมระเบียง เสียงทุ้มทรงอำนาจแผ่รังสีบางอย่างออกมาเสียจนปลายสายหายใจติดขัด

[นายวิทย์กับเอกชาติร่วมมือกันจริงครับ เรื่องของเรื่องคือเอกชาติต้องการล้างหนี้ที่บ่อนของเราแต่ไม่มีปัญญา จัดการได้ตามกำหนดเลยไปขอยืมเงินนายวิทย์ ฝ่ายนั้นก็เลยเสนอให้เอกชาติเป็นนกต่อในการล่อคุณดิมออกมาที่ร้านตัดผมครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จเพราะทางเราและคุณเดลมาขวางไว้ก่อน คราวนี้เจ้าตัวเลยลงมือเอง โชคดีที่คุณดิมเอาตัวรอดมาได้โดยไม่ต้องให้คนของเราเข้าไปยุ่ง ไม่อย่างนั้นคงจะวุ่นวายกว่านี้ ส่วนเอกชาติ สถานะตอนนี้คือหายสาบสูญครับ ยังไม่มีใครพบเห็น ไม่กลับบ้าน ไม่กลับคอนโด ไม่มีการเดินทางออกนอกประเทศ เหมือนหายไปเฉยๆ]

สมองของเขากำลังประมวลผลข้อมูล

“วิทย์รู้เรื่องฉันกับดิมใช่ไหม”

[จากการรายงานของคนของเราที่นั่งคุ้มครองคุณดิมอยู่ในร้านพบว่านายวิทย์รู้มากกว่าที่คิด มันรู้ว่าเราทำธุรกิจอะไรบ้างและพยายามโน้มน้าวให้คุณดิมกลับไปคบกับมันครับ]

ฝ่ามือใหญ่กำราวระเบียงเหล็กแน่นเสียจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดชัด

[แต่สาเหตุที่มันต้องการตัวคุณดิมกลับไป ผมเองก็จนปัญญาจะ...]

“มันไม่ได้ต้องการอะไรในตัวดิม ไวยสมุทรไม่ได้มีประโยชน์กับมันขนาดนั้น”

[หมายความว่า...]

“ใช่”

นัยน์ตาคมปรากฏแววตาของสัตว์ร้าย

“มันต้องการจะใช้ดิมมาเล่นงานฉัน”

รังสีอันตรายแผ่ออกจากร่างสูงหนาริมระเบียง

“ไปสืบเรื่องทรัพย์สินและการลงทุนของไอ้วิทย์มาซะ การที่มันคิดจะงัดข้อกับฉัน คงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจอสังหาฯแน่”

[รับทราบครับ]

“เพิ่มกำลังคุ้มครองดิมด้วย ส่วนเรื่องเอกชาติ หามันให้พบ...”

เขาสัมผัสได้ถึงลมกายใจที่กระชั้นชิดจากปลายสาย

“ต่อให้เป็นศพก็ต้องหาให้เจอ”

แล้วสายก็ถูกตัดโดยการขยับเพียงเล็กน้อยของนิ้วหัวแม่มือ

คิดจะเล่นกับเขา มันยังเร็วไปอีกหลายปี

คิดจะเข้าวงการนี้ ถ้าไร้สติ จะตายไม่รู้ตัว

ตระกูลสินศรีจำรูญเป็นตระกูลนักธุรกิจมือสะอาดมาหลายชั่วอายุคน จนรุ่นนี้ก็ยังเป็นนักธุรกิจธรรมดา...เขาเองก็คิดอย่างนั้นมาตลอดจนกระทั่งได้อ่านเอกสารบางอย่างเมื่อตอนเย็น

เมื่อหลายวันก่อนมีการลักลอบขนยาและค้ามนุษย์เกิดขึ้นในถิ่นของพันธมิตรเขาอย่างไม่มีที่มาที่ไป

ไม่รู้ว่าใครคือตัวการ ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่การกระทำแบบนั้น ในวงการนี้ มันคือการหักหน้ากันอย่างไม่มีชิ้นดี ซ้ำร้ายคือหลังจากนั้นไม่กี่วัน พันธมิตรรายอื่นๆ ก็พบเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกันจนต้องวุ่นวายจัดการกันไปหมด

ถ้านับจากกลุ่มพันธมิตร ตอนนี้ก็โดนกันไปแล้วห้าราย ตัวเขาเองก็ไม่ได้โง่พอจะอยู่เฉยๆ ให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ การสืบค้นข้อมูลอย่างลับๆ ถูกจัดการก่อนที่เขาจะกลับมาที่ร้าน จากข้อมูลทั้งหมดที่ผ่านตา คนที่เข้าข่ายว่าจะเป็นตัวการมากที่สุดก็คือนายวิทยา สินศรีจำรูญ

ทั้งการเดินทางไปยังบริเวณใกล้ๆ ที่เกิดเหตุก่อนเกิดเรื่องเพียงไม่กี่วัน ทั้งตัวเลขของเงินในบัญชีที่เคลื่อนไหวอย่างประหลาด ไหนจะข่าวลือที่ว่ามันสนิทสนม ‘คนเก่าแก่’ ที่คนในวงการเอือมระอานั่นอีก

ไอ้เด็กนั่นคงคิดว่าคนๆ นั้นเป็นแบ็กที่ใหญ่คับฟ้าก็เลยทำอะไรไม่ไว้หน้าเพื่อนร่วมวงการแบบนี้

ดวงตาคมทอดมองแสงวิบวับจากอาคารน้อยใหญ่ที่อยู่ไกลๆ

ส่วนตัวแล้วเขาไม่ใช่คนเรื่องมาก ต่อให้เรื่องราวที่มันทำจะล้ำเส้นแค่ไหน เขาก็มีทางหาข้อยุติได้เสมอ แต่ขอไว้อย่างนึง...

...อย่ามายุ่งกับของสำคัญของเขา...

ใบหน้าคมสันแสยะยิ้มมาดร้ายให้กับท้องฟ้าสีดำตรงหน้า

เขาเป็นเสือใจเย็น แต่ถ้าร้ายแล้ว อย่าหวังว่าจะมีคำว่าปรานี








***********************************************************************




มาช้ามากๆ เลยเพราะป่วยแถมยุ่งมากๆ ขอโทษจริงๆ นะคะ  TT





***********************************************************************




พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ







แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น