สุธาวี

เข้าสู่ระบบ ลงทะเบียน
โดมทอง

ชื่อเรื่อง : โดมทอง ตอนที่ 17 (จบตอนที่17)

คำค้น :

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2556 11:53 น.

โดมทอง ตอนที่ 17 (จบตอนที่17)

แบบอักษร

โดมทอง ตอนที่ 17 

 

 

 โดมทอง ตอนที่ 17
       
       ที่เรือนพักคนใช้คืนนั้น บรรยากาศเงียบสงัดท่ามกลางสายฝนและความสงบเงียบ ส่วนภายในห้อง พันพลิกไปพลิกมา กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ภาพพลับพลึงร้องไห้ อ้อนวอนขอความเมตตาท่านผู้หญิงผุดเข้ามาในห้วงความคิด สักครู่หนึ่ง พันลุกขึ้น แล้วเดินไปที่ประตู 
       
       พันเดินออกมายืนพิงเสาเรือนนอกบ้าน มองฝ่าสายฝนไปที่ยอดโดม แลเห็นแต่ความมืดมิด พันทอดถอนใจยาว
       
       รุ่งเช้า เทือกเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาว อากาศเยือกเย็น บ้านโดมทองสวยสง่าเงียบเชียบ พันถือปิ่นโตข้าวปลาอาหารมาที่บันไดเวียนขึ้นห้องใต้โดม แล้วก้าวขึ้นไป
       “พัน” เสียงท่านผู้หญิงดังขึ้น 
       พันสะดุ้งเฮือก หันกลับมา เข่าอ่อนทรุดลงไป เห็นท่านผู้หญิงยืนมองมาด้วยสีหน้าเยือกเย็น มองไปที่ปิ่นโตแว่บหนึ่ง โดยพิศยืนเยื้องไปข้างหลัง
       “เอ็งจะไปไหน”
       พันอึกอัก “เอ้อ...กระผม”
       “เอ็งขัดคำสั่งข้า”
       “กระผม...สงสารคุณพลับพลึงขอรับ”
       “ทั้งๆ ที่มันเป็นศัตรูของข้าน่ะรึ”
       พันอึ้ง
       “เห็นแก่นังพิศที่เป็นน้องสาวเอ็ง” ท่านผู้หญิงเว้นไปนิดหนึ่ง “ไสหัวออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้แล้วอย่าได้หวนกลับมาที่ “โดมทอง” รวมทั้งโคตรเหง้าสักหลาดของเอ็งด้วยอย่ามาให้ข้าและท่านเจ้าคุณเห็นหน้า”
       “ขอรับ” พันก้มกราบ “กระผมกราบลาขอรับ”
       “วางปิ่นโตไว้ตรงนั้นแหละ”
       “ขอรับ”
       พันหันหลังเดินดุ่มๆ ออกไป
       “พิศ”
       “เจ้าขา”
       “เตรียมของที่ข้าสั่งไว้พร้อมหรือยัง”
       “เจ้าค่ะ พิศขนเอาขึ้นไปเตรียมไว้ตั้งแต่เช้ามืดแน่ะเจ้าค่ะ”
       
       ทางด้านพลับพลึงนอนตะแคงขดตัวอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงค้อนตอกประตูดังมาจากภายนอก พลับพลึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง แล้วมองไปที่ประตูซึ่งเหมือนมีอะไรมาทุบกระแทก
       “นั่นใคร”
       ยังมีเสียงค้อนตอกไม้ดังสั่นสะเทือนไปทั่ว
       “ใคร...ใครอยู่ข้างนอก ช่วยฉันด้วย” เสียงพลับพลึงดังออกมา
       แต่ไม่มีใครตอบกลับ นอกจากเสียงตอกไม้อย่างเดิม
       
       พิศยังคงตอกตะปูเข้ากับไม้ที่วางขวางประตูอีกทีอยู่ ท่านผู้หญิงยืนมองอย่างเย็นชาไร้ความเมตตาห่างออกมา
       “คุณพี่ คุณพี่อยู่ข้างนอกหรือเปล่าคะ”
       พิศหันมามองนายแว่บหนึ่ง ท่านผู้หญิงยังคงมีสีหน้าเยือกเย็น
       “คุณพี่...สงสารน้องเถอะค่ะ อย่าขังน้องไว้ในนี้เลย...คุณพี่ขา...” ตามด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
       สีหน้าท่านผู้หญิงยังคงเย็นชาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับเสียงร้องไห้นั้นเลย 
       
       ขณะที่ท่านผู้หญิงเดินนำพิศลงมา จู่ๆ ท่านผู้หญิงมีอาการเหมือนหน้ามืด ซวนเซจนต้องจับราวบันไดไว้
       พิศตกใจแล้วรีบประคอง “เป็นอะไรหรือเจ้าคะ”
       “พาข้าไปนั่งหน่อย”
       “ระวังนะเจ้าคะ”
       พิศประคองท่านเดินออกไปจากบริเวณนั้น
       
       สักครู่หนึ่ง พิศพาท่านมาทรุดตัวลงนั่งในห้องนั่งเล่น
       “เดี๋ยวพิศไปเอายาลมมาให้นะเจ้าคะ”
       “เอากระโถนมาด้วย”
       พูดยังไม่ทันขาดคำ ท่านผู้หญิงโก่งคออาเจียนอย่างผะอืดผะอมเต็มที่
       พิศมองดูอย่างประหลาดใจ
       “ไปเอากระโถนมาซิ นังพิศ นั่งโง่งมอยู่ได้ ไป๊”
       “เจ้าค่ะ” พิศรีบออกไป
       ท่านผู้หญิงผะอืดผะอมเต็มที่ เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า
       
       เวลาผ่านไปอีกเกือบสัปดาห์ รถท่านเจ้าคุณแล่นกลับมาจอดหน้าตึกโดมทอง มีบ่าวชายหญิง 2 คน และพิศมารอรับ แสงรีบลงมาเปิดประตูรถให้
       ท่านเจ้าคุณก้าวลงมาทันที นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
       “แม่มณฑาล่ะ”
       “อยู่ข้างบนเจ้าค่ะ” พิศบอก
       ท่านเจ้าคุณรีบเดินเข้าไป พิศรีบตามยิ้มแย้ม แสงเปิดหลังรถ หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาส่งให้บ่าว 
       
       ท่านผู้หญิงนอนแพ้ท้องอยู่บนเตียง ประตูเปิดออก ท่านเจ้าคุณเดินมาทรุดตัวลงนั่ง จับมือภรรยาขึ้นมากุมด้วยสีหน้าตื้นตัน
       “แม่มณฑา...ฉันดีใจเหลือเกิน... พอโทรเลขไปถึง ฉันอยากจะกลับเสียตอนนั้นเลย ติดที่ยังทำงานไม่เสร็จ”
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่ง โดยท่านเจ้าคุณช่วยประคองทันที
       “ลุกขึ้นทำไม...แล้วนี่..พลับพลึงไปไหน ทำไมไม่มาดูแลพี่”
       ท่านผู้หญิงบีบน้ำตา
       “เจ้าคุณพี่ขา”
       “แม่มณฑาร้องไห้ทำไม”
       คราวนี้ท่านผู้หญิงร้องไห้หนัก แถมสะอึกสะอื้นจนตัวโยน จนท่านเจ้าคุณเริ่มเอะใจ แต่ก็โอบกอดไว้
       “เกิดอะไรขึ้น...ทำไมถึงร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้”
       ท่านผู้หญิงขยับตัวออกจากอ้อมกอดเจ้าคุณแล้วก้มลงกราบบนตัก
       “คุณพี่ขา...ยกโทษให้ดิฉันด้วย ยกโทษให้ดิฉันที่ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งพลับพลึงเอาไว้ได้”
       ท่านเจ้าคุณมีสีหน้าคลางแคลง “บอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
       “พลับพลึง...พลับพลึงหนีไปแล้วเจ้าค่ะ”
       ท่านเจ้าคุณตกตะลึง
       
       แจกันปักดอกพลับพลึงในห้องทำงานเหี่ยวแห้งโรยรา ท่านเจ้าคุณยืนอ่านจดหมายที่หน้าต่าง ซึ่งมองออกไปเห็นทุ่งดอกพลับพลึงบานสะพรั่ง
       
      “กราบเรียนเจ้าคุณพี่....เมื่อเจ้าคุณพี่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้นั่นหมายความว่า ดิฉันได้จาก “โดมทอง” ไปแล้ว และจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก...เจ้าคุณพี่อย่าได้ตามหาดิฉันเลยนะคะ ดิฉันไม่สามารถทำร้ายจิตใจของคุณพี่มณฑาได้ ... ยิ่งท่านดีกับดิฉันมากเท่าไหร่ ดิฉันก็ยิ่งละอายใจมากขึ้นเท่านั้น...เรื่องนี้ดิฉันใคร่ครวญเอง และตัดสินใจเองโดยไม่มีใครมาเกี่ยวข้องด้วย...ขอให้เจ้าคุณพี่รักและทะนุถนอมคุณพี่มณฑาตลอดไป...พลับพลึง”


       ท่านเจ้าคุณขยำจดหมายนั้น แล้วเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปอย่างเจ็บปวด
       “ทำไมทำอย่างนี้...พลับพลึง”
       
       ท่านเจ้าคุณไม่มีทางรู้ว่า เวลานั้นพลับพลึงซึ่งถูกขังอยู่ในห้องใต้โดมนอนอ่อนระโหยใบหน้าซูบซีด นัยน์ตาโหล ปากแห้งแตกเลือดซึม สภาพเหมือนคนอดข้าวอดน้ำนานหลายวัน แววตาเลื่อนลอย
       ด้านเจ้าคุณยังคงมองออกไปข้างหน้าด้วยความเสียใจ และเจ็บปวดลึกซึ้ง ประตูห้องเปิดออก ท่านผู้หญิงเดินเข้ามาอย่างอ่อนระโหย แล้วทรุดตัวลงกราบแทบเท้าเจ้าคุณ
       “เจ้าคุณพี่...ดิฉันกราบขอประทานโทษ...”
       ท่านเจ้าคุณหันมา แล้วทรุดตัวลงประคองท่านขึ้น
       “แม่มณฑาไม่ได้ผิด จะต้องมาขอโทษทำไม” 
       “ดิฉันรู้ว่า เจ้าคุณพี่รักพลับพลึงมาก แต่ก็ยังละเลยปล่อยให้หนีไป...”
       “ฉันรักพลับพลึง แต่เขาคงไม่ได้รักฉัน ถึงได้หนีไปโดยไม่อาลัยอาวรณ์คนที่รักกันคงไม่มีวันทำร้ายจิตใจกัน ได้ถึงเพียงนี้...”
       “คุณพี่...” ท่านผู้หญิงบีบน้ำตา
       “ในเมื่อเขาไปแล้วก็ช่างเขา”
       “ดิฉันเคยให้คนออกไปตามหา...แต่ก็ไม่พบ”
       “นั่นเพราะพลับพลึงไม่ต้องการให้เราหาพบ” ท่านเจ้าคุณสูดลมหายใจลึกและยาว “แม่มณฑาอย่าคิดมากเลยลูกออกมาจะได้แข็งแรง”
       ท่านผู้หญิงซบหน้ากับอกท่านเจ้าคุณ สีหน้าแววตาบ่งบอกชัยชนะซึ่งท่านเจ้าคุณไม่มีทางเห็น
       
       ค่ำแล้ว ความมืดโรยตัวครอบคลุมทั่วอาณาเขตโดมทอง ทิวเขาดูดำทะมึนโอบล้อม ยิ่งทำให้ดูลึกลับ
       ภายในห้องนอน ท่านเจ้าคุณยังคงกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ขณะที่ท่านผู้หญิงนอนตะแคง...คอยจับตาสังเกตสามีอยู่เงียบๆ
       ในที่สุดท่านเจ้าคุณดึงผ้าแพรเพลาะออก แล้วลุกขึ้นนั่ง
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่งตาม “จะไปไหนคะ”
       “อ้าว นึกว่าหลับแล้วเสียอีก...ฉันนอนไม่หลับ...จะออกไปดูอะไรต่อมิอะไรข้างนอก”
       “ดิฉันไปด้วย”
       “อย่าเลย...แม่มณฑากำลังท้องกำลังไส้...ต้องพักผ่อนมากๆ”
       ท่านเจ้าคุณลุกเดินไปที่ประตู แล้วเปิดออกไป
       ท่านผู้หญิงมองตาม ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คิดถึงนังพลับพลึงละซี ป่านนี้คงนอนขึ้นอืดแล้วมั้ง สมน้ำหน้า”
       
       ท่านเจ้าคุณเดินช้าๆ มาหยุดที่หน้าห้องพลับพลึง สีหน้าท่านเจ้าคุณลังเลเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปใกล้ ...มือท่านเจ้าคุณค่อยๆ เอื้อมไปบิดลูกบิดแล้วเปิดเดินเข้าไป
       
       ท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาท่ามกลางความมืดมิด แล้วเอื้อมมือไปเปิดไฟ ภายในห้องสว่าง ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบเช่นเดิม ที่นอนคลุมผ้าไว้เรียบร้อย แต่มีฝุ่นจับด้วยไม่ได้มีใครเข้ามาทำความสะอาดนับตั้งแต่พลับจากไป
       ท่านเจ้าคุณเดินมาที่โต๊ะซึ่งวางแจกันปักดอกพลับพลึงเหี่ยวเฉาอยู่ ค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่ดอกไม้นั้นเบาๆ
       “พลับพลึง...ทำไมทำกับฉันอย่างนี้”
       ท่านเจ้าเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียง แล้วเอนลงนอน สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอาลัยอาวรณ์
       
       ที่ห้องใต้โดม พลับพลึงนอนคุดคู้สิ้นเรี่ยวแรง ร้องคร่ำครวญด้วยเสียงอันแหบโหย
       “เจ้าคุณพี่ ...ช่วยน้องด้วย”
       พลับพลึงหลับตาลง ทันใดนั้นเสียงระนาด และเครื่องดนตรีในวงมโหรีดังขึ้นเยือกเย็น พลับพลึงลืมตาขึ้น แล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
       ผีเพื่อนๆ ในวงปรากฏตัวขึ้นเล่นดนตรีเหมือนเมื่อครั้งมีชีวิต
       “มารับฉันแล้วหรือ”
       สีหน้าแต่ละคนดูไร้ชีวิตจิตใจและซูบซีดน่ากลัว ขณะที่มือก็เล่นเครื่องดนตรีไป บรรเลงเพลงนางครวญ พลับพลึงหลับตาลงช้าๆ แล้วสิ้นใจไปในที่สุด
       ดวงวิญญาณยังคงบรรเลงเพลงหวานเศร้าดังโหยหวนไปทั่วโดมทอง
       
       รุ่งเช้าท่านผู้หญิงพลิกตัวแล้วชะงัก เมื่อไม่เห็นเจ้าคุณนอนอยู่ ผ้าห่มและหมอนอยู่ในสภาพเดิมตอนออกไป
       ท่านผู้หญิงกำมือแน่น แล้วลุกขึ้นจับข้าวของขว้างลงพื้นระบายความเคียดแค้น
       
       ที่ห้องทานอาหาร พิศกำลังจัดโต๊ะอาหารเพื่อเตรียมวางอาหารเช้า ขณะที่ท่านผู้หญิงเดินเข้ามา
       “เจ้าคุณล่ะ”
       “ยังไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ...เมื่อกี้พิศเข้าไปกวาดถูในห้องทำงานก็ไม่มี”
       ท่านผู้หญิงหันหลังเดินกลับออกไปเงียบๆ พิศรีบตามด้วยความเป็นห่วง
       “ค่อยๆ เดินเจ้าค่ะ”
       
       ที่แท้ท่านเจ้าคุณนอนขดตัวเหมือนไม่สบายอยู่บนเตียงในห้องของพลับพลึง ประตูหน้าต่างยังคงปิดอับทึบ
       ประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกลุ่มควันจางๆ เห็นเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามาช้าๆ จนกระทั่งถึงเตียง แล้วเจ้าของเท้าคู่นั้นคุกเข่าลง เรียกเสียงแผ่วโหย
       “เจ้าคุณพี่”
       ท่านเจ้าคุณค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทั้งตื่นเต้นดีใจ ระคนแปลกใจเมื่อพบว่าเป็นใคร
       “พลับพลึง”
       พลับพลึงสีหน้าเศร้าหมองซีดเซียวราวกับกระดาษขาว น้ำตาคลอเต็มตา ขณะก้มลงกราบ
       “ดิฉันมากราบลา”
       ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นนั่ง “พลับพลึงจะไปไหน แม่มณฑาบอกว่า พลับพลึงไปอยู่ที่อื่น...แล้วทำไม”
       “ดิฉันต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
       พลับพลึงลุกขึ้นช้าๆ แล้วหันหลังเดินออกไป
       ท่านเจ้าคุณขยับก้าวขาจะตาม แต่ขากลับติดอยู่กับที่
       “พลับพลึง จะไปไหน พลับพลึง พลับพลึง!”
       “เจ้าคุณพี่” เสียงท่านผู้หญิงดังก้องขึ้น
       ท่านเจ้าคุณสะดุ้ง ลืมตาตื่น เห็นท่านผู้หญิงนั่งอยู่บนเตียง
       “พลับพลึง พลับพลึงหายไปไหน” ท่านเจ้าคุณถามอย่างร้อนใจ
       พิศซึ่งคุกเข่าอยู่หน้าประตู ยกมือทาบอกตกใจ
       ท่านผู้หญิงพยายามข่มความโกรธ “พลับพลึงที่ไหนคะ มันหนีไปตั้งหลายวันแล้ว”
       “แต่ฉันเห็นจริงๆ พลับพลึงมาลา”
       พิศที่อยู่ตรงประตูลูบแขนตัวเอง
       “ขนลุก”
       “เจ้าคุณพี่คงคิดถึงมันมากจนเก็บเอามาฝัน ดูซิ อุตส่าห์เข้ามานอนในนี้ทั้งคืน ทั้งอับทั้งทึบ ฝุ่นเต็มไปหมด ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะค่ะ...พิศมันเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว”
       ท่านเจ้าคุณถอนใจยาว...ลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆ ท่านผู้หญิงมองตามอย่างหงุดหงิด ขณะที่พิศรีบคลานเข้ามาหา ท่าทีหวาดๆ
       “ที่ท่านเจ้าคุณพูดเมื่อกี้น่ะเจ้าค่ะ”
       “แกอย่าบ้าไปอีกคนเลย...นังพิศ”
       ท่านผู้หญิงเดินออกไป พิศมองไปโดยรอบห้องอย่างหวาดๆ แล้วรีบวิ่งตาม
       
       ในห้องทานอาหาร บ่าวคนหนึ่งกำลังวางเครื่องปรุงข้าวต้มบนโต๊ะ แล้วเดินออกไป ท่านผู้หญิงและพิศเดินเข้ามา โดยท่านผู้หญิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
       พิศทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ กระซิบกระซาบหวาดๆ “ท่าทางจะเฮี้ยนนะเจ้าคะ”
       ท่านผู้หญิงตวาด “นังพิศ”
       “เจ้าคะเจ้าขา”
       “ห้ามพูดเรื่องพวกนี้เด็ดขาด”
       “แต่ว่า...พิศ...พิศกลัวผี”
       “เอ็งจะกลัวผีหรือว่ากลัวถูกตำรวจจับ” ท่านผู้หญิงขู่
       “กลัวทั้ง 2 อย่างเลยเจ้าค่ะ”
       “ฟังให้ดีนะ นังพิศ...ผีก็แค่เรื่องที่คนเขาพูดกัน”
       “แต่เมื่อกี้ท่านเจ้าคุณ...”
       ท่านผู้หญิงจ้องเขม็ง “เจ้าคุณพี่ฝันไป จิตใจท่านหมกหมุ่นครุ่นคิดถึงแต่มันจนเก็บเอาไปฝัน!...นังพลับพลึงมันถูกจองจำอยู่บนโดมนั่น! แม้แต่วิญญาณของมันก็ออกมาไม่ได้ จำใส่หัวเอาไว้” แล้วท่านผู้หญิงก็จิ้มหน้าพิศจนหน้าหงาย
       “เจ้าค่ะ พิศจะจำไว้เจ้าค่ะ”
       “ปล่อยให้ทุกอย่างมันถูกกลืนหายไปกับวันเวลา อีกไม่กี่ปีทุกคนก็จะลืมนังพลับพลึงสนิท”
       ใต้ใบหน้าสวยงาม สีหน้าและแววตาท่านผู้หญิงมาดหมายแน่วแน่ นัยน์ตาเป็นประกายแข็งกร้าว
       
       ค่ำคืนนั้น ดวงจันทร์ข้างแรมแก่ๆ ส่องอยู่เหนือยอดโดม พิศเดินฉายไฟหาของบางอย่างในบริเวณนอกโดมทอง
        “หายไปไหน” 
        พิศเดินฉายไฟไปเรื่อยๆ ปากก็บ่นไป 
        “มันน่าจะตกอยู่แถวๆนี้” 
        พิศทรุดตัวลงฉายไฟดูกับพื้นเมื่อพบบางอย่างตกอยู่ หยิบขึ้นมา พบว่าเป็นสร้อยทองเส้นเล็กๆ
        “อยู่นี่เอง ! ถ้าหายไปละ ท่านผู้หญิงด่าตาย” 
        จู่ๆ เสียงเพลง นางครวญ ดังเบาๆ ขึ้นมาจากที่ใดที่หนึ่ง พิศชะงัก เงยหน้าขึ้นมอง แล้วเบิกตากว้าง ทั้งไฟฉายและสร้อยตกจากมือ เมื่อบนยอดโดมเหมือนมีแสงเทียนสว่างวับแวมออกมา พร้อมเสียงเพลงแผ่วๆ 
        พิศตัวสั่นเทา จะก้าวขาก็ก้าวไม่ออกด้วยความกลัว 
       
        ไม่นานนักพิศผลักประตูเปิดออกก้าวพรวดพราดเข้ามากอดท่านด้วยความหวาดกลัว
        ท่านผู้หญิงตกใจ “ว้าย นังพิศ”
        “ท่านผู้หญิงเจ้าขา พิศโดนแล้วเจ้าค่ะ...คุณพลับพลึงเล่นนังพิศเข้าแล้ว” 
        ท่านผู้หญิงปลดแขนพิศออกจนได้ แล้วผลักจนพิศเซถลาล้มลงไปกระแทกฝาผนังล้มโครม
        “ว้าย” 
        เสียงท่านเจ้าคุณดังขึ้น “นั่นอะไรกัน”
        สองคนสะดุ้งเฮือก หันขวับมา ท่านเจ้าคุณมองมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
        “นังพิศน่ะซีคะ เอะอะโครมคราม ออกไปได้แล้ว นังพิศ”
        “ท่านเจ้าคุณเจ้าขา!... พิศเห็นผีคุณพลับ…”
        ท่านผู้หญิงขัดขึ้น “เหลวไหล ออกไปเดี๋ยวนี้....นังพิศ” 
        “พิศกลัวนี่เจ้าคะ” 
        “เอ็งจะออกไปดีๆ มั้ย” ท่านผู้หญิงเสียงเขียว 
        “เจ้าค่ะ ไปเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้าค่ะ” 
        พิศออกไป ด้วยความหวาดกลัว 
        ท่านเจ้าคุณมองตาม แล้วเดินตามมาทรุดตัวลงนั่ง
        ท่านผู้หญิงรีบกลบเกลื่อน “คุณพี่ทำงานเสร็จแล้วหรือคะ” 
        ท่านเจ้าคุณถอนใจยาว “พลับพลึงอาจจะตายแล้วจริงๆ” 
        “ฮื้อ.... เขาหนีไปต่างหากคะ...ผ้าผ่อนขนไปหมด” 
        “ฉันก็เห็นพลับพลึง” 
        “คุณพี่ฝันไปต่างหาก” 
        ท่านเจ้าคุณเอนตัวลงนอน หันหลังให้ ท่านผู้หญิงเม้มปาก มองท่าทีนั้นอย่างน้อยใจแค้นใจ 
       
       เช้านั้นท่านผู้หญิงเดินผ่านบริเวณหนึ่ง
       “ท่านผู้หญิงเจ้าขา”
       ท่านผู้หญิงชะงัก แล้วหันมามอง เห็นสภาพพิศหัวหูรุงรัง หน้าตาซีดเซียว
       “นั่นเอ็งเป็นอะไร ท่าทางเหมือนคนอดนอน”
       “ก็ใช่น่ะซิเจ้าคะ พิศได้หลับได้นอนเสียที่ไหน หลับก็เห็นแต่หน้าคุณพลับพลึง”
       “เดี๋ยวเถอะ! นังพิศ!” ท่านผู้หญิงเหลียวหน้าเหลียวหลังแว่บหนึ่ง “ข้าบอกแล้วไงว่า ห้ามพูดถึงชื่อนั้นเด็ดขาด”
       พิศยังไม่เลิกพูด แต่ลดเสียงลง “นี่พิศพูดจริงๆ นะเจ้าคะ...พิศกลัวผีคุณพลับพลึง”
       ท่านผู้หญิงจิกเนื้อต้นแขนบิดเต็มแรง “เอ็งจะกลัวข้าหรือว่ากลัวนังนั่น”
       พิศร้องลั่น “โอ๊ย! พิศกลัวแล้วค่า ! พิศกลัวท่านผู้หญิง”
       ท่านผู้หญิงยอมปล่อย “ดี! เพราะแม้แต่นังพลับพลึงยังกลัวข้า! มันกล้ามาหลอกข้าเสียที่ไหน! คราวหน้าถ้ามันมาหาเอ็งอีก ... ก็บอกไปเลยว่าจะมาฟ้องอะไรข้า”
       พิศทอดถอนใจเหมือนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
       “เมื่อสองวันก่อน...มีคนบอกข้าว่าเห็นไอ้พันมันแถวๆ ตลาด”
       “อุ๊ย! ไม่จริงเจ้าค่ะ!... เท่าที่รู้พี่พันอยู่บางกอก”
       “ให้มันจริงเถอะ! ถ้ามันติดต่อมาก็เตือนด้วยว่าอย่าลืมคำสัตย์ที่ให้ไว้กับข้า”
       “บ่าวรับรองเจ้าค่ะว่า พี่พันเป็นคนรักษาสัจจะเท่าชีวิต” พิศการันตี
       ท่านผู้หญิงมีสีหน้าเหมือนพอใจ
       
       ใบหน้าท่านผู้หญิงในวัยสาว ค่อยๆ กลายเป็นหญิงชราขณะผุดลุกขึ้นนั่ง พร้อมเสียงตะโกนลั่นตื่นจากฝันร้าย
       “ลบ ลบอยู่ไหน นังอุไร! นังอุษา! นังแสงแข!...หายหัวไปไหนกันหมด ไปตามตาลบมาหาข้าเดี๋ยวนี้”
       อุษาและอุไรรีบเร่งเข้ามา
       “คุณย่าตื่นแล้วหรือคะ”
       “ยังจะมาถาม ไปตามตาลบมาหาข้า! ไป๊”
       อุษาหันมาพยักหน้ากับอุไร อุไรรีบคลานออกไป แล้วจึงจัดหมอนซ้อนกันให้ท่านผู้หญิงขยับพิง
       ท่านผู้หญิงคร่ำครวญด้วยความเจ็บแค้น “นังพลับพลึงมันมาอีกแล้ว...ทำไมมันไม่รู้จักไปผุดไปเกิดเสียที ! ยามอยู่มันก็ทำให้ข้าทุกข์เหลือเกิน...ยามตายยังจะมาหลอกหลอนข้าอีก”
       “คุณย่าคงฝันไปน่ะค่ะ”
       “ไม่ได้ฝัน ข้าเห็นมันจริงๆ เห็นเหมือนที่เจ้าคุณพี่เคยเห็นมัน อุษา! หยิบพระมาให้ข้า”
       “นี่ค่ะ” อุษาหยิบจากหัวนอนมาส่งให้
       ท่านผู้หญิงยื่นพระออกมาข้างหน้า แกว่งไปมา “มาเลย นังพลับพลึง มาเลย ฉันมีพระ ฉันไม่กลัวแก เก่งจริงก็เข้ามาเลย! เข้ามา! บอกให้เข้ามา”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์นัยน์ตาวาววับ หัวเราะเหมือนคนบ้า
       “คุณย่าขา...ไม่มีใครเข้ามาหรอกค่ะ...คุณย่าน้อยก็ไม่เคยมา”
       ท่านผู้หญิงตวาด “อย่าเถียง”
       อุษาสะดุ้งเฮือก
       “มันมาหาฉัน แกมันตาเซ่อถึงได้ไม่เห็น ตาเซ่อ”
       ท่านหัวเราะดังลั่น แล้วเปลี่ยนเป็นร้องไห้คร่ำครวญ
       “นังพลับพลึง! เมื่อไหร่แกจะไปผุดไปเกิดเสียที นังพลับพลึง”
       อุษามองหญิงชราอย่างเอน็จอนาถใจ ทำได้แต่ปลอบโยน
       
       สักครู่หนึ่งอุษาเปิดประตูออกมา แสงแขซึ่งท่าทางเหมือนกระวนกระวายรออยู่ รีบเดินมาดึงแขนอุษาให้เดินห่างออกมาอย่างร้อนใจ จนอุษาเกือบหน้าคะมำ
       “อุ๊ย! อะไรน่ะ แสงแข!”
       “คุณย่าพูดอะไรบ้าง!”
       “ก็อย่างเดิมนั่นแหละ...คุณย่าน้อยมาหลอกมาหลอน!”
       “แค่นั้นแน่นะ!”
       “เอ๊ะ! เธอเป็นอะไรไป...หมู่นี้ทำไมชอบถามอะไรแปลกๆ”
       แสงแขรีบปฏิเสธ “เปล่า! ไม่มีอะไร...พี่อุษาจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ...แขจะดูคุณย่าให้เอง!”
       “แน่ใจเหรอ!...คุณย่าอารมณ์ไม่ค่อยดี!”
       “แขคุ้นกับอารมณ์คุณย่าแล้ว”
       แสงแขเดินไปที่ประตูห้องและเปิดเข้าไป
       
       พอเดินเข้ามาในห้องแสงแขก็ถูกท่านผู้หญิงก็หันมาตวาดใส่
       “เข้ามาทำไม นังแสงแข!”
       “เข้ามาคุมคุณย่าไม่ให้สติแตกไงคะ!”
       “นังบ้า”
       “อ้าว! แขพูดจริงๆ นะค่ะ! ถ้าคุณย่าสติแตกขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็...เข้าคุกยกเข่งเลย!...แล้วไอ้ที่เอาเรื่องคุณย่าน้อยมาเรียกร้องความสนใจน่ะ...เลิกเสียทีเถอะค่ะ!”
       “คนอย่างแกมันจะไปรู้อะไร! นังพลับพลึงมันมาจริงๆ”
       “แขไม่เชื่อหรอกค่ะ!”
       ท่านผู้หญิงเหลือกตากลอกกลิ้งมองเพดาน “นังพลับพลึง! นังแสงแขมันไม่เชื่อว่าแกมาหลอกหลอนฉัน! ถ้าแน่จริง...แกก็ต้องมาหลอกมันด้วย! มันจะได้เชื่อ!”
       แสงแขสะดุ้ง “แน้! คุณย่านี่! พูดออกมาได้! ดูซิ! ขนลุกหมดเลย!”
       ท่านผู้หญิงแสยะยิ้ม “ไหนว่าไม่กลัวไงล่ะ!”
       “ไม่กลัว...แต่ก็ไม่อยากเห็น! ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า!”
       “นังพลับพลึงมันรับคำฉันแล้ว! เราจะได้ถูกผีหลอกเหมือนๆกัน!”
       ท่านผู้หญิงหัวเราะชอบอกชอบใจ
       แสงแขมีท่าทีหวาดๆ “หยุดนะ คุณย่า! คุณย่านั่นแหละ น่ากลัวยิ่งกว่าผีอีก!”
       ท่านผู้หญิงยิ่งหัวเราะขบขันท่าทางของแสงแข
       “แกสติแตกแล้ว...นังแสงแข”
       
       แสงแขยกสองมืออุดหู เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงหัวเราะอันน่าขนลุกขนพองของท่านผู้หญิงสรรักษ์  

       

       ครู่ต่อมาแสงแขเดินเข้ามาในห้องนอนด้วยอารมณ์หวาดผวา และปิดประตูดังปัง

       
       “นังแก่นั่นต้องเป็นบ้าแน่ๆ ฉันไม่เคยรู้จักคุณย่าน้อย...แล้วเรื่องอะไรจะมาหลอกฉัน”
       แสงแขเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่เตียง พยายามตั้งสติ สลัดความกลัวและคำขู่ของท่านผู้หญิงออกจากหัว
       
       ส่วนที่คุ้มภูไท หลวงพ่อเล่ามาถึงตอนนี้แล้วถอนใจยาว ขณะที่ทุกคนต่างมีสีหน้าสลดหดหู่ โดยเฉพาะพันธุ์สูรย์ถึงกับน้ำตาซึม เมื่อนึกถึงปู่พันของเขา
       “ผมไม่รู้เลยว่า ปู่พันจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย...”
       ภูไทตบไหล่พันธุ์อย่างปลอบใจ
       “หลวงพ่อเองก็รับรู้เรื่องราวเหล่านี้เหมือนกัน แต่ความกตัญญูที่ท่านผู้หญิงเคยให้ข้าวแดงแกงร้อน และความกลัวว่าป้าพิศจะมีความผิด เลยต้องปิดปากเงียบ” หลวงพ่อบอกหน้าเศร้า
       “ตอนนั้นหลวงพ่อยังเด็กนี่คะ” ลานนาปลอบ
       “ที่เขาพูดว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจนั้นเป็นความจริง...นายพันพ่อของอาตมากลายเป็นคนอมทุกข์จนตลอดชีวิต...ถึงแม้ในบั้นปลาย ท่านจะบวชอุทิศตนให้พระศาสนา แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ท่านสงบเลย” หลวงพ่อนิ่งคิดไปอีกนิด “อาตมาก็เหมือนกัน...พอพันธุ์สูรย์โตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ ...ก็ออกบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึง ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย”
       ขณะพูดหลวงพ่อเริ่มไออีกแล้ว
       “หลวงพ่อพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ” อดิศวร์บอก
       “อีกไม่นานอาตมาก็คงจะได้พักผ่อนตลอดไปแล้วละ...” หลวงพ่อมองอดิศวร์อย่างแน่วนิ่ง ขอให้คุณอโหสิให้กับครอบครัวของอาตมาด้วย โดยเฉพาะพันธุ์สูรย์ซึ่งไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรกับเขา”
       “ผมอโหสิครับ แล้วก็ต้องขออโหสิกับหลวงพ่อแทนคุณย่าด้วย” อดิศวร์บอกหน้าหมอง
       “อาตมาอโหสิ” หลวงพ่อไออีก 
       
       คฤหาสน์โดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง รถอดิศวร์แล่นเข้ามาภายในบริเวณโดมทอง แล้วหยุดตรงหน้าตัวบ้าน ประตูเปิดออก ทั้ง 3 คน อดิศวร์ วิรงรอง และ ปรางก้าวลงมา
       “คุณน้าคงเหนื่อยมาก”
       “ค่ะ...หัวถึงหมอนคงหลับเลย” ปรางว่า
       ปรางมองไปโดยรอบ ยกแขนขึ้นกอดอก แล้วห่อตัว
       “หนาวหรือคะ คุณ...”
       ปรางทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ จูงวิรงรองเดินเข้าข้างใน อดิศวร์เดินตาม
       
       สองแม่ลูก เดินเข้ามาในห้อง วิรงรองเปิดไฟ
       ปรางมองลูกสาวอย่างเพ่งพิศ “แม่หนูแน่ใจหรือลูกว่าจะอยู่ที่นี่ได้”
       “คุณคิดว่ายังไงล่ะคะ”
       ปรางส่ายหน้า “ไม่รู้ซิ...คุณแค่รู้สึกว่า...โดมทองเต็มไปด้วยความรักความหลัง...ความลึกลับน่ากลัว”
       วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง “หนูคิดว่าอยู่ได้ค่ะ”
       “แล้ว...ท่านผู้หญิงล่ะ...ไหนจะคุณแสงแขคนนั้นอีก”
       “เราก็ต่างคนต่างอยู่” วิรงรองบอก
       ปรางท้วงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แม่หนู...อย่าลืมว่าแม่หนูเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”
       วิรงรองนิ่งอึ้ง
       “บอกตามตรง...คุณอยากให้แม่หนูกลับบ้านเราเสียที ที่นี่ไม่เหมาะสมกับแม่หนูเลย”
       “คุณคะ”
       “ถ้าคุณลบรักแม่หนูจริง เขาต้องเข้าใจ”
       “ไหนเมื่อกี้คุณบอกว่าง่วง” วิรงรองเย้า
       “นี่คุณซีเรียสนะ”
       “คุณจะอาบน้ำไหมคะ”
       “แม่หนู...”
       วิรงรองถอนใจยาว
       “ทั้งหมดที่คุณพูดไปก็เพราะห่วงแม่หนูเพียงอย่างเดียว” ปรางว่า
       วิรงรองเข้ามากอดแม่ “หนูเข้าใจค่ะ...แล้วหนูก็ซาบซึ้งมากด้วย”
       สองแม่ลูกกอดกัน ปรางหนักใจ ในขณะที่วิรงรองเองก็กังวลอยู่มาก
       
       ขณะเดียวกันท่านผู้หญิงเบือนหน้ามาทางอุษาซึ่งนอนอยู่หน้าเตียง
       “อุษา...หลับหรือยัง”
       อุษานอนนิ่ง...ทำเหมือนหลับ
       ท่านผู้หญิงขยับตัวลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
       อุษาลืมตามองตาม ท่านผู้หญิงยืนมองออกไปข้างนอก ซึ่งเห็นแต่ความว่างเปล่า
       “ไปผุดไปเกิดกันแล้วเรอะ ถึงได้เงียบกันไปหมด”
       อุษาห่อตัวในผ้าห่มด้วยรู้สึกหวาดกลัวท่านผู้หญิงขึ้นมาอย่างประหลาด
       ท่านผู้หญิงตะโกนเรียก “คุณพี่ นังพลับพลึง”
       ทุกอย่างเงียบสงัด
       “หายหัวไปไหนกันหมด”
       อุษาพยายามนอนให้นิ่งที่สุด
       “ทุกคนทิ้งฉันไปหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่กับฉันเลย ไม่มีเลย”
       ท่านผู้หญิงทรุดตัวลง ร้องไห้คร่ำครวญ อุษายังคงนอนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
       
       บรรยากาศยามเช้าของบริเวณชายหาด เกลียวคลื่น ซัดเข้าฝั่งเป็นระลอก ทุกอย่างดูสุขสงบ ส่วนภายในห้อง แสงแขซึ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วนั่งอยู่บนเตียง โดยมีโอบอ้อมนั่งเจ่าจุกอยู่ข้างล่าง
       “ทีนี้จะเอายังไงดีล่ะคะ”
       “ก็แกไง! นังโง่!”
       “โอ๊ย! โอบไม่กล้าลงไปหรอกค่ะ ไม่อยากเผชิญหน้ากับใคร”
       “แกไม่ลงแล้วใครจะลง”
       “ก็คุณแขไงคะ คุณแขเป็นญาติ เป็นลูกเป็นหลาน...ถึงจะทำผิด ก็เป็นการทำผิดแบบลูกๆ หลานๆ ผิดแบบน่าเอ็นดู๊....แต่นังโอบนี่ซิคะ...นังโอบคนนี้มันเป็นคนอื่น ใครที่ไหนจะให้อภัย”
       แสงแขฉุนกึก ผุดลุกขึ้น “นี่แกจะให้ฉันลงไปเอาข้าวขึ้นมาให้แกกินเรอะ”
       “มันเป็นความจำเป็นค่ะ ไม่อย่างนั้น มีหวัง เราต้องผลัดกันกินเนื้อกันและกันเป็นแน่ ถ้าเกิดหิวจนตาลาย”
       “แกนั่นแหละลงไป”
       “คุณแขขา” โอบอ้อมครวญ
       “เจอใครก็ไม่ต้องสบตา...จะได้ไม่มีเรื่อง”
       โอบอ้อมร้องโอดโอย “โธ่...”
       “ไปซิ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้เชือดเนื้อแกกินก่อนแน่”
       โอบอ้อมอิดออดโอ้เอ้ต่อครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมลงไป
       
       ส่วนอุษาจัดโต๊ะวางข้าวต้มให้ย่าเงียบๆ ท่านผู้หญิงเหล่มองอุษาด้วยหางตาพออุษาจัดโต๊ะเรียบร้อย แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไป
       “นี่แกจะไม่พูดกับฉันสักคำเชียวเรอะ...นังอุษา”
       อุษาทรุดตัวลงนั่ง แล้วก้มหน้าตอบเบาๆ “เปล่าค่ะ”
       “หรือแกคิดว่าฉันเป็นฆาตกรเหมือนคนอื่น”
       อุษาก้มหน้านิ่ง
       ท่านผู้หญิงตวาด “ใช่มั้ย นังอุษา!”
       อุษารีบตอบปากคอสั่นด้วยความกลัว “เปล่าค่ะ”
       “โกหก”
       อุษานิ่งยังคงหวาดกลัวอยู่อย่างนั้น
       “ให้ใครไปตามนังแสงแขมาอยู่กับฉัน”
       “ค่ะ”
       อุษาลุกเดินไปที่ประตู โดยพยายามบังคับตัวเองให้นิ่ง ไม่รีบร้อนลนลานจนผิดสังเกต
       “ฆาตกรมันต้องอยู่กับฆาตกรถึงจะเหมาะเหม็ง” ท่านผู้หญิงพึมพำ
       อุษาเปิดประตูออกไป
       พอก้าวออกมาแล้วรีบปิดประตู อุษาสูดลมหายใจยาว แล้วรีบเดินออกไปจากที่นั้นทันที
       
       สักครู่หนึ่งอุษาเดินเข้ามาในครัว ขณะที่โอบอ้อมกำลังรีบตักสำรับกับข้าวจะเอาขึ้นไปกินกับแสงแข
       “ทำอะไรน่ะ”
       โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก หันกลับมา “คุณอุษา”
       “ฉันถามว่าทำอะไร”
       “คุณแขให้โอบมาเอาข้าวขึ้นไปรับประทานค่ะ”
       “ไม่ต้องเอาไป”
       “โอ๊ย! เดี๋ยวคุณแขก็ด่าโอบตายเลย”
       “ฉันจะขึ้นไปพูดกับเขาเอง”
       อุษาเดินออกไป โอบอ้อมถอนใจเฮือก
       “พี่น้องพูดกันเองเถอะ”
       จากนั้นโอบอ้อมเหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นว่าปลอดคนดีแล้วก็รีบตักข้าวปลาอาหารของตัวเอง
       
       แสงแขกำลังเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องอย่างใช้ความคิด เสียงเคาะประตูดังขึ้น แสงแขเดินไปเปิดล็อค แล้วพูดโวยโดยที่ยังไม่ทันเปิดบานประตู
       “หายหัวไปไหน”
       แสงแขชะงัก เมื่อเห็นอุษายืนมองเคร่งขรึม
       “มาทำไม”
       “คุณย่าให้มาตามไปอยู่เป็นเพื่อน”
       แสงแขแหวใส่ “ธุระไม่ใช่ พี่อุษาเป็นหลานรัก ทำไมไม่ไปอยู่ด้วยล่ะ”
       “ถ้าท่านบอกให้พี่อยู่...พี่ก็จะอยู่ แต่นี่ท่านให้มาตามเธอ”
       “ไม่” แสงแขบอกอย่างแน่วแน่
       “ก็ตามใจ แต่ระวังท่านจะบอกคุณลบก็แล้วกัน”
       แสงแขเย้ย “คุณย่าน่ะเรอะ จะกล้าพูดกับคุณลบ เฮอะ”
       “ทำไมจะไม่กล้าล่ะ คุณลบเป็นหลานท่านนี่ พี่มาบอกเท่านี้แหละ”
       อุษาเดินจากไป แสงแข ลอยหน้าลอยตามองตาม พร้อมกับเย้ยหยัน แต่แล้วรอยยิ้มนั้นค่อยๆ หุบลง สีหน้าแววตา
       ใคร่ครวญครุ่นคิดอย่างหนัก
       
       ที่สุดแสงแขเปิดประตูเข้ามาในห้องท่านผู้หญิง แล้วตรงมายืนท้าวสะเอวหน้าเตียง
       “เรียกทำไมอีกละคะ...คุณย่า”
       “แกต้องมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน”
       “จะขำตาย! นางแม่มดกระดูกเหล็กอย่างคุณย่ายังต้องกลัวอะไรอีก อ้อ! หรือว่ากลัวคุณปู่กับคุณย่าพลับพลึงมาหักคอ”
       “หักคอแกน่ะซิ...” ท่านผู้หญิงด่า ประโยคต่อไปทั้งเย้ยทั้งหยัน “นังหมาหัวเน่า”
       แสงแขตอกกลับ “มันก็เน่ากันทั้งสองคนนั่นแหละ ที่เข้ามานี่ แขไม่ได้จะมาอยู่กับคุณย่าตามคำสั่ง แต่จะมาย้ำให้มันชัดเจนอีกครั้งว่า ต่อไปนี้คุณย่าอย่ามาใช้อำนาจกับแขอีก เพราะมันสิ้นมนตร์ขลังเสียแล้ว แขขอตัวนะคะ...ต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่!”
       “นังแสงแข”
       แสงแขหัวเราะลั่น แล้วเดินออกไป
       “นังแสงแข กลับมาเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้กลับมา”
       ประตูห้องปิดสนิท ไม่มีการตอบรับจากแสงแข
       
       อุราสาวใช้อีกคนในบ้านโดมทอง กำลังยกจานที่ทานกันเสร็จแล้วออกไป
       “วิมีเรื่องจะปรึกษาทุกๆคน”
       อุษาขยับตัวจะลุกขึ้น
       “พี่อุษาอย่าเพิ่งไปค่ะ”
       อุษาทรุดตัวลงนั่งตามเดิม
       “วิคิดว่า เราน่าจะเข้าไปเล่าความจริงให้ท่านผู้หญิงท่านฟัง”
       “ความจริงอะไรหรือลูก” ปรางตกใจระคนแปลกใจ
       “ความจริงที่ว่า ท่านผู้หญิงท่านเข้าใจคุณพลับพลึงผิด ความจริงที่ว่า ท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึงรักกันมาก่อน...ยิ่งกว่านั้นคุณพลับพลึงยิ่งเป็นฝ่ายเสียสละด้วยซ้ำ”
       อดิศวร์ออกความเห็น “ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า คุณปู่ชื่อน้อยเหมือนกับคุณย่าพลับพลึง...แต่ฉันไม่เห็นด้วยกับเธอ...” เขาเว้นไปอีกนิด “ฉันอยู่กับคุณย่ามาตลอดชีวิตจึงย่อมรู้ดีว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะไปบอกความจริงกับท่าน”
       “คุณก็คิดเหมือนคุณอดิศวร์จ้ะ...แม่หนู...ท่านผู้หญิงท่านเต็มไปด้วยทิฐิ... ยิ่งเวลาผ่านไป...ขอโทษนะคะ คุณอดิศวร์...” ปรางหันมาทางคู่หมั้นลูกสาว
       “ไม่เป็นไรครับ”
       ปรางพูดต่อ “ท่านก็ยิ่งถูกห่อหุ้มด้วยทิฐิมากขึ้น เรียกว่า ขัดเกล้ายาก ...ว่างั้นเถอะ”
       ประโยคของปรางอยู่ในลักษณะได้โอกาสแดกดันประชดประชัน อดิศวร์อึ้ง เช่นเดียวกับอุษาซึ่งก้มหน้าลงมองมือของตัวเอง
       วิรงรองบอกด้วยเสียงหนักแน่น ท่าทีแน่วแน่ “ถึงอย่างนั้นวิก็ยังอยากจะลองค่ะ…นะคะ”
       วิรงรองมองคนรักและแม่สลับกัน อดิศวร์มีสีหน้าหนักใจไม่เห็นด้วย ขณะที่ปรางเอื้อมมือมาจับมือลูกอย่างเข้าใจ
       
       วิรงรองเดินก้าวเร็วๆ มาที่หน้าห้องท่านผู้หญิง ตามด้วยอดิศวร์ที่ดึงแขนไว้
       “เดี๋ยว วิรงรอง คิดให้ดีก่อน”
       “วิคิดดีที่สุดแล้วค่ะ คุณยังไม่ว่า”
       “นั่นเพราะท่านยังไม่รู้จัก...ไม่เคยพบกับคุณย่า”
       “แต่ลูกของท่านก็เกือบถูกคุณย่าของคุณย่าฆ่าตายนะคะ”
       อดิศวร์นิ่งอึ้ง วิรงรองรู้สึกตัวว่าพูแรงไป รีบยกมือแตะปาก อดิศวร์หันหลังกลับเดินออกไปท่าทางฉุนๆ
       วิรงรองพูดไล่หลัง “ในเมื่อไม่มีวิธีอื่นแล้ว ทำไมไม่ลองวิธีนี้ดูบ้างล่ะคะ”
       ร่างอดิศวร์เลี้ยวลับตัวไปแล้ว วิรงรองถอนใจเฮือก เบือนหน้ากลับมามองประตูห้องเหมือนเริ่มลังเลครู่หนึ่ง เหมือนตัดสินใจ
       
       ท่านผู้หญิงถึงกับสะดุ้ง เมื่อเห็นวิรงรองที่เดินเข้ามาหาอย่างตกใจ วิรงรองตั้งสติสบตาท่านผู้หญิงครู่หนึ่ง แล้วเดินเข้ามาทรุดตัวลงตรงหน้าท่าน
       “ออกไป๊ เข้ามาทำไม...ออกไป๊”
       “ดิฉันอยากเข้ามาอธิบายความจริงบางอย่างให้ท่านผู้หญิงทราบ...”
       “ฉันไม่ฟัง”
       “ได้โปรดฟังสักนิดเถอะค่ะ ท่านผู้หญิงจะได้เข้าใจคุณพลับพลึง”
       “ไม่ต้องมาสาระแน”
       ท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่งห้อยขา เอานิ้วจิ้มหน้าวิรงรองจนหน้าหงาย
       “ทำไมแกไม่ตายไปเสียให้พ้นๆ เฮอะ ทำไมแกไม่ตายตามอีนังพลับพลึงไป”
       จู่บรรยากาศในห้องเหมือนสลัวลง ท่านผู้หญิงสะดุ้ง เหลียวมองโดยรอบ
       “นี่มันอะไรกัน”
       สีหน้าท่านผู้หญิงขณะพูด มีไอเย็นพวยพุ่งออกจากปากและลมหายใจ
       มีเสียงพลับพลึงดังขึ้น “เพราะวิรงรองยังไม่ถึงฆาตค่ะ”
       ท่านผู้หญิงสะดุ้งอีก หันขวับมามอง วิรงรองซึ่งก้มหน้าอยู่ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ทั้งทรงผมและเสื้อผ้าเปลี่ยนจากวิรงรองมาเป็นพลับพลึงในบัดดล
       ท่านผู้หญิงชักขาขึ้น แล้วกระถดกระถอยหลังทันที “นังพลับพลึง แก ...แกยังไม่ไปปีนต้นงิ้วเรอะ”
       “น้องรอคุณพี่ค่ะ รอเวลาของคุณพี่ที่ใกล้จะมาถึงมาถึงแล้ว” พลับพลึงในร่างวิรงรองบอก
       “นังผีบ้า แกไม่ต้องมาแช่งฉัน”
       “ไม่มีใครแช่งใครได้ ทุกคนต่างมีกรรมของตัวเอง กรรมของคุณพี่หนักนัก”
       พลับพลึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
       “แกจะทำอะไรฉัน”
       พลับพลึงเดินเข้าหาท่านผู้หญิงช้าๆ ท่านโบกไม้โบกมือไล่พัลวัน
       “ไป๊ ไปให้พ้น บอกให้ไป”
       จากใบหน้าสวยสวย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกระดูกในชุดสวย ท่านผู้หญิงกรีดร้องลั่นห้อง
       
       อดิศวร์เดินแกมวิ่งกลับมาด้วยเสียงร้องของย่าดังไปถึงห้องทำงาน อุษารีบวิ่งมาจากอีกมุมหนึ่งเช่นกัน
       อดิศวร์รีบเปิดประตูเข้าไป ตามด้วยอุษา
       
       วิรงรองกำลังจับตัวท่านผู้หญิงที่ดิ้นร้องโวยวาย ขณะที่อดิศวร์และอุษาเข้ามา
       “ท่านผู้หญิงคะ ท่านผู้หญิงคะ”
       สองคนกลับเห็นเหมือนว่าวิรงรองจะทำร้ายท่าน
       อดิศวร์เข้ามาดึงตัววิรงรองออกไปค่อนข้างแรง “ทำอะไรน่ะ วิรงรอง คุณย่าครับ”
       “ลบ...ช่วยย่าด้วย”
       วิรงรองมองอดิศวร์ด้วยสีหน้าน้อยใจ แล้วเดินออกไปเงียบๆ
       “อุษา...จัดหมอนให้คุณย่าหน่อย”
       “ค่ะ”
       ท่านผู้หญิงยังคงโบกไม้โบกมือดิ้นรน ขณะสองคนซึ่งจัดหมอนท่านเสร็จแล้วช่วยกันจับท่านให้นอนลง
       “นังพลับพลึงมันจะบีบคอย่า มันจะฆ่าย่า”
       “ไม่มีอะไรแล้วครับ...คุณย่านอนเถอะนะครับ”
       “ลบอยู่กับย่านะลูก...อยู่เป็นเพื่อนย่า” ท่านผู้หญิงออดอ้อน
       “ครับ...คุณย่านอนเถอะนะครับ”
       หญิงชราหลับตาลง โดยมือยังคงจับมือหลานไว้
       “อุษา...จะไปทำอะไรก็ไป”
       อุษารับคำเบาๆ แล้วออกไป
       
       สักครู่หนึ่งอุษาเดินเหลียวซ้ายแลขวามองหาวิรงรองมาเรื่อยๆ
       “อยู่ไหนนะ”
       ในที่สุดอุษาเดินมาพบวิรงรองนั่งร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง อุษาถอนใจโล่ง
       “คุณวิมาอยู่ที่นี่เอง”
       อุษานั่งลงข้างๆ แล้วจับมือวิรงรองบีบเบาๆอย่างปลอบโยน
       “อย่าเสียใจเลยนะคะ...คุณลบไม่ได้ตั้งใจ...เธอแค่ห่วงคุณย่าเท่านั้น”
       “วิจะกลับบ้านกับคุณวันพรุ่งนี้ค่ะ”
       อุษาตกใจ “ไปกันใหญ่แล้ว”
       “วิพยายามหลอกตัวเองว่า ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว...วิสามารถอยู่ที่นี่ได้...วิจะพยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด...แต่...”วิรงรองร้องไห้อีก
       อุษากอดวิไว้ “คุณวิจะต้องทำได้ค่ะ พี่เชื่อมั่นในตัวคุณวิ”
       วิรงรองตั้งสติแล้วผละตัวจากอุษา ย้ำคำเดิม “วิจะกลับบ้านกับคุณพรุ่งนี้อย่างที่บอก”
       “คุณลบคงไม่ยอม...”
       วิรงรองแค่นหัวเราะเยาะออกมานิดหนึ่ง “พี่อุษาไม่เห็นสีหน้าท่าทางของเขาเมื่อกี้นี้หรือคะ”
       ว่าพลางวิรงรองลุกขึ้นยืน อุษาลุกตาม
       “พี่อุษาเป็นคนเดียวที่ดีกับวิเสมอต้นเสมอปลาย...ขอบคุณมากค่ะ...ถ้าป้าอุไรกลับมา ฝากลาด้วยนะคะ”
       วิรงรองเดินไป
       “คุณวิคะ”
       อุษาถอนใจยาว เมื่อวิรงรองไม่ยอมหันกลับมา
       
       สองแม่ลูกอยู่ในห้องด้วยกัน ปรางย้อนถามลูกสาวออกมา
       “แม่หนูแน่ใจนะลูก”
       “ค่ะ หนูแน่ใจ”
       “ถ้าอย่างนั้นก็โล่งใจ...คุณเชื่อว่า ท่านผู้หญิงคงไม่มีวันปล่อยคุณอดิศวร์ แล้วคุณอดิศวร์เองก็ทิ้งคุณย่าของเขาไม่ได้ ยังไงลูกก็ไม่มีวันมีความสุข หากแต่งงานกับเขา”
       “หนูทราบค่ะ”
       ปรางเปลี่ยนท่าทีเป็นกระฉับกระเฉง “เก็บเสื้อผ้าข้าวของกันเถอะลูก”
       วิรงรองและปรางลุกขึ้นดึงกระเป๋าเดินทางออกมาจัด
       
       ส่วนท่านผู้หญิงนอนหลับสนิท โดยที่มือยังจับมือหลานชายอยู่ อดิศวร์มองย่า แล้วค่อยดึงมือออกมา ค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ท่านผู้หญิงยังคงหลับต่อด้วยความอ่อนเพลีย
       
       อดิศวร์เดินออกมาหน้าห้อง อุษาซึ่งรออยู่ด้วยสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย รีบเดินตรงมา
       “คุณลบคะ”
       “อะไรหรืออุษา”
       “คุณวิรงรองจะกลับกรุงเทพฯกับคุณแม่วันพรุ่งนี้ค่ะ”
       อดิศวร์ชะงัก “ทำไม”
       ภาพตอนที่ตนที่ตวาดวิรงรองด้วยความเข้าใจผิดเมื่อครู่ ผุดเข้ามาในห้วงความคิดแว่บหนึ่ง
       อดิศวร์ถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ยุ่งยากใจ
       “ถ้าคุณลบรักเธอ ก็ควรจะรีบไปทำความเข้าใจกับเธอนะคะ”
       อดิศวร์ทอดถอนใจยาว
       
       2 แม่ลูกกำลังช่วยกันเก็บเสื้อผ้าข้าวของ สักพักหนึ่ง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น วิรงรองมองสบตาแม่
       “วิรงรอง...ขอพูดด้วยหน่อย”
       ปรางแตะแขนวิรงรองแล้วพูดเบาๆ “แม่เอง”
       ปรางลุกเดินไปที่ประตู แล้วเปิดออกไป
       “มีอะไรหรือคะ”
       “ผมต้องพูดกับวิรงรอง” อดิศวร์บอก
       “แม่หนูไม่ว่างค่ะ กำลังเก็บข้าวของเสื้อผ้า จะกลับบ้านพรุ่งนี้...ยังไงก็ต้องขอบคุณ คุณอดิศวร์”
       อดิศวร์ขัดขึ้นทันที “กลับไม่ได้ครับ”
       “คุณไม่ใช่คุณพ่อของเขานะคะ...” ปรางบอก
       วิรงรองอดขำคำพูดมารดาไม่ได้ ทั้งๆ ที่อยู่ในอารมณ์เคร่งเครียด
       “ขนาดดิฉันเป็นแม่...ดิฉันยังไม่บังคับเขาเลย”
       “ผมทราบครับว่าวิรงรองเป็นคนยังไง...ถึงได้มาขอร้องให้เขาฟังผมสักนิด ถ้าเขาจะไปจริงๆ อย่างน้อย ผมก็ยังพอใจที่ได้พูดกับเขาแล้ว”
       ปรางนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหันมาทางวิรงรอง
       “ว่ายังไงลูก”
       วิรงรองก้มหน้าลงครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้น
       
       ตรมุมภายนอก ซึ่งต้นไม้ออกดอกไม้สวยงาม 2 คนเดินมาด้วยกันช้าๆ สีหน้าแววตาเคร่งเครียด ท่าทางของทั้งสองเหมือนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเองครู่หนึ่ง
       วิรงรองพูดขึ้นในที่สุด “ไหนคุณอดิศวร์บอกว่ามีอะไรจะพูดกับดิฉันไงคะ”
       อดิศวร์หยุดเดินแล้วหันมา “อย่ากลับไปเลยนะ วิรงรอง”
       วิรงรองมองเลยอดิศวร์ไปแล้วถอนใจยาว
       “ตอนที่อยู่ในห้องคุณย่า...ฉัน ...”
       วิรงรองต่อคำทันที “นึกว่าดิฉันจะฆ่าท่านผู้หญิง”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น”
       วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง “ดิฉันคิดว่า เราควรจะกลับไป ทบทวนให้ดีอีกครั้ง”
       “ฉันทั้งคิดแล้วก็ทบทวนดีแล้ว ความจริง ถ้าเธอกับคุณย่าต่างคนต่างอยู่มันก็ไม่มีอะไร เธอต้องยอมรับว่า ฉันห้ามไม่ให้เธอเข้าไปพบคุณย่า แต่เธอก็ดื้อที่จะเข้าไปให้ได้ แล้วมันก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ”
       “หมายความว่าดิฉันผิด”
       “ใช่”
       วิรงรองเม้มปาก
       “ถ้าเชื่อฉันเสียตั้งแต่แรก มันก็ไม่มีเรื่อง”
       เสียงวิรงรองอ่อยลงนิดเดียว “ดิฉันหวังดี”
       “จำที่เธอแอบนินทาฉันกับอุไรได้ไหม เธอน่ะรั้นเสียยิ่งกว่าฉันอีก”
       “ป้าอุไรเป็นคนพูด...ดิฉันเปล่า”
       อดิศวร์พูดเสียงหวานขึ้น “เธอเปลี่ยนใจไม่กลับกรุงเทพฯ แล้วใช่ไหม”
       “ยังไม่ได้พูดสักหน่อย”
       อดิศวร์โอบวิรงรองเข้ามา “เราสองคนผ่านอะไรต่อมิอะไรด้วยกันมามาก...พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง..เรื่องอะไรจะมาทิ้งกันไป ..จริงไหม”
       วิรงรองนิ่ง อดิศวร์พาออกเดินช้าๆ ทั้งสองไม่ต้องพูด แต่ท่าทางเข้าใจกัน บรรยากาศดีขึ้น
       
       ปรางซึ่งยืนมอง 2 หนุ่มสาวเดินคู่กันช้าๆ ท่าทางมีความสุข ทอดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมา
       “นึกอยู่แล้วทีเดียว เฮ้อ ! แม่หนูนะแม่หนู...” ปรางมองไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าขำๆ “รื้อเข้ารื้อออกอยู่นั่นแล้ว”
       
       ขณะเดียวกันภูไทและพันธุ์สูรย์กำลังนั่งทำงานอยู่ด้วยกัน เสียงโทรศัพท์พันธุ์สูรย์ดังขึ้น พันธุ์สูรย์มองแล้วชะงัก
       ภูไทเงยหน้ามอง “ใครโทร.มา”
       “โรงพยาบาลครับ”
       ภูไทชะงักไป ขณะพันธุ์สูรย์รับสาย
       “สวัสดีครับ...ใช่ครับ...” สีหน้าพันธุ์สูรย์ขรึมลง “ครับ...ครับ...ขอบคุณมาก”
       พันธุ์สูรย์วางโทรศัพท์ลง แล้วอึ้งอยู่ครู่หนึ่งโดยภูไทเหมือนจะรู้ แต่ไม่ถาม ปล่อยให้พันธุ์สูรย์พูดเอง
       “หลวงพ่อมรณภาพแล้วครับ”
       ภูไทพยักหน้าช้าๆ “ฉันเสียใจด้วย”
       พันธุ์สูรย์ลุกขึ้น “ผมต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
       ภูไทลุกตาม “ฉันไปด้วย”
       สองหนุ่มคนพากันเดินออกไป
       
       สองสามวันต่อมา ลานนาเดินออกมารับ 2 สาว ซึ่งก้าวลงจากรถ โดยอุษายังคงมีท่าทางลังเล แกมหวาดกลัวคำสั่งอดิศวร์อยู่ แต่วิรงรองจับแขนไว้แน่นให้ก้าวลงมา เพื่อไม่ให้กลับขึ้นไปอีก
       “สวัสดีค่ะ...พี่อุษา”
       อุษายิ้มแห้งๆ รับไหว้ “สวัสดีค่ะ”
       “พี่อุษาเป็นอะไรหรือคะ” ลานนาถามงงๆ
       อุษาอึกอักไม่กล้าตอบ
       “เป็นโรคกลัวคุณอดิศวร์ ซึ่งดีกว่าโรคกลัวน้ำนิดหน่อย” วิรงรองเย้า
       ลานนาหัวเราะชอบอกชอบใจ ขณะที่อุษานิ่วหน้ากับวิรงรอง
       “ฮื้อ...คุณวิล่ะก็”
       วิรงรองหันมาอธิบายกับลานนา “ไอ้เราน่ะอุตส่าห์อธิบายแล้วอธิบายอีกว่า คุณอดิศวร์ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะตอนฌาปณกิจหลวงพ่อคุณพันธุ์สูรย์ คุณอดิศวร์ยังไป แถมยังอนุญาตให้พี่อุษาไปด้วยเลย”
       “แน่ะ ใครมาโน่น” ลานนาพยักเพยิด
       อุษาและวิรงรองหันไปมอง เห็นพันธุ์สูรย์เดินอ้อมมาจากอีกทาง
       ลานนาหลิ่วตากับวิรงรอง แล้วดึงแขนลากไป 
       “มานี่ ขอสัมภาษณ์เรื่องของตัวเองหน่อย”
       อุษาพะว้าพะวัง “เดี๋ยวค่ะ คุณวิ...เจ้า...”
       พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น “คุยกับผมบ้างได้ไหมครับ...คุณอุษา”
       
     อุษาหันมาทางพันธุ์สูรย์ สีหน้าแววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล 
       
       ส่วนลานนาจูงแกมลากวิรงรองเข้ามาในบ้าน แล้วจับตัวให้นั่งลง
       
       “เฮ้ย! ลานนา! ทำอะไรเนี่ย”
       “ก็บอกแล้วว่าจะสัมภาษณ์”
       “ทำยังกับจะสอบสวนแน่ะ”
       “บอกมาเสียดีๆว่า...จะแต่งงานกับคุณอดิศวร์เมื่อไหร่กันแน่”
       “ก็ทีแรกว่าจะมาขอฤกษ์จากหลวงพ่อ...แต่บังเอิญท่านเกิดมรณภาพเสียก่อน”
       “เฮ้อ...นี่ยังดีนะที่คุณของตัวเองไปอยู่ที่โดมทองด้วย...ไม่อย่างนั้นละก็ เราเป็นห่วงตายเลย นี่ขนาดคุณไปอยู่ด้วย เราก็ยังเป็นห่วง ห่วงทั้งตัวเอง...ห่วงทั้งคุณ”
       “ขอบใจจ้ะ...แต่คงไม่เป็นอะไรหรอก”
       ลานนาโวยเสียงดังลั่น “โห...ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรได้ไง มาตกรต่อเนื่องยังลอยนวลอยู่ที่นั่นตั้ง 2 คน”
       วิรงรองถอนใจเฮือก
       ลานนาลดเสียงลง “ขอโทษที่โวยวายเสียงดังไปหน่อย”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ...วิเข้าใจ”
       “วิเก่งนะ ที่ทำใจได้”
       วิรงรองถอนใจเฮือก “ขอสารภาพว่ามันยากมาก” หญิงสาวลากและเน้นเสียง “เพราะวิเป็นคนประเภทถ้าร้ายมาก็ร้ายตอบ ยิ่งในกรณีแบบนี้ มันต้องถึงไหนถึงกัน แต่นี่ ...เฮ้อ...”
       ลานนาต่อให้ “เห็นแก่คุณอดิศวร์”
       วิรงรองนิ่งเป็นเชิงยอมรับ แต่นัยน์ตายังคงมีความอัดอั้นตันใจ
       ลานนาลูบหลังวิรงรองเป็นเชิงปลอบใจ “ดีแล้วละ...ชนะอะไรมันก็ไม่เท่า...ชนะใจตัวเอง แต่ลานนาแน่ใจว่าฝ่ายแพ้จะยอมแพ้หรือเปล่า”
       วิรงรองนิ่ง สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
       
       สองคนนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งในสวน ดอกไม้ชูช่อเบ่งบานสวยงาม พันธุ์สูรย์มองอุษาที่นั่งอึดอัดอยู่เหมือนจะน้อยใจนิดๆ
       “ถ้าคุณอุษาอึดอัด ไม่อยากอยู่ตามลำพังกับผมก็ไม่เป็นไรนะครับ” พันธุ์สูรย์ขยับลุกขึ้น “ผมจะพาไปหาเจ้าลานนากับคุณวิ”
       อุษารีบพูดด้วยความลืมตัว “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ”
       พันธุ์สูรย์นั่งลงใหม่ “หรือว่ายังเกรงใจคุณลบ”
       อุษานิ่งไป
       “ผมว่าเขาลดทิฐิไปได้ตั้งเยอะแล้ว”
       “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นค่ะ...แต่...อุษาก็ยังไม่อยากทำอะไรที่...เอ้อ...ที่คุณลบยัง...ยังไม่อนุญาต” อุษาว่า
       พันธุ์สูรย์หมั่นไส้เยาะหยันขึ้นมา “คุณนับถือเขาเป็นพระเจ้าเลยนะ ผมว่ามันเกินไป”
       อุษาบอกอย่างอัดอั้น “แล้วจะให้อุษาทำยังไงล่ะคะ คุณลบเป็นเหมือนพระเจ้าของอุษาจริงๆ”
       “ไม่น่าเชื่อว่าจะยุค พ.ศ. นี้แล้วยังจะมีคนคิดแบบนี้อีก แถมยังทำท่าจะเปลี่ยนยากด้วย”
       “อุษาเคยบอกกับคุณวิว่า โลกของอุษามีแค่...โดมทอง”
       “แต่โลกจริงๆ มันกว้างใหญ่ไพศาลกว่านั้นมากนัก ผมจะพยายามดึงคุณออกมาให้ได้”
       สีหน้าพันธุ์สูรย์ขณะพูดแน่วแนวจริงจัง
       
       ด้านอดิศวร์นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน จนสักครู่หนึ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
       “สวัสดีครับ...ใช่ครับ...สารวัตร...มีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า”
       “เราพบข้าวของส่วนหนึ่งของคุณวิรงรองแล้วครับ มีพวกเสื้อผ้า แล้วก็เครื่องสำอางที่ยังไม่ได้ใช้ เลยโทร.มาเชิญให้ไปดูที่สถานีตำรวจ” เสียงจากปลายสายบอก
       “ขอบคุณมาก...ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย”
       อดิศวร์ลุกเดินออกไปทันที
       
       ขณะที่อดิศวร์เดินออกมาจากในห้อง แสงแขที่ยืนลังเล ว่าจะเข้าไปหาดีหรือไม่ ถึงกับสะดุ้งเฮือก อดิศวร์ทำเหมือนแสงแขไม่มีตัวตน จะเดินเลยไป
       แสงแขรีบเรียกไว้ “คุณลบค่ะ”
       อดิศวร์หันมามอง ด้วยแววตาว่างเปล่า
       แสงแขกลืนน้ำลาย “เอ้อ...คุณ...คุณลบจะไปไหนหรือคะ”
       อดิศวร์ยังคงมีท่าทีเย็นชา “ตำรวจเขาโทร.มาบอกว่า พบข้าวของเครื่องใช้ส่วนหนึ่งของวิรงรองแล้ว”
       แสงแขผงะเล็กน้อย แล้วหน้าซีด
       “อีกไม่นานก็คงจับไอ้คนที่มันร่วมมือได้ ภาวนาไว้ให้ดีเถอะว่าอย่าให้มันซัดทอดถึงใครเลย”
       อดิศวร์มองใบหน้านั้นเหมือนจะสะใจแว่บหนึ่ง แล้วเดินออกไป แสงแขกลืนน้ำลาย
       
       อดิศวร์เดินออกมาหน้าคฤหาสน์ พูดสายโทรศัพท์กับวิรงรอง ขณะคนรถขับรถมาจอดรอ
       “วิรงรอง ฉันกำลังจะไปรับเธอไปสถานีตำรวจ...สารวัตรกิตติโทร.มาเมื่อกี้”
       วิรงรองอยู่ที่คุ้มภูไทกำลังพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าดีใจ
       “หรือคะ ดีจัง ค่ะ...ขอบคุณค่ะ”
       วิรงรองวางสาย ลานนาพลอยตื่นเต้นไปด้วย
       “อะไรหรือวิ”
       “ตำรวจเขาโทร.มาบอกคุณอดิศวร์ว่า พบเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางของวิแล้วที่ตลาดขายของมือสอง”
       “ว้าว! ว้าว! ว้าว! ถ้าจับไอ้คนที่เอาไปขายได้...คราวนี้ต่อให้วิช่วยเต็มที่ก็ไม่สำเร็จ หลักฐานชัดเจนขนาดนั้น!... และแล้วท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์ก็จะได้ชิมรสชาติของชีวิตให้มันสะใจไปเล้ย”
       สีหน้าดีใจของวิรงรองกลับคลายลง กลายเป็นกังวล
       “อ้าว! เป็นอะไรไปล่ะ”
       วิรงรองส่ายหน้าเหมือนเริ่มลังเล และสับสนอีก
       
       ขณะเดียวกันภายในห้องท่านผู้หญิง แสงแขและโอบอ้อมมีสีหน้าท่าทางหวาดกลัวสุดๆ
       “เราจะทำยังไงดีคะ คุณย่า” แสงแขหันขวับมาเล่นงานโอบ “เพราะแกทีเดียวนังโอบ...ที่ไม่รู้จักกำชับไอ้อ๊อดให้ดี ! ฉันสั่งแล้วสั่งอีกว่าให้เอาไปทำลาย ไม่ใช่เอาไปขาย แล้วนี่เรื่องพอจะเงียบๆ อยู่แล้ว ก็ต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีก”
       “โอบน่ะกำชับแล้วกำชับอีกนะคะ แต่ไอ้พี่อ๊อดมันโลภ โธ่เอ๊ย ถ้าถูกจับได้ละมีหวังซัดกันตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขี้ข้าจนถึงเจ้านายแน่ๆ”
       “ฉันไม่เกี่ยว ยังไงตาลบก็ไม่มีวันยอมให้ฉันติดคุก แต่พวกแกไม่แน่” ท่านผู้หญิงเยาะหยัน เต็มที่
       “ถ้าจะติดมันก็ต้องติดหมดนั่นแหละค่ะ! เรื่องอะไรเขาจะเว้นให้”
       “ตาลบต้องเว้นฉัน”
       “แต่ถ้ามันซัดมาถึงแข...แขก็จะแฉแหลก...เพราะฉะนั้นคุณย่าก็ต้องพูดกับคุณลบให้ช่วยแขด้วย” แสงแขต่อรอง
       “ช่วยโอบด้วยค่ะ ไม่งั้นโอบก็จะแฉแหลกเหมือนกัน” โอบอ้อมว่า
       ท่านผู้หญิงหยิบสิ่งของบนโต๊ะข้างเตียง ปาใส่ ทั้ง 2 คน หลบกันวูบวาบ
       “ไปให้พ้น ออกไป๊”
       สองคนตาลีตาลานออกไป ท่านผู้หญิงหอบหายใจเหนื่อยด้วยความแค้นใจ
       
       สองคนหัวซุกหัวซุนออกมาหน้าห้อง โอบอ้อมร้อนใจหนัก
       “ทำยังไงดีคะ”
       “โทร.หาพี่ชายแกซิ บอกมันว่าให้หลบเข้าประเทศเพื่อนบ้านไปก่อน”
       โอบอ้อมพยายามโทร.แล้วโทร.อีก แต่ไม่มีสัญญาณตอบ
       “ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ ว้ายตาย หรือว่าถูกตำรวจซิวไปแล้ว”
       “บ้า! ถ้าถูกจับ ตำรวจก็ต้องมาที่นี่แล้วน่ะซิ”
       “งั้นก็หนีไปกบดานที่ไหนสักแห่ง”
       “ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ”
       สองคนยังคงสีหน้ากลุ้มสุดๆ
       
       โอบอ้อมเดินเข้ามาในครัว ขณะที่อุรากำลังล้างผักอยู่
       “ล้างให้สะอาดนะยะ เดี๋ยวเจ้านายกินเข้าไปแล้วท้องร่วงเป็นมะเร็ง”
       “จะเป็นอะไรก็เป็นมันสักอย่างซิ พี่โอบ ท้องร่วงก็ท้องร่วง มะเร็งก็มะเร็ง” อุราบอก
       “แหม...แกนี่ปากคอไม่ผิดญาติแกเลยนะ”
       “รำคาญก็ไปให้พ้นๆ บ่นอยู่ได้”
       อุราเดินไปเปิดตู้เย็น ซึ่งโอบอ้อมยืนขวางอยู่
       “ถอย” อุราบอก 
       “ต๊าย นังอุไร”
       อุราเปิดตู้เย็นหยิบของ “อุไรน่ะพี่...ฉันชื่ออุรา...เป็นน้อง...เบื่อจั๊ง! พวกคนแก่ขี้ลืม”
       อุราทำงานคล่องแคล่ว โอบอ้อมอ้าปากจะพูด
       อุราหันมาเอานิ้วแตะปากโอบอ้อม “ห้ามพูด ถ้าจะอยู่ในนี้ก็ยืนดูเฉยๆ”
       โอบอ้อมโมโห “วะ”
       
       ส่วนพันธุ์สูรย์ขับรถพาอุษามาส่งหน้าบ้าน โอบอ้อมเดินมาชะโงกแอบมองตรงข้างๆ ประตูแล้วเบิกตากว้าง
       “อุ๊ยตายแล้ว”
       ภาพที่โอบอ้อมเห็น คือพันธุ์สูรย์กำลังเปิดประตูรถให้อุษาก้าวลงมา
       อุษาไม่กล้าสบตา “ขอบคุณค่ะ !
       อุษาหันหลังจะเดินเข้าบ้าน พันธุ์สูรย์จับแขนไว้อย่างนุ่มนวล
       “อุษา”
       “ปล่อยค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
       “โอ๊ยตาย ทนดูไม่ได้”
       โอบอ้อมเดินออกไปจากครัวทันที
       พันธุ์สูรย์เอ่ยขึ้น “ผมมาหาที่นี่บ้างได้ไหม”
       “ต้องขออนุญาตคุณลบก่อนค่ะ”
       “เฮ้อ! อะไรๆ ก็คุณลบ”
       “คุณลบอนุญาตให้คุณมาส่งอุษาถึงโดมทองแล้ว...ต่อไปก็อยู่ที่คุณแล้วละค่ะ...อุษาขอตัวนะคะ”
       อุษาเดินเข้าไปในบ้าน พันธุ์สูรย์มองตาม ด้วยสีหน้าอ่อนโยน
       
       ท่านผู้หญิงตัวสั่นเทาไปหมดพอฟังที่โอบอ้อมมาฟ้อง
       “ไปบอกไอ้พันธุ์สูรย์ว่าอย่าเพิ่งไป รอให้ฉันด่ามันก่อน เรียกน้องนังอุไรมาเข็นรถฉันไปเดี๋ยวนี้เร็วๆเข้า”
       “เจ้าค่ะ”
       โอบอ้อมรีบออกไปอย่างว่องไว
       “ไอ้พัน ตัวเอ็งตายไปแล้วแต่ยังไม่วายส่งลูกหลานมารังขวานข้าอีก”
       
       พันธุ์สูรย์ขึ้นรถ แล้วสตาร์ทเครื่องออกรถ โอบอ้อมวิ่งล้มลุกคลุกคลานมาขวางไว้อย่างรีบร้อน จนพันธุ์สูรย์ต้องรีบเบรก
       “อยากตายเรอะไง” พันธุ์สูรย์ฉุนกึก
       โอบอ้อมกางแขนไว้ หอบเหนื่อยครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาได้ “ท่านผู้หญิงยังไม่ให้ไป”
       พันธุ์สูรย์ชะงัก “ใครนะ”
       ท่านผู้หญิงแผดเสียงดังขึ้น “เรียกมันลงมา”
       พันธุ์สูรย์และโอบอ้อมหันไปมอง เห็นอุราเข็นท่านผู้หญิงออกมาจากประตูเล็กน้อย พันธุ์สูรย์เปิดประตูก้าวลงมา
       เดินเข้ามาอยู่ในระยะพอสมควร แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
       “เอาไหว้ของแกคืนไป ฉันไม่ต้องการ”
       พันธุ์สูรย์สะอึกอึ้ง ในขณะที่อุรายกมือทาบอกแล้วเบิกตากว้าง ส่วนโอบอ้อมยิ้มเยาะๆ แล้วรีบอ้อมไปยืนเยื้องๆแสงแขที่เดินทอดน่องออกมามอง
       “แล้วก็ห้ามมาเหยียบอาณาเขต “โดมทอง” ของฉันเด็ดขาด...ปู่แก...พ่อแก...โคตรเหง้าของแกไม่เคยบอกเรอะว่า โดมทองเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับพวกแก”
       พันธุ์สูรย์สวนกลับ “อดีตก็คืออดีต...ไม่ควรเอามาปะปนกับปัจจุบัน...ท่านอาจจะมีเรื่องขุ่นเคืองกับคุณปู่ผม..คุณพ่อผม...แต่ตัวผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย”
       “แต่พวกแกมันสายเลือดเดียวกัน”
       พันธุ์สูรย์ขัดขึ้นทันที “สายเลือดผมมันเป็นยังไงหรือครับ เท่าที่ทราบ...คนในตระกูลผมไม่เคยทรยศหรือเนรคุณอะไรท่านเลย! มีแต่ก้มหัวรับใช้งกๆ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด”
       “ไอ้พันธุ์สูรย์” ท่านผู้หญิงเสียงดัง
       “เอ!...หรือว่าคุณปู่ผมกับคุณพ่อผมเกิดไปรู้ความลับอะไรของท่านเข้า” พันธุ์สูรย์จ้องตาท่านผู้หญิงเขม็ง
       ท่านผู้หญิงโกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลือง ชี้นิ้วสั่นเทาพูดไม่ออก
       “ไอ้...ไอ้”
       ท่านผู้หญิงเป็นลมหมดสติ ทุกคนตกใจร้องเอะอะโวยวาย อุษาวิ่งออกมา พันธุ์สูรย์รีบเข้าไปอุ้มร่างท่านขึ้นรถ
       “อย่านะ! ฉันรู้ว่า คุณย่ายอมตายมากกว่าจะยอมขึ้นรถแก” แสงแขแว้ดใส่
       “รีบพาไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!” อุษาไม่สน
       พันธุ์สูรย์อุ้มท่านผู้หญิงขึ้นรถ อุษาตาม
       “พี่อุษา” แสงแขแหวใส่อีก
       “พี่รับผิดชอบเอง!”
       พันธุ์สูรย์รีบขับรถออกไป แสงแขตะโกนโหวกเหวกเรียก
       
       ไม่นานต่อมาเห็นพันธุ์สูรย์เดินเข้ามามุมหนึ่งในบ้านเจ้าภูไท ด้วยสีหน้าท่าทางอ่อนอกอ่อนใจ เจอสองเจ้าพี่เจ้าน้องที่นั่งอยู่แล้ว ลานนาถามอย่างกระตือรือร้น
       “เป็นไงบ้างคะพี่พันธุ์สูรย์! โอ๊ย! ตื่นเต้น..ตื่นเต้น!”
       “ยัยน้อง...จะต้องตื่นเต้นอะไรนักหนา” ภูไทปราม
       “ไม่ตื่นเต้นได้ไง! พี่พันธุ์ได้เผชิญหน้ากับยากูซ่าแห่งโดมทองทั้งที”
       พันธุ์สูรย์อดหัวเราะไม่ได้ ทั้งๆ ที่กำลังอ่อนอกอ่อนใจ ในขณะที่ภูไททุบหัวน้องเบาๆ อย่างเอ็นดู
       “ไปว่าเขา! อย่าไปพูดให้อดิศวร์ ได้ยินเชียวนะ...ไม่ว่าคุณย่าเขาเป็นยากูซ่า”
       “ว่าไงคะ...พี่พันธ์สูรย์” ลานนาซักอีก
       “ไม่ว่ายังไงหรอกครับ...พอท่านผู้หญิงฟื้นเท่านั้นแหละ รวมหัวกันไล่ผมเลยทั้งย่าทั้งหลาน”
       “อ้าว …แล้ววิไม่ว่าอะไรหรือค่ะ”
       “โอ๊ย! จะว่าอะไรได้ล่ะครับ...คุณวิเองยังเอาตัวไม่รอดเลย! นี่ผมก็เพิ่งพาไปส่งที่บ้าน...พอดีคุณแม่กลับจาก Shopping กับเพื่อนๆ พอดี!”
       “คุณแม่คุณวิมีเพื่อนที่นี่ด้วยหรือ!” ภูไทแปลกใจ
       “เขามาเที่ยวกันค่ะ เลยโทรศัพท์นัดกัน” ลานนาบอกแล้วหันมาทางพันธุ์สูรย์ “แล้วนี่ท่านผู้หญิงมิต้องอยู่โยงโรงพยาบาลนานเลยหรือค่ะ”
       “โอ๊ะ ไมนานหรอกครับ! หวงบ้านหวงสมบัติขนาดนั้น ตอนที่ผมจะกลับมานี่ก็เห็นว่าจะกลับโดมทองแล้วละครับ”
       “หนังเหนียวจริงๆ เลย!” ลานนาบอกอย่างขัดใจ
       “เดี๋ยวเถอะ...เรานี่”
       ลานนาหัวเราะชอบอกชอบใจ
       
       ขณะเดียวกันท่านผู้หญิงสรรักษ์ซึ่งเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล นอนอยู่บนเตียงด้วยความอ่อนระโหยจับมืออดิศวร์แน่น มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วเห็นอุษาเดินเข้ามา ท่านผู้หญิงปรี๊ดแตก ของขึ้นอีก
       “ออกไป๊ นังตัวดี วันนี้ฉันเกือบตาย เพราะความใจง่ายของแกแล้ว” 
       อุษาตกใจ หน้าซีดเผือด ยืนตัวแข็งทื่อ
       “อุษา...ออกไปก่อน” อดิศวร์บอก
       “ค่ะ” อุษาพึมพำรับคำแล้วออกไป
       “คืนนี้ไม่ต้องให้มันมานอนเป็นเพื่อนย่า ย่าไม่อยากเห็นหน้ามัน” ท่านผู้หญิงบอก
       “ถ้าอย่างนั้น...”
       “นังแสงแขกับนังโอบก็ไม่เอา เห็นพวกมันแล้วย่าจะตายเสียก่อน”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ให้อุรามาอยู่ก็แล้วกันนะครับ”
       ท่านผู้หญิงหลับตาลง แล้วพยักหน้า อดิศวน์มองอย่างหนักใจ
       
       ฝ่ายอุษานั่งกอดเข่า น้ำตาไหลเงียบๆอยู่มุมหนึ่ง อดิศวร์เดินตรงมา ชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นภาพนั้น อดิศวร์มองอุษาครู่หนึ่งแล้วจึงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งตรงหน้า
       อุษาสะดุ้งแล้วรีบเช็ดน้ำตา “ขอประทานโทษค่ะ”
       อดิศวร์บอกเสียงอ่อนโยน “พี่ต่างหากต้องขอโทษ ที่ทำเหมือนปล่อยปละละเลย ให้เธอต้องอดทนรองรับอารมณ์ของคุณย่าตลอดมา”
       “คุณลบไม่ต้องขอโทษค่ะ...มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนพระคุณ...”
       อดิศวร์ขัดขึ้น “ตอบแทนด้วยการปรนนิบัติรับใช้นั่นมันก็พอสมควรแล้วไม่จำเป็นต้องรองรับอารมณ์ด้วย”
       “คุณย่าคงโกรธที่เห็นพันธุ์สูรย์มาส่งอุษา”
       “เป็นความผิดของพี่เองที่อนุญาตให้ไอ้เจ้านั่นมันมาส่ง...เพราะพี่ต้องรีบพาวิรงรองไปสถานีตำรวจ...ไอ้พันธุ์สูรย์มันก็ไม่ใช่ย่อย คนแก่คนเฒ่าไม่มีละเว้น”
       อุษาจะอธิบาย “ความจริง...”
       อดิศวร์เสียงเข้ม “อย่าแก้ตัวแทนมัน”
       อุษาก้มหน้าลง น้ำตาปริ่มขึ้นมาอีก
       “ระหว่างนี้ อุษาไม่ต้องเข้าไปให้คุณย่าเห็นหน้าเห็นตา รอให้ท่านลืมๆ เรื่องวันนี้ไปก่อน”
       อุษาเป็นกังวล “แล้วใครจะคอยดูแลคุณย่าล่ะคะ เพราะแสงแขก็...เอ้อ...”
       “ให้อุไรไปอยู่ประจำกับคุณย่าเลย...พี่เองก็จะให้เวลากับท่านมากขึ้น...” อดิศวร์ลุกขึ้น “ไปบอกกับอุไรตามนี้”
       “ค่ะ”
       
       อุษากับอุไรอยู่ในครัวสองคน คำพูดอดิศวร์ถูกถ่ายทอดให้อะไรฟังแล้ว อุไรเบิกตากว้าง
       “อยู่ประจำหรือคะ แค่ไปกลับยังเกือบตาย”
       อุษาดุ “อุไร”
       “ให้นังโอบมาสลับกันบ้างก็ยังดี”
       “นี่เป็นคำสั่งของคุณลบ...ถ้าทำไม่ได้ก็ไปบอกเอง”
       อุษาเดินไป อุไรบ่นงึมงำ
       “โธ่เอ๊ย...ช่างไม่เวทนาสงสารอุไรบ้างเล้ย...ย ....เฮ้อ”
       
       อุษาเดินน้ำตาคลอก้มหน้าก้มตาขึ้นบันไดมาจนถึงหัวบันไดด้านบน เสียงเย้ยเยาะของแสงแขดังขึ้น
       “ขอต้อนรับเข้าสมาคมหมาหัวเน่า”
       อุษาหยุดเงยหน้าขึ้นมอง แสงแขยืนกอดยิ้มเยาะ
       แสงแขสูดลมหายใจยาว “เฮ้อ...รู้สึกอบอุ่นขึ้นเยอะเลย มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกคน”
       อุษาเดินไปขึ้นบันไดต่อ โดยไม่ต่อปากต่อคำ แล้วผ่านแสงแขจะไปห้อง
       “จะไม่แสดงความคิดเห็นสักหน่อยเรอะ” แสงแขดึงแขนเอาไว้
       อุษากระชากแขนกลับ “อย่ามายุ่งกับฉัน”
       แสงแขหัวเราะลั่น “อุ๊ยต๊าย รู้จักโกรธเป็นเหมือนกันนี่ คุณพี่อุษากลายร่างจากแม่พระมาเป็นมนุษย์แล้ว ไชโย้”
       อุษากัดปาก สะกดกลั้นความโมโห เดินต่อ
       “เป็นไง รู้สึกดีขึ้นมากใช่มั้ยล่ะ! นี่ขนาดแค่แขนะ! ลองประทะกับยัยแม่มดมณฑาดูบ้างซิรับรองว่า พี่อุษาจะหายเครียดไปเลย”
       อุษาเร่งฝีเท้าหนี แต่แสงแขตามมาขวางไว้
       “เอาเลย! พี่อุษา แขสนับสนุนเต็มที่”
       อุษาผลักแสงแขอย่างแรงจนเซถลาล้มลง แล้วเดินเร็วๆ ไปเข้าห้อง
       แสงแขระเบิดเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
       
       อุษาเปิดประตูเข้ามาทิ้งตัวพิงประตู ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะอดกลั้นอีกต่อไป
       
       อารมณ์เก็บกดของอุษาที่พุ่งทะลักออกมา หลังจากเก็บอัดไว้มาตลอดชีวิต
       
       ขณะที่ปรางและวิรงรองเดินคุยกันออกมาหน้าห้อง ทั้งสองชะงักเมื่อเห็นแสงแขเดินตรงมา แม่ลูกหันมามองหน้ากันแว่บหนึ่ง
       
       “มาดีค่ะ...มาใช่มาร้าย...ไม่ต้องระแวง”
       สองคนยังมองหน้าแสงแขนิ่ง วิรงรองจับมือปรางไว้แน่น
       แสงแขหันหน้ามาจ้องวิรงรอง
       “พี่อุษากำลังร้องห่มร้องไห้ปานฟ้าจะถล่มโลกจะทลายแน่ะ ! ฉันว่าเธอควรจะไปดูหน่อยนะในฐานะเพื่อนสนิท!”
       แสงแขหันหลังกลับ เดินลอยหน้าออกไป วิรงรองมองตาม แล้วหันมามองแม่
       “ไปหน่อยก็ดีนะลูก ไม่ต้องเป็นห่วงคุณ”
       “ค่ะ”
       วิรงรองเดินเลยไป ปรางมองตามด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
       
       กลางดึกคืนนั้นท่านผู้หญิงนอนหลับอยู่บนเตียง ขณะที่ด้านนอกฝนยังคงโปรยสายอยู่ อุษานอนห่างออกไป
       จู่ๆ เหมือนมีใครเข้ามาในห้อง บรรยากาศดูวังเวง และน่ากลัว
       “ใคร...ใครน่ะ” ท่านผู้หญิงสรรักษ์ถามทั้งที่ยังหลับตา
       เสียงท่านเจ้าคุณ ดังแผ่วๆ แหบโหย ขึ้นมา “แม่มณฑา... แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงพึมพำ “คุณพี่”
       “แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงเหมือนถูกสะกด
       “แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงเดินเหมือนคนเลื่อนลอยไปที่ประตู พร้อมๆ กับประตูเปิดออกช้าๆ ท่านผู้หญิงเดินออกไป
       ประตูปิดลง โดยที่อุษายังคงนอนไม่รู้เรื่องอะไรเลย
       
       ฟ้าแลบแปลบปลาบแล้วตามด้วยฟ้าผ่าเปรี้ยง กลางสายฝน แสงสว่างวาบกระทบกระจกหน้าต่าง
       ในแสงแปลบปลาบนั้น ทำให้เห็นท่านผู้หญิงเดินมาอย่างเลื่อนลอย ที่หน้าบันไดเวียน
       เสียงท่านเจ้าคุณเรียก “แม่มณฑา”
       ท่านผู้หญิงเดินผ่านประตูเหล็ก ซึ่งเปิดออกช้าๆ ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ
       ฝนฟ้าด้านนอกคะนองน่ากลัว ท่านผู้หญิงเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงพอสมควร ร่างท่านเจ้าคุณ และ พลับพลึงปรากฏขึ้นตรงหน้าทันทีทันใด ด้วยใบหน้าบึ้งตึงซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา แลดูน่ากลัวมาก
       ท่านผู้หญิงกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ผงะหงายหลังกลิ้งตกบันได ลงมานอนบนพื้นข้างล่าง เลือดค่อยๆ ไหลนองออกมา ดวงตาเบิกโพลงเหมือนกำลัง เห็นอะไรที่น่ากลัวที่สุดๆ
       ท่านเจ้าคุณ พลับพลึง และบรรดานักดนตรีวงมโหรีกำลังก้มลงจ้องมองมา
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์หมดลมหายใจทั้งๆ ที่นัยน์ตายังเบิกโพลง
       
       พร้อมๆ กันนี้แลเห็นแสงไฟที่ห้องอดิศวร์เปิดสว่างขึ้น ไฟชั้นบนห้องต่างๆ และชั้นล่างเปิดตามมา พร้อมเงาของผู้คนข้างในบ้านวิ่งกันวุ่นวาย
       ขณะที่สายฝนยังเทกระหน่ำ ไม่ลืมหูลืมตา
       
       แสงแขลากแขนโอบอ้อมตามมาด้วย โดยที่โอบอ้อมพยายามขัดขืน
       “ปล่อยค่ะ...คุณแข! โอบจะไปนอนกับพี่อุไร”
       “แกต้องนอนกับฉัน”
       แสงแขลากโอบอ้อมเข้าไปในห้องจนได้ หลังจากยื้อกันไปยื้อกันมาครู่หนึ่ง
       
       พอเข้ามาในห้องได้ แสงแขรีบปิดประตูล็อคห้อง
       โอบอ้อมลงคุกเข่า พนมมือ “ให้โอบไปนอนกับพี่อุไรเถอะค่ะ!”
       “แล้วคิดเรอะว่านังอุไรมันจะยอมให้แกนอนด้วย! มันกลัวผีคุณย่าตามแกไป”
       “ว้าย! ผีท่านผู้หญิงน่ะไม่ตามโอบหรอกค่ะ! แต่จะตามคุณแขนั่นแหละ!”
       “นังโอบบ้า”
       “ก็ไม่จริงหรือคะ! ยิ่งมีกรณีกันอยู่ด้วย! อีกอย่าง..คุณแขน่ะนิสัยใจคอเหมือนท่านจะตาย!”
       “อีโอบ!”
       “แบบนี้ยิ่งเหมือนเป๊ะเว่อร์”
       “ฟังให้ดีนะ นังโอบ ไม่ว่าจะยังไง คืนนี้แกต้องนอนเป็นเพื่อนฉัน!”
       “โอบต้องไปเอาที่นอนหมอนมุ้งมาก่อนค่ะ!”
       “ไม่ต้อง! นอนกับกระดานนั่นแหละ เอ้า! เอาหมอนใบนี้ไป...ฉันยกให้”
       แสงแขโยนหมอนอีกใบให้โอบอ้อม
       “นอนได้แล้ว! ไฟเฟยเปิดไว้อย่างนี้แหละ! ไม่ต้องปิด”
       แสงแขล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มคลุมตัว โอบอ้อมหน้างอขณะเอนตัวลงนอนเบียดติดเตียง
       
       ท่านผู้หญิงนอนตาย สภาพเหมือนคนกำลังหลับสนิท ผ้าแพรเพลาะคลุมถึงอก
       อดิศวร์ในชุดดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ทอดสายตามองย่าด้วยสีหน้าแววตาเศร้าๆ พลางยื่นมือมากุมมือท่านไว้
       “คุณย่าครับ...ผมขออโหสิทุกอย่าง แล้วก็ขอให้คุณย่าอโหสิให้ผมเช่นเดียวกัน!”
       ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังแน่นิ่งไม่ไหวติง อดิศวร์มองหน้าท่านอย่างเพ่งพิศ
       ภาพที่ท่านผู้หญิงนอนตายตาเหลือกโพลง ราวกับกลัวอะไรบางอย่างสุดชีวิตผุดขึ้นมาอีก
       อดิศวร์ค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบตาท่านให้ปิดลงอย่างสนิท
       มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วอุษาในอาภรณ์สีดำเปิดเดินเข้ามา โดยอุไรในชุดดำเช่นกันหยุดยืนอยู่ห่างๆ ตาเหลือบแลแว้บๆ ไปที่ท่านด้วยความกลัว
       “คุณลบไปนอนเถอะค่ะ...อุษากับอุไรจะนอนเฝ้าคุณย่าเอง”
       อุไรสะดุ้งเฮือก “อุ...อุไร...ยังไม่ได้พูดนะคะ”
       “ฉันเฝ้าคนเดียวก็ได้!” อุษานิ่วหน้ามองอุไรแว่บหนึ่ง
       “ไม่ต้อง คืนนี้คุณย่าจะอยู่ที่โดมทองของท่านเป็นวันสุดท้าย...พรุ่งนี้ก็ต้องย้ายท่านไปที่วัดแล้ว...พี่จะอยู่กับท่านเอง อุษาไปนอนเถอะ”
       อุไรจะร้องไห้เสียให้ได้ “แล้ว...แล้วอุไรล่ะคะ”
       อดิศวร์รำคาญเล็กๆ “จะไปไหนก็ไป”
       อุไรรีบคว้าข้อมืออุษาหมับ “เราไปกันเถอะค่ะ...คุณอุษา”
       อุษาดุเล็กๆ “เอ๊ะ! อุไรนี่! จะกลัวอะไรนักหนา..คุณย่าก็เหมือนคนนอนหลับธรรดา! ดูดีๆ ซิ”
       “มะ...มะ...ไม่เป็นไรค่ะ!” อุไรบอก
       “พี่จะไปเอางานมาทำในนี้...อุษาอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าก่อนนะ...เดี๋ยวพี่มา” อดิศวร์ลุกขึ้น
       “ค่ะ”
       ขณะที่ทั้ง 2 พูดกัน อุไรพยายามทำใจกล้าเหลือบมอง ท่านผู้หญิงลืมตาโพลงขึ้นทันที
       อุไรร้องลั่น กระโดดเข้ามากอดอุษา “ว้าย! ช่วยด้วย! คุณอุษาช่วยด้วย”
       อดิศวร์และอุษารำคาญ อดิศวร์เดินออกไป
       อุษาแกะแขนอุไรออก “อะไรนะ อุไร”
       อุไรหลับหูหลับตา “ท่านผู้หญิงค่ะ ท่านผู้หญิงเบิกตาโพลงมองอุไร”
       “โธ่เอ๊ย นี่ ดูเสียให้เต็มตา”
       อุษาดันตัวอุไรให้ไปใกล้ๆเตียงท่าน อุไรโวยวายลั่น
       “ลืมตาซิ”
       “ไม่ค่ะ อุไรกลัว”
       “ก็มัวแต่หลับหูหลับตาอยู่นั่น จะไปเห็นอะไร”
       “อุไรไม่อยากเห็นค่ะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อิติปิโส ภควา”
       อุไรสวดมั่วไปหมด อุษาส่ายหน้า
       
       ดึกสงัด ท้องฟ้าร้องครืนครัน ฟ้าแลบแปลบปลาบเหมือนฝนจะตกใหญ่ ลมพัดแรง
       ลมพัดเข้ามาภายในห้องแสงแขจนม่านปลิวไสว
       “คุณแขขา ...หลับหรือยังคะ” โอบอ้อมพูดเบาๆ สีหน้าหวาดหวั่น
       “ไปปิดหน้าต่างซิ” เสียงพลับพลึงดังขึ้น
       โอบอ้อมคิดว่าเป็นแสงแข “ค่ะ...คุณแขเป็นหวัดหรือคะ...เสียงแปลกๆ”
       แสงแขอยู่บนเตียงมองโอบอ้อมลุกขึ้นเดินไปปิดหน้าต่างพลางพูดบ่นด้วยสีหน้างงๆ
       “ปิดให้หมดเลยหรือคะ”
       “แกพูดกับใครน่ะ โอบ”
       “ก็พูดกับคุณแขไงคะ”
       โอบอ้อมหันมามองทางแสงแขและสะดุ้งโหยง เห็นพลับพลึงยืนอยู่ตรงหัวนอนแสงแข ทัดดอกพลับพลึงสีขาว
       โอบอ้อมพยายามจะพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา
       แสงแขลุกนั่ง “นังโอบ แกเป็นอะไรของแกฮึ”
       โอบอ้อมพยายามพยักเพยิดให้แสงแขมองข้างหลัง
       “อะไร”
       โอบอ้อมค่อยๆ ยกมือชี้ แสงแขหันไปมองตาม แล้วสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้าง
       
       พลับพลึงยืนมองมา แสงแขจะลุกหนีก็ลุกไม่ขึ้น จะร้องก็ร้องไม่ออก 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ละครออนไลน์

0 ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ
ชื่อ