หมามุก17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : จับได้แล้ว

คำค้น : ออฟกัน

หมวดหมู่ : นิยาย เรื่องสั้น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2561 14:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จับได้แล้ว
แบบอักษร

“กลับมาแล้วค่า”

“กลับมาแล้วหรอคะคุณบีน ตอนนี้คุณพ่อรออยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ”

บีนส่งกระเป๋าให้ป้าอิ่มผู้เป็นเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ภายในบ้านที่บีนเคารพเหมือนเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง แล้วเดินมาหาผู้เป็นพ่อที่ห้องรับแขก

“สวัสดีค่ะพ่อ มีอะไรจะคุยกับหนูรึเปล่า”

พ่อลดโทรศัพท์ลงจากหน้าแล้วกอดอก

“มีแน่นอน เรื่องของเราอ่ะ พ่อกำลังจัดการให้อยู่นะ เพราะดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อว่าเป็นคนอื่นขับ เพราะมีคนเห็นเรา พ่อเองก็พยายามเบี่ยงเบนแล้ว แล้วก็รถของเราอ่ะ ซ่อมเสร็จแล้วนะ แต่พ่อยังไม่อยากให้เราขับออกไปไหน จนกว่าเรื่องจะซาลง ลูกโอเคมั้ย”

“แล้ว หนูจะไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ”

“ไม่เป็นไรหรอก จะไม่มีใครทำอะไรลูกได้ มันจะไม่สาวมาถึงตัวลูกแน่นอน”

บีนผงกหัวให้พ่อแล้วคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเรื่องที่เธอประมาทเองทั้งนั้น แต่เพราะมีพ่อเป็นคนใหญ่คนโต เลยพอช่วยให้ปกปิดความผิดของตัวเองไปได้บ้าง


วันต่อมา บีนเดินเข้ามาที่โรงพยาบาลด้วยอาการใจลอย คิดถึงเรื่องที่ผู้เป็นพ่อพูดด้วยเมื่อคืนก็ยิ่งทำให้รู้สึกคิดหนัก จนไม่เห็นออฟที่เดินมาอีกฝั่งจนชนกันเข้า

“ออฟ เราขอโทษนะ เราไม่ทันได้ดู”

“ไม่เป็นไร แล้วเหม่ออะไรเนี่ย”

ออฟถามไปด้วยก็ก้มเก็บกระเป๋าตัวเองที่หกเรี่ยราดโดยมีบีนช่วยเก็บด้วย

“เราคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอ่ะ ขอโทษอีกทีนะ”

“ไม่เป็นไรๆ”

บีนเก็บของยื่นให้ออฟไปเรื่อยๆจนสะดุดอีกครั้งตรงที่ในมือถือตุ๊กตาอยู่

“นี่เอาติดตัวไว้ตลอดเลยหรอ”

บีนยกตุ๊กตาขึ้นมาให้ออฟดู ออฟยิ้มเขินๆแล้วยื่นมือไปรับตุ๊กตามาจากบีน

“เราก็เก็บมันไว้ตลอดนั่นแหละ อันที่จริงก็หวังไว้ ว่าซักวัน...จะให้เขาไปจริงๆ”

บีนหุบยิ้มแล้วมองหน้าออฟแบบอึ้งๆ

“หมายความว่าไงหรอ”

“ออฟยังรักบีนนะ แล้วก็...ยังรักเสมอด้วย ขอโทษนะ ทั้งที่คิดว่าจะได้เป็นเพื่อนกันแบบไม่ต้องคิดอะไรมากแล้วอ่ะ แต่เราก็อดคิดไม่ได้จริงๆ”

บีนก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตาที่เหมือนกำลังอ้อนวอนจากออฟ

“จะเป็นไรมั้ย ถ้าเราอยากให้ตุ๊กตาตัวนี้กับบีน”

“อันที่จริง เราก็ยังรักออฟเหมือนกันนะ แต่พอเรากลับไปคิดทบทวนอะไรหลายๆอย่าง เราว่า...เราเป็นเพื่อนกันหน่ะ ดีแล้ว”

ออฟทำตุ๊กตาในมือหล่นลงพื้นไปทันที เหมือนทั้งร่างกายตอนนี้กำลังหมดแรงไปซะดื้อๆ ออฟไม่พูดอะไรตอบกลับไป แล้วเดินผ่านบีนเข้าไปในโรงพยาบาล บีนเองก็เดินตามเข้ามาด้วยก่อนจะเก็บกระเป๋าของตัวเองไว้ที่โต๊ะแล้วเดินไปหาออฟที่นั่งอยู่ที่โตะของตัวเอง

“เรารู้ว่าตอนนี้ออฟกำลังเสียใจนะ แต่เราอยากให้ออฟคิดดีๆ เพราะถ้าเรากลับไปคบกันอีกครั้ง เรากลัวว่าเราจะเบื่อออฟอีก”

ออฟเงยหน้าขึ้นมองบีนแล้วคิดทบทวนเมื่อครั้งที่เขากับบีนรักกัน มันก็จริงอย่างที่บีนบอก ถ้าเกิดบีนเบื่อเขาอีกรอบ คราวนี้เขาอาจจะไม่อยากมีชีวิตอยู่เลยก็ได้ ออฟยิ้มกลับให้บีนอย่างเข้าใจพร้อมกับผงกหัว

“เพื่อนก็ได้ แต่เราขอทำใจก่อนนะ”

“ไม่เป็นไร เราเข้าใจ”

บีนเดินกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเอง ก่อนจะควานหาบางอย่างออกมาจากกระเป๋า เป็นตุ๊กตาไม้ที่ม่อนเคยให้ไว้นั้นเอง บีนยิ้มให้มันแล้วกุมมันไว้แน่น


พักเที่ยง ออฟก็เดินถือกล่องแซนวิชมาที่จุดเดิมแบบเอื่อยๆเฉื่อยๆ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ที่ตอนนี้มีกันนั่งอยู่ก่อนแล้ว

“เป็นไรอ่ะพี่ออฟ ดูแปลกๆไปนะ”

“อกหักหว่ะ มากด้วย”

“ใครมันบังอาจเนี้ย”

“บังอาจทำให้กูอกหักใช่ม๊ะ”

“บังอาจแย่งใจพี่ไปจากผมนี่แหละ”

ป๊อก!

ออฟหันควับไปหากันแล้วเอากล่องแซนวิชเคาะหัวกันไปทีหนึ่ง

“นี่แหนะ”

“อ๊ากกก เจ็บสัส”

“อย่ามาทำเป็นเล่น”

กันคลำหัวตัวเองให้พอคลายความเจ็บลงบ้าง แล้วถอนหายใจ

“แล้วไปทำยังไงถึงได้อกหักอ่ะ”

“ไปขอคืนดีกับแฟนเก่า แต่เขาปฏิเสธ ทั้งๆที่กูเป็นคนบอกเลิกเขานะเว้ย แม่ง”

“อย่าหง่อยไปเลยพี่ มีรักก็มีหมดรักได้เหมือนกัน บังคับไม่ได้”

“แต่ยังไม่หมดรักไง”

“ทุกอย่างต้องใช้เวลาครับ ในโลกนี้พี่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเจอเขาและรักเขาเพียงคนเดียวนะ พี่ยังมีโอกาสได้ท่องโลกกว้างอีกเยอะ ฉะนั้น อย่าเสียใจไปเลยพี่ แล้วก็ยิ่งมารักกับผมด้วย ยิ่งไม่มีทางที่จะเสียใจอ่ะ”

“นั่นๆ เล่นไม่เลิก เดี๋ยวกูก็ถีบตกเก้าอี้เลยหนิมึง”

ออฟยกขาใส่กันแล้วนั่งหัวเราะกับคำพูดของเขา

“นั่นไง หัวเราะแล้ว ที่ผมพูดไปอ่ะ อย่าคิดมากเลย ผมแค่อยากให้พี่ยิ้มเฉยๆแค่นั้นเอง”

“เออๆ ขอบใจมากนะมึง”

“ครับ แล้วนั้นอ่ะ เอามาให้ผมกินรึเปล่า”

กันยื่นมือไปหยิบกล่องแซนวิชจากออฟมาแล้วเปิดฝามันออก

“มึงหยุดเลยนะ นั่นของกู”

ออฟลุกขึ้นแล้วแย่งกล่องแซนวิชกลับ แต่กันก็ไม่ยอมปล่อยไปเหมือนกัน

“ทำไมอ่ะ ทุกครั้งผมก็กินได้หนิ”

“แต่กูต้องกินก่อนดิ”

“ผมกินก่อนมันจะเป็นไรเล่า”

เมื่อต่างคนต่างก็ไม่ยอมปล่อยและแรงของออฟก็มีมากกว่า เขาเลยแย่งมันกลับมาได้ แต่ก็ได้แต่กล่อง เพราะแซนวิชร่วงลงพื้นไปเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว

“ไอ้กัน!!”

กันยิ้มแหย่ๆให้ออฟแล้วจะลุกขึ้นเพื่อเตรียมหนี แต่ออฟก็รู้ทันแล้วรีบเดินมายื่นมือขังกันไว้ในวงมือของเขา

“นั่นข้าวเที่ยงกูนะ ไอ้เตี้ย!!”

“กะ..ก็..ไป..ซื้อใหม่..ก็..ดะ..ได้”

กันเสียงสั่นไปเมื่อเจอรังสีความโมโหหิวจากสายตาของออฟที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

“ผมขอโทษนะพี่”

“งั้นมึงก็ไปซื้อให้กูใหม่เลย”

“ไม่อ่ะ ผมไม่ไป”

“มึงต้องไป”

ออฟค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาหากันใกล้ขึ้น มากขึ้นจนกันหลับตาปี๋เพราะกลัวสายตาของออฟ

“เดี๋ยวนี้!!”

“ไม่ไป ผมขอโทษ”

กันยกมือไหว้ออฟอย่างรวดเร็ว ออฟเห็นแบบนั้นก็หลุดขำออกมาทันที

“โอ๊ย พอๆ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก กูล้อเล่น”

“ห๊ะ เล่นไรของพี่เนี้ย”

“ขำๆน่า กูเพิ่งจะอกหักมานะ”

ออฟกำลังจะดีดตัวลุกขึ้น แต่กลับโดนเจ้าหน้าที่เข็นวิลแชร์ผ่านมาชนเข้าหลังออฟจนออฟล้มลงไปหากันทันที


จุ๊บ


“โทษทีนะน้อง”

เจ้าหน้าที่บอกขอโทษเสร็จก็รีบเข็นวิลแชร์ไปทันที แต่ออฟกับกันยังคงอึ้งและนิ่งอยู่แบบนั้น เพราะปากของออฟตอนนี้ กำลังจุ๊บไปที่หน้าผากของกันอยู่ ออฟถอนปากออกแล้วเซออกมาจากกัน ในขณะที่อีกคนก็ยังรู้สึกอึ้งนิดๆ

“เอ่อ กูคิดว่า กูควรไปทำงานไง”

“เอ่อ ผมเองก็คิดว่า ผมควรไปหาพี่กุลได้แล้วไง”

ออฟกับกันมองหน้ากันแปปนึง ก่อนจะรีบวิ่งกันออกไปคนละทางด้วยความเขินกันทั้งคู่



แผนกระบาดวิทยา

“ยามที่อยู่ข้างในตึกที่อยู่ตรงข้ามกับที่เกิดเหตุ เขายืนยันนะคะ ว่าคนขับเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้น แล้วยังดูเหมือนว่าทางนั้นพยายามจะเบี่ยงเบนข้อมูลให้ผิดเพี้ยนไปมากเลยนะคะ”

“เป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่ ทำไมถึงได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้น นี่ไม่รู้สึกเลยหรอ ที่ทำคนตายไปทั้งคนอ่ะ”

“นั่นซิคะ น้องกันเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้มากรึเปล่า”

กุลนั่งก้มหัวตัวเองด้วยความเครียดหนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“แล้วรถคันนั้นหล่ะ คันที่ชน เราตรวจสอบอะไรไม่ได้เลยหรอ”

“ชื่อเจ้าของรถก็เป็นชื่อของผู้ชายคนนั้นจริงๆค่ะ แต่ดิฉันเองก็ไม่เชื่อเท่าไหร่นะคะ เพราะผู้ชายคนนั้น ยังพูดเหมือนท่องมาอยู่เลย เราจะทำยังไงดีคะ”

“เอาเป็นว่า เดี๋ยวผมจัดการเองดีกว่า ยังไงผมก็ไม่มีทางให้เรื่องนี้มันจบลงง่ายๆโดยที่คนผิดยังลอยนวลอยู่หรอก”

กันได้ยินที่พี่ชายตัวเองกับน้าแตงพูดคุยกันก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดีขึ้นมา ที่เขาไม่สามารถจะพูดอะไรออกไปได้ในตอนนี้ กันเดินมานั่งที่เก้าอี้หน้าห้องกุลแล้วเอนหลังพิงกับพนัก ก่อนน้ำใสๆที่ตาจะไหลออกมาเป็นทาง

“ขอโทษนะพี่กุล ทั้งที่ผมเห็นทุกอย่าง แต่พูดอะไรออกไปไม่ได้เลย...ซักอย่าง”



หน้าห้องฉุกเฉินในบ่ายวันนี้ก็วุ่นอีกแล้ว เกิดเหตุรถมอเตอร์ไซเกี่ยวกันล้มสี่คันรวด มิหน่ำซ้ำยังโดนรถกระบะที่วิ่งตามหลังมาชนเข้าให้อีก คนที่เจ็บหนักก็อยู่ในมือหมอเรียบร้อยแล้ว คนที่เจ็บไม่หนัก มีแผลถลอกตามตัวก็ได้รับการล้างแผลเป็นรายๆไป ออฟเองก็อยู่ช่วยด้วยกับม่อน มีเพียงบีนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานเพียงคนเดียว เพราะยังรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่โดนปูด่าว่าเรื่องการปฐมพยาบาลคนไข้ บีนนั่งเล่นกับตุ๊กตาไม้ที่ม่อนให้ไว้ แล้วยิ้มออกมา

“ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ที่รู้สึกดีกับนายได้ขนาดนี้เนี่ย”

บีนเปิดกระเป๋าของตัวเองแล้วหยิบนมออกมากล่องนึง ก่อนจะเอาไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของม่อน ระหว่างนั้นออฟก็เดินเข้ามาเห็นพอดี บีนยิ้มให้ออฟตามปกติ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองตามเดิม ออฟรู้สึกอึ้งนิดๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ก่อนจะหลบหน้าบีนแล้วเดินไปหยิบสมุดงานของตัวเองออกไป

“เห็นแค่นั้นเอง แต่ทำไมรู้สึกเหมือนอกหักอีกครั้งเลยว๊ะ”

ออฟคิดในใจแล้วส่ายหัวเบาๆ จากนั้นจึงลงมือเขียนงานตัวเองต่อไป

“หลบมาเขียนงานไรแถวนี้ว๊ะ”

“อ้าว แล้วมึงอ่ะ ไม่มีงานทำรึไง”

“มี แต่ยังไม่ทำ ขี้เกียจอยู่”

ม่อนพูดเสร็จก็ยกนมมาดูด ออฟสังเกตเห็นเป็นนมกล่องเดียวกับที่บีนเอามาวางไว้ให้ม่อน

“กูถามไรหน่อยดิ”

“อืม”

“บีนชอบมึงหรอว๊ะ”

ม่อนชะงักแล้วลดกล่องนมลงมาวางไว้ที่โต๊ะ เขารู้สึกแปลกใจที่ออฟถามไปแบบนั้น

“ทำไมถามแบบนั้นว๊ะ”

“ก็เห็นแบบเอานมไปวางไว้ให้มึงอ่ะ”

“เพื่อนกัน มึงคิดไรมากมายว๊ะ นี่ออฟ บีนยังรักมึงอยู่นะเว้ย”

“ไม่อ่ะ”

ออฟส่ายหัวให้เพื่อนแล้วหันไปเขียนงานต่อ

“ห๊ะ”

“บีนไม่ได้รักกูแล้วแหละ และดูเหมือนจะตัดกูไปได้แล้วด้วยซ้ำ เมื่อเช้ากูขอบีนคืนดีเว้ย แต่เบ๊บปฏิเสธกู บอกว่าเป็นเพื่อนกันหน่ะ ดีแล้ว”

“มึงไม่เป็นไรใช่ม๊ะ”

ม่อนยื่นมือไปจับไหล่ออฟแล้วบีบเบาๆ  ทั้งที่ในใจรู้สึกผิดอยู่

“ตอนแรกก็ไม่โอเคหรอก แต่ตอนนี้ก็โอเคแล้วแหละ แล้วถ้าบีนจะชอบมึง กูก็ไม่ได้ว่านะ กูเข้าใจ”

“มึงอย่าพูดแบบนั้นดิ”

“ไม่เป็นไรจริงๆเว้ย กูโอเค แล้วก็ดูเหมือนมึงคงจะชอบบีนด้วย ใช่ม๊ะ”

“มึงรู้หรอออฟ”

ออฟผงกหัวให้กลับไปเป็นคำตอบ แต่ก็ยังคงยิ้มให้ม่อนอยู่เหมือนเดิม

“เฮ้อ ก็ขอให้โชคดีแล้วกัน อย่าลืมไปบอกเขานะ กูเอาใจช่วย”

ออฟพูดเสร็จก็เดินออกไปจากตรงนั้น ปล่อยให้ม่อนนั่งรู้สึกผิดอยู่คนเดียว ออฟเดินมาที่ประจำของเขากับกัน แล้วนั่งลงถอนหายใจยาว พร้อมๆกับที่กันเดินซึมๆมาพอดี เมื่อเห็นออฟนั่งอยู่ตรงนั้นก็ทำให้กันยิ้มออกมาทันที

“พี่ออฟครับ”

ออฟเงยหน้าขึ้นมามองกันแล้วก้มหน้าลงไปคืน กันเห็นแบบนั้นก็เดินมานั่งลงข้างๆ

“พี่เป็นไรอ่ะ มีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจรึเปล่าครับ”

“นิดหน่อยอ่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็หาย”

“ฝืนรึเปล่าครับพี่”

“ทำไมคิดแบบนั้นอ่ะ”

“ก็เสียงพูดกับคำพูดที่ออฟมา มันไม่เข้ากันเลยนะ เสียงดูเหมือนไม่ไหวเลยอ่ะ แสดงว่าหนักแน่ๆ เรื่องแฟนเก่าพี่ใช่ม๊ะ”

ออฟยิ้มมุมปากนิดๆแล้วเสยหัวกันไปทีนึง

“หึ จับทางได้ถูกอีกนะมึงเนี้ย เก่งจริงๆ”

“อย่าเศร้าใจไปเลยพี่ เขาไม่รักก็ช่างเขาดิ อีกอย่างนะ พี่เองก็จุ๊บเหม่งผมแล้ว น่าจะหันมาหาผมได้แล้วนะ”

“ทะลึ่งละไอ้เตี้ย”

“อ้าว รักกับผมไม่มีผิดหวังนะครับ”

“มึงจริงจังไปป่าวเนี่ย”

ออฟหัวเราะแล้วเสยหัวกันไปอีกทีนึง แต่กันก็ยังหันกลับมาทำท่ายียวนใส่เขา

“ฮ่าๆ ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ต้องเชื่อที่ผมพูดหรอก ผมแค่อยากให้พี่ยิ้มเฉยๆ เป็นไง ดีขึ้นบ้างป่ะ”

“อืม ขอบใจอีกรอบละกันนะ รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยหว่ะ”

ออฟยิ้มให้กันแล้วมองหน้ากันไว้แบบนั้น จะว่าตอนนี้ เขาเองก็เริ่มจะรู้สึกดีกับกันขึ้นมาแล้วด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่ที่รู้จักกันมาและได้อยู่ด้วยกันตลอด กันมักจะหาเรื่องมากวนเขาอยู่บ่อยๆ แต่เป็นการกวนที่ทำให้เขายิ้มได้และมีความสุขอยู่เสมอ

“นี่กูชอบไอ้เตี้ยไปแล้วหรอว๊ะเนี้ย”

ความคิดในหัวมันผุดขึ้นมาจนทำเอาออฟเริ่มรู้สึกเขิน เขาเลยต้องรีบหาทางออกไปจากตรงนี้ซะแล้ว

“โอเค กูมีแรงทำงานต่อละ ไปก่อนนะ”

“ครับ สู้ๆนะพี่”

กันโบกมือให้ออฟแล้วส่งยิ้มไปให้ ออฟหันมามองนิดนึงแล้วโบกมือกลับ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันที

“โอ๊ยยยย แบบนี้ไม่ใช่เอ็นดูแล้ว”



หลังจากเลิกงาน บีนก็มาหาอะไรดื่มที่ร้านข้างๆกับโรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน ระหว่างนั้นก็เจอกุลนั่งดื่มกาแฟอยู่ด้วย

“บีน มานั่งด้วยกันสิ”

“ขอบคุณค่ะพี่กุล ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”

“อืม ว่างั้นแหละ แล้วแผนกฉุกเฉินเป็นยังไงบ้าง วุ่นน่าดูเลยละสิ”

“ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ แต่พวกหนูเองก็ช่วยอะไรได้ไม่มากหรอกนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ได้เห็นก็ดีแล้ว จะได้ศึกษาต่อไปได้ด้วย แล้วนี่สั่งอะไรไปรึยัง”

“สั่งชามะนาวไปแล้วค่ะ”

กุลผงกหัวให้แล้วก้มลงมองดูเอกสารต่างๆตรงหน้า บีนเหลือบมองลงไปดูบ้าง ทำให้ไปเห็นรูปภาพของรถคันหนึ่งที่ละม้ายคล้ายรถตัวเองเหลือเกิน

“มันคืออะไรหรอคะ”

“อ๋อ เป็นเอกสารที่พี่เตรียมจะเอาไปขึ้นศาลหน่ะ”

“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ เล่าให้หนูฟังได้มั้ย”

บีนเริ่มรู้สึกประหม่าไปเล็กน้อย ได้แต่หวังไว้ ว่ามันคงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดอยู่แน่ๆ

“ได้สิ คือเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีรถเก๋งคันนึงไปชนน้องพี่กับคนแก่คนนึงอ่ะ คนแก่ตาย ส่วนน้องพี่เจ็บ เหตุการณ์เกิดตอนเช้า ในถนนที่อยู่หน้าคอนโดหนึ่งอ่ะ กล้องไม่มี คนก็ไม่มี ทำอะไรได้ยากเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด แต่ทางคนขับดูจะไม่รับผิดชอบเราด้วย พี่ก็ไม่เข้าใจหรอกนะ แต่ได้ยินมาว่าทางฝั่งนั้นเขาใหญ่โตเอาเหมือนกัน เรื่องเลยเหมือนจะเงียบ แต่พี่ไม่ยอมหรอก มีคนตายทั้งคนนะ น้องพี่ก็ต้องมาเจ็บตัวด้วย คนผิดตัวจริงมันต้องได้รับโทษ”

บีนฟังที่กุลเล่ามาก็ตกใจไป พร้อมกับที่ชามะนาวถูกเอามาเสริฟพอดี

“แย่จังเลยนะคะ ขอให้เอาคนผิดมาลงโทษให้ได้นะคะ”

บีนยิ้มให้กุลแล้วหยิบแก้วน้ำของตัวเองขึ้นมา

“งั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”

“อืม กลับดีๆนะ”

บีนผงกหัวให้แล้วเดินออกมานอกร้าน พยายามรีบเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาโทรหาผู้เป็นพ่อทันที

“พ่อคะ คู่กรณีของหนู เขาเป็นใครคะ”

“พ่อไม่รู้จักชื่อหรอกนะ เพราะเขาให้คนอื่นจัดการให้ แต่ได้ยินมาว่า เขาเป็นหมอนี่แหละ”

“หมอ อยู่ที่ไหนคะ”

“ไม่รู้เหมือนกันลูก ถามทำไมหรอ”

“อ๋อ ไม่มีไรค่ะ แค่นี้นะคะ “

บีนตัดสายโทรศัพท์ทิ้งแล้วกลอกตาไปมาอย่างเป็นกังวล

“ไม่ใช่หรอก คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก”



เช้าวันต่อมาที่โรงพยาบาล

“ไอ้ออฟ”

“อะไรว๊ะ”

ออฟหันไปตามเสียงเรียกของม่อน ม่อนเองก็รีบวิ่งมาเดินข้างๆกับเพื่อทันที

“มาเช้านะมึงเนี่ย”

“ก็มาเวลาปกติอ่ะ”

“อ้าวหรอ”

ออฟหยุดเดินแล้วหันมาหาม่อนที่อยู่ข้างๆเขา

“มึงไม่ต้องฝืนอะไรขนาดนั้นหรอกไอ้ม่อน กูโอเค คุยกับกูแบบปกติที่เราเคยคุยนั่นแหละ”

“ก็กูกลัวว่ามึงจะโกรธกูหนิ”

“ช่างเหอะ เดี๋ยวกูก็ลืมของกูได้เองแหละ”

ออฟมองเพื่อนที่ยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าแล้วยิ้ม ก่อนจะเดินไปกอดคอม่อนไว้

“ป่ะ อย่าไปซีเรียสมาก ชิวไว้”

“ขอบใจมึงมากนะ”

“ไม่เป็นไร กูเข้าใจดีเว้ย ไปทำงานกัน”

ม่อนกอดคอออฟกลับบ้างแล้วเดินข้าตึกไปพร้อมกัน เมื่อเข้ามาในห้องทำงานก็เห็นกระเป๋าของบีนวางอยู่ที่โต๊ะแล้ว

    “บีนมาเร็วตลอดเลยนะเนี้ย”

ออฟยักคิ้วแล้วมองมาที่โต๊ะของตัวเองที่มีเอกสารและโน๊ตติดไว้อยู่ จึงหยิบมันขึ้นมาอ่าน

“วันนี้พี่ไม่ได้เข้ามานะ พี่วานเอาเอกสารนี้ไปให้พี่แตงที จากพี่โอ๋”

“ให้กูไปเป็นเพื่อนป่ะ”

“เอาดิ”

ออฟหยิบเอกสารแล้วเดินออกไปหาน้าแตงกันสองคนที่ตึกตรงกันข้ามกัน

“อ้าวพี่ออฟ”

“เห็นแต่เช้าเลยนะวันนี้เนี้ย”

“มาทำไรครับ”

“เอาเอกสารนี่มาให้น้ากูอ่ะ”

“อ่อ ครับ สวัสดีครับพี่”

กันตอบกลับออฟแล้วหันไปยกมือไหว้ม่อนที่เดินมาด้วยกัน

“อืม สวัสดีครับ”

“อ้าว ไอ้กัน ทีกับกูไม่เห็นไหว้เลยว๊ะ”

“น้องมันรู้ไง ว่าใครน่าเคารพมากกว่า ฮ่าๆ”

ออฟมองค้อนใส่ม่อนแล้วหันมาหากันอีกครั้ง

“งั้นกูไปหาน้ากูก่อนนะ จะได้รีบไปทำงานด้วย”

“โหยยย น่าจะคุยกันนานๆหน่อยนะครับพี่ออฟ”

“กูรีบไง”

“พี่ออฟอ่ะ”

ที่บันไดหนีไฟ บีนเดินขึ้นมาเรื่อยๆจนมาถึงดาดดฟ้า จากนั้นจึงเดินไปเกาะของตึกไว้ นึกถึงม่อนตอนที่ขึ้นมาบนตึกนี้ด้วยกัน บีนกางแขนตัวเองออกแล้วหลับตารับลมที่มาปะทะกับหน้าของตัวเอง

“เฮ้อ รู้สึกดีชะมัดเลยอ่ะ”

“อ้าว นึกว่าใคร”

บีนสะดุ้งนิดๆแล้วหันไปเห็นกุลที่อยู่บนดาดฟ้าด้วย

“พี่กุล”

“มาทำอะไรหรอ”

“มารับลมเย็นๆตอนเช้าอ่ะค่ะ แล้วพี่กุลละคะ”

“พี่เห็นบีนขึ้นมาเนี่ยแหละ ก็เลยตามมาด้วย”

กุลเดินเข้ามาใกล้ๆบีน พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไหร่ เลยคิดว่าต้องหาทางออกไปจากที่นี่ซะแล้ว

“บีนโอเคแล้วค่ะ งั้นบีนขอตัวก่อนนะคะไ

บีนยิ้มให้กุล แล้วรีบเดินผ่านกุลเพื่อจะลงไปข้างล่าง

“เดี๋ยวสิบีน”

บีนชะงักแล้วค่อยๆหันกลับมาหากุลที่ตอนนี้กำลังจ้องหน้าบีนด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง แต่ดุดัน กุลค่อยๆเดินเข้ามาหา บีนเองก็ค่อยๆถอยห่างออกมาเหมือนกัน

“จะรีบไปไหนหรอ”

“ก็ไปทำงานไงคะ นี่ก็ใกล้เวลาแล้วด้วย”

“เดี๋ยวพี่ไปคุยกับโอ๋ให้ก็ได้ อยู่คุยกับพี่ก่อนดิ”

“แต่ว่า บีนมีงานที่ต้องรีบไปแก้ด้วยอ่ะค่ะ ขอตัวนะคะ”

“หาข้ออ้างเอาตัวรอดได้ตลอดเลย เรื่องขับรถไปชนคนตายก็ด้วย”

บีนอึ้งไปเมื่อกุลพูดประโยคนี้ออกมา บีนหันกลับไปมองกุลอีกครั้ง และน้ำตาก็เริ่มจะคลอเบ้าแล้ว

“ก็นะ เป็นลูกคนใหญ่คนโต จะโยนความผิดให้คนอื่น จะไม่รับผิดชอบ จะปิดข่าวยังไงก็ได้ เอาซะพี่หัวหมุนเหมือนกันนะบีน”

กุลเดินเข้ามาหาบีนอีกครั้ง ที่ตอนนี้ บีนเริ่มสั่นไปหมดแล้ว

“มันเช้ามากเลยนะวันนั้นอ่ะ แถมยังเป็นซอยที่ไม่ค่อยมีคนอีกต่างหาก แต่อย่าคิดนะ ว่าไม่มีคนเห็นอ่ะ อันที่จริง มันมีนะบีน คนที่เห็นบีนแบบจะๆเลยอ่ะ แต่เขาไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะกลัวอิทธิพลของพ่อบีน พี่บอกว่าจะเป็นคนคุ้มครองเขาเอง และขอให้เขาไปเป็นพยานให้ด้วย เขาเลยยอมบอกทุกอย่างที่เห็น ไม่คิดเลยนะ ว่าจะคนๆนั้น จะอยู่ใกล้ๆพี่นี่เอง”

บีนมองหน้ากุลแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป เพราะกุลพูดถูกหมดทุกอย่าง

“พูดไม่ออกเลยหรอ ก็นะ คนที่ทำผิดก็มักจะหมดปัญญาก็ตอนที่ถูกจับได้นี่แหละ และแน่นอนบีน พี่ไม่ปล่อยเธอไว้แน่ หนึ่งคนที่ต้องตายเพราะเธอ และอีกคนที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ เธอต้องชดใช้”


“เอ๊าะ!!”

ระหว่างที่กันกำลังยืนงอแงใส่ออฟนั้น เขาก็เกิดอาการเจ็บขึ้นมาที่หัวใจดื้อ ก่อนจะเอามือทาบอกไว้แล้วร้องออกมาเสียงหลง

“อ้าวไอ่กัน มึงเป็นไรอ่ะ”

“น้อง เป็นไรเนี้ย”

“กูไม่รู้อ่ะ”

กันฟุบลงที่พื้นแล้วบิดตัวด้วยความเจ็บปวด มือก็ยังคงกุมอกเอาไว้แน่น สีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดทีแท้จริง

“โอ๊ย!!”

“น้องมันเป็นโรคหัวใจหนิ หรือว่ามันกำเริบว๊ะ ไอ้ม่อน ไปตามน้ากูที เร็ว”

“เออๆ”

ม่อนรีบวิ่งไปหาน้าแตงที่อยู่อีกห้องไม่ไกลจากพวกเขามากนัก ส่วนกันก็ยังคงร้องอย่างเจ็บปวด ออฟเห็นแบบนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยช้อนกันขึ้นมาแล้วกอดไว้อย่างแนบแน่น

“กัน อย่าเพิ่งเป็นไรนะมึง”

“ทางนี้ครับน้าแตง”

ม่อนจับมือน้าแตงแล้วพาวิ่งมาถึงจุดที่กันกับออฟอยู่

“ไหน”

“นี่ครับ”

ม่อนชี้ไปที่ออฟที่มีกันนอนอยู่บนตัก

“น้าแตงช่วยที”

“เล่นอะไรกันเนี้ย”

“เล่นอะไรอ่ะน้าแตง ช่วยคนเจ็บก่อนดิ”

“คนเจ็บอะไร ออฟเจ็บหรอ? ไหนคนเจ็บ ไม่มีคนเจ็บตรงนี้เลยนะ”

ออฟกับม่อนมองหน้ากันอย่างงงๆแล้วหันมาเหลือบมองกัน ที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว กันหายไปจากตักของออฟแล้ว

ความคิดเห็น