อัณณากานต์ / ตั้งใจเขียน / รตี

เนื่องจากนิยายมีเยอะมากทำให้ตามอ่านคอมเม้นไม่ทั่วถึง หากต้องการพูดคุยกับนักเขียนหรือสั่งซื้อนิยายทำมือ ติดต่อได้ที่เพจ "สำนักพิมพ์ ตั้งใจเขียน" หรือเพจ "อัณณากานต์”

ตอนที่ 2 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2561 11:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
แบบอักษร

        บ้านไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ริมตลิ่งมานานหลายสิบปี ถึงจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลาแต่ยังแข็งแรงและมั่นคงเพราะเจ้าของหมั่นตรวจสอบดูแลอยู่เสมอแต่สองปีที่ผ่านมาสิ่งที่ทรุดโทรมล้ำหน้าสภาพบ้านกลับเป็นผู้อยู่อาศัย

        เรือนไม้หลังน้อยเป็นที่พำนักของพ่อแม่ลูกครอบครัวเล็กๆ แพรพรรณคือภรรยา สมคิดคือสามีและโซ่ทองคล้องใจของทั้งคู่คือเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่มีชื่อว่าแพรนวล บ้านหลังนี้สองสามีภรรยาช่วยกันหาเงินมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตั้งแต่ตอนตกลงปลงใจอยู่กินด้วยกัน สมัยก่อนค่าที่ค่าทางยังไม่แพงเท่าสมัยนี้เมื่อได้ที่ดินเป็นหลักแหล่งจึงเริ่มสร้างบ้านพอบ้านเสร็จแพรพรรณก็แพ้ท้องพอดี

        “นังหนูนี่มีบุญจริงๆ เกิดมาก็ได้อยู่บ้านหลังใหญ่” สมคิดคุยกับลูกสาวที่ตีนเท่าฝาหอยพร้อมน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย ผ่านมายี่สิบสามปีแล้วที่เขายังจำสัมผัสนั้นได้ไม่ลืมถึงแม้วันนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม

        “นะคะแม่ หนูขอร้อง” แพรนวลกระซิบกับมารดาเบาๆ เพราะไม่อยากปลุกบิดาที่กำลังหลับสนิท บุตรสาวเพียงคนเดียวชำเลืองมองผู้ให้กำเนิดก็ได้แต่ทดท้อใจที่โชคชะตาช่างโหดร้ายกับท่านเหลือเกิน

        “มันอีกไม่ถึงปีเองนะลูก เราหาทางรอดได้แน่ๆ หรือถ้ามันหมดสิ้นหนทางจริงๆ เราขายบ้านหลังนี้ก็ได้”

        “ไม่ค่ะแม่ ไม่ขายยังไงบ้านหลังนี้หนูก็ไม่ยอมให้ขายมันคือสมบัติชิ้นเดียวของเรานะคะแม่” แพรนวลคัดค้านเสียงแข็ง ถ้าพ่อแม่ต้องขายบ้านเพื่อแลกกระดาษแผ่นเดียวเธอไม่มีวันยอมแน่นอน

        “นะคะแม่ ให้หนูดรอปเรียนไว้ก่อน เรียนตอนนี้หนูก็ไม่มีสมาธิให้หนูออกมาทำงานหาเงินดีกว่าเรื่องเรียนมันไม่มีวันสายกลับไปเรียนเมื่อไหร่ก็ได้แต่พ่อหนูไม่รู้เลยว่าจะได้ดูแลท่านไปอีกกี่ปี ถ้าท่านเป็นอะไรขึ้นมาในระหว่างที่หนูไปนั่งทื่อๆ อยู่ในชั้นทั้งที่รู้ว่าทำอะไรได้มากกว่านั้นหนูต้องเสียใจไปจนวันตายแน่ๆ”

        “แม่ก็รู้ว่าหนูไม่เคยใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา บ้านเรากำลังลำบากนะคะหนูอยากให้แม่ทุ่มเทดูแลพ่อให้เต็มที่ส่วนเรื่องเงินหนูจะดูแลเอง”

        “แล้วหนูจะหายังไงแพร วุฒิก็แค่มัธยมปลาย”

        “งานพาร์ทไทม์เยอะแยะไปจ้ะแม่ หนูทำได้สบายมากทำสักสองสามที่”

        “สองสามที่เลยเหรอ”

        “จ้ะ เราจะได้มีเงินเอาไว้รักษาพ่อ”

        “ถ้าแพรคิดว่าทำไหวและตัดสินใจมาดีแล้ว แม่ก็จะไม่คัดค้าน”

        “หนูคิดดีแล้วค่ะแม่ ให้หนูได้ตอบแทนพระคุณพ่อกับแม่บ้างนะคะหนูสัญญาว่าถ้าทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางหนูจะกลับไปเรียนแน่นอน”

        “ขอบใจนะลูก” แพรพรรณลูบผมลูกสาวด้วยความรักใคร่ แต่เล็กจนโตลูกสาวเพียงคนเดียวไม่เคยทำเรื่องร้อนใจให้สักครั้ง แพรนวลเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทและเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี

        “เมื่อเช้าพ่อกินข้าวเยอะไหมจ๊ะ” แพรนวลเช็ดน้ำตาแล้วเอ่ยถามมารดา ตอนเข้าปีหนึ่งครอบครัวของเธอประสบเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่เพราะแม่ไปเซ็นค้ำประกันให้คนแถวบ้านตอนเข้าทำงาน โชคร้ายก็คือผู้ชายคนนั้นยักยอกเงินไปเกือบล้านและคนเซ็นค้ำประกันต้องเป็นผู้จ่ายคืน พ่อกับแม่ไปตามหาที่บ้านก็ไม่เจอแม้แต่เงา

        ผ่านมาจะสามปีแล้วที่บ้านของเธอต้องหาเงินใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อแล้วเคราะห์ร้ายครั้งที่สองก็เข้ามาซ้ำเติมอีกระลอก พ่อของเธอโดนรถชนเสียขาไปหนึ่งข้าง พอเสาหลักของบ้านล้มลงทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่าแม่จึงตัดสินใจกู้เงินนอกระบบมาหนึ่งก้อนเพื่อแก้ปัญหาเบื้องต้นโดยไม่ให้พ่อรู้และตอนนี้ดอกเบี้ยของเงินก้อนนั้นกับเงินค้ำประกันที่ต้องส่งทุกเดือนกำลังจะถึงทางตัน เธอจึงตัดสินใจดรอปเรียนไว้ก่อนเพื่อออกมาหาเงิน

        “ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ลูก”

        “หนูสัญญาว่าจะทำให้พ่อกับแม่สบายขึ้น” แพรนวลให้คำมั่น

        “แม่รู้ว่านหนูทำได้ กินอะไรมารึยังลูก”

        “ยังเลยค่ะ หนูไปหาเองก็ได้แม่ดูพ่อเถอะจ้ะ”

        “ไม่เป็นไร พ่อเพิ่งหลับเขายังไม่ตื่นหรอก” สองแม่ลูกพากันเดินเข้าครัวโดยไม่รู้เลยว่าคนที่นอนทำเพียงแค่หลับตาสมคิด เจ็บปวดใจยิ่งนักที่กลายเป็นภาระให้ลูกกับเมีย คนที่เคยเดินเหินสะดวกสบายกลับต้องมานอนเป็นผักเน่าๆ รอวันตายอย่างไร้ค่า พอเดินไม่ได้เขาก็กลายเป็นคนพิการที่ไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ บริษัทขอให้ออกและให้เงินล่วงหน้ามาสามเดือนที่แค่กะพริบตามันก็หายวับจนหมดสิ้น

        “แล้วหนูจะทำงานอะไร”

        “ก็งานพาร์ทไทม์ค่ะ” แพรนวลตอบคำเดิม

        “งานยังไง” แพรพรรณซักต่อ เธอรู้สึกว่าลูกสาวบอกไม่หมด

        “พนักงานแนะนำสินค้าค่ะ”

        “ที่ต้องใส่สั้นๆ โชว์เนื้อโชว์หนังแบบนั้นเหรอ”

        “ของหนูคงไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ พวกนั้นเขามีชื่อเสียงมากทำงานระดับประเทศ”

        “แน่ใจเหรอลูกว่ามันปลอดภัย”

        “ปลอดภัยค่ะเพื่อนหนูทำอยู่ หนูคงเป็นแค่พริตตี้อาหารแหละจ้ะแม่เคยเห็นตามห้างสรรพสินค้าไหมจ๊ะที่เขามาแนะนำอาหารหรือขนมใหม่ๆ”

        “เคยเห็น ก็ดูน่ารักแต่งตัวมิดชิดดี”

        “ใช่จ้ะ เพราะเป็นสถานที่ชุมชนมีเด็กๆ มาใช้บริการแต่งตัวล่อแหลมมากไม่ได้จ้ะ”

        “เหนื่อยหน่อยนะลูก” แพรพรรณบอกลูกสาวด้วยเสียงแผ่วเบา ถึงครอบครัวของเธอจะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้าแต่ความรักความผูกพันของพ่อแม่ลูกที่มีให้กันล้นหัวใจมันยิ่งใหญ่และมีค่ากว่าเงินตราเป็นไหนๆ

        “ไม่หรอกจ้ะแม่ มันเทียบไม่ได้เลยกับที่พ่อแม่ทำให้หนูมาตั้งแต่เกิดหนูยังเด็กยังมีแรงเหนื่อยก็พักเดี๋ยวก็หาย”

        “พ่อเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”

        “ก็เหมือนเดิม เอาแต่ไปนั่งเหม่อ”

        “อย่าโกรธพ่อเลยนะจ๊ะ พ่อยังทำใจไม่ได้”

        “อืม แม่รู้แม่ไม่โกรธหรอกแต่อยากให้พ่อเขาทำใจรับสิ่งที่เป็นให้ได้ ของมันเสียไปแล้วยังไงก็ไม่ได้กลับมาก็ไม่ควรไปอาวรณ์ถึงมันอีกอยู่กับสิ่งที่มีเห็นค่าในสิ่งที่เหลือดีกว่า”

        “ให้เวลาพ่อหน่อยนะจ๊ะ”

        “อร่อยไหม ไม่บอกแม่ก่อนว่าจะมาจะได้ทำแกงส้มดอกแคไว้ให้”

        “แม่ทำอะไรหนูก็ชอบหมดแหละจ้ะ กับข้าวแม่อร่อยที่สุดในโลกเลย”

        “อร่อยก็กินเยอะๆ ทำไมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนสักที”

        “แม่รู้ไหมว่าหุ่นแบบนี้มีแต่คนอิจฉา”

        “น่าอิจฉาตรงไหน หุ่นเหมือนคนขาดสารอาหาร แก้มตอบเชียว แขนขาก็เล็กเหมือนจะไม่มีแรง” แพรพรรณไม่เข้าใจค่านิยมความสวยของคนสมัยนี้เอาซะเลย สมัยเธอผู้หญิงสวยคือรูปร่างสมส่วนมีน้ำมีนวลไม่ใช่ผอมแห้งแคระแกร็น

        “หนูก็อยากจะอวบกว่านี้นะแต่กินยังไงมันก็เท่าเดิม” แพรนวลว่าแล้วตักอาหารเข้าปากให้เยอะขึ้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น