หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 98 อย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง / ตอนที่ 99 ดีจัง ในที่สุดก็มีเหตุผลให้ลาหยุดแล้ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 98 อย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง / ตอนที่ 99 ดีจัง ในที่สุดก็มีเหตุผลให้ลาหยุดแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2561 10:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 98 อย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง / ตอนที่ 99 ดีจัง ในที่สุดก็มีเหตุผลให้ลาหยุดแล้ว
แบบอักษร



ตอนที่ 98  อย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง


ตอนที่กลับมาบ้าน ชูยินยังคงเตรียมงานเลี้ยงสำหรับคืนนี้อยู่ นี่เป็นโอกาสดีสำหรับแม่บ้านอย่างเธอ ชูยินไม่ปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้ไปแน่ เธอไม่สนว่าอวิ๋นอี้ฟานจะดื่มเหล้าเจ้าชู้อยู่นอกบ้านอย่างไร เธอเพียงต้องการให้ทุกคนที่รู้จักอวิ๋นอี้ฟานรู้เอาไว้ว่าคุณนายอวิ๋นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ในคฤหาสน์ของบ้านอวิ๋นนี้  มีเพียงชูยินที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด

อวิ๋นตั่วรู้สึกโชคดีมาก ในวันแบบนี้อวี่เจ๋อคงไม่รายงานความผิดของเธอให้ชูยินรู้แน่ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ถูกกาลเทศะ

เป็นอวิ๋นอี้ฟานที่เห็นอวี่เจ๋อก่อน เขาจึงกวักมือเรียก “คุณครูหลิว มานั่งก่อนสิ วันนี้ที่บ้านมีงานเลี้ยง เธอจะอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนดีไหม?”


ถ้าเป็นเวลาปกตินั้น แน่นอนว่าอวิ๋นตั่วต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่วันนี้ไม่ได้ ถ้าหากคุณพ่อถามเรื่องที่โรงเรียนของเธอขึ้นมา อวี่เจ๋อก็ไม่ใช่คนที่จะพูดโกหก ถ้าเขาเล่าเรื่องวันนี้ออกมา งานเลี้ยงจะไม่กร่อยแย่หรอกเหรอ ถ้าเธอเป็นคนทำให้งานเลี้ยงนี้อึมครึม คุณแม่อาจจะถลกหนังเธอก็ได้ เมื่อนึกได้ว่ามีโอกาสสูงที่จะโดนคุณแม่ถลกหนัง อวิ๋นตั่วก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นน่าสงสารมาก ไม่ได้ๆ เธอต้องหยุดยั้งไม่ให้สถานการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น

เธอจึงบอกว่า “งานเลี้ยงแบบนี้ไม่มีอะไรอร่อยหรอกค่ะ ถ้าคุณพ่อจะให้ครูหลิวอยู่กินข้าวด้วย คุณพ่อก็ต้องเลือกวันที่จะเชิญครูหลิวมาที่บ้านเราอย่างจริงจังสิคะ วันนี้ชวนส่งเดชคำสองคำ ดูไม่จริงใจสักนิดเลย”

อวิ๋นอี้ฟานโดนลูกสาวว่าจนรู้สึกละอาย “คนที่มาวันนี้ก็เป็นเพื่อนที่ทำธุรกิจกับพ่อทั้งนั้น พ่อได้ยินมาว่าอวี่เจ๋อก็กำลังหานักลงทุนอยู่ พ่อเลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ไม่แน่ว่าอวี่เจ๋ออาจจะได้พบพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมก็ได้”

“ถ้ารอให้คุณพ่อหาเงินลงทุนให้ครูหลิว ดอกเดย์ลิลลี่ก็คงเย็นหมดแล้ว*ล่ะค่ะ คุณครูหลิวเขาได้คนลงทุนตั้งนานแล้ว” อวิ๋นตั่วว่า

อี้ฟานรู้สึกไม่เข้าใจลูกสาวเสียเลย เขาพูดคำหนึ่งเธอจะต้องโต้ตอบจนได้ เหมือนตั้งใจจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาอย่างนั้นแหละ

ความคิดของอวิ๋นตั่วนั้น มีหรือที่อวี่เจ๋อจะไม่รู้ เขาจึงปฏิเสธคำเชิญของอี้ฟานอย่างอ้อมๆ แล้วออกจากบ้านตระกูลอวิ๋นไป

พอเห็นอวี่เจ๋อจากไปแล้ว อี้ฟานก็ไม่พอใจเล็กน้อย เด็กๆ บ้านตระกูลอวิ๋นไม่ควรเอาแต่ใจตัวเองต่อหน้าแขกแบบนี้

“อวิ๋นตั่ว วันนี้ลูกทำเกินไปหน่อยนะ อยู่ต่อหน้าคุณครูหลิวไม่เพียงแต่จะไม่เห็นแก่หน้าพ่อ แถมยังปฏิเสธไม่ให้เขาเข้าบ้านเราอีก เหมือนไม่มีใครอบรมสั่งสอนจริงๆ”

“คุณครูหลิวไม่ใช่คนนอกสักหน่อยนี่คะ” อวิ๋นตั่วว่า

“ไม่ว่าคุณครูหลิวจะมาอยู่เล่นบ้านเราหลายปีแค่ไหน แต่ยังไงเขาก็เป็นแขก” อี้ฟานไม่เห็นด้วย

คำพูดนี้ทำให้อวิ๋นตั่วเสียใจมาก เธอมองอวี่เจ๋อเป็นคนที่ตัวเองสนิทที่สุดตั้งนานแล้ว เวลาที่เธอเจออวี่เจ๋อนั้นเยอะกว่าเวลาที่เธอเจอพ่อของตัวเองเสียอีก เยอะกว่าคุณแม่ด้วยซ้ำ เธอจึงรู้สึกว่าอี้ฟานต่างหากที่เป็นแขก เกือบจะทุกวันที่เธอเห็นรูปคุณพ่อในนิตยสารซุบซิบโดยที่ข้างกายมีคนที่เห็นหน้าไม่ชัด ถ้าไม่ใช่นางแบบสาวก็เป็นดาราสาว สำหรับคุณพ่อแล้ว ครอบครัวเป็นเสมือนสิ่งที่เขาใช้ประกาศต่อหน้าสื่อ ต่อหน้าสังคมว่าถึงแม้อวิ๋นอี้ฟานจะเจ้าชู้รักสนุกอยู่นอกบ้านมากมายขนาดนั้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายที่ดูแลครอบครัว

อวิ๋นตั่วก้มหน้าลง เตรียมจะเดินเข้าไปในบ้าน

“เข้าใจสิ่งที่พ่อพูดหรือยัง?” อวิ๋นอี้ฟานเรียกเธอไว้

“เข้าใจแล้วค่ะ!” อวิ๋นตั่วพูดแบบขอไปที

แขกทยอยกันมาถึงแล้ว อวิ๋นอี้ฟานถอดชุดอยู่บ้านออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดสูท แบบนี้ถึงจะดูเป็นสุภาพบุรุษหน่อย โดยที่ข้างกายมีชูยินที่สวมชุดกระโปรงยาวสีแดง ดูแล้วเหมาะสมกันดี

อวิ๋นตั่วเห็นคุณพ่อคุณแม่ในสภาพแบบนี้ก็รู้สึกแปลกตาเล็กน้อย เธออยู่แต่ชั้นบน อ้างว่าต้องทำการบ้าน

เมื่อแขกที่อยู่ชั้นล่างได้ยินว่าอวิ๋นตั่วทำการบ้าน จึงไม่ได้มาร่วมสังสรรค์ ก็พากันชมว่าอวิ๋นตั่วขยัน อี้ฟานและชูยินมีลูกที่รู้ประสาแบบนี้ ช่างโชคดีไม่น้อยเลย

แม่บ้านหลิวจึงขึ้นมารายงานอวิ๋นตั่วว่า “ข้างล่างมีแต่คนชมหนูทั้งนั้นเลยนะคะ”

“ชมว่าอะไรเหรอคะ”

“บอกว่าหนูขยัน แถมยังบอกอีกว่าคุณผู้ชายกับคุณนายโชคดี”

“พวกเขาก็พูดไปอย่างนั้นนั่นแหละค่ะ อย่าไปคิดเป็นจริงเป็นจังเลย” อวิ๋นตั่วว่า

แม่บ้านหลิวจึงบอกว่า “คุณผู้ชายกับคุณนายได้ยินแบบนั้นแล้วดีใจมากเลยนะคะ”

นั่นก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ใครจะไม่ชอบฟังอะไรที่รื่นหูแบบนี้บ้าง! โดยเฉพาะชูยิน เหมือนว่าจะชมอะไร ก็ไม่สู้ชมลูกๆ ของเธอหรอก





ดอกเดย์ลิลลี่เย็นแล้ว* (สำนวนจีน) มีความหมายเป็นเชิงตำหนิว่าทำอะไรชักช้าไม่ทันการ


----------------------​-----------​-----------​-----------​



ตอนที่ 99  ดีจัง ในที่สุดก็มีเหตุผลให้ลาหยุดแล้ว


ก่อนนอน อวี่เจ๋อโทรศัพท์มาหาเธอ บอกว่าพรุ่งนี้เขาไปส่งเธอที่โรงเรียนไม่ได้ โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นั้นยังมีจุดที่ต้องแก้ไขอยู่ ชีซิง เฉินอวี้ เจียงหนานและอวี่เจ๋อสัญญากันแล้วว่าถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ก็ห้ามเดินออกจากบริษัท

อวิ๋นตั่วบอกว่าเธอเข้าใจ เธอนอนอยู่บนเตียง แต่พอเมื่อได้ยินเสียงดนตรีข้างล่าง เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ถ้าหากว่าตัวเองใส่ชุดนอนสีขาว ปล่อยผม แล้วใส่หน้ากากผีเดินลงไป จะต้องทำให้ทุกคนตกใจมากแน่ๆ แต่ถึงแม้เธอจะคิดวิธีการกลั่นแกล้งแบบนี้ขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าอยู่ดี ทำได้แค่คิดและสะใจอยู่ในหัวเท่านั้น

วันต่อมาระหว่างทางที่จะไปโรงเรียน เธอก็เจอเข้ากับเทียนอี้ เขากำลังเข็นจักรยานวนเวียนอยู่บนถนน

“เทียนอี้ นายยังไม่ไปอีกเหรอ จะสายแล้วนะ” อวิ๋นตั่วพูดขณะที่ปั่นจักรยานผ่านตัวเขาไป

เทียนอี้รีบขึ้นขี่จักรยาน จนตามทันอวิ๋นตั่ว แล้วขี่อยู่ข้างๆ เธอ

อวิ๋นตั่วมองเขาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “นายก็ขี่จักรยานเหมือนกันเหรอ คนขับรถบ้านนายล่ะ?”

“เธอขี่จักรยานได้คนเดียวหรือไง ห้ามคนอื่นขี่เหรอ!” น้ำเสียงของเทียนอี้ดูใส่อารมณ์เล็กน้อย อย่างกับว่ามีใครติดเงินเขาอยู่อย่างนั้นล่ะ

“ฉันจำได้ว่าบ้านนายห้ามใช้ถนนสายนี้นี่?” อวิ๋นตั่วว่า

“ถนนสายนี้เป็นของบ้านเธอเหรอ อนุญาตให้เธอเดินทางได้คนเดียวหรือไง?” เหมือนว่าอวิ๋นตั่วยังติดเงินเขาอยู่

อวิ๋นตั่วไม่พูดอะไรแล้ว เพราะเธอเห็นจื่อเถิงที่นั่งอยู่ในรถส่งสัญญาณมือให้เธอ เหมือนเป็นการยั่วยุแบบหนึ่ง แน่นอนว่าอวิ๋นตั่วไม่ยอมแพ้ สองเท้าปั่นจักรยาน พยายามตามรถยนต์ของจื่อเถิงให้ทัน จนขี่มาถึงทางลาดพอดี เป็นทางลาดที่ยาวมากๆ อวิ๋นตั่วชอบถนนสายนี้ที่สุด เพราะเธอไม่ต้องออกแรงเยอะ ทั้งยังได้สัมผัสถึงลมที่พัดผ่านไหล่เธอได้ด้วย เธอเคยเขียนเรียงความบทหนึ่งชื่อว่า 'ฉันเห็นร่างกายของสายลม' จนได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วย สิ่งนี้ทำให้ฟางเจี้ยนเวยดีใจมาก จนเธอต้องตัดใส่กรอบเอาไว้ บทความแรกของนักเรียนที่ได้ตีพิมพ์ตั้งแต่เธอมาเป็นคุณครู ควรค่าแก่การเก็บเป็นที่ระลึกมาก

อวิ๋นตั่วบอกว่า “ที่ห้องหนังสือของคุณพ่อหนูก็มีกรอบกระจกแบบนี้เหมือนกันค่ะ ถ้าในอนาคตหนูดังขึ้นมา งานเขียนที่คุณครูกับคุณพ่อเก็บไว้จะมีค่ามาก ไม่แน่อาจจะขายได้ราคาสูงเลยนะคะ”

ฟางเจี้ยนเวยว่านักเรียนคนนี้ช่างยากแท้หยั่งถึง พอได้อ่านงานเขียนของเธอ จะรู้สึกว่าเธอนั้นโรแมนติกมาก แต่เมื่อพอได้ฟังเธอพูด ก็รู้สึกว่าเธออยู่กับความเป็นจริง ถือเป็นคนที่ขัดแย้งในตัวเอง

“อวิ๋นตั่ว ฉันไปรอเธอที่ห้องเรียนนะ!” จื่อเถิงโผล่หัวออกมาจากรถแล้วโบกมือให้อวิ๋นตั่ว รถยนต์ขับแซงเธอไป สักพักก็หายลับตาไปแล้ว

ขณะที่อวิ๋นตั่วกำลังโมโหอยู่นั้น เธอก็เห็นเทียนอี้นำสองมือยัดใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง แล้วแฉลบผ่านตัวเธอไป จากนั้นก็ตั้งใจชูมือขึ้น ทำท่าโบยบินโอ้อวดอวิ๋นตั่ว


ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะขี่จักรยานแบบปล่อยสองมือได้ สิ่งนี้ทำให้อวิ๋นตั่วอิจฉามาก


อวิ๋นตั่วขี่ตามเขาไป แล้วถามว่า “นายทำได้ยังไงน่ะ มีเคล็ดลับอะไรบอกฉันบ้างสิ”

“ไม่มีอะไรนี่ แค่ไม่ขี้ขลาดก็ทำได้แล้ว” เทียนอี้ว่า

อวิ๋นตั่วเชื่อเป็นจริงเป็นจัง คิดว่าเรื่องนี้ก็แค่ง่ายๆ เองนี่นา ตัวเองยังกล้าไม่พอหรืออย่างไรกัน?

เธอลองปล่อยมือสองข้างดู จักรยานสั่นคลอนอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงรีบใช้มือหนึ่งจับแฮนด์จักรยานไว้ ไม่ได้ เธอต้องลองอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องทำให้ได้นานๆ หน่อย เธอปล่อยมืออีกครั้ง พอรถจักรยานเอียง เธอก็พยายามจะใช้ร่างของเธอบังคับมัน ผลก็คือรถล้ม ร่างของเธอก็ล้มลงไปทันทีเช่นกัน

“โอ๊ยๆ!” เธอร้องออกมา พร้อมกับรถที่กระเด็นออกไปไกล

เทียนอี้เมื่อได้ยินเสียงจึงรีบหันกลับไป เขาเห็นอวิ๋นตั่วนอนอยู่บนพื้นด้วยสภาพย่ำแย่ ดังนั้นเขาจึงรีบจอดรถแล้ววิ่งไปดู เห็นหน้าของเธอถูอยู่บนพื้นครึ่งหนึ่ง มีแผลถลอกเป็นรอยใหญ่

“เธอไม่เป็นไรนะ?”

เทียนอี้ประคองร่างของเธอ ตอนที่ประคองนั้นถึงได้รู้ว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บแค่ที่ใบหน้า แต่มือกับเท้าก็ถลอกเยอะมากด้วย ดูแล้วน่าสงสารนัก

พออวิ๋นตั่วลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง เขาก็นึกไม่ถึงว่าประโยคแรกที่เธอจะพูดก็คือ “ดีจัง ในที่สุดก็มีเหตุผลให้ลาหยุดแล้ว!”







แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น