เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 คนเห็นผี

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 คนเห็นผี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2561 23:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 คนเห็นผี
แบบอักษร

ตอนที่ 2

คนเห็นผี

เสาร์อาทิตย์ผ่านไปเหมือนไม่มีอยู่จริง แต่โชคดีที่วันจันทร์มีเรียนบ่ายจึงไม่ได้รู้สึกว่าวันจันทร์มันโหดร้ายอะไรขนาดนั้น ผมเดินเข้ามาในห้องเรียนก่อนที่จะถึงเวลาเรียน ไฟในห้องเรียนปิดทุกดวงจนมืดทึบ บางคนก็ฟุบหลับบนโต๊ะรอเวลาเรียน ผมมองไปยังกลุ่มเพื่อนๆ ที่นั่งสุมหัวกันอยู่หน้าคอมฯ ดูรายการอะไรสักอย่าง ผมเห็นหัวสีทองของไอ้ทิมเด่นที่สุดในวงนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ

คนอวดผี?

ไอ้พวกนี้กำลังนั่งดูรายการผีอย่างใจจดใจจ่อ จึงไม่ทันได้สนใจผมที่เดินเข้ามาข้างหลัง ดูรายการผีไม่พอพวกมึงยังบิลท์บรรยากาศด้วยการปิดไฟในห้องอีก เพื่อนผู้หญิงก็นั่งจับมือกันอย่างกลัวจัด

"เฮ้ย!"

"ว้าย! กรี๊ด! เชี่ย!"

ผมหัวเราะลั่นเมื่อแกล้งเพื่อนได้สำเร็จจนวงแตก

"ไอ้น่าน! ไอ้เลว!" สองสาวสามัคคีกันตะโกนด่าผม  

"ไอ้ห่า ตกใจหมด!" ทิมว่าพลางยกมือทำท่าจะทุบหัวผม

"พวกมึงกลัวแล้วจะดูทำห่าอะไรเนี่ย" ผมว่าแล้วเดินไปเปิดไฟ  

"เพราะกลัวเลยต้องดูไงมึง ถ้าไม่กลัวแล้วจะดูไปทำไม รายการเขาทำมาให้กลัวเว้ย"

"ไร้สาระ จะได้เวลาเรียนแล้วไปนั่งที่ไป" ผมว่าก่อนพวกมันจะแยกกันไปนั่งที่ กำลังจะเอื้อมมือไปปิดหน้ายูทูป ประตูก็ถูกเปิดออกโดยอาจารย์ประจำวิชา เสียงแหลมโพล่งขึ้นบ่นทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา

"นี่ทำอะไรกัน ทำไมยังไม่นั่งที่ ไปนั่งที่ให้เรียบร้อย!"

พวกที่เหลือตอบรับแล้วขยับตัวเองไปนั่งที่ ผมกำลังจะตามไปด้วยแต่โดนอาจารย์เรียกเอาไว้ก่อน

"เธอ ประธานเอกใช่ไหม"

"ครับ" ผมตอบ เหอะ! ยิ่งใหญ่ไหมล่ะประธานเอก ไอ้ตำแหน่งบ้านั่นตกมาที่ผมเพราะพวกเพื่อนมันบอกว่าผมตัวขาวที่สุดในเอกก็ต้องเป็นประธานเอก สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่เคยมีตามหลักประชาธิปไตย และพวกมันสามัคคีลงมติเป็นเอกฉันท์ดังนั้นผมจึงไม่มีสิทธิ์ทักท้วงอะไรทั้งนั้น

"แล้วมาทำอะไรที่โต๊ะฉัน อยากจะสอนแทนหรือว่ายังไง!"

"เปล่าฮะ มาปิดคอมฯ ครับ"

"มาแอบเปิดคอมฯ ดูอะไรไร้สาระอีกล่ะสิ! เวลาพักทำไมไม่ไปทบทวนตำรา มาทำอะไรไร้สาระไม่เข้าเรื่อง กี่ครั้งแล้วฮะที่ต้องให้บ่น นาฬิกาก็มีเนี่ยไม่เห็นหรือไงอีกห้านาทีจะได้เวลาเรียนแล้ว ควรจะพร้อมก่อนที่ฉันจะเข้ามาแล้วรู้ไหม"


กว่าอาจารย์จะบ่นเสร็จก็ครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว พอเรื่องหนึ่งมันผุดขึ้นมาให้บ่น อีกสามสิบเรื่องก็ถูกขุดตามมาด้วยไม่หยุด ใครๆ ก็เบื่อวิชานี้ทั้งนั้นแต่มันดันเป็นวิชาเอกที่เลี่ยงไม่ได้เลยต้องลงตัวนี้ ผมฟังเสียงนี้บ่นมาตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงปีสาม หน้าที่เดียวที่นักศึกษาอย่างเราควรทำคือทำตัวหดหู่ ทำหน้าสลด ฟังแกบ่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหมดชั่วโมงเอง

หลังเลิกเรียนผมรับหน้าที่รวบรวมรายงานเอาไปส่งที่ห้อง อย่าถามว่าเต็มใจหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้เป็นมนุษย์ผู้มีจิตอาสามีศรัทธาในการสละตนเพื่อมนุษยชาติขนาดนั้น พูดอย่างไม่เสแสร้งเลย ถ้าไม่ติดว่าอะไรๆ ก็ประธานเอกผมก็ไม่ทำหรอก

"ไอ้น่าน กูไปสูบบุหรี่รอนะ เจอกันที่จอดรถ"

ผมพยักหน้าให้ทิมก่อนมันจะเดินออกไป ส่วนผมเดินทะลุไปที่ตึกคณะมนุษย์ฯ โดยผ่านไปทางตึกสถาปัตย์ฯ ตอนเย็นๆ แบบนี้ตึกเงียบไม่มีนักศึกษาแม้แต่คนเดียว เพราะมีตำนานห้องหุ่นของตึกสถาปัตย์ฯ อยู่ทางนั้นจึงทำให้ตรงที่แทบไม่มีใครเดินผ่านตอนเย็นๆ แต่เพราะมันเป็นทางที่ใกล้ที่สุดที่ผมจะไปถึงตึกมนุษย์ฯ ได้ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะมาทางนี้

"พี่! ผมขอโทษ!"

"มึงไม่ต้องมาขอโทษ"

ผมก้าวช้าลงจนแทบจะหยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงสนทนานั่น ผมก็ไม่ได้อยากสนใจแต่เสียงมันชัดขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ก้าวเท้าเข้าไปยังห้องหุ่นนั่น

เอาจริงๆ เสียงคนไหม

"แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะพี่"

"มึงไม่ได้ตั้งใจเหรอ? กูชกปากมึงแล้วบอกว่าไม่ได้ตั้งใจบ้างได้ไหมล่ะ!"

"อย่าพี่อย่า! ผมขอโทษ! ขอโทษจริงๆ!"  

ผมชะงักเท้าอยู่กับที่เมื่อได้ยินตะโกน ตึกเงียบๆ จึงมีเพียงนั่นที่ดังก้อง และเพราะมันคล้ายจะเป็นการทะเลาะกันมากกว่าการพูดคุยธรรมดา ผมจึงค่อยๆ เดินเข้าไปที่มุมตึกนั่นหาต้นตอของเสียง ก่อนเห็นผู้ชายคนหนึ่งถอยหลังติดกำแพง ยกมือขึ้นไหว้ด้วยใบหน้าอ้อนวอน ส่วนอีกคนผมมองเห็นเพียงด้านหลัง เขาอยู่ในท่าที่พร้อมจะชกอีกคนนั่นแล้ว

งั้นเรื่องนี้น่านจะไม่ขอยุ่ง ผมหันเท้ากลับอย่างไม่อยากเข้าไปเกี่ยว รีบเอาการบ้านไปส่งแล้วรีบกลับไปหาไอ้ทิมดีกว่า

"ผมขอโทษจริงๆ นะพี่ ผมจะไม่ทำอีก!"

"มึงหุบปาก!"

"พี่อย่า!"

"เฮ้ยหยุดนะ!"

เสียงของผมดังแทรกการกระทำของผู้ชายคนนั้นจนเขาชะงักกึก แม่ง! อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมโยนกองรายงานทิ้งแล้ววิ่งเข้าไปขวางเขาคนนั้นให้ค้างอยู่ในท่าง้างหมัดเตรียมชก 

"คุณ"

และผมก็ค้นพบว่าการเข้ามาเสือกครั้งนี้เป็นการกระทำที่คิดผิดอย่างมหันต์ เพราะเจ้าของหมัดที่พร้อมชกนั่นคือ คุณซี คุณซีเจ้าของหอ คุณซีที่ผมบาดหมางเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ทำไมเจ้าของหอของผมมายืนอยู่ตรงนี้ แถมยังอยู่ในชุดนักศึกษาด้วย

"คุณมาทำอะไรที่นี่"

ผมกระพริบตาถี่ เออนั่นสิ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามาทำอะไรตรงนี้ ไม่ยุ่งแต่แรกก็จบไปแล้ว!

"ก็...พี่กำลังจะทำอะไรล่ะครับ"

"แล้วคิดว่าไงล่ะ?"

"ผมแค่ผ่านมา เห็นพี่กำลังจะชกเขา" ผมหันไปมองคนข้างหลังที่ก้มหน้างุดเหมือนกำลังกลัวสุดขีด เจ้าของหอได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"คุณรู้จักมันเหรอ"

"ไม่รู้"

"มึงรู้จักเขาเหรอ!" เขาตะโกนถามคนข้างหลังผม

"มะ...ไม่รู้ครับ"

เขาก้าวขาเข้ามาหาผมก้าวหนึ่งแล้วพูดเสียงเบา

"งั้นก็ไม่ต้องเสือก"

โห...ปากมัน! นั่นปากคนเหรอสาบานเหอะ ไม่ว่ากี่ครั้งที่เจอหน้าผมก็อดไม่ได้ที่จะยอมให้คนปากเสียคนนี้เลย อะไรมันจะหยาบคายขนาดนี้ ไม่มีมารยาทหลงเหลือสักเล็กน้อยในกลมสันดานของมันเลยใช่ไหม!  

"โอเคผมเสือกเอง แต่มาชกกันในมหาลัยแบบนี้มันไม่มากไปหน่อยเหรอครับ"

"ผมไม่ได้ชกคุณนี่ เดือดร้อนอะไร"

จุกเหมือนโดนขวดเบียร์ฟาดหน้า แต่เอาจริงความเสือกของตัวเองนี่มันก็ค่อนข้างอันตราย ผมไม่เกี่ยวและไม่ควรเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยว โว้ย! หันหลังหนีแบบเนียนๆ เลยได้ไหม เขามองผมเคืองๆ แล้วเดินเข้าไปหาคนข้างหลังผม

"มึงจะไปไหนก็ไป อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก"

คนข้างหลังผมไม่ได้พูดอะไรสักคำนอกจากรีบวิ่งออกไป ส่วนเจ้าของหอมองผมไม่ละสายตา

"ยุ่งไม่เข้าเรื่อง"

เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกไป ผมถอนหายใจยาวแล้วก้มลงเก็บรายงานของเพื่อนที่เผลอโยนทิ้งจนมันกระจัดกระจายไปทั่ว จริงๆ มนุษย์ควรเชื่อสัญชาตญาณแรกของตัวเองสิ บอกว่าไม่อยากยุ่ง ก็ไม่ต้องเข้ามายุ่งสิ โดนด่าว่าเสือกเลยเห็นไหม ด่าแม่ยังเจ็บน้อยกว่านี้เลยมั้ง ผมได้แต่โมโหฟึดฟัดกับตัวเองแล้วรีบๆ หยิบรายงานพวกนั้น แต่ก็ต้องหยุดกึกเมื่อเขาเดินย้อนกลับมาช่วยผมเก็บรายงานแต่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ จนตอนที่เขายื่นรายงานมาให้จึงพูดออกมาคำหนึ่ง

"ทีหลังอย่าเสือก"

"เชี่ย!"

ผมหลุดคำด่าอย่างโมโหจัดแต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วพูดสวนกลับมา

"ก็ยุ่งจริงๆ อะ"

"ก็พี่จะทำอะไรอะ จะไปต่อยเขาทำไม อันธพาล"

"อันธพาล?"

"ใช่ดิ ต่อยเด็กในมหาลัยไม่เรียกว่าอันธพาลหรือไง"

"นี่คิดว่าผมเป็นคนแบบไหนเนี่ย พวกไถเงินเด็กซื้อเบียร์เหรอ"

จริงนะ...แวบแรกก็มีความคิดนั้นแหละที่โผล่เข้ามาในหัว

"นั่น คิดงั้นจริงๆ ใช่ป่ะ"

ผมไม่ได้ตอบอะไร เขาหัวเราะเบาๆ แล้วช่วยผมเก็บรายงานต่อ ผมเลื่อนสายตามองเขาในชุดนักศึกษาแล้วแปลกใจ แม้มันจะเป็นชุดนักศึกษาก็เหอะ แต่มันสลัดคราบขี้เมาที่นอนเรื้อนอยู่หน้าหอไม่ได้ไง

"พี่ยังเรียนอยู่เหรอ"

"ก็เห็นอยู่ว่าใส่ชุดนักศึกษา"

"ปริญญาเอก?"

"ตรีเว้ย!"

จริงดิ! หน้าแม่งเลยวัยไปสามปีแล้วอะ มหาลัยให้โควตาปริญญาตรีแปดปี พี่คนนี้ใช้ครบอะกูว่า

"พี่เป็นเจ้าของหอที่ผมอยู่ แล้วทำไมถึงยังเรียนหนังสืออยู่ล่ะ"

"ทำไมอะ เป็นนักศึกษาไปด้วย เป็นเจ้าของหอไม่ได้เหรอ"

บอกตรงๆ ว่าขี้เกียจคุยกับคนแบบนี้จริงๆ ผมถามไปก็ควรจะตอบดิ ไม่ใช่มาถามกลับแบบนี้ นี่กวนตีนมากนะ ผมจึงไม่ได้พูดอะไรกระทั่งเก็บรายงานครบทุกเล่มแล้วเดินมาด้วยกันจนมาถึงทางแยกไปตึกมนุษย์ฯ

"ผมจะไปทางนี้"

"ก็แล้วแต่คุณดิ ผมดึงขาคุณไว้เหรอ"

"กวนตีน"

"กวนตีนแต่ไม่ขี้เสือก"

ไอ้สัตว์ปีก!

...

เที่ยงคืนกว่าๆ ของวันนั้น ผมเพิ่งได้กลับหอหลังจากถูกไอ้ทิมลากไปนั่งกินเหล้าเป็นเพื่อน แต่กล้าพูดเลยว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์พวกนั้นตกถึงท้องผมเพียงแค่แก้วเดียว ก่อนถูกห้ามจากทุกคนที่ไปด้วย ไม่ใช่ว่าผมดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ แต่ที่มันลากผมไปด้วยเพราะเอาผมไปเป็นคนขับรถต่างหาก ต้องมารับผิดชอบชีวิตพวกมันอีกเกือบห้าชีวิต กว่าจะฉุดกระชากลากถูพาส่งถึงหอครบก็ใช้เวลาไปครึ่งคืน ขณะที่ผมกำลังเดินไปที่ประตูหอก็พบมนุษย์คนหนึ่งนั่งพิงประตูอยู่ตรงนั้นด้วยสภาพที่มองแวบแรกก็เข้าใจเลยว่าสติสัมปชัญญะของเขาคนนั้นไม่มีอยู่เลย 

พี่ซีมันเป็นโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่มหรือไงวะ

แล้วคราวนี้ผมต้องพาเขาเข้าไปด้วยไหมเนี่ย? ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่งกำลังจะเดินเข้าไปหาเขาแต่ผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดนักเรียนก็วิ่งเข้ามาก่อน

"เฮีย! มานอนตรงนี้อีกแล้ว"

"คีย์การ์ดกูหายอะ"

"ไม่หายหรอก อยู่ในกระเป๋านั่นแหละ"

"กูบอกว่าหายก็หายสิวะ!" เขาตะโกนเสียงดังใส่เด็กนักเรียนคนนั้น จนอีกฝ่ายต้องยอมเออออไปด้วย  

"เออๆ หายก็หาย แล้วเฮียมานอนอะไรตรงนี้เล่า จรจัดชิบเป๋ง"

"มึงเปิดสิ กูจะได้เข้าไป"

เด็กคนนั้นส่ายหน้าเบาๆ ก่อนเขาจะหยิบคีย์การ์ดในกระเป๋าตัวเองเปิดประตู แล้วพาคนเมาเข้าไปข้างใน ผมเองก็เปิดประตูตามเข้าไปด้วย เด็กนักเรียนคนนั้นทิ้งเจ้าของหอลงบนโซฟา ที่มีเท็นซึ่งถอดเสื้อนั่งอยู่ตรงนั้น ผมเจอเขาที่หอหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยเห็นเข้าใส่เสื้อเลย ไม่มีเสื้อใส่เหรอวะ  

"เฮีย เมาอีกแล้วเหรอ"

เด็กนักเรียนที่ลากเขาเข้ามาพยักหน้าเบาๆ ผมไม่เคยเจอเขามาก่อนแต่เขาน่าจะเช่าหออยู่ที่นี่แหละ

"โอเคไหมเนี่ย น้ำอุ่นสักแก้วไหม"

"ไม่ต้อง กูจะสร่างอยู่แล้วเนี่ย"

"ไม่ต้องดื่มเพิ่มเลยนะ" "เมาแล้วอย่าเรื้อนไปนอนหน้าหอดิเฮีย รถเก็บขยะมาเห็นเข้ามันกวาดเฮียไปทำไงอะ"

"พวกมึงไม่ต้องบ่นเลย จะไปไหนก็ไปกูจะนอน"

"จะนอนตรงนี้เหรอ"

เขาไม่ตอบแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างไม่สนใจ สองคนนั้นหันมองหน้ากันแล้วเดินออกมา ผมเดาว่านี่คงเป็นเรื่องปกติ แต่ผมแค่ยังไม่ชิน ถึงพี่จะเป็นเจ้าของหอแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนอนตรงไหนของหอก็ได้ป่ะวะ

ผมเดินผ่านพี่ซีไปขึ้นบันได สองคนที่เดินไปก่อนจึงหันมามองผมแล้วหนึ่งในนั้นก็ทักผมขึ้นมาเสียงดัง 

"อ้าวน่าน!"

รู้จักชื่อกูอีก!

ผมยิ้มหน่อยๆ ให้เท็น มนุษย์ผู้ไม่มีเสื้อผ้าใส่ เขาตรงเข้ามาหาผมที่ยืนอยู่ตรงนี้แล้วยกมือขึ้นคล้องคอราวกับเราสนิทกันมาสิบปี ก่อนเป็นตัวกลางแนะนำผมกับเด็กนักเรียนคนนั้น  

"นี่รู้จักกันไว้สิ นี่น่านอยู่ห้อง888 เรียนคณะมนุษย์ฯ เอกอังกฤษ"

เท็นจัดการแนะนำตัวให้ผมเสร็จสรรพขาดแต่ชื่อพ่อชื่อแม่ก็จะครบแล้วนะ จำได้ว่าคุยกันไม่กี่คำแล้วมึงไปเอาข้อมูลกูมาจากไหนวะเนี่ย!

"ผมชื่อไคโรครับ อยู่ห้อง555 ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

เด็กคนนี้ยิ้มกว้างพลางยื่นมือมาจับมือผมที่ยังไม่ทันยื่นไป

"พี่อยู่ปีอะไรครับ"

"ปีสาม"

"อ๋อ ผมเรียนอยู่โรงเรียนใกล้ๆ นี่ครับ"

ผมพยักหน้ารับ ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อเสียงของคนบนโซฟาก็ตะโกนแทรกเข้ามา   

"เฮ้ย ไปคุยกันไกลๆ ดิ! คนจะนอน!" เมื่อเสียงตะโกนของคนปากหมาดังขึ้น พวกเราจึงหันมองหน้ากันก่อนจะเดินขึ้นบันไดแยกย้ายเข้าห้อง ผมเดินขึ้นบันไดและไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง วันนี้พระจันทร์ดวงใหญ่มากแต่ผมไม่ได้ทันสังเกตเห็นจึงหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง 

"เห็นไหมว่านอนอยู่ อย่ามาเกะกะแถวนี้ได้เปล่าวะ?"

ผมหันขวับไปมองหลังจากได้ยินเสียงพี่ซีที่ชั้นล่าง 

"ไม่มีอารมณ์คุยกับแกได้ทุกวันนะเว้ย คนเขาก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้างเข้าใจหน่อยดิ"

ผมก้าวเท้าลงบันไดลงมาทีละขั้นเพื่อมองเขาที่นั่งพูดอยู่คนเดียว ไม่ใช่คุยโทรศัพท์ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น   

"ไปให้พ้นเลย!"

ผมสะดุ้งนิดหนึ่งที่อยู่ๆ เขาก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมา

ไล่ใครวะ?

"ผีก็อยู่ส่วนผีดิวะ! อย่ามายุ่งกับกูได้ไหม!"

ผมเบิกตากว้างแล้วเดินเข้าไปใกล้กว่านั้น สาบานว่าผมไม่ได้เมา แต่เขากำลังสนทนาอยู่กับบางสิ่งและเรียกสิ่งนั้นว่า ผี

"เจอผีไหม"

"มาอยู่ที่นี่ไม่กลัวเหรอ"

"อยู่ข้างหลังนั่นตัวหนึ่งอ่ะ"

บทสนทนาคราวก่อนของผมกับเขาโผล่ขึ้นมาในหัว เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเป็นพวก คนเห็นผี มีญาณทิพย์ จิตสัมผัสอะไรทำนองนั้น ขณะผมกำลังสับสนกับความคิดตัวเองพี่ซีก็ยังพูดคนเดียวไม่หยุด  

"มันดึกแล้ว นี่มันเวลานอน แล้วก็เมามากด้วย เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันได้ป่ะวะ ขอร้องล่ะ"

ผมแอบดูเขาอยู่ตรงริมบันได คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างงงจัด  

"โอเค พรุ่งนี้จะคุยด้วย สัญญา"

หลังจากเขาพูดประโยคนั้นจบ ผ้าม่านที่หน้าต่างก็ปลิวสะบัดเพราะแรงลม จนผมเผลอขนลุกวูบตามไปด้วย ก่อนหันขวับมองพี่ซีที่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วทิ้งตัวลงโซฟา ลืมตามองเพดานอยู่อย่างนั้น ผมกระพริบตาถี่อย่างงงๆ กลืนน้ำลายลงคอเบาๆ แล้วก้าวขาเข้าไปหาเขา

"พี่ครับ?"

เขาหันมามองผมผงะออกไปนิดหนึ่ง

"ผมเอง"

"ตกใจหมด"

"พี่ เมื่อกี้คุยอยู่กับใครเหรอครับ"

"เมา"

เขาพูดปัดๆ แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง

"พี่ พี่มองเห็นผีได้เหรอ"

"ใครบอก"

"ผมได้ยินอะ พี่พูดกับผี"

"แล้วคุณเห็นผีตัวนั้นป่ะ"

"ไม่เห็น"

"เออ เพ้อเจ้อไง ผีเผออะไร ไปนอนไป"

"ผมเชื่อนะพี่"

"รุงรัง! ไปเกะกะที่อื่นไป คนจะนอน"

"พี่! ผมจริงจังนะ!"

"คุณ...ชื่ออะไรนะ"

"น่าน"

"เออคุณน่าน ฟังผมนะ ใครจะมองเห็นผีได้บ้าเปล่า หลอนอะไร ไปนอน!" เขาโวยวายพลางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ผมไม่อยากจบแค่นั้น เชื่อไหมว่าผมตามหาคนประเภทนี้มาทั้งชีวิต  แม้จะเข้าใจดีว่า มันอาจจะเป็นแค่การงมงายกับเรื่องที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันไร้สาระก็ได้

"พี่ซี"

"อ้าว รู้จักชื่อผมด้วยเหรอ"

"พี่ไม่ต้องพูดเพราะกับผมหรอก"

"มึงรู้จักชื่อกูด้วยเหรอ"

สัตว์ปีก! ร็อกไปป่ะ! คือบอกว่าไม่ต้องพูดเพราะ ก็ไม่ได้หมายความว่าให้พูดหยาบไง

"เออจะพูดยังไงก็พูดไปเถอะ แต่พี่ ผมมีเรื่องจะขอ พี่มองเห็นผีได้ใช่ป่ะ?"

"..."

"พี่ช่วยตามหาผีให้ผมหน่อยสิ"

...

To be continued.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น