repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 15 ตรงกลาง

ชื่อตอน : บทที่ 15 ตรงกลาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 388

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2561 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15 ตรงกลาง
แบบอักษร

“เลิกร้องได้แล้วน่า มึงร้องจนกูจะร้องตามแล้วนะ” ผมพูดไปยิ้มไป ถึงจะดุยังไงแต่มือก็ยังคงปาดน้ำตาให้ไอ้เด็กขี้งอแงไม่หยุด

“ไม่ได้เสียใจแล้วนะ แต่มันแค่หยุดไม่ได้อะ” ไอ้เบ๊บเถียง จริงอยู่ที่มันเลิกร้องงอแงเหมือนตอนแรกแล้ว แต่น้ำตามันก็ยังไหลลงมาเรื่อยๆไม่ยอมหยุด

“งอแงว่ะ” 

“โห่ ก็ใครล่ะเล่นหายไปเป็นเดือนๆ ใช้เวลาอะไรมากมายขนาดนั้น” ไอ้เบ๊บเถียงคอเป็นเอ็น แถมยังส่งสายตาอาฆาตมาให้ ไม่สนเลยว่าเคยเคารพกันมาก่อน

เนี่ย เถียงได้ขนาดนี้ก็หมดห่วงแล้ว

“...”

พูดถึงก็อดนึกย้อนกลับไปไม่ได้ มันไม่ได้มีความสุขนักหรอกที่ต้องอยู่โดยไม่มีไอ้เด็กบ้ามาวอแวตลอดเวลา แต่ผมคิดว่าคงจะดีกว่าถ้าเราไม่ต้องสนิทกันอีก

ผมเคยคิดมาตลอดว่าความเป็นห่วงที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผมเห็นมันมาตั้งแต่เด็ก แต่อย่างไอ้เอกผมก็สนิทกับมันมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะเอ็นดู เป็นห่วง หรือรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นพ่อคนตอนที่มองมัน

ติดภาพเบ๊บที่ร้องไห้เพราะโดนเพื่อนแกล้งและไม่สู้คน แล้วก็เพราะมันนั่นแหละที่ทำให้ผมนิสัยเสียกว่าเก่า เพราะยิ่งโตมันยิ่งติดผมมากขึ้น ไปไหนก็ไปด้วยกัน ผมทำอะไรหรือคบกับใครมันก็รู้หมด ไม่มีอะไรที่เป็นความลับระหว่างกัน เลยทำให้เราสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง และก็เป็นคนที่เข้าใจกันมากที่สุด

ผมยอมรับว่าสับสนมากถึงมากที่สุดในชีวิตตอนที่ตัดสินใจหนีหน้ามัน มันเหมือนกับว่ามีทางแยกแค่สองทาง เลี้ยวซ้ายคือยอมรับตัวเองและเปิดใจให้ได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ทั้งที่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม แต่ถ้าเลี้ยวขวาก็เพื่อถอยห่างจากกัน

ผมเลือกทางที่สองเพราะตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เบ๊บไม่ใช่เด็กๆ ผมก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นที่มันจะต้องมาตามติดผมตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อนที่มันยังดูแลตัวเองไม่ได้ ตอนนี้มันมีความคิดเป็นของตัวเอง มีทางเดินของตัวเองได้แล้ว ดังนั้นการปล่อยให้มันลองทบทวนตัวเองก็คงดีที่สุด ใช้เวลาตอนนี้คิดให้ดีถึงอนาคตตัวเองที่ไม่มีผมด้วย

“เหม่อไรอะ” เสียงไอ้เบ๊บเรียกให้ผมออกจากความคิดของตัวเอง ถึงได้เห็นว่าผมนอนเหม่อมองเพดานมานานทีเดียว

“เปล่า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

“ถ้าคิดเรื่องจะหอบผ้าหนีผมนี่หยุดเลยนะ”

“สำคัญตัวผิดว่ะ” ผมเอื้อมมือไปผลักหัวคนที่นอนอยู่ข้างๆกันให้หงายหลังไป

ตอนนี้เรานอนเล่นกันอยู่ในห้องผมนี่แหละครับ พอคุยกันแล้วไอ้เบ๊บปล่อยโฮที่บ้านเฮียพรไปรอบหนึ่ง เลยตัดสินใจไม่อยู่รอดูแข่งแล้ว พามันกลับมาที่บ้านก่อน เท่านั้นแหละไอ้เบ๊บก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้ ลากยาวมาจนฟ้ามืดเลย

“ไม่ผิดหรอก บอกสิว่าผมไม่สำคัญ” ผมตบหัวคนที่ลอยหน้าลอยตาพูดไปอีกหนึ่งที มั่นใจเหลือเกิน

“เพ้อเจ้อ”

“โห่ ไม่คิดจะหวานกับผมหน่อยหรอ นี่เราเป็นฟะ...อุบ” ยังไม่ทันที่เบ๊บจะพูดจบ ผมก็รีบเอื้อมมือไปผิดปากมันเอาไว้ก่อน

“นอนเงียบๆไปเลย”

“อื้อ เอาไอ้ไอ้เอ็นแอนอันอ๋อ” (เราไม่ได้เป็นแฟนกันหรอ)

“ไม่เป็น”

“เห้ยไรอ่ะ พี่ทำงี้แล้วต้นไทรที่เป็นพยานรักเราจะทำยังไง พี่ไม่แมนเลยอะ” ได้ทีไอ้เบ๊บก็ปัดมือผมออกแล้วลุกขึ้นนั่งโวยวายจนลืมร้องไห้ไปแล้ว

เออ รู้งี้ให้มันลุกขึ้นมาโวยวายตั้งนานแล้วดีกว่า

“เพ้อเจ้อว่ะ พยานรักอะไรของมึง” ผมขำให้กับความคิดนั้น คนบ้าก็เป็นคนบ้าอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

“อ้าว ก็ผมขอพี่เป็นแฟนใต้ต้นไทรหน้าบ้านเฮียพรไง” มันลุกมานั่งโวยวายเป็นจริงเป็นจัง จนทำให้ผมต้องลุกขึ้นตาม

“แล้วกูตกลงหรอ?”

“อะ...เออว่ะ โห่พี่บอยยยยยย พี่จะไม่รับรักผมจริงดิ ไม่เอานะพี่บอยยยยยยย” ไอ้เบ๊บงอแงใหญ่ แถมยังเอาหน้ามาแนบแขนผมอีก ท่าประจำเขาล่ะ

ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่าอึ้งมากที่อยู่ๆมันก็เดินเข้ามาจับมือผมแล้วขอเป็นแฟน ท่าทางเบ๊บดูมั่นใจและจริงจังมาก ไม่คิดว่าประโยคแรกของการห่างหายกันไปนานจะเป็นคำนั้น แต่พอมานั่งนึกดูตอนนี้ ก็ไม่แปลกเท่าไรหรอกถ้าไอ้เบ๊บเป็นคนพูดน่ะ มันเป็นบ้า

แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือผมไม่คิดว่าคนอย่างไอ้เบ๊บจะคิดเรื่องนี้ออกด้วยตัวเอง ผมคิดว่ามันอาจจะตีความสิ่งที่ผมพูดไปในทางอื่น เช่น ผมหวงมันไปเองหรือว่าผมคิดมากไป ไม่คิดว่ามันจะเข้าใจความหมายของทุกอย่าง

“พี่บอย เหม่อไรอีกแล้ว”

“เปล่า เออว่าแต่มึงเถอะ รู้ได้ยังไงว่ากูคิดอะไร”

“หมายถึงที่พี่...คิดเกินเลยกับผมน่ะหรอ” ไม่พูดเปล่า มันก้มลงไปบิดชายเสื้อของตัวเองด้วย

ผมว่าจะปล่อยผ่านไปแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าไอ้เบ๊บทำท่าเขินอายแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ได้น่ารักเท่าไรหรอกครับ น่าถีบมากกว่า

“ทำอะไรให้มันพอดีๆหน่อย เยอะเกินเดี๋ยวกูถีบให้”

“เขินๆๆ แน่ะๆ” มันพูดพร้อมกับชี้นิ้วมาที่หน้าผม เท่าที่ดูไม่ใช่ผมหรอกครับที่เขิน ไอ้คนเล่นนั่นแหละเขินเอง หน้าแดงหูแดงไปหมดแล้ว

“ไอ้เบ๊บ -____-” ผมพูดนิ่งๆเป็นการดุให้มันกลับไปนั่งลงที่เดิม ก่อนมันจะพ่นลมออกจากปากแล้วตั้งใจเล่าให้ผมฟังดีๆสักที

“ก็ได้ ความจริงคือไอ้เอกมันสงสัยว่าผมทะเลาะอะไรกับพี่ ผมก็เลยเล่าให้มันฟัง แล้วมันก็บอกว่าพี่น่ะรักผม แถมมันยังบอกอีกนะว่ามันไม่คิดจะรังเกียจพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นอะไร”

“หือ? ไอ้เอกน่ะหรอ”

“ใช่พี่ ตอนแรกผมว่าจะไม่เล่าให้ใครฟังแล้วนะ แต่เห็นมันสนิทกับเรา แถมมันก็เป็นห่วงด้วย มันก็เหมือนคนกลาง ถ้าผมกับพี่ไม่คุยกันมันก็อึดอัดน่าดูแหละ”

“แล้วมันก็เชียร์ให้มึงมาหากู?” ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่ไอ้เอกโทรมาถามว่าผมอยู่ไหน ทั้งที่มันบอกผมตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้จะนอนอยู่บ้าน

“ก็ส่วนหนึ่ง พี่ต้องขอบคุณมันนะเนี่ยที่ทำให้เราลงเอยกัน”

ยัง ยังไม่เลิกอีก

“ไปนอนไปมึงอะ”

“เย็นชาเหลือเกิน”

“เดี๋ยว อย่าเพิ่งนอน” ผมเรียกมันไว้อีกครั้งเมื่อไอ้เบ๊บทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด มันทิ้งตัวลงทันทีหลังจากที่ผมบอก “แล้วเรื่องไอ้เต้อะ สรุปเลิกคุยกันไปแล้วใช่ไหม”

“เลิกแล้วคร้าบบบบ เลิกตั้งแต่วันที่พี่ขอนั่นแหละ”

“ดี ถ้ามันมายุ่งด้วยอีกก็มาบอกกู” พูดถึงไอ้เต้ทีไรก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุทุกที มันทั้งหล่อทั้งเรียบร้อย ถ้าไอ้เบ๊บจะไปชอบก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

“หึงหรอตัวเองงงงงง”

“ตัวเองพ่อมึงสิ” แต่ก็ไม่ได้เถียงนะครับว่าไม่หึง

“ดุจริง เออพี่บอย เรามาหาคำเรียกแทนตัวเองให้ดูน่ารักๆเหมือนคู่อื่นกันบ้างไหม” ไอ้เบ๊บสะกิดแขนผม พร้อมกับส่งสัญญาณให้ลงไปนอนกับมัน ไม่เข้าใจว่ามันจะเห่ออะไรขนาดนั้น

“ก็กูมึงอะดีแล้ว จะเปลี่ยนทำไม ที่สำคัญเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย” แล้วถ้าเกิดเป็นแฟนจริงๆ ผมก็ไม่คิดจะเรียกแทนตัวเองด้วยคำน่าอ้วกพวกนั้นหรอก แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

“พี่บอย -_____- ผมจะขอพี่อีกแค่ครั้งเดียวก่อนจะเลิกเซ้าซี้นะ”

อะไรของมันอีกวะเนี่ย แค่ผมพูดไปแค่นั้นมันก็หน้าบูดขึ้นมา เมื่อกี้ยังยิ้มเขินอยู่เลย ทำไมมันเปลี่ยนอารมณ์ไวจังวะ

“พี่จะเป็นแฟนกับผมไหม”

“...” ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง

ผมไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยว่าจะต้องมาคบกันเป็นกิจจะลักษณะ แค่มันรับรู้และผมก็รับรู้ว่ามันไม่เหมือนเดิมว่าที่ผมห่วงมันไม่ใช่ความรู้สึกของพี่ชายอีกต่อไป แค่นั้นก็พอแล้ว

แต่ไอ้เบ๊บดูจะไม่คิดเหมือนผม

“กูว่ามึงอย่าคิดเรื่องนี้เลย เป็นอะไรเราก็รู้ดีกันอยู่ กูไม่ได้อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนะ ที่สำคัญยิ่งคนรู้เยอะก็จะยิ่งวุ่นวายด้วย”

“งอน”

เชี่ยไรเนี่ย...พอผมพูดแค่นั้นมันก็เอาผ้าห่มคลุมโปงแล้วหันตัวหนีผม ถ้าเป็นผู้หญิงก็พอจะเดาได้ว่าเมนส์มา แต่มันก็เป็นผู้ชายนะ แล้วทำไมอารมณ์ขึ้นๆลงๆอย่างนี้ล่ะวะ

หรือพอเปิดใจคุยกันแล้วความเอาแต่ใจจะเพิ่มขึ้น

“เบ๊บ อะไรของมึงเนี่ย”

“...” เงียบอีก

“งั้นก็นอนไปนะ กูไปอาบน้ำก่อน” ผมแกล้งหยั่งเชิงถามมันดู แต่ก็แค่ได้ยินเสียงฟึดฟัดดังออกมาจากกองผ้าห่ม

“อย่างอแงอีกล่ะ กูไปละ”

ผมค่อยๆลุกขึ้นยืน เดินไปเตรียมเสื้อผ้าอาบน้ำ เหลือบมองก็เห็นไอ้เบ๊บนิ่งไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอกถ้ามันจะไม่อาบน้ำนอน ผมก็ขี้เกียจเซ้าซี้แล้วเหมือนกัน ปล่อยมันนอนไปเลยก็ได้







“ไอ้เบ๊บมึงงอแงอะไรอีกเนี่ย”

“เปล่า”

ตั้งแต่วันนั้นที่ผมไม่ยอมตอบตกลงเป็นแฟนกับมัน ไอ้เบ๊บก็ยังไม่หายงอนผมเลย จริงอยู่ที่ช่วงนี้ทั้งผมทั้งมันปิดเทอม แต่ระหว่างช่วงหยุดก่อนจะต่อปวส.ผมก็ไปสมัครทำงานพาร์ทไทม์อยู่ในร้านสะดวกซื้อ ไม่ค่อยได้มีเวลามาเจอมันบ่อยๆเพราะแต่ละกะที่ทำแล้วแต่เขาจะจัดมาให้ ถ้าโทรมาผมก็ต้องเข้าไปทันที เลยยังไม่ได้ง้อมันจริงๆจังๆเสียที

แถมช่วงนี้ก็ต้องเพลาๆเรื่องแว้นลงบ้าง จริงอยู่ที่ตอนดึกๆยังมีแข่งกันอยู่ แต่ตัวผมเองนี่แหละที่ต้องเริ่มเซฟตัวเองแล้ว แค่ตื่นไปทำงานก็ขี้เกียจจะตายห่า ไหนจะต้องพยายามเอาเวลามาอยู่กับไอ้เบ๊บอีก เพราะใช่ว่าปิดเทอมนี้ไอ้เบ๊บจะได้นั่งๆนอนๆเหมือนที่ผ่านมา เห็นมันบอกว่าพ่อให้ไปช่วยทำงานทุกวันเพราะเห็นมันเริ่มโตแล้ว ผมก็เห็นว่าดีเหมือนกัน ไม่อยากให้มันไปไร้สาระเหมือนเมื่อก่อนด้วย(ลืมดูตัวเอง...)

เอาเป็นว่าทั้งผมทั้งมันไม่ว่างกันทั้งคู่ วันนี้เห็นว่าได้พักเลยรีบขับรถมาหาที่บ้าน แต่พอเจอหน้ากันแทนที่จะวิ่งมาหา มันกลับนั่งสะบัดหน้าหนีผมอีก มองจากแอฟริกายังรู้เลยว่ายังไม่หายงอน

“ว่าจะชวนไปเดินเล่นสักหน่อย ไปป่ะ”

“ที่ไหน”

“ถนนคนเดิน” แค่เห็นมันหันหน้ามาหาอย่างรวดเร็วผมก็รู้คำตอบแล้ว เบ๊บมันเก็บอาการอะไรได้ที่ไหน ถ้ามีหางก็คงกระดิกไปมาแล้วล่ะ

“ไปก็ได้ เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนเสื้อก่อน” เห็นมันว่าในโรงสีร้อนอบอ้าว ออกมาข้างนอกก็เจอแดด ลูกคุณหนูผู้กลัวแดดอย่างมันเลยต้องใส่เสื้อแขนยาวทุกวัน ดัดจริตฉิบหาย

รออยู่ไม่เกินสิบนาทีมันก็วิ่งตึงตังลงมาจากบ้าน ตะโกนบอกพ่อแม่ว่าจะออกไปข้างนอกแล้วมาเสนอหน้าอยู่ข้างหน้าผมอย่างรวดเร็ว ไอ้อาการงอนเมื่อกี้นี่หายไปไหนหมด

“ปะ”

ผมได้แต่ยิ้มให้ท่าทางของมัน เบ๊บเป็นคนประเภทที่ถ้าตั้งใจน่ารักมันจะไม่น่ารัก แต่ถ้ามันไม่ได้ตั้งใจ ผมจะมองว่ามันน่ารักตลอดเลย ยิ่งเวลาลืมตัวว่ากำลังโกรธอยู่แล้วหลุดท่าทางธรรมดาๆออกมาแบบนี้

หลงเกินไปป่ะวะกู...

“ไปๆ วันนี้อยากกินไรเดี๋ยวกูเลี้ยงเอง”

“ไม่อยาก” นั่น ไอ้นี่มันยังไม่หายงอน

“ดี ไม่เปลือง”

ฮ่าๆ ผมพูดแค่นี้ไอ้เบ๊บก็สะบัดคอหันมามองตาขวาง แหม ทีอย่างนี้ล่ะมองกันได้ อยากจะตบหัวมันให้หันกลับมาไม่ได้เลย พอรู้ว่าผมจะไม่โกรธหน่อยล่ะก็เอาใหญ่






“เดี๋ยวกูเข้าไปซื้อให้ รอนี่แหละ” ผมรั้งแขนคนที่เดินเหม่อลอยเข้าไปในดงเด็กน้อยที่กำลังต่อคิวซื้อไอศกรีมอย่างล้นหลาม เบ๊บมันไม่ได้มองทางด้วยซ้ำเพราะสายตาและสมาธิทั้งหมดตกไปอยู่ที่ไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีที่มันจ้องอยู่ตั้งแต่ยังไม่กินข้าว ผมเลยตั้งใจว่าจะให้มันยืนรออยู่ข้างหน้าแล้วเข้าไปซื้อให้แทน

พอมาถึงถนนคนเดินผมก็เดินนำไปร้านข้าวก่อนทันที เพราะรู้ทันว่าเบ๊บมันติดของหวาน ถ้าไม่แวะร้านนมปั่นก็ร้านไอติม แล้วมันก็จะกินขนมจนไม่กินข้าว เลยต้องรีบดักทางก่อน

ระหว่างกินก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากเพราะต่างคนก็ต่างหิว แถมมันยังไม่เลิกงอนอะไรไร้สาระของมันอีกนั่นแหละ

“อะ คราวนี้เอาไปอันเดียวพอ” ผมเดินกลับมาแล้วยื่นไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รีที่โปรดปราน จำได้ว่าคราวที่แล้วมันโลภจะกินสองรส แล้วสุดท้ายก็กินไม่หมดจนต้องเดือดร้อนผม

จำได้ว่าวันนั้นรู้สึกเหนียวคอไปทั้งคืนเลย

“เห็นวันนี้ทำดีนะเนี่ย เลยลดโทษให้นิดนึง”

“หรอ ลดโทษอะไรของมึงหรอ กูทำไรผิดหรอ” ผมลอยหน้าลอยตาถาม

“นี่พี่ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้”

“ไม่รู้”

“แล้วจะง้อถูกไหมวะเนี่ย”

ประโยคนี้มันไม่ได้พูดออกมาหรอกครับ แต่พึมพำอยู่กับตัวเอง ก็มันเป็นซะแบบนี้แล้วจะให้ผมถือสาอะไร แค่อยากจะให้ง้อเท่านั้นเองน่ะหรือ

“เดินๆ อย่าขวางทางคนอื่น” ผมดันไหล่มันให้เดินนำไปเพราะหน้าร้านไอศกรีมนี่ก็คนเยอะน่าดู ยิ่งหยุดยืนคุยกันก็ยิ่งขวางทาง

"งั้นผมหายเองก็ได้ ขี้เกียจงอนแล้วเหมือนกัน" ไอ้เบ๊บเดินไปพูดไป พอพูดจบก็ก้มลงไปงับไอติมต่อ

"เดี๋ยวๆ อันนี้คือหายแล้ว?" ผมเดินไปข้างๆให้ทันมัน ก่อนจะถามด้วยความสงสัย

"ก็พี่ไม่ง้อนี่หว่า แถมโกรธไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นด้วย พี่ก็ยังเป็นพี่ อีกอย่างช่วงนี้นานๆจะได้เจอกัน มัวแต่โกรธกันก็เสียดายเวลาเนาะ ว่าไหม"

เพราะอย่างนี้แหละมั้งที่ทำให้มันไม่เหมือนคนอื่น มันมีความคิดที่ทำให้ผมรู้สึกดี แล้วก็รู้สึกได้ว่ามันเข้าใจผมมากกว่าใคร

"ก็รู้นี่หว่า แล้วจะโกรธแต่แรกทำไม"

"ก็พี่แหละ พูดไม่รักษาน้ำใจผมเล้ยยย นี่น้องไง ไม่เป็นแฟนก็เป็นน้องไง โห่"

"เอาหน่าๆ ผ่านไปละ" ผมเอื้อมมือไปขยี้หัวมันเล่น แต่ปากก็ยังยิ้มไม่หุบ "สรุปหายงอนแล้วใช่ป่ะ"

"เห้อออออ ไม่หายก็ต้องหายล่ะมั้ง ขนาดนี้แล้ว" มันยู่หน้าพูด ก่อนจะก้มลงไปกินไอติมต่อ

ผมได้แต่มองแล้วก็ยิ้มให้กับภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่ามันไร้สาระก็จริงแต่ผมก็รู้ว่ามันคงสำคัญกับไอ้เบ๊บ ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากได้ความชัดเจนในความสัมพันธ์ ทั้งๆที่รู้ว่ารักแต่ทำไมไม่มีอะไรผูกมัด ผมเข้าใจดี

แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกับตอนคบผู้หญิง เพราะมันไม่ใช่เรื่องปกติของสังคมที่ผมอยู่ ไอ้เอกอาจจะเข้าใจ ไอ้เบ๊บอาจจะเข้าใจ แต่นั่นก็เพราะรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่สำหรับคนอื่น

เรื่องแบบนี้ยิ่งถ้ามีคนรู้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลเสียมากขึ้นเท่านั้น แค่ใช้ความเป็นพี่น้องให้ได้ใกล้ชิดกันโดยไม่มีใครสงสัย อาจจะต้องแลกกับความไม่สบายใจเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ผมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย ผมแค่อยากอยู่กับเบ๊บไปนานๆ






เพราะถนนคนเดินมันมีสองเลน พอเดินกลับมาเลยวนมาครบรอบที่จุดเริ่มต้น

ผมรู้สึกว่าวันนี้เงินไม่พร่องไปเลย ตอนแรกตั้งใจจะจ่ายให้มันอยู่แล้วถ้าอยากได้อะไร แต่ก็ลืมไปว่าไอ้เบ๊บมันไม่ใช่บรรดาผู้หญิงที่ผมเคยคบมา ที่ชอบให้ซื้อนู่นซื้อนี่ให้ ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเยอะไปทำไม ไอ้เบ๊บมันก็ผู้ชายเหมือนกัน แถมอยากได้อะไรมันก็ซื้อเองอยู่แล้ว

ดังนั้นวันนี้ข้าวของในมือจึงมีแต่ของกินที่มันตั้งใจจะเก็บไว้กินถึงพรุ่งนี้เช้า เชื่อว่าแม่มันจะไม่ต้องออกมาซื้อกับข้าวแล้ว

ตอนนี้ก็ช่วยกันถือของกลับมาที่รถ รู้สึกโชคดีทุกครั้งที่เห็นว่ารถตัวเองมีตะกร้า จะได้ไม่ต้องห้อยสารพัดถุงไว้ที่แฮนด์

"เดี๋ยวน้ำเต้าหู้มึงถือไว้ วางไปเดี๋ยวมันโดนทับแตกหมด" หลังจากจัดของลงในตะกร้าเรียบร้อย ผมก็ยื่นถุงน้ำเต้าหู้ที่เป็นของเหลวเดียวให้เบ๊บถือไว้เพราะกลัวว่าถ้าใส่รวมกันไปถุงอาจจะแตก หรือไม่ก็ร่วงลงพื้น

“ตัวเอง เค้าง่วงแล้ว รีบขับนะ”

“ครับตัวเอง จะนอนก็นอนเลยนะ แต่ว่าต้องกอดเอวเค้าไว้ด้วย เดี๋ยวตกน้า”

“เป็นห่วงเค้าหรออออ”

“ก็รักไงคะ”

“ตัวเองอ้ะ พูดงี้เค้าก็เขินแย่สิ บ้าๆๆๆ ไม่คุยด้วยแล้ว”

บทสนทนาเมื่อสักครู่เรียกความสนใจให้ทั้งผมทั้งไอ้เบ๊บหันไปมองพร้อมกัน เจอคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังกระเง้ากระงอดกันจนน่าหมั่นไส้ ใจผมกำลังคิดว่านี่มันลานจอดรถไง มาหวานแหววกันอย่างนี้ก็ได้หรอ แต่พอหันไปมองคนข้างๆก็พบว่าไอ้เบ๊บคงไม่ได้รู้สึกเหมือนผม

สายตาของมันที่มองคนคู่นั้นเดาไม่ยากว่ามันกำลังรู้สึกอะไร แต่สุดท้ายมันก็สะบัดหัวตัวเองสองสามทีแล้วหันมาหาผม

“กลับกันเถอะพี่”

ผมไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่พยักหน้าแล้วสตาร์ทรถ ไอ้เบ๊บก็กระโดดขึ้นมาซ้อนท้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนผมจะขับออกมา

ระหว่างที่ผมขับรถไป ถนนไม่ได้เงียบเชียบเท่าไร แต่เพราะผมกำลังมีเรื่องต้องคิด ตอนนี้เลยเหมือนว่ารอบข้างไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ จนกระทั่งไอ้เบ๊บที่นั่งซ้อนท้ายอยู่สะกิดเรียก

“พี่บอย”

“อือ” ผมตอบรับเบาๆ

“พี่รักผมใช่ไหม”

“หือ?” คำถามของมันทำให้ผมแปลกใจหนักกว่าเก่า ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ๆมันถึงถามผมแบบนี้

“พี่รักผมไหม” เบ๊บยังคงยืนยันคำถามเดิมด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนเดิม จนผมต้องเหลือบมองหน้ามันในกระจกส่องท้าย มันไม่สบตาผม แต่กลับเหม่อมองออกไปนอกถนน

“ที่กูทำอยู่นี่ไม่รู้จริงๆหรอ”

“อืม ผมก็รักพี่นะ”

“อารมณ์ไหนของมึงเนี่ย”

“เมื่อกี้พี่เห็นสองคนนั้นใช่ไหม ผมงี่เง่าเองที่คิดมาก วูบหนึ่งผมอยากให้พี่เอาใจแบบนั้นบ้าง แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันไม่จำเป็นหรอกเนาะ พี่ไม่ต้องพูดหวานๆกับผม หรือไม่ต้องบอกรักผมก็ได้ เพราะมาลองคิดดูจริงๆแล้วสิ่งที่ผมได้จากพี่มันมากกว่านั้นเยอะเลย การกระทำทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว”

“...”

“ถ้าพี่ไม่ชอบพูด ผมก็จะเป็นคนพูดเอง ผมรักพี่นะ รักมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆด้วย”

“เบ๊บมึง...”

เพราะถ้อยคำที่จริงใจทุกคำของมัน การกระทำของมันไม่เคยสวนทางกับคำพูด เบ๊บเป็นคนไม่เก็บอาการหรือมันเก็บไม่เป็นก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้จักกันมามันทำให้ผมเชื่อทุกๆคำที่มันพูด รวมถึงครั้งนี้ด้วย

ผมไม่รอช้าที่จะรีบลดความเร็วจนจอดลงข้างทาง คงมากไปแล้วที่ผมจะปล่อยให้เรื่องนี้มันพยายามอยู่คนเดียว จริงอยู่ที่เบ๊บโตแล้ว มันมีความคิดและเลือกทางเดินของตัวเองได้แล้ว

แต่สุดท้ายทางเดินที่มันเลือกก็คือการกลับมาหาผม กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ผมก็ควรจะเคารพการตัดสินใจของมันเช่นกัน

“ลงมาคุยกันดีๆ” ผมดับเครื่องแล้วลงจากรถเรียกมันลงมาคุยกัน

“ไม่ต้องคุยหรอก ผมไม่ได้โกรธหรืองอนอะไรพี่อีกแล้ว ผมไม่ใช่เด็กๆอย่างเมื่อก่อนแล้วนะ” มันพูดยิ้มๆ แต่แววตาไม่ได้ยิ้มด้วย ผมรู้ว่ามันไม่ได้เลิกคิดง่ายขนาดนั้นหรอก ใครๆก็คงอยากจะได้ยิน ได้เห็น หรือรู้สึกถึงความรักทั้งนั้น

“กูรักมึง รักมากกว่าพี่น้อง” ผมลงมาจากรถ ยืนมองไอ้เบ๊บที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ตอนแรกมันไม่สบตาผม แต่พอพูดประโยคนั้นออกไปมันเลยยอมหันมามองกัน

ผมไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านี้ จริงอยู่ที่เวลามีแฟนผมก็พูดได้ว่าผมรักเขา แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกันเลยสักนิด เพราะความรู้สึกมันมากกว่ารักเป็นไหนๆ มันคือความผูกพัน ความห่วงใย เอาใจใส่ อยากดูแล คือทุกๆอย่างที่ผมจะมอบให้คนคนหนึ่งได้

“กูพูดไม่เก่ง แต่มันไม่ใช่ข้ออ้างกูรู้...กูแค่ไม่พยายามเท่านั้นเอง” ผมอาจจะเป็นแค่คนขี้ขลาดที่ปกป้องตัวเองจากอดีต

“พี่ไม่ต้องฝืนอะไรเพื่อผมหรอกนะ ผมเข้าใจจริงๆ”

“กูยอมรับว่าการที่จะต้องพูดหวานๆ การง้อมึง หรือเดินจับมือกันมันเป็นเรื่องฝืนสำหรับกู แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่มึงต้องการ กูก็ทำให้ได้”

“ถ้ามึงอยากได้ยินว่ารักไม่ต้องถามกูทุกครั้งหรอก กูจะบอกมึงทุกวันเอง แล้วถ้ามึงอยากมีคำเรียกแทนชื่อแบบคู่อื่น กู...เอ่อ...กูต้องขอเวลาคิดอีกนิดนะ แต่สัญญาว่าจะเรียกให้ได้”

“แล้วถ้าอยากได้ความชัดเจน กูรู้ว่าการกระทำมันชัดเจนแล้ว แต่มันอาจจะไม่พอสำหรับมึง ถ้างั้น...เป็นแฟนกับกูไหม”

ผมแทบหายใจไม่ทันตอนพูดไป รู้แหละว่ามันน้ำเน่ากว่าละครหลังข่าวอีก แต่ผมก็เต็มใจจะพูดและพร้อมจะทำตามที่พูด ถ้านั่นทำให้ไอ้เบ๊บมีความสุขได้

“เป็น! แต่พี่บอย...พี่ ฮึก อย่าพูดแบบนี้สิ ผมเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่ไม่รู้จักโตสักที ฮึก ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องทำแบบนี้ ผมเข้าใจพี่ ผมก็รักพี่ที่พี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามอะไรทั้งนั้น” ไอ้เบ๊บอึ้งไปสักพัก แต่ในที่สุดมันก็ปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาช้าๆ ก่อนจะเดินลงจากรถเข้ามากอดผม

“อย่าร้องไห้เพราะกูเบ๊บ กูไม่รู้แล้วว่าต้องอยู่ตรงไหนให้มันพอดี ถ้ามึงไม่มีความสุขแล้วเราจะคบกันไปทำไมจริงไหม ถ้าเรื่องพวกนี้มันทำให้มึงมีความสุขมันก็ไม่ยากเกินไปหรอก” ผมก็อ้าแขนรอรับมันอยู่แล้ว คราวนี้ยิ่งเหมือนพ่อมาส่งลูกที่โรงเรียน แต่ลูกดันงอแงอยากกลับบ้านซะงั้น

“ก็เป็นซะแบบนี้อะ ฮึก พี่ตามใจผมจนเคยตัวไปแล้ว แล้วผมจะโตได้ยังไง”

“ก็ไม่ต้องโตไปไหนหรอก อยู่เป็นเด็กให้กูตามใจไง กูไม่เคยขัดใจมึงเหมือนกับที่มึงไม่เคยขัดใจกูนั่นแหละ” ผมค่อยๆลูบหัวอีกคนช้าๆพร้อมพยายามพูดปลอบไปด้วย ความจริงอายุเราต่างกันไม่ 12 เดือนดีด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันห่างกันมากก็ไม่รู้

“บ้าที่สุดเลยอะ ผมยิ้มไปร้องไห้ไปได้ยังไงวะ พี่แม่งงงงงง”

“ฮ่าๆ มึงมันเพ้อเจ้อไง หยุดร้องเป็นเด็กขี้แยได้แล้ว นี่มึงสิบแปดแล้วนะ โตจนจะมีลูกได้แล้วนะเนี่ย”

“แต่ก็ไม่มีไง นี่มีแต่ผะ...อุบ”

“อย่าพูด” ผมรีบปล่อยอ้อมกอดออกแล้วเอามือไปตะครุบปากมันทันที

“อือๆ ไอ้อู้ดแอ้ว” (อือๆ ไม่พูดแล้ว)

"มึงนี่นะ จะพูดอะไรวันหลังคิดดีๆก่อน ใครได้ยินเข้าจะเดือดร้อน"

"ขอรับท่านพี่"

มันพยักหน้าให้ยิ้มๆ ส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มตามแล้วก็ปาดน้ำตาออกจากแก้มให้มันช้าๆ "ช่วงนี้ร้องไห้บ่อยนะ ไม่เท่เลยว่ะ"

"วันนี้ดีใจหรอก"

"เหอะ ได้ดั่งใจไง"

"ดีใจอ้ะ เมื่อกี้ผมไม่ได้ฝันไปใช่ป่ะ พี่พูดทุกอย่างออกมาแบบนั้น ผมโคตรดีใจ ตัวจะลอยอยู่แล้วเนี่ย" มันเขย่าแขนผมสองข้าง "พูดอีกได้ไหมอะ อยากอัดเสียงไว้ฟังก่อนนอน"

"เพ้อเจ้อ ของดีมีรอบเดียว"

"เป็นแฟนกันแล้วน้าาาาาาา โอ๊ยเขิน" ไอ้เบ๊บทำท่าทางเหมือนเพิ่งแตกเนื้อสาว มันคงคิดว่าการเอามือสองข้างสะบัดข้างแก้มร้อนๆนั้นทำให้เย็นลงล่ะมั้ง

"เออ เป็นก็เป็น ทีนี้ก็เลิกงอนเลิกคิดมากเรื่องนี้ได้แล้ว" พูดไม่พอแต่ต้องผลักหัวคนตรงหน้าให้หัดจำไว้บ้าง

"จ้ะพ่อจ๋า"

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้มึงว่าอะไรนะ!

"...อะไรของมึง"

"ผมจะเรียกพี่ว่าพ่อจ๋า ดีไหม นี่ผมคิดแล้วคิดอีกนะ คำว่าพ่อจ๋านี่ดูน่ารักๆแถมสื่อว่าพี่เหมือนพ่อผมด้วยนะ" ไอ้เบ๊บพูดเจื้อยแจ้ว แต่ไม่ได้สังเกตสีหน้าผมเลยแม้แต่น้อย

"ละ...แล้วมึงคิดว่ากูต้องเรียกมึงว่าอะไร" โอ๊ยยยย กูขอเดาว่าแม่จ๋าแน่ๆเลย ไอ้เบ๊บแม่งใช้เวลาชีวิตไปกับการคิดอะไรแบบนี้หรอวะ

"แล้วแต่พี่เลย ผมจะไม่บังคับเรื่องนี้เพราะผมรู้ว่าคนเท่ๆอย่างพี่จะมามุ้งมิ้งคงไม่ไหว"

"ขอบใจ" ผมพูดได้แค่นี้จริงๆ เพราะเมื่อกี้ลุ้นจนหัวใจจะหลุดออกมา รับปากมันไปแล้วว่าจะทำ ถ้าไม่ทำตามนั้นคงเสียหมาน่าดู

"ไม่ต้องกลัวนะ เบ๊บขอบอกว่าจะเอาไว้เรียกแค่เวลาเราอยู่กันสองคน ดีไหม"

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้อะไรอีกนะ!

"อะไรอีกวะ..." ให้กูหายใจคล่องคอหน่อยไม่ได้เลยหรอ

"เรียกพ่อจ๋าว่าพ่อจ๋า เรียกแทนตัวเองว่าเบ๊บไง ดูน่ารักขึ้นเยอะเลย"

"เออ แล้วแต่มึงเลยเบ๊บ กูตามใจมึงเลยยยย"

หรือความจริงแค่หมดปัญญาจะเถียงก็ไม่รู้ เลยได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม

"เบ๊บรู้นะว่าพ่อจ๋าชอบอะ น่ารักใช่ป่ะล่าาาา"

"กูขอซื้อพ่อจ๋าทิ้งได้ป่ะ เบ๊บเอาไว้ได้ แต่พ่อจ๋าห่าเหวนี่ไม่ไหวจริง ขนลุก" ผมสารภาพตามจริง ไม่อยากตามใจมันจนตัวเองต้องมานั่งขนลุกทุกคำแบบนี้ จะทำอะไรก็อยากให้มีลิมิตบ้าง 

"จริงหรอ เบ๊บว่าเข้ากันดีออก"

"ไม่เลยมึง พี่บอยกับเบ็บงี้ดูดีกว่าเยอะ" ผมพยายามหว่านล้อมมันเท่าที่ความสามารถอันน้อยนิดจะทำได้

"แน่นะ ให้บัญญัติได้แค่วันนี้วันเดียว หลังจากนี้ไม่เปลี่ยนให้แล้วนะ" อยากบอกว่าให้เรียกผมมึงกูได้เลยถ้าโอกาสการแก้ไขสรรพนามจะเหลือแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แต่ก็กลัวมันเสียใจ เลยได้แต่ขอร้องอีกครั้ง

"นะ เลิกพ่อจ๋าซะเถอะ"

"อืมมมมม ก็ได้ ตามใจพี่บ้าง วันนี้เบ๊บมีความสุขมากแล้ว" มันทำท่าคิดอยู่แป๊บเดียว ก่อนจะยอมยิ้มให้แล้วเอ่ยคำที่ทำให้ผมรู้สึกมีอิสระ

"ขอบใจ"

"ไม่เป็นไรนะ เบ๊บสัญญาว่าเรื่องนี้จะไม่ให้ใครรู้ เพราะแค่เรารู้กันสองคนก็พอแล้ว เบ๊บรู้ว่าพี่เป็นห่วงเรื่องนี้มากแค่ไหน พี่ไม่ต้องคิดมากนะ"

เออ จะว่าไปพอฟังมันพูดแทนตัวเองเรื่อยๆอย่างนี้ก็ลื่นหูดีเหมือนกันเนาะ

"อืม ที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราคบกันไม่ใช่เพราะกูอายหรืออะไรนะจำไว้ แต่เพื่อตัวมึงเองทั้งนั้น จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด"

"เบ๊บเองก็กลัว ถ้ามีใครรู้นอกจากพี่กับไอ้เอกก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน" ทั้งผมทั้งมันกลับมาจริงจังอีกครั้ง รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเราต่างก็จริงจังกับความสัมพันธ์ครั้งนี้

"แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไร ถ้ามีคนรู้หรือมึงเผลอหลุดก็อย่าไปกลัวและอย่าโทษตัวเอง กูจะอยู่ข้างๆมึง" ผมตบไหล่ให้กำลังใจมัน

ผมรู้ว่าความลับไม่มีในโลก สักวันก็คงต้องมีคนสังเกตเห็น แต่ขอแค่ไม่ใช่เร็วๆนี้ อาจจะเป็นตอนที่ผมกับมันโตพอจะผ่านไปได้ หรือเป็นตอนที่เราไปอยู่ที่อื่นแล้ว

"อื้ม ผมรู้"

"รู้แล้วก็ระวังปากระวังคำพูดบ้าง ถ้าไม่ได้อยู่สองคนจริงๆก็อย่าพูด"

"ทราบแล้วเปลี่ยน"

"ดีแล้ว งั้นก็กลับกันเหอะ" ผมดูเวลาตอนนี้ก็เหมาะที่จะกลับนานแล้ว เพราะพรุ่งนี้ผมมีงานกะเช้า ไอ้เบ๊บก็ต้องตื่นมาทำงานทุกวันเหมือนกันอย่างที่บอกไป

"พี่บอย..." ไอ้เบ๊บยื้อแขนผมไว้ตอนที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถ

"ว่า"

"น้ำเต้าหู้แตกอะ" มันชี้ไปยังกองถุงพลาสติกเปียกๆที่แหมะอยู่ที่พื้น จนผมต้องเดินตามไปดู

"แล้วทำไมมึงปล่อยทิ้งไว้งั้นล่ะ"

"ก็เมื่อกี้มัวแต่ฟังพี่พูด เลยหลุดมืออะ"

"เออช่างแม่ง หยิบถุงขึ้นมาเอากลับไปทิ้งบ้านด้วย"

"ขอโทษนะที่ทำอาหารเช้าพี่พังอะ"

"ไม่หรอก กูกะว่าจะแดกคืนนี้มากกว่า ทิ้งไว้ถึงพรุ่งนี้ก็กลัวเสียซะก่อน"

"งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เบ๊บไปซื้อน้ำเต้าหู้ให้ใหม่นะ เดี๋ยวแวะไปให้ที่บ้านก่อนไปทำงาน จะได้มีแรง"

"อะไรทำให้ออร่าเมียของมึงพุ่งพล่านขนาดนี้" ผมถามขำๆตอนที่มันทำหน้าจริงจังมาก ที่ผ่านมาถึงจะเทคแคร์กันก็จริง แต่ไม่มีที่จะดูแลหนักขนาดนี้

"อำนาจแห่งความรักไง" พูดปากเปล่าไม่พอ ยังเสนอหน้ามากระพริบตาปริบๆใส่ผมอีก

"กูไปละ" ผมส่ายหน้าพร้อมกับเดินหนีไปทางอื่น ยิ่งอยู่กับไอ้เบ๊บเหมือนยิ่งประสาทเสียขึ้นทุกวัน ถ้ารู้ว่าการที่มันมีแฟนจะทำให้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ บางทีผมอาจจะใช้เวลาทบทวนมากกว่านี้ก็ได้นะ

ไม่ใช่แค่ประสาทที่จะแย่ แต่หัวใจก็แย่ด้วย

"เห้ยพี่รอด้วยยยยยยยยยยย"










--Talk--

เชิญทุกท่านหยิบแส้ทางด้านซ้ายมือแล้วมาเฆี่ยนอิฉันด้านนี้ได้เลยเจ้าค่ะ...ฮืออออออ ยอมรับทุกข้อกล่าวหาแต่โดยดี มาช้ายังดีกว่าไม่มา(ช้าไปไหม!) แงงงง ให้อภัยเราด้วยนะคะ เราผิดไปแล้ววววว บางทีคนอ่านอาจจะคิดว่าไรท์ตายไปแล้วหรือเปล่านะ ยังนะคะยังไม่ไปไหน ยังวนเวียนอยู่แถวนี้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเดี๋ยวมาอัพตอนต่อไปถี่ๆน้าาาาาา

ตอนนี้ให้เขาได้สวีทกันสักแป๊บนะคะ เห็นแล้วเริ่มจะหมั่นไส้คู่นี้ ทำไมบรรยากาศมันถึงชมพูขนาดนี้ จะวาเลนไทน์แล้วไม่สงสารคนโสดที่เหงาๆอย่างเราเลยหรือไรรรร...

บทนี้เราแค่อยากให้สัมผัสถึงคำว่าตรงกลางของการรักกัน คู่นี้เป็นคู่ที่รักกันอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเนาะ ที่สำคัญคือมันมากกว่ารักด้วย ทั้งความผูกพัน ความห่วงใยมากมาย ดังนั้นพอเปลี่ยนสถานะก็เลยเกิดอาการสับสนเล็กๆว่าจุดไหนที่มันพอดีกัน ที่ทำให้อิฉันชอบก็คือทั้งสองคนต่างก็ยอมรับในสิ่งที่อีกคนเป็นได้อย่างเต็มใจ พร้อมจะปรับตัวเองคนละนิดเพื่อให้ใกล้กันมากขึ้น ซึ่งนั่นคือความเข้าใจกันในความคิดเราค่ะ

โอ๊ยยยยยยย พูดเหมือนมีความรักอะ แท้จริงเป็นนกที่โหยหาความชัดเจนตัวหนึ่งค่ะ555555555 แต่ยังไงเราก็ขอขอบคุณทุกคนที่ยังอ่านกันอยู่น้า ใครที่ทนการมาช้าของเราไม่ไหวก็ขอโทษด้วยจริงๆนะจ๊ะ เรามีเรื่องอื่นๆให้ทำด้วยเหมือนกัน ฮือออออออ หากเธอจะจากไปฉันก็พร้อมยอมปล่อยมือ

ขอบคุณอีกครั้งและอีกครั้งค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}