หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

นิยายรักโรแมนติกเคล้าน้ำตา ที่จะทำให้คุณประทับใจจนมิอาจลืมเลือน

ชื่อตอน : บทที่ 15 หมู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2561 14:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15 หมู
แบบอักษร



           ทำไมข้าต้องดีกับหมูน่ะหรือ นั่นก็เพราะว่าข้าอยากกินเนื้อหมูน่ะสิ

            เหลียงเฟิ่งเกอเคยพูดสองประโยคนี้กับจูชิงชิงด้วยเสียงหัวเราะระริกระรี้ บัดนี้ หมูน้อยที่ถูกตระกูลโจวเลี้ยงจนขาวอวบเช่นนาง ก็ควรจะแล่เนื้อตัวเองมาทดแทนบุญคุณตระกูลโจวแล้วสินะ จูชิงชิงคิดว่าตนคงกังวลมากเกินไป ถึงได้มองทุกคนในแง่ร้ายไปเสียหมด แต่นางก็อดคิดเช่นนี้มิได้จริงๆ โดยเฉพาะหลังจากที่โจวไท่ไท่ใหญ่หน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อได้ฟังว่านางไม่รู้เรื่องตำราอาหารอะไรนั่น

            แต่จูชิงชิงไม่รู้เรื่องตำราอาหารจริงๆ นี่นา นางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เป็นความจริงที่กับข้าวในบ้านของพวกนางอร่อยกว่าบ้านอื่น แต่ครั้นจะเขียนออกมาให้ พวกเขาก็กลับไม่ต้องการ จูชิงชิงระทมยิ่งนัก “ข้าไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ”

            สีหน้าของโจวไท่ไท่ใหญ่ถมึงทึงประหนึ่งอยากจะจับนางกินเสียเดี๋ยวนี้ “เจ้าเป็นเด็กรู้ความ ย่อมมีความคิดเป็นของตนเอง ข้าไม่อยากจะบีบเค้นอะไรเจ้า แต่หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจทีหลังในวันหน้า”

            เสียใจทีหลังอย่างนั้นหรือ คงหมายถึงว่าหากนางหาตำราอาหารที่ว่านี้มาให้พวกนางไม่ได้ นางก็จะไม่มีทางได้เป็นภรรยาของโจวเจียเซียนอีก หัวใจของจูชิงชิงเจ็บร้าวปานมีดเฉือน แต่กลับตอบโต้อะไรมิได้ ทำได้เพียงลุกขึ้นฝืนยิ้ม เตรียมตัวกล่าวอำลา “หลายปีมานี้ที่พวกท่านช่วยดูแลข้า ข้าซาบซึ้งอยู่ในใจมาตลอด หากข้ามีตำราย่อมต้องยกให้พวกท่าน แต่ตอนที่ข้าเดินทางมาจากเมืองซินเฉิง นอกจากทรัพย์สินที่มารดาข้าเหลือไว้ให้แล้ว กระทั่งเสื้อผ้ายังเป็นของเก่าที่ตกทอดมาจากท่านพี่ใหญ่ ข้ามีอะไร และไม่มีอะไร ท่านป้าใหญ่ล้วนชัดเจนเป็นที่สุด”

            คำพูดนี้ให้ความรู้สึกไม่นุ่มนวลไม่กระด้าง ไม่ต่ำต้อยไม่ต่อต้าน สมดังลักษณะนิสัยในยามปกติของนาง หากไม่เกิดหายนะขึ้นกับตระกูลจู หรือไม่ได้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น ก็ถือได้ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่สมกันปานกิ่งทองใบหยกโดยแท้ น่าเสียดาย ชะตามนุษย์หาได้ง่ายดายประหนึ่งชีวิตหมูหมา คนหนุ่มสาวหรือจะได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางภาพฝันอันสวยหรู โจวไท่ไท่ผู้เฒ่าลอบถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง รั้งโจวไท่ไท่ใหญ่ที่โกรธหน้าดำหน้าแดงเอาไว้ กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ชิงชิงถือได้ว่าเป็นเด็กที่พวกเราเลี้ยงดูมาจนโต เจ้าจะไม่รู้เชียวหรือว่านางมีนิสัยเช่นไร เป็นความจริงที่บางครั้งนางก็เลินเล่อไปบ้าง บางทีนางอาจจะแค่หลงลืม อาจนึกขึ้นในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้”

            โจวไท่ไท่ใหญ่พูดทั้งน้ำตา “เด็กที่ตัวเองเลี้ยงดูมากับมือ ข้าจะไม่เอ็นดูได้อย่างไร จะไม่กลัวว่านางมองข้าเป็นคนนอกได้อย่างไร แต่ข้าเองก็ถูกบีบคั้นจนไร้ซึ่งหนทาง กับแค่ตำราอาหารเล่มเดียว ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรเสียหน่อย......”

            จูชิงชิงเดินออกมาจากห้องของโจวไท่ไท่ผู้เฒ่าด้วยอารมณ์หมองเศร้า เหลียวมองรอบด้าน หัวใจของนางเหลือเพียงความหนาวสะท้าน นางเข้าใจดีว่าอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่เพียงล่วงเกินท่านป้าใหญ่และท่านพี่ใหญ่ ยังล่วงเกินภรรยาเอกของตระกูลโจว แล้วนางยังจะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไรเล่า

            มืออุ่นๆ ข้างหนึ่งยื่นมากุมมือของนางไว้ โจวเจียเหรินพูดน้ำเสียงเกินจริงว่า “ตายแล้วชิงชิง อากาศร้อนขนาดนี้แท้ๆ ทำไมมือของเจ้าถึงเย็นนักล่ะ” จับจ้องจูชิงชิงอยู่ครู่หนึ่ง หายากที่โจวเจียเหรินจะไม่กลั่นแกล้งนางต่อ กลับพูดด้วยความเวทนาว่า “ไปนั่งที่ห้องของข้าก่อนเถอะ ข้าเพิ่งได้ดอกไม้จากในวังหลวงมา ให้เจ้าเลือกก่อน”

            จูชิงชิงเดินตามหลังโจวเจียเหรินด้วยท่าทีเหม่อลอย โจวเจียเหรินกุมมือนางไว้ตลอดทาง น้ำเสียงเจือความห่วงใยอบอุ่น “ข้าได้ยินมาแล้ว เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย ท่านแม่ของข้าแค่ใจร้อน นางไม่ได้เป็นคนใจแคบอะไรหรอก” ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงพูดเสียงเบาว่า “เกรงว่าเจ้าคงไม่รู้ เจ้าตกหลุมพรางท่านอาหญิงของข้าแล้วล่ะ นางอยากให้จูเยวี่ยเยวี่ยแต่งเป็นภรรยาพี่รองข้ามาตลอด ทั้งวันเอาแต่พูดเรื่องนี้ต่อหน้าท่านปู่ท่านย่า อยากจะสานสัมพันธ์ให้สนิทชิดเชื้อยิ่งขึ้น...”

            จูชิงชิงไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว ออกแรงดึงมือของตัวเองออก ก้มหน้าลงพูดเสียงเบาว่า “ขอบคุณในความหวังดีของท่าน ข้าจะกลับแล้ว”

            “เอ๋! คนอย่างเจ้านี่มัน!” โจวเจียเหรินรู้สึกโมโหขึ้นมาแล้ว “ปกติเห็นเจ้าฉลาดนักหนา ทำไมในเวลาเยี่ยงนี้ถึงได้โง่เง่าขึ้นมาเสียได้นะ ข้าจะบอกเจ้าตามตรง เรื่องของตำราอาหารที่ว่าก็เป็นเรื่องที่พวกนางสองแม่ลูกยุยงขึ้นมา เจ้าไม่ยอมเอาตำราออกมาไม่เป็นไร พวกนางยอมเอาออกมาก็พอ! ใครเอาออกมาได้คนนั้นได้แต่งงานกับพี่รองของข้า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้ว เจ้ากลับไปคิดดูให้ดีเถอะ! เพราะข้าไม่ชอบคนเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างจูเยวี่ยเยวี่ย ถึงได้ยอมบอกเรื่องนี้แก่เจ้า หากเป็นคนอื่น ใครเขาจะยอมบอกเจ้ากัน”

            เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่แท้ภรรยาในอนาคตของโจวเจียเซียนก็ตัดสินกันด้วยตำราอาหารเล่มเดียว หากมีคนขายตำราอาหารปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน เขาก็คงไม่รู้ว่าควรจะเลือกใครเป็นภรรยากระมัง ไม่รู้ทำไมจูชิงชิงถึงรู้สึกอยากหัวเราะนัก และในความเป็นจริง ใบหน้าของนางก็ปรากฏยิ้มจางขึ้นมา “ตำราอาหารเล่มนี้สำคัญขนาดนั้นเชียว”

            โจวเจียเหรินเห็นนางไม่ร้องไห้กลับแย้มยิ้ม ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ “สำคัญแน่นอนอยู่แล้ว มิฉะนั้นเจ้าคิดว่าท่านย่ากับท่านแม่ข้ากินอิ่มแล้วว่างเกินไปหรืออย่างไร”

            จูชิงชิงถามต่อ “ใครเป็นคนบอกว่าตระกูลของข้ามีตำราอาหารเล่มนี้”

            โจวเจียเหรินประหลาดใจนัก “ที่แท้เจ้าก็ไม่รู้จริงๆ หรือนี่ ผู้คนทั่วหล้าต่างก็ทราบว่าตระกูลจูมีตำราอาหารที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มันบันทึกอาหารรสเลิศทุกอย่างใต้หล้านี้เอาไว้ ในนั้นมีตำรับลับอย่างหนึ่ง ว่ากันว่าหากทานมากๆ จะช่วยให้มีอายุขัยยืนยาว รักษาได้สารพัดโรค”

            มีอายุขัยยืนยาว รักษาได้สารพัดโรคงั้นหรือ นั่นควรจะเป็นโอสถเซียนที่นักพรตเคี่ยวออกมาต่างหาก พวกเขาควรไปหาตำรับยา จะต้องการตำราอาหารอะไรนี่ไปไย จูชิงชิงหมุนตัวเดินเตรียมเดินจากไปอย่างไม่แยแส โจวเจียเหรินที่อยู่ด้านหลังร้องตะโกนเสียงดังว่า “จูชิงชิง อะไรสำคัญที่สุด เจ้าน่าจะเข้าใจได้นะ”

            อะไรที่สำคัญที่สุดหรือ ในสายตาของจูชิงชิง ตำราอาหารหนึ่งเล่มย่อมเทียบไม่ได้กับความปลอดภัยของคนตระกูลโจว และเทียบไม่ได้กับการแต่งงานของนาง แต่การแต่งงานที่แลกมาด้วยตำราอาหารหนึ่งเล่ม มันจะสำคัญจริงๆ หรือ หากการแต่งงานและชีวิตในวันข้างหน้าของนางต้องพึ่งตำราอาหารเล่มนี้ที่ไม่รู้ว่าอยู่ใดเสียด้วยซ้ำในการค้ำจุน มันจะไม่ดูน่าเศร้าเกินไปหน่อยหรืออย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ นางไม่รู้ว่าตำราอาหารเล่มนั้นอยู่ที่ไหน แต่ท่านป้าใหญ่รู้ เพราะฉะนั้นนางจึงแพ้มาตั้งแต่แรกแล้ว ที่คนตระกูลโจวกระทำเช่นนี้ เพียงเพราะต้องการให้นางยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีเท่านั้น

            ต่อให้แพ้ ก็ต้องแพ้อย่างองอาจ จะแพ้หมดหน้าตักไม่เหลือเกียรติยศศักดิ์ศรีเลยสักนิดไม่ได้ จูชิงชิงเดินกลับไปยังเรือนที่พัก จูไท่ไท่ใหญ่รอนางอยู่ที่นั่นมานานแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้ารู้หมดแล้วสินะ”

            จูชิงชิงพยักหน้า

            จูไท่ไท่ใหญ่หยิบผ้าเช็ดหน้าไหมออกมาเช็ดมุมปากครู่หนึ่ง พูดเอื่อยเฉื่อยว่า “เจ้าเป็นเด็กดีที่รู้ความ ข้าเคยสัญญากับนายท่านผู้เฒ่าไว้ว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี คำพูดที่ข้าเคยพูดไว้ ข้าย่อมต้องทำตามให้ได้ เจ้าออกเรือนเมื่อใด ข้าจะจัดเตรียมเครื่องแต่งงานให้เจ้าอย่างสมเกียรติเอง”

            จูชิงชิงเพียงฟังเงียบๆ รอจนจูไท่ไท่ใหญ่พูดจบถึงได้กล่าวเสียงเบาว่า “ขอบคุณท่านป้าใหญ่ที่เคยดูแลข้า”

            จูไท่ไท่ใหญ่เข้าใจนัยยะในคำพูดของนาง ขอบคุณที่ตนเคยดูแลนาง แต่นับจากนี้ไปอย่างหวังว่านางจะขอบคุณตนอีก จูไท่ไท่ใหญ่ไม่มองจูชิงชิงอยู่ในสายตา พูดเสียงเย็นเยือกว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บใจ แต่ทุกอย่างในโลกหล้าก็เป็นเช่นนี้ เจ้ากับเหลียงเฟิ่งเกอมีสัญญาหมั้นหมาย ไว้เขามาเมื่อไรข้าจะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้เจ้าไร้ที่พึ่งพิง หากเจ้ายังมีน้ำใจอยู่บ้าง ก็อย่าทำลายการแต่งงานของพี่ใหญ่เจ้าอีก ข้ามีเรื่องพูดเพียงเท่านี้ เจ้าดูแลตัวเองด้วย หรือไม่อย่างนั้น เจ้าก็เอาของที่ท่านปู่เจ้าเหลือไว้ให้ออกมาแลกเสีย แล้วพวกเราจะไม่แย่งชิงกับเจ้าอีก”

            จูชิงชิงนั่งเงียบอยู่ริมหน้าต่างตลอดทั้งคืน ป้าเซียงและลั่วเหมยต่างก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ลอบไปตามโจวเจียเหรินมาช่วยปลอบประโลมนาง เมื่อโจวเจียเหรินมาถึง นางกลับพูดเพียงว่า “ข้าไม่มีตำราอาหารที่ว่า เพราะฉะนั้นจึงได้แต่พูดขอโทษพวกท่าน สิ่งที่ข้าติดค้างตระกูลท่าน ข้าจะชดใช้คืนในวันหน้า” จากนั้นนางหาวหวอดทีหนึ่ง ล้มตัวลงบนเตียง นอนหลับไม่รู้วันไม่รู้คืน

            โจวเจียเหรินเห็นท่าทีไร้ความกระตือรือร้นของนางแล้วโมโหจนกระทืบเท้า ได้แต่กลับไปบอกโจวไท่ไท่ใหญ่ โจวไท่ไท่ใหญ่ถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะพูดกับโจวไท่ไท่ผู้เฒ่าว่า “เด็กคนนี้ใสซื่อบริสุทธิ์ เกรงว่านางคงไม่รู้จริงๆ ส่วนเจียเซียนก็ชอบนางแต่กลัวพวกเราจะไม่ยอม จึงปกปิดทุกอย่างมาตลอด ทำให้พวกเราเข้าใจผิดมานานหลายปี”

            โจวไท่ไท่ผู้เฒ่าถอนหายใจ “อย่าคิดว่าเสียเปรียบอะไรเลย ถือเสียว่าเป็นวาสนาที่ได้พบพานก็แล้วกัน” นางขมวดคิ้วพูดต่อว่า “ตำราอาหารเล่มที่จิ้งหรูให้มา ตกลงว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”

            โจวไท่ไท่ใหญ่กล่าวว่า “เท่าที่ตรวจสอบในตอนนี้ น่าจะไม่ใช่ของปลอมเจ้าค่ะ” นางอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดพี่สามีหลายประโยค “ของอยู่ในมือนางแท้ๆ กลับไม่ยอมเอาออกมา ทำให้พวกเด็กๆ ขุ่นเคืองใจกันไปหมด หากนางพูดออกมาให้เร็วกว่านี้ ก็ไม่ยุ่งยากถึงเพียงนี้หรอก”

            โจวเจียเหรินเป็นเด็กสาวที่รู้ใจมารดาของตนมาตลอด จึงรีบพูดในสิ่งที่โจวไท่ไท่ใหญ่ไม่สะดวกจะเอ่ยปากออกมาแทน “จะโทษท่านอาหญิงก็มิได้เสียทีเดียว ตำราเป็นของบ้านท่านอาเขย ท่านอาเขยยังเป็นลูกชายคนโตที่เกิดแต่ภรรยาเอก เขาต้องแบกตระกูลจูทั้งตระกูลไว้บนบ่า ในเมื่อเป็นของสำคัญปานนั้น ตราบยังไม่ถึงเวลาคับขัน ย่อมเอาออกมาไม่ได้”

            โจวไท่ไท่ผู้เฒ่าเริ่มอดรนทนไม่ไหว “ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว รออีกสักระยะก็ประกาศเรื่องการแต่งงานครั้งนี้แก่คนภายนอกเสีย”

            โจวไท่ไท่ใหญ่เป็นห่วงโจวเจียเซียนยิ่งนัก “ก่อนหน้านี้พูดไว้ว่าเป็นชิงชิง ตอนนี้กลายเป็นเยวี่ยเยวี่ย กลัวแต่ว่าเจียเซียนจะไม่ยอม...”

            โจวไท่ไท่ผู้เฒ่ากล่าวเสียงเย็นเยือก “ตั้งแต่เมื่อไรที่ผู้น้อยในตระกูลโจวสามารถตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของตัวเองได้ ที่สำคัญ ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไรว่าเป็นชิงชิง พวกเจ้าเคยพูดหรือไร”

            โจวไท่ไท่ใหญ่ส่ายหน้า

            โจวไท่ไท่ผู้เฒ่ากล่าวต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นยังจะพูดอะไรอยู่อีก พวกเจ้าต้องดีกับจูชิงชิงให้มาก อย่าให้นางน้อยอกน้อยใจจนยิ่งเย็นชา นางเป็นเด็กรู้บุญคุณคน ไม่ทำอะไรนอกกรอบหรอก” ดวงตานางพลันหรี่ลง “นอกจากนี้ คนตระกูลเหลียงจะมาหารือเรื่องร่วมเป็นพันธมิตรมิใช่หรือ หากบุตรชายคนโตของตระกูลเหลียงรักมั่นปานนั้นจริง เขาต้องซาบซึ้งที่พวกเราช่วยดูแลจูชิงชิงเป็นอย่างดีแน่”

            จูชิงชิงกินแล้วนอน นอนแล้วกินอย่างรู้หน้าที่ จะว่าไปก็แปลก เวลาที่อารมณ์ไม่ดีนางคิดอยากจะกินเท่านั้น ทั้งยังอยากกินแต่ของอร่อย หรือของที่ปกติไม่ค่อยได้กิน มีเพียงความเต็มตื้นของปากท้อง ที่จะทำให้ความกลัดกลุ้มทุกอย่างไม่ใช่ความกลัดกลุ้มอีกต่อไป ห้องครัวก็ช่างรู้ใจนางเหลือเกิน ขอเพียงเป็นอาหารที่ปกตินางชอบทาน ก็จะสรรหาสารพัดวิธีมาปรับแต่ง อาหารที่ทานในช่วงหลายวันมานี้ไม่มีซ้ำกันสักรายการ ทั้งยังมีอาหารบางมื้อที่ปรุงจากวัตถุดิบล้ำค่าหายากอีกด้วย นางเกรงใจจนไม่รู้จะว่ากระไรอยู่แล้ว

            จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ นางตัดสินใจว่าจะต้องก้าวไปข้างหน้า โจวเจียเซียนจากบ้านไปได้ระยะหนึ่งแล้ว นับวันดูน่าจะใกล้กลับมาแล้ว นางอยากจะถามเขาต่อหน้าสักประโยค เขาจะตัดสินใจเลือกภรรยาของตนด้วยตัวเอง หรือจะให้ตำราอาหารเล่มหนึ่งมาตัดสินว่าใครจะเป็นภรรยาของเขา

            จูชิงชิงส่องกระจก ลูบคางสองชั้นของตัวเองที่ยื่นออกมาเพราะอาหารในหลายวันนี้ พูดเล่นกับลั่วเหมยว่า “ดูสิ ข้าเหมือนหมูมากกว่าเดิมแล้วใช่หรือไม่”

            ลั่วเหมยระทมอยู่ในใจ ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ใต้หล้านี้จะมีหมูที่หอมจรุงใจ ขาวอวบ ทั้งสวยทั้งน่ารักเช่นนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ”

            จูชิงชิงยิ้ม “ต่อให้หอมจรุงใจ ขาวๆ อวบๆ ก็ยังเป็นหมูอยู่ดี มิฉะนั้นเหตุใดถึงไม่ผอมลง ทั้งยังอ้วนขึ้นเสียได้” อันที่จริงนางชอบสภาพของตัวเองในยามนี้ไม่น้อย ไม่ว่าอย่างไรคนอ้วนก็ดูมีสง่าราศีกว่าคนผอม อย่างเช่นว่า เดิมทีทุกคนนึกว่าจะได้เห็นหญิงงามล้มป่วยที่อ่อนระโหยโรยแรง สุดท้ายกลับได้เห็นเด็กอ้วนที่ยิ้มจนตาหยี เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยทุกๆ คนก็จะได้เลิกมองนางด้วยสายตาเวทนาเยี่ยงนั้นเสียที




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น