หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

นิยายรักโรแมนติกเคล้าน้ำตา ที่จะทำให้คุณประทับใจจนมิอาจลืมเลือน

ชื่อตอน : บทที่ 13 รังแก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2561 14:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 รังแก
แบบอักษร

            จูเยวี่ยเยวี่ยนั่งหันหลังให้จูชิงชิงอยู่ข้างหน้าต่าง อาหารปลาที่ถืออยู่ในมือถูกสาดลงไปในอ่างเลี้ยงปลาไม่หยุด ป้าเซียงที่ยืนอยู่ข้างๆ อยากห้ามแต่ไม่กล้า เมื่อเห็นจูชิงชิงเดินเข้ามาถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “คุณหนูกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

            ด้วยเหตุนี้จูเยวี่ยเยวี่ยถึงได้เงยหน้าขึ้นมองจูชิงชิง สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความโมโห ดวงตาบวมช้ำแดงก่ำขึ้นมาอีกครา

            “ท่านพี่ใหญ่มาหาข้ามีธุระอะไรหรือเจ้าคะ” จูชิงชิงเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉวยเอาอาหารปลาในมือของจูเยวี่ยเยวี่ยออกมาอย่างเบามือ รีบสั่งให้หญิงรับใช้เปลี่ยนน้ำในอ่างเลี้ยงปลาด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าปลาและกุ้งในนั้นจะกินอาหารเยอะเกินจนตาย

            จูเยวี่ยเยวี่ยจึงพูดขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “ไม่มีธุระแล้วมาพบเจ้าไม่ได้หรือ ชิงชิง เจ้ามีอำนาจเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”

            นางน่ะหรือมีอำนาจ นี่มันเรื่องอะไรกัน จูชิงชิงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ หลุบตาลงไม่พูดไม่จา ทำให้จูเยวี่ยเยวี่ยอารมณ์เสียเข้าไปอีก “เสแสร้งอะไรของเจ้า คิดจะทำตัวน่าสงสารไร้เดียงสาให้ใครดูไม่ทราบ ข้าไม่ใช่คนมีตาแต่ไร้แวว ถึงจะได้ถูกท่าทีปากอย่างใจอย่างของเจ้าหลอกลวงได้”

            จะว่าไปแล้ว แม้จูเยวี่ยเยวี่ยจะเป็นคนอารมณ์ร้าย แต่ถึงอย่างไรก็เป็นแขกในบ้านตระกูลโจว ปกติแล้วนางยังถือได้ว่าใส่ใจภาพลักษณ์ ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนางอาละวาดโวยวายรุนแรงเช่นนี้ จูชิงชิงได้แต่สั่งป้าเซียงที่ยืนตะลึงงันว่า “ไปเชิญไท่ไท่ใหญ่มา”

            จูเยวี่ยเยวี่ยเห็นนางไม่ยอมทะเลาะกับตน แต่จะให้คนไปเชิญจูไท่ไท่ใหญ่มาสยบตน นางก็ยิ่งโมโหหนักขึ้นกว่าเดิม พูดเสียงดังว่า “ใครกล้า ป้าเซียงเจ้ากล้าหรือ เจ้าเป็นคนของบ้านใหญ่ ท่านแม่สั่งให้เจ้ามารับใช้จูชิงชิง เจ้าถึงได้มาติดตามรับใช้นาง เจ้าลืมไปแล้วหรือไร บัดนี้เจ้ากลับรวมหัวกับนาง แว้งมารังแกข้าอย่างนั้นหรือ”

            ป้าเซียงทำอะไรไม่ถูก จูชิงชิงไม่ใช่คนที่จะทำให้ผู้อื่นลำบากใจมาแต่ไหนแต่ไร นางจึงหันไปมองลั่วเหมยแทน ลั่วเหมยเป็นคนของตระกูลโจว มีหน้าที่รักษาความสันติในหมู่แขกเหรื่อ คาดว่าคราวนี้ท่านพี่ใหญ่คงไม่กล้าพูดว่ากระไรอีก

            ลั่วเหมยหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เมื่ออับจนหนทาง ท่านพี่ใหญ่จึงยกมือปิดหน้าร้องไห้ยกใหญ่ “พวกเจ้าทุกคนรุมรังแกข้า”

            ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องของคนตระกูลจู หากแพร่งพรายออกไปมีแต่จะทำให้ตระกูลจูเสียหน้า จูชิงชิงบอกให้ป้าเซียงและหญิงรับใช้คนอื่นๆ ออกไปจากห้องเสีย ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งแก่จูเยวี่ยเยวี่ย “ข้ารังแกท่านพี่ใหญ่หรือไม่ ท่านพี่ใหญ่ย่อมรู้แก่ใจที่สุด พวกเราเป็นญาติสนิท หากท่านมีอะไรไม่พอใจก็บอกข้าตามตรงเถอะ โวยวายไปก็ไร้ความหมาย”

            จูเยวี่ยเยวี่ยปัดผ้าเช็ดหน้าของนางลงพื้น “ข้าไม่ต้องการความเมตตาจอมปลอมของเจ้า”

            จูชิงชิงไม่พูดอะไรอีก เพียงยืนรอให้จูเยวี่ยเยวี่ยใจเย็นลง

            ตบมือข้างเดียวไม่ดัง จูเยวี่ยเยวี่ยร้องอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไร้ความหมาย นางสูดจมูกแรงๆ ทีหนึ่ง ถลึงตาที่ฉายแววเกรี้ยวกราดจดจ้องจูชิงชิง “ข้าขอถามเจ้าให้ชัดเจน เหตุใดต้องแย่งกับข้า เจ้าลืมคำพูดที่เคยพูดไว้ในวัยเด็กแล้วหรืออย่างไร เจ้าหมาป่าไม่รู้คุณคน!”

            จูชิงชิงรู้สึกเข้าใจคำพูดของนางขึ้นมาบ้างแล้ว เช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะผิดหวัง “ข้าไม่ได้แย่งกับท่าน” โจวเจียเซียนเป็นมนุษย์หาใช่วัตถุ ต่อให้ท่านพี่ใหญ่เองก็ชอบโจวเจียเซียนเช่นกัน ก็ต้องให้โจวเจียเซียนชอบท่านพี่ใหญ่ด้วย ที่สำคัญพวกเขาทั้งสองมิได้มีสัญญาหมั้นหมายอะไรต่อกัน บรรดาผู้อาวุโสก็แลดูไม่มีความคิดจับคู่สองคนนี้ ที่สำคัญ นางเองก็ไม่ได้กระทำเรื่องผิดประเวณีใดๆ จึงไม่อาจกล่าวได้ว่านางแย่งของของใคร

            “เจ้ายังกล้าพูดแบบนี้ออกมาอีกหรือ!” จูเยวี่ยเยวี่ยคว้าเข้าที่ไหล่ของจูชิงชิงได้ก็เขย่าโดยแรง ปลายจมูกของนางแทบจะชิดติดกับใบหน้าจูชิงชิงอยู่รอมร่อ “จูชิงชิง นางคนเหลี่ยมจัด! เจ้ารู้ทั้งรู้ว่าข้า...” สุดท้ายนางก็พูดไม่ออกอยู่ดีว่า “ชอบท่านพี่รองโจว” ได้แต่ร่ำไห้ด้วยความระทม “เจ้าถือว่าตัวเองหน้าตางดงามกว่าข้า ทำอาหารเก่งกว่าข้า ทำให้ไม่มีใครสักคนในบ้านหลังนี้ชอบข้า”

            นางถูกจูเยวี่ยเยวี่ยโยกเสียจนเวียนหัวตาลายไปหมด ลำบากไม่น้อยกว่าจะมีโอกาสได้แก้ต่างให้ตนเอง “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ข้าหน้าตางดงามหรือทำอาหารเก่งกว่าท่านพี่ใหญ่หรอก ต่อให้จะเทียบ ข้าก็ไม่มีวันเทียบท่านพี่ใหญ่ที่มีท่านพ่อท่านแม่รักใคร่ มีท่านยาย ท่านลุง ท่านป้า และลูกพี่ลูกน้องรักใคร่ได้”

            จูเยวี่ยเยวี่ยร้องไห้เสียงสนั่น “เจ้าคนปากร้ายจอมเจ้าเล่ห์ ข้าพูดเรื่องนี้กับเจ้าเสียที่ไหน” ต่อให้คนทั้งบ้านหลังนี้ชอบนาง ก็เทียบไม่ได้กับที่โจวเจียเซียนชอบจูชิงชิง นางไม่เข้าใจ เพราะเหตุใดท่านป้าสะใภ้ใหญ่ถึงมองข้ามหลานสาวร่วมสายเลือดเช่นนาง แต่กลับไปชมชอบจูชิงชิงแทน ท่านยายเองก็ด้วย ไม่ยอมออกหน้าพูดแทนนางแม้แต่ประโยคเดียว ทั้งหมดเป็นความผิดของหมาป่าไม่รู้คุณคนเช่นจูชิงชิงคนนี้โดยแท้

            จูชิงชิงรู้สึกว่าหูทั้งสองข้างของตนอื้ออึงไปหมดเพราะเสียงร้องไห้ของนาง ได้แต่ถามว่า “แล้วท่านอยากพูดอะไรกันแน่”

            จูเยวี่ยเยวี่ยตะโกนเสียงลั่น “ข้าอยากให้เจ้าไปตายเสีย!”

            เพียงประโยคนี้หลุดจากปาก ทั้งสองก็ต่างตะลึงงัน

            จูไท่ไท่ใหญ่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นตบหน้าจูเยวี่ยเยวี่ยฉาดใหญ่เสียงดัง แรงตบทำให้จูเยวี่ยเยวี่ยเซล้มลงไปบนพื้น นางซึ่งตะลึงงันยกมือกุมหน้าตัวเอง นานทีเดียวกว่าจะร้องไห้ออกมาได้ “ท่านแม่เองก็รวมหัวกับพวกนางรังแกข้า!”

            จูไท่ไท่ใหญ่ยกนิ้วชี้นางด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง พูดด้วยเสียงเหี้ยมโหดว่า “หากเจ้ากล้าพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยมีลูกอย่างเจ้า!”

            จูเยวี่ยเยวี่ยพลันซบหน้าร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยความสิ้นหวัง

            จูชิงชิงตกใจเพราะสีหน้าของจูไท่ไท่ใหญ่ นางรีบคว้าแขนเสื้อของจูไท่ไท่ใหญ่ไว้ ช่วยขอร้องแทนจูเยวี่ยเยวี่ย “พวกข้าแค่ทะเลาะกันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ท่านป้าใหญ่โปรดอภัยให้ท่านพี่ใหญ่ด้วย”

            จูไท่ไท่ใหญ่หรี่ตาจับจ้องจูชิงชิง ไม่พูดไม่จา สีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม จูชิงชิงหวาดผวาต่อความเย็นชาในดวงตาของนางจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ได้แต่มองดูสองแม่ลูกอย่างทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นนางพลันรู้สึกว่าตนไม่ควรที่จะให้คนไปเชิญท่านป้าใหญ่มาเลยแท้ๆ

            จู่ๆ จูไท่ไท่ใหญ่ก็คลี่ยิ้มออกมา ดึงจูชิงชิงเข้ามาอย่างอ่อนโยน ลูบมือของนางอยู่สองสามที พูดเสียงเบาว่า “เด็กดี เจ้าคงตกใจสินะ แต่ท่านพี่ใหญ่ของเจ้าไม่มีเหตุผลเกินไปแล้ว! นางทะเลาะกับเจียเหริน แต่กลับมาระบายอารมณ์ที่เจ้า ช่างเป็นเรื่องไม่สมควรยิ่งนัก ป้าใหญ่ช่วยลงโทษนางแทนเจ้าแล้ว เจ้าอย่าโกรธนางอีกเลยนะ”

            จูชิงชิงมองดูท่านพี่ใหญ่ที่ร้องไห้อยู่บนพื้นปานใจจะขาด หัวใจก็พลันอ่อนยวบ พูดเสียงเบาว่า “ข้าไม่โกรธนาง ข้าแค่กลัวนางจะโกรธข้า”

            นิ้วเย็นเยียบของจูไท่ไท่ใหญ่วาดผ่านดวงหน้าของนาง “ป้าใหญ่รู้อยู่แล้วว่าชิงชิงของพวกเรามีคุณธรรม มีเมตตา ใจกว้าง ทั้งยังรู้ความ เอาล่ะ ป้าจะพาพี่ใหญ่ของเจ้ากลับไปเดี๋ยวนี้ จากนี้ไปนางจะไม่มาระรานเจ้าเยี่ยงนี้อีก เจ้าเองก็ต้องสัญญากับข้า อย่าแค้นเคืองนางเลยนะ”

            จูชิงชิงรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายใน แต่ก็ยังเชื่อฟังตอบรับว่า “ข้าจะไม่แค้นเคืองท่านพี่ใหญ่” แต่หากสตรีที่โจวเจียเซียนชอบคือนาง นางก็จะไม่ยอมถอยให้ท่านพี่ใหญ่เช่นกัน เรื่องนี้หาใช่สิ่งที่จะยอมสละให้กันได้

            “จำคำพูดของเจ้าไว้ให้ดี” จูไท่ไท่ใหญ่พอใจยิ่งนัก ให้หญิงรับใช้ชราที่อยู่ข้างกายพยุงบุตรสาวออกไป จูเยวี่ยเยวี่ยไม่กล้าดื้อดึงอีก นางซบพิงอยู่บนร่างหญิงรับใช้ เดินจากไปทั้งเสียงสะอื้นไห้

            จูชิงชิงเก็บกวาดห้องที่มีสภาพเละเทะอย่างเงียบๆ ดวงตาค่อยๆ แดงก่ำ นางรู้สึกได้ถึงความโกรธาที่สุมอยู่เต็มทรวง แต่ไร้ซึ่งหนทางระบาย

            ลั่วเหมยเดินเข้ามาช่วยเก็บกวาดห้องหับให้นางโดยไม่พูดอะไร พยุงนางไปนั่งที่ริมหน้าต่าง ยื่นชานมซิ่งเหริน*ร้อนให้นางถ้วยหนึ่ง พูดเสียงเบาว่า “คุณหนูอย่าได้เสียใจไปเลยเจ้าค่ะ บ่าวได้ฟังข่าวมาเรื่องหนึ่ง ท่านสนใจอยากฟังหรือไม่”

            กลิ่นหอมกรุ่นของชานมทำให้อารมณ์ของจูชิงชิงค่อยสดใสขึ้นบ้าง นางฝืนร่าเริง แสร้งพูดด้วยความสนอกสนใจว่า “เรื่องอะไรหรือ”

            ลั่วเหมยคลี่ยิ้ม ชะโงกไปที่ข้างหูนาง กระซิบเสียงแผ่วว่า “ไท่ไท่ของพวกเรามีความคิดที่จะขอท่านเป็นภรรยาของคุณชายรอง

            จูชิงชิงนิ่งค้างไปในพริบตา เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้ว ในใจนางรู้ว่าข่าวนี้น่าเชื่อถือ แต่กลับไม่กล้าเชื่อ ตั้งแต่ปีที่นางอายุสิบสองก็โชคร้ายมาตลอด แล้วจู่ๆ จะมาประสบกับเรื่องดีขนาดนี้ได้อย่างไร

            ลั่วเหมยอมยิ้ม ช่วยพยุงถ้วยชาที่เอนเอียงในมือของนางให้ตั้งตรง พูดด้วยความยินดีว่า “เป็นความจริงแน่นอนเจ้าค่ะ ตีชุ่ยที่รับใช้อยู่ในเรือนไท่ไท่ผู้เฒ่าเป็นเพื่อนสนิทของข้า ก่อนหน้านี้นางได้ยินโจวไท่ไท่ใหญ่กับไท่ไท่ผู้เฒ่าหารือกัน ทั้งยังถามความเห็นจากจูไท่ไท่ใหญ่”

            แต่ท่านป้าใหญ่กลับพูดว่า นางกับเหลียงเฟิ่งเกอเป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่เด็ก มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ทั้งสองครอบครัวยังสัญญาปากเปล่าว่าจะให้นางกับเขาหมั้นหมายกัน ท่านป้าใหญ่ไม่ได้บอกเรื่องนี้แก่นางแม้สักครึ่งคำ ทั้งท่านพี่ใหญ่ยังปรี่มาอาละวาดถึงเรือนของนาง จูชิงชิงรู้สึกร้าวระทมอยู่ในใจ ไม่กล้าคิดให้ลึกไปกว่านี้ เพียงแค่ตอบรับส่งๆ ว่า “เกรงว่าคงฟังผิด แล้วไปตีความเอาเองกระมัง เจ้าอย่าเอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่ผิดๆ ล่ะ เดี๋ยวข้าจะไม่มีหน้าไปพบคนอื่นเอา”

             ลั่วเหมยคล้ายมีบางอย่างอยากจะพูดต่อแต่พูดไม่ออก จึงเบนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน “เมื่อครู่หญิงรับใช้ชราที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายไท่ไท่ใหญ่มาที่นี่เจ้าค่ะ นางแจ้งว่าคุณหนูพ้นจากการไว้ทุกข์แล้ว ควรจะมีเสื้อผ้าใหม่ๆ และเครื่องประดับเสียบ้าง พรุ่งนี้จะมีช่างตัดเสื้อมาวัดตัวให้คุณหนู ขอให้ท่านรออยู่ที่เรือนอย่าไปไหนเจ้าค่ะ”

            จูชิงชิงซบกายลงบนตั่ง ตอบรับด้วยน้ำเสียงเอ้อระเหย นางทั้งกลัดกลุ้มกังวล ทั้งตื่นเต้นยินดี ตระกูลโจวต้องตาต้องใจนางจริงๆ หรือ นางไม่มีเงินทอง ไม่มีสมบัติล้ำค่า เกรงว่าที่เป็นเช่นนี้ได้ คงเป็นเพราะโจวเจียเซียนกระมัง

            มื้อเย็นมีอาหารจานหนึ่งทำจากปลาตะลุมพุก รสชาติดีมาก จูชิงชิงทานอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากที่วางตะเกียบได้ไม่นาน จูไท่ไท่ใหญ่ก็มาพบนาง ทั้งยังพูดตรงไปตรงมาว่า “ข้าอยากมาดูเจ้าสักหน่อย กลัวว่าเจ้าจะคิดมากเพราะเรื่องวันนี้”

            ไม่ว่าอย่างไรในใจของจูชิงชิงก็จดจำได้ดีว่าหลายปีมานี้ท่านป้าใหญ่ดูแลนางดีเพียงไหน นางเชิญท่านป้าใหญ่นั่งด้วยความนอบน้อม ทั้งชงชาให้ด้วยตนเอง “ข้ากับท่านพี่ใหญ่ทะเลาะกันจนชินแล้ว จะแค้นเคืองผิดใจกันเพราะเรื่องเพียงนี้ได้เช่นไร”

            “เจ้าเสียมารดาไปแต่เด็ก ตอนที่เจ้าป่วยปางตาย พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นคนดูแลเจ้าตลอดเวลา ป้อนน้ำป้อนยา ทั้งยังไปขอร้องเจียเซียนแทนเจ้า” จูไท่ไท่ใหญ่หลุบตามองถ้วยชาตรงหน้า สีหน้าล้ำลึกไม่อาจคาดเดา “บ้านเราเหลือกันไม่กี่คนเท่านั้น ข้าสัญญากับนายท่านผู้เฒ่าไว้ว่าจะต้องดูแลเจ้าให้ดี เพราะฉะนั้นถึงได้พาเจ้ามายังตระกูลโจวด้วย ตลอดทางเจ้าป่วยหนักมาก ไข้สูงไม่ยอมลง ก็เป็นพี่ใหญ่ของเจ้าที่คอยดูแลเจ้า”

            จูชิงชิงร้อนรนขึ้นมาทันที “บุญคุณที่ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าใหญ่ และท่านพี่ใหญ่คอยดูแลข้า ข้าจดจำอยู่ในใจมาตลอด ไม่เคยกล้าที่จะลืมเลือน”

            จูไท่ไท่ใหญ่มิได้ตอบว่ากระไร เพียงกรอกตาขึ้นมองนาง พูดเสียงเรียบว่า “แต่เจ้าหลอกลวงพวกเรามาตลอด”

            จูชิงชิงสะดุ้งเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดด้วยความรวดร้าวว่า “ข้าทำอะไรลงไปหรือ”

            จูไท่ไท่ใหญ่กล่าวว่า “ก่อนที่นายท่านผู้เฒ่าจะเสียชีวิต เขาเคยมอบของสิ่งหนึ่งให้เจ้า ของนั้นอยู่ที่ไหน”

            “ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่านป้าใหญ่ ข้าติดตามพวกท่านจากเมืองซินเฉิงมาถึงที่นี่ บนตัวข้าพกอะไรมาด้วยจะปิดบังท่านได้เชียวหรือ” จูชิงชิงคิดอยู่นาน ในที่สุดก็นึกถึงคำพูดไร้ต้นสายปลายเหตุที่ท่านปู่เคยกล่าวกับนางเมื่อครั้งอดีตขึ้นมาได้ บางทีสิ่งที่ท่านป้าใหญ่ถามถึง อาจเกี่ยวข้องกับคำสั่งเสียของท่านปู่ แต่นางเคยสัญญากับท่านปู่ไว้ว่าจะไม่บอกใครเป็นอันขาด

            จูไท่ไท่ใหญ่เค้นถามด้วยแววตาส่องประกาย “ป่านนี้แล้ว เจ้ายังจะหลอกข้าอีกหรือ”

            จูชิงชิงพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้าไม่ได้หลอกท่าน”

            จูไท่ไท่ใหญ่ถลึงตาจ้องมองนางอยู่นานถึงได้พูดว่า “เอาล่ะ ข้าไม่ดีเอง ไปฟังคำพูดยุยงของคนอื่นสองสามประโยคก็มาบีบเค้นเจ้า ต่อไปข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เจ้านอนเถอะ”

            จูชิงชิงเดินไปส่งจูไท่ไท่ใหญ่ถึงหน้าประตู จูไท่ไท่ใหญ่พลันหันกลับมาพูดกับนางว่า “อีกไม่กี่วันตระกูลเหลียงจะมาที่นี่ บางทีเจ้าอาจได้พบเหลียงเฟิ่งเกอ หลายปีมานี้เขาสืบเสาะข่าวคราวของเจ้าไม่เลิกรา หากจะให้ข้ากล่าวแล้วล่ะก็ เด็กคนนี้ช่างมีจิตใจรักมั่นโดยแท้”



ซิ่งเหริน* คือ อัลมอนด์


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น