หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

นิยายรักโรแมนติกเคล้าน้ำตา ที่จะทำให้คุณประทับใจจนมิอาจลืมเลือน

บทที่ 12 เลือกม้า

ชื่อตอน : บทที่ 12 เลือกม้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2561 14:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 เลือกม้า
แบบอักษร

            นิ้วมือเย็นๆ สัมผัสเข้ากับพวงแก้มร้อนฉ่า ประหนึ่งดีดหยดน้ำลงในหม้อน้ำมันเดือดๆ จนเกิดเสียงดังซู่ทีเดียว หยาดน้ำมันสาดกระเซ็นไปทั่วทิศ จูชิงชิงตกใจจนต้องส่งเสียงร้องอุทานออกมาเบาๆ แล้วถอยหลังไปสองก้าวพลางยกมือประคองแก้ม ดวงตากลมโตที่เบิกกว้างจับจ้องใบหน้าของโจวเจียเซียน แม้จะไม่ได้ตำหนิเขาโดยตรง แต่นางไม่คิดปิดบังสีหน้าตกตะลึงแม้สักนิด

            ที่โจวเจียเซียนรักก็คือจูชิงชิงที่เป็นเช่นนี้เอง จริงใจเป็นธรรมชาติ ยืนหยัดก้าวเดินไปตามความคิดในใจของตน นางชอบเขา แน่นอนว่าเขาอ่านออก มิฉะนั้นหลายปีมานี้นางคงไม่หัดทำแต่อาหารที่เขาชอบทาน ทั้งยังพัฒนาฝีมือทำอาหารเหล่านั้นให้อร่อยล้ำเลิศจนไม่มีใครเทียบได้ ทั้งเขายังรู้ว่านางกังวลเรื่องอะไรอยู่ เขาให้โอกาสนางแล้ว นางกลับคิดว่าพฤติกรรมเยี่ยงนี้เป็นสิ่งมิพึงกระทำ สาวน้อยผู้รู้จักรักนวลสงวนตัวเยี่ยงนี้ ใครจะไม่ชอบได้ลงคอเล่า

            “ตกใจหรือ” โจวเจียเซียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “เมื่อครู่พวกเราพูดถึงไหนแล้ว”

            เขาบอกว่านางมีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัวเพียงแต่นางไม่รู้ตัว จูชิงชิงคิดว่า เขาน่าจะหมายถึงความงดงามของนางกระมัง แต่เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับนาง ใครบ้างที่ไม่งดงามเฉลียวฉลาด เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ไม่ถือเป็นสมบัติล้ำค่า ที่สำคัญเมื่อครู่เพียงถูกเขาสัมผัส นางก็เวียนหัวจนตาลาย เกือบลืมสิ้นทุกสิ่ง สับสนจนแทบจะบ้าคลั่ง มิสู้เบนหัวข้อสนทนากลับมายังเรื่องจริงจัง จูชิงชิงพูดอย่างระมัดระวังว่า “ท่านบอกว่า ครั้งนี้ที่ท่านออกเดินทาง ท่านได้ส่งคนไปสืบเสาะข่าวคราวเกี่ยวกับท่านพ่อของข้า”

            เด็กสาวย่อมหน้าบาง ทั้งจูชิงชิงยังเป็นเพียงแขกในบ้านตระกูลโจว ที่นางจะใส่ใจกับชื่อเสียงและพฤติกรรมมากเป็นพิเศษนั้นจึงเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ เขาอายุมากกว่านางหกปี ควรจะยิ่งทะนุถนอมนางให้มากถึงจะถูก โจวเจียเซียนรักษาระยะห่างระหว่างทั้งสองตามที่จูชิงชิงปรารถนา พูดเสียงหนักแน่นว่า “เมื่อปีก่อนเคยมีคนพบเขาที่ภูเขาเฮ่อหลานซาน เขาสบายดี”

            สภาพจิตใจของจูชิงชิงย่ำแย่มาก ภูเขาเฮ่อหลานซานอยู่ไกลถึงเพียงนั้น ทั้งยังเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อปีก่อน ใครจะรู้ว่าป่านนี้บิดานางไปอยู่ที่ใดแล้ว หลายปีมานี้บิดาจะไม่เคยเขียนจดหมายกลับบ้านสักครั้ง และไม่เคยได้ยินข่าวหายนะที่เกิดขึ้นกับตระกูลเชียวหรือ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเพียงคำพูดที่โจวเจียเซียนพูดออกมาเพื่อปลอบใจนางเท่านั้น ในเมื่อเป็นความหวังดี นางย่อมต้องน้อมรับ จูชิงชิงพยายามคลี่ยิ้มที่ดูสดใสที่สุดออกมา “ถ้าเช่นนั้นข้าก็หวังว่าเขาจะกลับมาในเร็ววัน”

            โจวเจียเซียนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เจ้ามากับข้าเถอะ ข้าเก็บม้าหนุ่มไว้ให้พวกเจ้า ขืนไปช้าจะไม่เหลือตัวที่เจ้าชอบ”

            จูชิงชิงกลับไม่คิดเช่นนั้น ต่อให้ไปพร้อมกับโจวเจียเหรินและท่านพี่ใหญ่ ก็ต้องให้พวกนางทั้งสองเลือกก่อน ที่เหลือจึงจะเป็นของนาง นี่เป็นมารยาทที่แขกควรรู้ ขณะเดียวกันก็เป็นการให้เกียรติผู้อาวุโสกว่า ที่สำคัญกว่าคือ โจวเจียเซียนเป็นคนช่างเอาใจใส่ หลายปีมานี้ นางเคยได้รับสิ่งที่ไม่พอใจหรือสิ่งที่ต่ำต้อยกว่าคนอื่นเสียที่ไหน ต่อให้เป็นแค่เข็มสักเล่มด้ายสักเส้น ก็ไม่เคยตกหล่นส่วนแบ่งของนาง ด้วยเหตุนี้ที่นางทำอาหารให้โจวไท่ไท่ผู้เฒ่าทาน ไม่ได้ทำไปเพียงเพราะมารยาทอันพึงมี แต่เป็นความซาบซึ้งจากใจจริง

            โจวเจียเซียนเดินเคียงคู่ไปกับนาง พูดคุยกับนางเสียงเบา “ตอนนี้ใต้หล้ายิ่งโกลาหนหนักกว่าเมื่อสองปีก่อนเสียอีก สตรีทั้งหลายล้วนต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านด้วยความจำใจ หากเป็นครอบครัวที่ฐานะดีหน่อยก็จะให้สตรีในบ้านหัดขี่ม้า เพื่อให้พวกนางสามารถเอาตัวรอดในยามคับขัน”

            จูชิงชิงมีความรู้สึกว่าหลังจากที่โจวเจียเซียนกลับมาครั้งนี้ ท่าทีที่เขามีต่อนางนั้นเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน นางเองก็อธิบายไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปที่ตรงไหน แต่นางมั่นใจว่าไม่เหมือนเดิม สายตาที่เขามองนางนั้นก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนในดวงตาของเขามักจะมีหมอกจางชั้นหนึ่งปกคลุมอยู่เสมอ ต่อให้เป็นเวลาที่มีความสุข ก็ยังคงมีหมอกจางเสี้ยวหนึ่งวนเวียนอยู่ในนั้น แต่บัดนี้หมอกในดวงตาเขาได้เลือนหายไปแล้ว ในดวงตาคู่นั้นคือความยินดีและปรีดาอันมิอาจปิดบัง

            คงจะได้ประสบกับเรื่องดีๆ อะไรมากระมัง จูชิงชิงจึงพลอยยินดีไปกับเขาด้วย นางอมยิ้มฟังเขาพูดจาอย่างเงียบๆ พยักหน้าหรือส่งเสียงตอบรับสั้นๆ เป็นครั้งคราว เพียงแค่ได้มองดูเขาเยี่ยงนี้ นางก็รู้สึกจิตใจสงบและมีความสุขเหลือเกิน

            เมื่อโจวเจียเซียนพูดถึงเรื่องราวในโลกภายนอก จูชิงชิงก็พลันหวนนึกถึงเหลียงเฟิ่งเกอ อยากจะถามไถ่ถึงเหลียงเฟิ่งเกอ แต่เกรงใจเกินกว่าที่จะถาม ทันใดนั้นพลันนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ท่านป้าใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า ครั้งอดีตพวกผู้ใหญ่เคยตกลงกันปากเปล่าว่าอยากให้นางหมั้นหมายกับเหลียงเฟิ่งเกอ คิดได้ดังนี้ นางจึงใช้วิธีกล่าวอ้อมค้อมว่า “เมื่อครู่พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง......” หากเป็นไปได้ จะได้รวดถามว่าพวกท่านป้าใหญ่คิดจะทำอะไรด้วยเสียเลย

            “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่บอกคนอื่นแน่นอน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า เป็นความซุกซนของเจียเหรินมาแต่แรกแล้วล่ะ” โจวเจียเซียนยิ้มอย่างเข้าใจ นี่เป็นความเจ้าเล่ห์ในแบบจูชิงชิง เขาย่อมรู้ว่าพวกนางตั้งใจไปแอบฟัง ที่สำคัญนางยังได้ฟังเรื่องที่สำคัญยิ่ง ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ หากจูชิงชิงไม่ใส่ใจกับเรื่องแต่งงานของตนแม้สักนิด ไม่ฉวยโอกาสเลียบเคียงถามไถ่ข้อมูล หรือขอความช่วยเหลือใดๆ จากเขา เช่นนั้นเขาคงต้องพิจารณาใหม่แล้วว่าตกลงนางโง่จริงหรือแกล้งโง่

            แต่จูชิงชิงก็ไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ หากเป็นเรื่องที่โจวเจียเซียนไม่อยากพูด ต่อให้นางเค้นถามให้ตาย เขาก็ไม่มีทางพูด จูชิงชิงรู้สึกห่อเหี่ยว ทั้งยังหงุดหงิดเพราะสีหน้าและเสียงหัวเราะแปลกประหลาดของเขา จึงตีหน้าบึ้งตึงไม่พูดไม่จาอีก

            โจวเจียเซียนพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีว่า “ทำไมไม่พูดต่อเล่า”

            จูชิงชิงตอบด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”

            โจวเจียเซียนเองก็ไม่พูดอะไรอีก เดินนำไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงเงียบงัน มองเห็นดอกยี่หุบต้นหนึ่งที่อยู่ริมทางกำลังเบ่งบานอย่างงดงาม จึงเอื้อมมือไปเด็ดมาให้จูชิงชิงดอกหนึ่ง “เจ้าเองก็ออกทุกข์แล้ว ควรแต่งเนื้อแต่งตัวเสียบ้าง อีกไม่นานบ้านของพวกเราจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ ถึงเวลานั้นจะมีฮูหยินคุณหนูมาร่วมงานมากมาย อย่าทำให้ตัวเองต้องดูด้อยกว่าพวกนาง”

            มีฮูหยินคุณหนูมาร่วมงานมากมายหรือ คงจะเป็นการจัดงานเพื่อเลือกภรรยาให้เขาสินะ จูชิงชิงถือดอกยี่หุบไว้ในมือ ลังเลอยู่นานกว่าจะพูดออกมาด้วยความระทมว่า “คงต้องการจะเลือกสะใภ้ให้ท่านพี่แล้วกระมัง”

            โจวเจียเซียนมองนางวูบหนึ่ง “ก็มีนัยยะนั้นอยู่”

            ใบหน้าของจูชิงชิงซึมเศร้าลงทันที คิดด้วยความโมโหเหลือแสนว่า เขาจะแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่แล้วแท้ๆ เหตุใดถึงมาลูบไล้ใบหน้านางอีก ทำไมถึงกล้าพูดกับนางว่าเขารอคอยให้นางเติบโตมาตลอด

            “ทำไมอยู่ดีๆ สีหน้าของเจ้าถึงบึ้งตึงขึ้นมาเล่า” โจวเจียเซียนขยับเข้าไปชิดนางขึ้นอีกหนึ่งก้าว ใกล้จนกระทั่งนางได้กลิ่นหมึกจางๆ ที่โชยมาจากร่างกายของเขา น่าแปลกนัก คนที่งานยุ่งตลอดทั้งวันอย่างโจวเจียเซียน เหตุใดจึงรักการอ่านเขียนถึงเพียงนั้น แต่น่าเสียดายที่ในยามกลียุคเยี่ยงนี้ ชีวิตของเขาถูกกำหนดมาแต่แรกว่าไม่อาจสอบเป็นจอหงวน*[1]ได้ แต่เป็นจอหงวนไม่ได้ยิ่งดี เขาจะได้ไม่โอกาสใช้อำนาจทำเรื่องชั่วร้ายไปทั่ว จูชิงชิงกล่าวด้วยสีหน้าอึมครึม “คราวหน้าห้ามท่านลูบแก้มข้าอีก! มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”

            โจวเจียเซียนชะงักไปชั่ววูบหนึ่ง พลันหัวเราะขึ้นเสียงลั่น เห็นสีหน้าของจูชิงชิงยิ่งอึมครึมขึ้นทุกขณะ ถึงได้พยายามกลั้นเสียงหัวเราะไว้ พูดเสียงเบาว่า “แล้วเจ้าจะไม่เกรงใจข้าอย่างไรเล่า”

            ทันใดนั้นโจวเจียเหรินวิ่งมาทางพวกเขาด้วยความเร็วสูง แย่งดอกไม้ในมือจูชิงชิงไปในคราเดียว พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อครู่นี้ข้าไม่ดีเอง อย่าโกรธข้าเลยนะ มิฉะนั้นหากเจ้าไปอีกคน ข้าอยู่คนเดียวคงเบื่อแย่”

            โจวเจียเซียนฟังออกถึงนัยยะที่แฝงอยู่ในคำพูดของนาง อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วถามขึ้น “แล้วพี่สาวใหญ่ของเจ้าเล่า”

            โจวเจียเหรินแบมือสองข้าง ทอดถอนใจว่า “จูเยวี่ยเยวี่ยเป็นคนใจแคบ ข้าเพียงเลือกม้าชั้นดีดุจม้าเซ็กเธาว์ตัวนั้นตัดหน้านาง นางก็โมโหจนเดินหนีไปเสียแล้ว กล่าวหาว่าข้าเผด็จการไร้มารยาท” นางกะพริบตาปริบๆ เสียบดอกยี่หุบดอกนั้นไว้บนมวยผมของจูชิงชิง พร้อมทั้งปรบมือหัวเราะชอบใจ “ไม่ว่าอย่างไรชิงชิงก็ดีกว่าจริงๆ ด้วย ทั้งสวยทั้งใจดี และยังรู้มารยาทที่สุด”

            โจวเจียเซียนจนใจกับความเอาแต่ใจและเจ้าเผด็จการของโจวเจียเหรินมาแต่ไหนแต่ไร ครั้นจะตำหนินางต่อหน้าจูชิงชิงก็ดูจะไม่เหมาะสม ได้แต่สั่งให้บ่าวรับใช้จูงม้าเข้ามา "เชิญน้องสามเลือก เจ้าชอบตัวไหนก็เอาตัวนั้นไปเถิด”

            จูชิงชิงดูแล้วชมชอบม้าหนุ่มตัวหนึ่งที่มีเส้นขนสีดำมันวาว ดวงตาอ่อนโยน “ตัวนี้เจ้าค่ะ”

            โจวเจียเหรินไม่พอใจขึ้นมาทันใด “ดำเมี่ยมไปทั้งตัว น่าดูตรงไหนกัน หากถามข้าล่ะก็ ข้าว่าเจ้าเลือกม้าขาวเถอะ” ไม่สนว่าจูชิงชิงจะชอบหรือไม่ชอบ นางสั่งบ่าวไพร่ให้จูงม้าขาวมาทันที ยัดสายบังเหียนลงไปในมือของจูชิงชิง “ม้าตัวนี้ถึงจะคู่ควรกับเจ้า”

            จูชิงชิงกลับคิดว่า โจวเจียเหรินเพียงเดาออกว่านอกจากม้าเซ็กเธาว์ตัวนั้นแล้ว ท่านพี่ใหญ่น่าจะชอบม้าขาวตัวนี้เป็นอันดับสอง ถึงได้จงใจยุยงให้นางเลือกม้าตัวนี้ เพื่อให้ท่านพี่ใหญ่ยิ่งขุ่นเคืองใจมากขึ้น หนึ่ง นางไม่มีเหตุจำเป็นต้องเข้าร่วมความขัดแย้งระหว่างพวกนาง สอง นางชอบม้าหนุ่มสีดำตัวนั้นมากที่สุดจริงๆ จึงเพียงแค่อมยิ้มไม่ตอบว่ากระไร

            โจวเจียเหรินเห็นนางไม่ตอบ ย่อมรู้ว่านางปฏิเสธ ถึงกับแบะปากด้วยความไม่พอใจ มองไปทางโจวเจียเซียน “ท่านพี่รอง ท่านเองก็คิดว่าม้าตัวนี้เหมาะกับชิงชิงมากกว่าใช่ไหมเจ้าคะ นางเชื่อฟังท่านที่สุด ขอเพียงท่านเอ่ยปาก นางต้องยอมตกลงแน่”

            จูชิงชิงพลันลนลานทำอะไรไม่ถูก นางนึกว่านี่เป็นความลับในใจของนางผู้เดียว ที่แท้ทุกคนรู้เรื่องนี้กันหมดแล้วหรือนี่ ที่โจวเจียเหรินพูดออกมาเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องการข่มขู่นาง จะบังคับให้นางเลือกม้าขาวตัวนี้ให้ได้

            โจวเจียเซียนพูดเสียงเรียบ “ข้ารู้เพียงว่า ของขวัญที่สามารถทำให้ผู้รับชมชอบจากใจจริงจึงจะเป็นของขวัญที่ดี ถึงจะเป็นการมอบของขวัญให้ด้วยความจริงใจ”

            โจวเจียเหรินไม่ยอมแพ้ ถลึงตาจ้องจูชิงชิงด้วยสีหน้าดุดัน ก่อนจะหันมองไปทางโจวเจียเซียนอีกครั้ง ทันใดนั้นนางกลับแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “ยังไม่ทันไรก็ปกป้องนางขนาดนี้แล้ว หากในวันหน้า...”

            “เจียเหริน!” โจวเจียเซียนโมโหขึ้นมาฉับพลัน เขาพูดด้วยสีหน้าถมึงทึงว่า “ท่านแม่ไม่ได้สั่งสอนเจ้าหรือว่าคนเราทำอะไรต้องรู้จักขอบเขต”

            โจวเจียเหรินเองก็โมโหขึ้นแล้วจริงๆ ยกนิ้วชี้เขาพลางพยักหน้ากล่าวว่า “ได้ ข้าจะจำบัญชีนี้ไว้” นางออกแรงกระชากสายบังเหียนออกจากมือของจูชิงชิง ก่อนจะตบแรงๆ ลงบนตัวม้า พูดเสียงดังว่า “ข้าจะเอาทั้งม้าเซ็กเธาว์ตัวนั้นกับม้าขาวตัวนี้!”

            คำพูดของคุณหนูใหญ่โจวย่อมไม่มีใครกล้าขัด นางไม่ได้แย่งม้าดำไปจากจูชิงชิง แต่สภาพอารมณ์ของจูชิงชิงก็ถูกปั่นป่วนจนหดหู่ไปหมด นางเพียงหันไปกล่าวขอบคุณแก่โจวเจียเซียน แล้วบอกลาเดินจากไป

            โจวเจียเซียนรู้ว่านางอารมณ์ไม่ดี จึงไม่ได้รั้งนางไว้ “รออีกสักวันสองวัน ให้อากาศดีเมื่อไร ข้าจะเชิญอาจารย์หญิงมาสอนพวกเจ้าขี่ม้าเอง”

            จูชิงชิงรับคำ ก้มหน้าเตรียมจะเดินจาก แต่โจวเจียเซียนกลับเรียกชื่อนางอีกครา “ชิงชิง...”

            “เจ้าคะ” จูชิงชิงชะงักฝีเท้ารอเขาพูดจา แต่เขากลับไม่พูดอะไรอีก เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พื้นค่อนข้างลื่น เจ้าเดินระวังด้วย”

            จูชิงชิงยิ้ม รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เดินมาถึงครึ่งทางก็พบว่าลั่วเหมยมารอรับนางอยู่แล้ว จึงได้ถามว่า “เจ้ามาได้อย่างไร มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ”

            ลั่วเหมยกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่กำลังรอท่านอยู่ในเรือนของพวกเราเจ้าค่ะ บ่าวคิดว่านางน่าจะทะเลาะกับใครบางคนมา ร้องไห้เสียจนตาแดงก่ำเชียว”

            ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เหตุใดอารมณ์ของท่านพี่ใหญ่ถึงได้รุนแรงขึ้นทุกทีเล่า ต่อให้โจวเจียเหรินเผด็จการไม่มีเหตุผล แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันสองวัน ที่สำคัญหากโจวไท่ไท่ใหญ่ทราบเรื่องนี้ล่ะก็ จะต้องชดเชยให้ท่านพี่ใหญ่เป็นเท่าตัวแน่ เหตุใดจึงต้องโมโหโทโสให้เสียสุขภาพด้วยเล่า จูชิงชิงรีบเร่งฝีเท้า “ข้าไม่อยากให้ท่านพี่ใหญ่รอนาน เรารีบไปกันเถอะ”

            ลั่วเหมยพูดอย่างระมัดระวัง “คุณหนู ท่านต้องระวังตัวนะเจ้าคะ บ่าวคิดว่าคุณหนูใหญ่ต้องระบายความโกรธที่คุณหนูแน่ๆ”

            จูชิงชิงไม่เข้าใจ “ข้าไม่ได้ล่วงเกินนางเสียหน่อย” คนที่ล่วงเกินท่านพี่ใหญ่คือโจวเจียเหริน เกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า



จอหงวน* คือ ตำแหน่งของผู้ที่สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบขุนนาง



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น