หอหมื่นอักษร

นิยายรักโรแมนติกเคล้าน้ำตา ที่จะทำให้คุณประทับใจจนมิอาจลืมเลือน

บทที่ 11 สมบัติล้ำค่า

ชื่อตอน : บทที่ 11 สมบัติล้ำค่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2561 14:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11 สมบัติล้ำค่า
แบบอักษร



 “กำลังพูดถึงเจ้าแน่ะ” โจวเจียเหรินหยิกจูชิงชิงทีหนึ่ง เหลือบมองนางแวบหนึ่งด้วยแววตาหยอกเอิน จูชิงชิงตื่นเต้นจนหายใจแทบไม่ออก แน่นอนว่านางรู้ว่าตนเองยังไม่มีคู่หมั้น แต่เพราะอะไรโจวไท่ไท่ใหญ่ถึงต้องใส่ใจเรื่องนี้ด้วย

ได้ยินเสียงจูไท่ไท่ใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอนว่า “ก็ไม่เชิง เมื่อครั้งนั้นนางกับเหลียงเฟิ่งเกอบุตรชายคนโตของตระกูลเหลียงเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็ก สนิทกันยิ่งนัก พวกผู้ใหญ่มีการพูดตกลงกันปากเปล่าว่าจะให้ทั้งสองหมั้นหมาย หากไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องนั้นขึ้น......”


มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ จูชิงชิงนึกไม่ออกเลย แต่หากไม่ใช่ล่ะก็ เมื่อครั้งนั้นท่านพี่รองก็คงไม่พูดว่านางน่าสงสาร ต่อให้นางเคยมีคู่หมั้น แต่ตอนนี้ก็ไม่น่าจะถือเป็นคู่หมั้นได้อีกต่อไป เหตุใดท่านป้าใหญ่จูถึงต้องพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยเล่า


น้ำเสียงชราของโจวไท่ไท่ผู้เฒ่าตัดบทคำพูดจูไท่ไท่ใหญ่ “เรื่องที่ผ่านมาแล้วจะพูดถึงไปไย ตระกูลเหลียงทำเรื่องแบบนั้นไว้ ยังจะกล้าพูดเรื่องแต่งงานสานสัมพันธ์ได้อย่างไรกัน เจ้าช่างเหลวไหลนัก นอกจากตระกูลเหลียงแล้ว คงไม่มีบ้านอื่นแล้วสินะ”

จูไท่ไท่ใหญ่พูดด้วยเสียงเบาแผ่ว จูชิงชิงอยากจะอยากจะยื่นหูเข้าไปในห้องใจแทบขาด แต่ท่อนแขนกลับถูกใครบางคนบีบแรงๆ ทีหนึ่ง เจ็บจนนางแทบจะน้ำตาเล็ด คิดจะเอาคืนอีกฝ่ายทันที แต่หางตากลับเหลือบเห็นรองเท้าผ้าสีเขียวอันคุ้นตาเสียก่อน นางถึงกับเกร็งแข็งไปทั้งกาย นั่งยองก้มหน้าอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับแม้สักนิด

โจวเจียเซียนมองดูสตรีทั้งสามที่นั่งยองอยู่ริมผนังเพื่อแอบฟัง แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “จะตามข้าไปแต่โดยดี หรือจะรอให้ท่านย่ามาเชิญพวกเจ้า เลือกกันเอาเองเถอะ” พูดจบเขาไม่มองพวกนางสามคนอีก หันหลังเดินจากไปทันที

โจวเจียเหรินดันร่างของจูชิงชิงด้วยรอยยิ้มระรื่น สองพี่น้องก้มเอวเดินตามหลังโจวเจียเซียนไป เดิมทีจูชิงชิงกลัวมากว่าจะถูกคนอื่นพบเข้า แต่ตลอดทางกลับไม่มีคนรับใช้ให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว เห็นได้ชัดว่าต้องถูกโจวเจียเซียนที่ละเอียดรอบคอบกันออกไปล่วงหน้าแล้ว

มองดูแผ่นหลังผึ่งผายของโจวเจียเซียน หัวใจของจูชิงชิงก็พลันสงบลง มีความรู้สึกว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยังจะมีเขาช่วยต้านไว้ นางไม่รู้ว่าความเชื่อมั่นและพึ่งพิงเช่นนี้มีที่มาจากที่ใด รู้เพียงว่านับแต่คราที่เขายอมให้นางเชื่อต่อไปว่าเหลียงเฟิ่งเกอไม่ได้กระทำผิดต่อนาง นับแต่ที่เขามอบกุ้งน้อยให้นาง นับแต่ที่เขาเสนอให้นางใช้อาหารรสเลิศในการตอบแทนโจวไท่ไท่ผู้เฒ่า นับแต่ที่เขาคอยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของนางอย่างเงียบๆ เขาก็เป็นดั่งสายฝนแห่งวสันตฤดูที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ท่วมท้นหัวใจของนางอย่างไร้สุ้มเสียง ทำให้หญ้าต้นนั้นที่อยู่ในใจของนางเติบโตอย่างบ้าคลั่ง

จูชิงชิงได้ยินเสียงทอดถอนในหัวใจตน ต่อให้นางไม่ได้มีสัญญาหมั้นหมายกับเหลียงเฟิ่งเกอแล้วจะทำไมเล่า ในสายตาของคนตระกูลโจว เด็กกำพร้าอย่างนางคงไม่คู่ควรกับโจวเจียเซียน โจวเจียเซียนควรแต่งงานกับสตรีที่คู่ควรกับตระกูลโจว คุณหนูที่มีความสามารถและฐานะทัดเทียม

จูชิงชิงพลันรู้สึกรวดร้าวในอก มีความรู้สึกว่าอาหารเลิศรสทั้งหมดในโลกหล้าไม่อาจดึงดูดความสนใจของนางอีกต่อไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะลั่นของโจวเจียเหริน นางหันไปมองโจวเจียเหรินด้วยความงุนงง “มีเรื่องอะไรน่าขำหรือ”

โจวเจียเหรินประมือหัวเราะเสียงลั่น “ก็หัวเราะความเพ้อเจ้อของเจ้าน่ะสิ!”

เพียงได้ยินคำว่า “เพ้อเจ้อ” ใบหน้าของจูชิงชิงก็ร้อนผ่าวในพริบตา กระโจนเข้าไปจะหยิกเนื้อโจวเจียเหริน พูดเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “ท่านรู้ทั้งรู้ว่าพวกเขาพูดเรื่องข้า ยังหลอกข้าไปแอบฟังอีก จากนั้นย้อนกลับมาหัวเราะเยาะข้า สนุกมากสินะ ท่านกลั่นแกล้งข้าเยี่ยงนี้ ยังคิดจะกินบะหมี่ของข้าอีกหรือ ฝันไปเถอะ!”

โจวเจียเหรินหัวเราะจนต้องกุมเอวตนเองร้องโอดครวญ หลบไปอยู่ด้านหลังของโจวเจียเซียน ยกนิ้วชี้จูชิงชิงพลางหัวเราะว่า “ดูสิๆ เมื่อครู่ยังแสร้งทำเป็นรู้ความต่อหน้าผู้ใหญ่ ตอนนี้กลับเปิดเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงออกมาจนสิ้น ทำไมไม่มองว่าตัวเองเป็นแขกเล่า ข้ารู้มาแต่แรกว่าเจ้าเป็นเด็กที่ซนที่สุดในบ้าน ทั้งตะกละทั้งซุกซน แล้วยังดุร้ายขนาดนี้ ระวังไม่มีคนกล้าแต่งเจ้า!”

จูชิงชิงเห็นจูเยวี่ยเยวี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างกำลังมองนางด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม บนใบหน้าของนางเปี่ยมด้วยอารมณ์เยาะหยันและเวทนา ส่วนโจวเจียเซียนเองก็มองนางอย่างเงียบๆ ไอหมอกในดวงตาสีดำคู่นั้นยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกขณะ มันเข้มจนนางไม่เข้าใจอารมณ์ของเขา ทำให้นางยิ่งระทมหนัก หันไปถลึงจ้องโจวเจียเหรินด้วยแววตาเกรี้ยวกราด กล่าวว่า “ท่านวางใจเถอะ ต่อให้ข้าแต่งไม่ออกก็ไม่มีทางหน้าด้านอยู่ในบ้านท่านไปชั่วชีวิตแน่ ข้าย่อมมีหนทางของข้า!” พูดจบ นางไม่เสียเวลาพูดมากอีกแม้แต่คำเดียว สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที

เสียงบ่นของโจวเจียเหรินดังตามมาจากด้านหลัง “ทำไมจู่ๆ นางหนูนี่ก็หักหน้ากันเยี่ยงนี้เล่า ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกผู้ใหญ่กำลังคุยเรื่องของนาง นึกจะเดินจากก็เดินจากไปทันที ทั้งยังพูดจาไร้หัวจิตหัวใจเยี่ยงนี้ ไม่รู้ว่าหัวใจนางทำด้วยอะไรกันแน่ เสียแรงที่ข้าคอยปกป้องนางมาตลอด”

จูเยวี่ยเยวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเพิ่งรู้หรือว่านางหนูนี่ไร้หัวจิตหัวใจ ข้ารู้มานานแล้ว”

โจวเจียเซียนอบรมสั่งสอนพวกนางเสียงดุอยู่สองสามประโยค สรรพสิ่งพลันเงียบงัน

จูชิงชิงเดินก้มหน้าอมลมแก้มพองไปทางสวน ตระกูลโจวไม่มีคนว่างงาน สภาพอากาศก็ไม่ดี ในสวนไม่มีคนรับใช้เดินผ่านไปมา นางเดินไปข้างหน้าเงียบๆ กระทั่งมาถึงใต้ต้นการบูรต้นใหญ่ถึงได้หยุดฝีเท้าลง

ไม่รู้ว่าการบูรต้นนี้ถูกปลูกไว้นานแค่ไหนแล้ว มีกิ่งไม้สองก้านที่งอกยาวออกไปถึงเรือนหลังข้างๆ ชายคาและกิ่งก้านใบไม้หนาทึบซ้อนทับกัน กลายเป็นเก้าอี้ธรรมชาติอันเงียบสงบซ่อนเร้น

จูชิงชิงเหลียวซ้ายแลขวาพบว่าไม่มีคนตามมา จึงดึงชายกระโปรงมาผูกไว้ที่เอว ปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว ซ่อนตัวอยู่ในเก้าอี้ธรรมชาตินั้น กอดเข่าแบะปากโกรธอยู่ในใจเงียบๆ นางคิดถึงบิดาเหลือเกิน แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้บิดาของนางอยู่ที่ไหนกันแน่ ยังจะกลับมาได้อีกหรือไม่ ขอเพียงบิดากลับมา นางก็จะสามารถจากที่นี่ไปพร้อมกับบิดา ต่อให้ต้องกินอยู่ยากจนแค่ไหนนางก็ยินดี แม้การไม่ได้พบโจวเจียเซียนจะทำให้นางเสียใจ แต่ก็ยังดีกว่าเห็นเขาแต่งหญิงอื่นเป็นภรรยา

จูชิงชิงนึกถึงเหลียงเฟิ่งเกอขึ้นมาอีก นับดูแล้วปีนี้เขาน่าจะอายุสิบแปดปีแล้ว ได้ยินว่าบัดนี้ตระกูลเหลียงมีอำนาจล้นพ้น ทั้งยังปกครองเมืองเพิ่มอีกหลายเมือง ชีวิตของเขาเปี่ยมด้วยสีสันถึงเพียงนั้น เกรงว่าคงลืมนางไปนานแล้ว

พวกเขาต่างมีครอบครัวของตัวเอง นางกลับไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ทางบ้านเดิมของมารดานางก็ไม่มีข่าวคราว มิฉะนั้นนางก็สามารถไปพักที่บ้านท่านลุงของตัวเองได้ จูชิงชิงซบหน้าลงกับเข่า หลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ ทันใดนั้นกิ่งไม้พลันโยกไหว นางรีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง กลั้นลมหายใจ มองลอดผ่านกิ่งไม้ใบไม้ไปยังเบื้องล่าง

โจวเจียเซียนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้แหงนหน้าขึ้นมองนาง ในดวงตาสีดำขลับของเขามีไอหมอกวนเวียน มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ชิงชิง ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่”

เดิมทีเขาเรียกนางว่า “น้องสาม” มาตลอด หากวันนี้เขากลับเรียกนางว่า “ชิงชิง” คำว่า “ชิงชิง” ที่เขาร้องเรียกช่างอ่อนโยนเบาหวิว ราวกับเส้นไหมนับร้อยนับพันเส้นถักทอเป็นบ่วงอันอ่อนนุ่ม พันธนาการจูชิงชิงไว้อย่างง่ายดาย

หัวใจของจูชิงชิงพลันเจ็บร้าว ทำใจแข็งเม้มปากแน่นไม่ยอมตอบรับ เขาเองก็มาเพื่อหัวเราะเยาะนางสินะ มาหัวเราะเยาะความโง่เขลาเพ้อเจ้อของนาง

“ชิงชิง ข้าจะขึ้นไปแล้วนะ” โจวเจียเซียนดึงชายชุดขึ้นมาผูกไว้ที่เอว ทำท่าจะปีนต้นไม้ขึ้นมาจริงๆ จูชิงชิงเกรงว่าหากมีใครเห็นเข้าจะไม่ดี เช่นนั้นจึงรีบพูดว่า “ท่านจะขึ้นมาทำไม กิ่งไม้รองรับน้ำหนักคนสองคนไม่ไหวหรอกนะ”

โจวเจียเซียนแหงนหน้ามองนางเงียบๆ “เจ้ารู้ดีว่าข้ามาทำอะไร”

จูชิงชิงรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง แรงประหนึ่งจะทะลุออกจากอกของนาง นางกำชายแขนเสื้อของตนไว้แน่น อยากจะกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มซุกซน แต่หางตากลับเปียกฉ่ำ ไม่กล้าให้เขาเห็นน้ำตา ได้แต่ซุกหน้าลงกับหัวเข่า พูดเสียงอู้อี้ว่า “ถ้าท่านมาเพื่อหัวเราะเยาะข้าล่ะก็ รีบกลับไปเสียเถอะ มิฉะนั้น มิฉะนั้น...”

“มิฉะนั้นเจ้าจะทำไมหรือ” น้ำเสียงของโจวเจียเซียนเจือด้วยอารมณ์หยอกเย้าหลายส่วน

จูชิงชิงเกือบร้องไห้ออกมาแล้ว ได้แต่ข่มขู่เขาอย่าดุดัน “มิฉะนั้นท่านคอยดูให้ดีเถอะ!”

โจวเจียเซียนพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่ ข้าคอยเจ้ามาตลอด รอเจ้าออกทุกข์ให้มารดา รอเจ้าเติบโต ในที่สุดก็รอมาถึงวันนี้”

จูชิงชิงรู้สึกเหมือนลมหายใจพลันชะงักลงกะทันหัน นางนึกว่าตนเองฟังผิดไปเสียอีก จดจ้องโจวเจียเซียนด้วยท่าทีเหม่อลอย ริมฝีปากเผยออ้าค้างอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านจะรอข้าทำไมกัน”

ดวงตาของนางทั้งกลมทั้งโต ภายในนั้นเปี่ยมด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มเผยอน้อยๆ ดังดอกท้อที่ผลิบานท่ามกลางวสันตฤดูอันงดงาม นี่คือสตรีของเขา ในใจของโจวเจียเซียนทั้งอบอุ่นทั้งนุ่มละมุน เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าลงมาก่อน”

จูชิงชิงพูดขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ “ท่านพูดก่อน”

ทว่าโจวเจียเซียนกลับไม่ยอมพูด เพียงกล่าวอย่างอบอุ่นหนักแน่นว่า “แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง”

จูชิงชิงส่ายหน้า “ข้าไม่เข้าใจ” หากไม่มีคำสัญญาที่แน่นอน นางจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเชื่อถือได้ อะไรเชื่อไม่ได้ นางไม่ใช่คนโง่ที่รู้แต่กินอย่างเดียวเสียหน่อย

ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยราบเรียบมาตลอดของโจวเจียเซียนพลันถูกอาบย้อมด้วยสีสันแห่งความเขินอาย แต่เพียงชั่วครู่ความเขินอายนั้นก็เลือนหาย เขากระแอมไอเสียงเบาออกมาคราหนึ่ง เอ่ยว่า “มีเรื่องบางอย่างที่ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนจัดการจึงจะเหมาะสม เจ้าต้องเข้าใจ พวกเราทุกคนล้วนหวังดีต่อเจ้า”

จูชิงชิงส่ายหน้าด้วยความดื้อดึง “ข้าไม่เข้าใจ” ต่อให้นางมีจินตนาการกว้างไกล แต่นางไม่มีอะไรเลยสักอย่าง หรือเหล่าผู้อาวุโสจะตาบอดกันไปหมดแล้ว กระทั่งบวกลบคูณหารผลประโยชน์ยังคิดไม่เป็น

โจวเจียเซียนขมวดคิ้วจดจ้องนาง กระทั่งเห็นว่าใบหูของจูชิงชิงแดงเรื่อ ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับเขา เขาถึงได้พูดด้วยความพึงพอใจว่า “หากเจ้าไม่เข้าใจจริงๆ ย่อมหมายความว่าหลายปีมานี้ทั้งข้าและเจ้าต่างเป็นคนตาบอดโง่งม”

จูชิงชิงเงยหน้าขึ้นมองมองเขาทันที พูดด้วยความเศร้าโศกว่า “ท่านผิดแล้ว ข้าไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เพราะฉะนั้นตากับหูของข้าถึงได้ดีเป็นพิเศษ ข้าไม่ใช่คนตาบอดโง่งม”

รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าของโจวเจียเซียน แม่นางที่น่าสงสารเอ๋ย มีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัวแต่กลับไม่รู้ ตกลงว่านี่คือความโชคดีหรือความโชคร้ายกันแน่ แต่ที่ได้พบเขา อย่างน้อยก็น่าจะถือได้ว่าโชคดีกระมัง โจวเจียเซียนยื่นมือไปทางจูชิงชิง “ลงมา ข้าจะบอกเจ้าเอง”

เป็นครั้งแรกที่เขาอ้าแขนต้อนรับนาง จูชิงชิงอยากกระโดดลงไปโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น หากจะให้ดีก็คือกระแทกใส่เขาจนล้มลงไปบนพื้นเลย แบบนั้นนางจะได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้นอีกสักนิด...เพียงแค่คิด ดวงหน้าของจูชิงชิงก็พลันแดงซ่านไปหมด รีบใช้สองมือเย็นเยียบปิดหน้าเขาไว้ “ข้าไม่ฟัง”

โจวเจียเซียนถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย “เดิมข้าอยากจะบอกเจ้าว่า ครั้งนี้ที่ข้าออกเดินทาง ข้าได้ส่งคนไปสืบเสาะข่าวคราวเกี่ยวกับบิดาเจ้า...”

จูชิงชิงวางมือลงทันที เบิกดวงตากลมโตมองเขาด้วยความคาดหวัง โจวเจียเซียนยืนนิ่ง คลี่ยิ้มให้นาง “ลงมา”

จูชิงชิงมองอ้อมกอดของเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ ห้อยโหนอยู่บนกิ่งไม้อย่างคล่องแคล่ว เพียงชั่วครู่ก็ลงมาจากต้นไม้ได้รวดเร็วปานลิงกัง นางหยุดยืนอยู่ในจุดที่ห่างจากโจวเจียเซียนเพียงไม่ถึงหนึ่งช่วงศอก

กลิ่นหอมละมุนของดอกหอมหมื่นลี้ลอยล่องเข้าไปในหัวใจของโจวเจียเซียน โจวเจียเซียนยื่นมือเข้าไปลูบพวงแก้มของจูชิงชิงอย่างไม่รู้ตัว พูดเสียงเบาว่า “เจ้านั้นมีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัว เพียงแต่เจ้าไม่รู้”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น